กบฏโพกผ้าเหลือง
| กบฏโพกผ้าเหลือง | |||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ส่วนหนึ่งของ สงครามช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น | |||||||
แผนที่แสดงขอบเขตการก่อการของกบฏโพกผ้าเหลืองในจีนเมื่อ ค.ศ. 184 | |||||||
| |||||||
| คู่สงคราม | |||||||
| ราชวงศ์ฮั่น | กบฏโพกผ้าเหลือง | ||||||
| ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ | |||||||
|
พระเจ้าเลนเต้ โฮจิ๋น ฮองฮูสง โลติด จูฮี |
เตียวก๊ก เตียวโป้ † เตียวเหลียง † | ||||||
| กำลัง | |||||||
| 350,000 | 2,000,000 (เป็นผู้ติดตามดั้งเดิมของเตียวก๊กจำนวน 360,000 คน[2])[3] | ||||||
| ความสูญเสีย | |||||||
| ไม่ทราบ[a] | |||||||
| กบฏโพกผ้าเหลือง | |||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| จีนตัวเต็ม | 黃巾之亂 | ||||||||||||||
| จีนตัวย่อ | 黄巾之乱 | ||||||||||||||
| ความหมายตามตัวอักษร | กบฏผ้าเหลือง | ||||||||||||||
| |||||||||||||||
กบฏโพกผ้าเหลือง (จีนตัวย่อ: 黄巾之乱; จีนตัวเต็ม: 黃巾之亂; พินอิน: Huáng Jīn Zhī Luàn; ทับศัพท์: หฺวางจินจือ-ลฺว่าน) เป็นการก่อการกำเริบของเหล่าชาวนาในช่วงปลายยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออกของจีน การก่อการกำเริบเกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 184 ในรัชสมัยพระเจ้าเลนเต้ แม้ว่ากลุ่มกบฏหลักจะถูกปราบปรามเมื่อ ค.ศ. 185 แต่ต้องใช้เวลาถึง 21 ปีในการปราบปรามพื้นที่ที่ยังต่อต้านและกลุ่มกบฏที่เกิดขึ้นได้อย่างราบคาบเมื่อ ค.ศ. 205[1] ความอ่อนแอของราชสำนักและอิทธิพลทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นของผู้ปกครองทางการทหารที่ตั้งตนเป็นอิสระในส่วนภูมิภาคซึ่งช่วยในการปราบปรามกบฏนำไปสู่การช่วงชิงอำนาจระหว่างขุนศึกและส่งผลทำให้เกิดยุคสามก๊กในท้ายที่สุด
กบฏโพกผ้าเหลืองซึ่งได้ชื่อมาจากสีของผ้าโพกศีรษะ (巾 จิน) ของกลุ่มกบฏ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ของลัทธิเต๋า อันเนื่องมาจากความเกี่ยวพันระหว่างผู้นำกลุ่มกบฏกับสมาคมลับของลัทธิเต๋าในเวลานั้น[5] การก่อการกำเริบครั้งนี้ยังถูกใช้เป็นเหตุการณ์เปิดเรื่องในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 เรื่อง สามก๊ก (三國演義 ซานกั๋วเหยี่ยนอี้) โดยในนวนิยายเรียกกบฏโพกผ้าเหลืองว่า โจรโพกผ้าเหลือง (จีน: 黃巾賊; พินอิน: Huáng Jīn Zéi; ทับศัพท์: หฺวางจินเจ๋ย์)[6][7]
สาเหตุ
[แก้]เมื่อถึง ค.ศ. 184 ราชสำนักของราชวงศ์ฮั่นอ่อนแอลงเนื่องจากขันทีในราชสำนักใช้อำนาจเหนือจักรพรรดิในทางที่ผิดเพื่อแสวงประโยชน์ให้ตนเอง ขันทีที่มีอำนาจมากที่สุด 12 คนถูกเรียกว่าสิบเสียงสี (十常侍 ฉือฉางชื่อ) โดยที่ครั้งหนึ่งพระเจ้าเลนเต้ (漢靈帝 ฮั่นหลิงตี้) เคยตรัสว่า "เตียวเสียงสี[b] (เตียวเหยียง) เป็นบิดาของเรา เตียวเสียงสี[c] (เตียวต๋ง) เป็นมารดาของเรา"[8][9] การฉ้อราษฎร์บังหลวงของราชสำนักถูกมองว่าเป็นสาเหตุของโรคระบาด ภัยธรรมชาติ และผลผลิตทางการเกษตรร่อยหรอ สะท้อนให้เห็นว่าจักรพรรดิทรงสูญเสียอาณัติแห่งสวรรค์ไปแล้ว
เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมตลอดแนวแม่น้ำฮองโห (黄河 หฺวางเหอ) ทำให้ชาวนาและทหารประจำการจำต้องย้ายถิ่นฐานลงใต้ แรงงานส่วนเกินกระตุ้นให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ มีรายงานการระบาดของโรคเมื่อ ค.ศ. 171, 173, 179, 182 และ 185 โดยสาเหตุอาจมาจากโรคระบาดแอนโทนินในช่วง ค.ศ. 165-180 ซึ่งอาจเป็นฝีดาษและโรคหัดที่แพร่ระบาดไปตามเส้นทางสายไหม[9]
เตียวก๊ก (張角 จาง เจฺว๋) ผู้นำลัทธิเต๋าเริ่มรวบรวมผู้ติดตามกลุ่มแรกโดยอ้างว่าตนสามารถรักษาโรคได้ด้วยน้ำมนต์ เตียวก๊กส่งลูกศิษย์ไปทั่วภาคเหนือของจีนเพื่อเตรียมการจะก่อการกำเริบ[9] การเติบโตอย่างรวดเร็วของกลุ่มผู้ติดตามของเตียวก๊กไม่เป็นที่สังเกตจนกระทั่งขึ้นมามีกำลังแข็งแกร่งจนยากจะต้านทาน[10] เตียวก๊กตั้งใจจะก่อการกำเริบทั่วจักรวรรดิของราชวงศ์ฮั่น แต่แผนการถูกเปิดเผยจากการทรยศของลูกศิษย์คนหนึ่งของเตียวก๊กก่อนที่เตียวก๊กพร้อมที่จะก่อการ ผู้สมรู้ร่วมคิดของเตียวก๊กในลกเอี๋ยง (洛陽 ลั่วหยาง) นครหลวงของราชวงศ์ฮั่นถูกจับกุมและถูกประหารชีวิต ทำให้เตียวก๊กจำต้องก่อการเร็วกว่ากำหนดคือเริ่มก่อการในเดือนมีนาคม ค.ศ. 184 แม้ว่าจะขาดการประสานงานที่จำเป็นและการเตรียมพร้อมในภาพรวม แต่ผู้คนหลายหมื่นคนก็ลุกฮือก่อกบฏ ที่ว่าราชการถูกปล้นและทำลาย กองทัพหลวงจำต้องเร่งตั้งรับในทันที[10]
กลุ่มกบฏ
[แก้]ผู้ก่อตั้ง
[แก้]การก่อกบฏภายใต้การนำโดยเตียวก๊ก (ซึ่งเป็นรู้จักกันในเหล่าหมู่สาวกว่า "แม่ทัพแห่งสวรรค์") และน้องชายสองคนคือเตียวโป้ (張寶 จาง เป่า) และเตียวเหลียง (張梁 จาง เหลียง) ซึ่งเกิดในเมืองกิลกกุ๋น (巨鹿郡 จฺวี้ลู่จฺวิ้น) ทั้งสามพี่น้องได้ก่อตั้งนิกายของลัทธิเต๋าในบริเวณที่เป็นมณฑลชานตงในปัจจุบัน ทั้งสามได้รับความนับถือในฐานะผู้รักษาโรคที่ดูแลผู้ป่วยที่ยากจนโดยไม่เก็บค่ารักษา เมื่อทั้งสามพี่น้องเห็นว่าข้าราชการท้องถิ่นกดขี่ข่มเหงชนชั้นชาวนาด้วยการใช้แรงงานและเก็บภาษีอย่างหนัก ทั้งสามจึงวางแผนจะก่อกบฏ
นิกายเต๋า
[แก้]กลุ่มกบฏเป็นสาวกกลุ่มแรกของนิกายไท่ผิงเต้า (太平道; Tàipíng Dào) หรือวิถีมหาสันติ และนับถือเทพหฺวาง-เหล่า (黃老) ซึ่งเตียวก๊กอ้างว่าเป็นผู้มอบคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ชื่อ ไทแผงเยาสุด (太平要術; Tàipíng Yàoshù ไท่ผิงเย่าชู่) หรือมรรควิธีสู่มหาสันติ อิงมาจากคัมภีร์ ไท่ผิงจิง (太平經) เตียวก๊กผู้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผู้วิเศษ เรียกตนเองว่าเป็น "ต้าเซียนเหลียนชือ" (大賢良師) หรือ "มหาปรมาจารย์" เมื่อเตียวก๊กประกาศก่อกบฏ ได้สร้างคำขวัญที่ประกอบด้วยคำ 16 คำเผยแพร่ผ่านงานการรักษาของเหล่าสาวกว่า:[11]
ฟ้าคราม[d]พินาศแล้ว ฟ้าเหลือง[e]จักผงาดขึ้น
เมื่อถึงปีเจี๋ยจื่อ[f] (甲子) เทียนเซี่ยมหามงคล!
(蒼天已死,黃天當立。歲在甲子,天下大吉。)
การปฏิบัติศาสนกิจ
[แก้]เตียวก๊กอ้างวิธีการรักษาผู้ป่วยโดยการให้ผู้ป่วยสารภาพบาปเพื่อการรักษาโรคด้วยศรัทธาตามวิธีในลัทธิเต๋า สามพี่น้องสกุลเตียวเชื่อในการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีเจี๋ยจื่อ (甲子) ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นของวงรอบ 60 ปีวงใหม่ซึ่งเกี่ยวข้องกับฟ้าสีเหลืองที่เป็นสัญลักษณ์ของการการปกครองใหม่ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับสีของผ้าโพกศีรษะ[10] เหล่าวสาวกรวบรวบผู้คนหลากชาติพันธุ์ผ่านกิจกรรมชุมชนของนิกายอย่างการอยู่ในภวังค์ การอดอาหาร การแสดงดนตรี การสวดมนต์ การจุดธูป และการสั่งสอน ผู้นำชนเผ่าซฺยงหนู (匈奴) หลายคนเช่นยฺหวีฝูหลัว (於夫羅) ให้การสนับสนุนกิจกรรมของนิกาย ซึ่งอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เตียวก๊กนำความเชื่อเรื่องหมอผีของชนเผ่าซฺยงหนูไปใช้[12]
แม้ว่าจะมีบันทึกที่หลงเหลืออยู่น้อย แต่นิกายไท่ผิงเต้าในช่วงต้นอาจจะคล้ายคลึงกับนิกายเทียนชือเต้า (天師道; นิกายอาจารย์สวรรค์) เมื่อพิจารณาว่าตัวเตียวก๊กอ้างตนเป็นผู้สืบเชื้อสายของเตียวเหลง (張陵 จาง หลิง) หรือจางเต้าหลิง (張道陵) ใน 52 บทที่หลงเหลือของคัมภีร์ไท่ผิงจิงส่วนใหญ่ที่พบในสารบบเต้าจาง (道藏) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับนิกายเทียนชือเต้า โดยมีข้อแตกต่างบางประการที่อาจถูกยกเลิกไปโดยนักบวชเต๋าในยุคหลัง[13]
แผนการของเตียวก๊กสำหรับก่อกบฎ
[แก้]ก่อนที่การก่อกบฏจะเริ่มต้น เตียวก๊กส่งม้าอ้วนยี่ (馬元義 หม่า ยฺเหวียนอี้) เพื่อระดมเหล่าสาวกจากมณฑลเกงจิ๋ว (荊州 จิงโจว) และยังจิ๋ว (揚州 หยางโจว) แล้วรวบรวมไว้ที่เงียบกุ๋น (鄴城 เย่เฉิง) ม้าอ้วนยี่เดินทางไปลกเอี๋ยงนครหลวงของราชวงศ์ฮั่นอยู่บ่อยครั้ง จึงสามารถโน้มน้าวฮองสี (封諝 เฟิง ซฺวี) และสฺวี เฟิ่ง (徐奉) สมาชิกของกลุ่มขันทีในราชสำนักให้ร่วมมือกับเตียวก๊กอย่างลับ ๆ กำหนดวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 184 เป็นวันก่อการกบฏ แต่ก่อนที่แผนการจะเริ่มดำเนินการ กลุ่มโพกผ้าเหลืองก็ถูกทรยศ เมื่อตองจิ๋ว (唐周 ถาง โจว) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งนิกายไท่ผิงเต้าถูกกีดกันจากการร่วมวางแผนในภายหลัง ตองจิ๋วจึงไปแจ้งเรื่องม้าอ้วนยี่ต่อทางการ ทำให้ม้าอ้วนยี่ถูกจับกุมและถูกประหารชีวิตด้วยทัณฑ์รถม้าแยกร่างในลกเอี๋ยง[14][10]
หลังจากที่พระเจ้าเลนเต้ทรงทราบว่าเตียวก๊กกำลังวางแผนก่อการกบฎ จึงทรงมีรับสั่งให้โจว ปิน (周斌) หัวหน้าพระราชอุทยานหลวง (鉤盾令 โกวตุ้นลิ่ง) ทำการสืบสวนไปยังผู้ร่วมสมคบคิดทั้งหมด ผู้คนหลายร้อยคนจึงถูกจับกุมและถูกประหารชีวิตในเวลานั้น[15]
การก่อกบฏ
[แก้]เมื่อเตียวก๊กได้ยินว่าราชสำนักฮั่นทราบแผนการจะก่อกบฏของตน เตียวก๊กจึงเร่งส่งคนนำสารไปติดต่อพันธมิตรของตนทั่วแผ่นดินจีนและเริ่มก่อการทันที ในเดือนมีนาคม เตียวก๊กเริ่มก่อกบฏโพกผ้าเหลืองโดยมีผู้ติดตามประมาณ 360,000 คน ล้วนโพกศีรษะด้วยผ้าโพกสีเหลือง[2] เตียวก๊กเรียกตนเองว่าเป็น "เทียนก๋งจงกุ๋น" (天公將軍 เทียนกงเจียงจฺวิน) หรือ "ขุนพลจ้าวสวรรค์" เตียวโป้น้องชายของเตียวก๊กได้รับการเรียกว่าเป็น "แตก๋งจงกุ๋น" (地公將軍 ตี้กงเจียงจฺวิน) หรือ "ขุนพลจ้าวแผ่นดิน" เตียวเหลียงน้องชายอีกคนของเตียวก๊กได้รับการเรียกเป็น "ยินก๋งจงกุ๋น" (人公將軍 เหรินกงเจียงจฺวิน) หรือ "ขุนพลจ้าวมนุษย์" กำลังกบฏเข้าโจมตีที่ว่าการ ปล้นหมู่บ้าน และยึดครองเมือง ภายใน 10 วัน กบฏก็แผ่ขยายไปทั่วแผ่นดินจีน ทำให้ราชสำนักฮั่นในลกเอี๋ยงตื่นตระหนก[16]
กำลังกบฏส่วนใหญ่รวมตัวในมณฑลกิจิ๋ว (冀州 จี้โจว) เกงจิ๋ว (荊州 จิงโจว) อิวจิ๋ว (幽州 โยวโจว) และอิจิ๋ว (豫州 ยฺวี่โจว) กลุ่มที่นำโดยเตียวก๊กและน้องชายได้รับการสนับสนุนในมณฑลกิจิ๋วซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของแม่น้ำฮองโห ใกล้กับเมืองกิลกกุ๋น (巨鹿郡 จฺวี้ลู่จฺวิ้น; อยู่บริเวณอำเภอผิงเซียง มณฑลเหอเป่ย์ในปัจจุบัน) ที่เป็นเมืองบ้านเกิดของเตียวก๊ก และเมืองเว่ย์ (魏郡 เว่ย์จฺวิ้น; อยู่บริเวณนครหานตาน มณฑลเหอเป่ย์ในปัจจุบัน) กลุ่มกบฏที่ใหญ่เป็นอันดับสองอยู่ในเมืองกว่างหยาง (廣陽郡 กว่างหยางจฺวิ้น; อยู่บริเวณนครปักกิ่งในปัจจุบัน) และเมืองตุ้นก้วน (涿郡 จัวจฺวิ้น; อยู่บริเวณนครจัวโจว มณฑลเหอเป่ย์ในปัจจุบัน) ในมณฑลอิวจิ๋ว ศูนย์กลางของกำลังกบฏลำดับที่สามอยู่ในเมืองเองฉวน (潁川郡 อิ่งชฺวานจฺวิ้น; อยู่บริเวณนครสฺวี่ชาง มณฑลเหอหนานในปัจจุบัน) และเมืองยีหลำ (汝南郡 หรู่หนานจฺวิ้น; อยู่บริเวรณนครซิ่นหยาง มณฑเหอหนานในปัจจุบัน) ในมณฑลอิจิ๋ว และเมืองลำหยง (南陽郡 หนานหยางจฺวิ้น; บริเวณนครหนานหยาง มณฑลเหอหนานในปัจจุบัน) ในมณฑลเกงจิ๋วตอนเหนือ
ในวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 184 พระเจ้าเลนเต้ทรงแต่งตั้งให้โฮจิ๋น (何進 เหอ จิ้น) ผู้เป็นพี่ชายของพระมเหสีและเป็นเจ้าเมืองโห้หล้ำ (河南尹 เหอหนานอิ่น) ให้เป็นมหาขุนพล (大將軍 ต้าเจียงจฺวิน) และมีรับสั่งให้คุมทัพหลวงในการปราบปรามกบฏ[17] พระเจ้าเลนเต้ยังทรงแต่งตั้งให้ขุนพล 3 นาย ได้แก่ โลติด (盧植 หลู จื๋อ) ฮองฮูสง (皇甫嵩 หฺวางฝู่ ซง) และจูฮี (朱儁 จู จฺวิ้น) ให้นำทัพแยก 3 ทัพไปจัดการกบฏ มีกำลังพลโดยรวมประมาณ 40,000 นาย[18] โลติดยกพลไปฐานที่มั่นของโลติดในกิจิ๋ว ส่วนฮองฮูสงและจูฮีมุ่งหน้าไปยังเมืองเองฉวน[19]
มณฑลอิวจิ๋ว: เมืองกว่างหยางและตุ้นก้วน
[แก้]ในมณฑลอิวจิ๋ว กำลังกบฏสังหารกัว ซฺวิน (郭勳) ข้าหลวงมณฑล และหลิว เว่ย์ (劉衛) เจ้าเมืองกว่างหยาง[20]

นายพันเจาเจ้ง (鄒靖 โจว จิ้ง) นำทัพหลวงเข้าปราบปรามกบฏในมณฑลอิวจิ๋ว เล่าปี่ (劉備 หลิว เป้ย์) ได้นำกองกำลังทหารอาสาสมัคร[g] มาช่วยสนับสนุนเจาเจ้ง[21]
มณฑลอิจิ๋ว: เมืองยีหลำและเองฉวน
[แก้]เมื่อกำลังกบฏเริ่มก่อการในมณฑลอิจิ๋ว ราชสำนักฮั่นเลือกอ้องอุ้น (王允 หวาง ยฺหวิ่น) เป็นการพิเศษให้เป็นข้าหลวงมณฑลเพื่อกำกับดูแลปฏิบัติการทางทหาร[22]
เจ้า เชียน (趙謙) เจ้าเมืองของเมืองยีหลำ (汝南郡 หรู่หนานจฺวิ้น) นำกำลังพลเข้าโจมตีกบฏก่อนที่จูฮีจะยกพลมาถึง แต่พ่ายแพ้ในการรบที่เช่าหลิง (邵陵; อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมณฑลเหอหนานในปัจจุบัน)[23] เมื่ออำเภอเฉิน (陳縣 เฉินเซี่ยน; อำเภอหฺวายหยาง มณฑลเหอหนานในปัจจุบน) ถูกกำลังกบฏโจมตี ผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ้า เชียน 7 คนซึ่งล้วนไม่ใช่ข้าราชการทหาร ต่างถือดาบพยายามรบกับกบฏแต่กลับถูกสังหารทัั้งหมด ภายหลังจากกบฏถูกปราบปราม พระเจ้าเลนเต้ทรงออกพระราชโองการยกย่องเกียรติคุณของทั้ง 7 คนว่าเป็น "เจ็ดผู้ทรงธรรม" (七賢 ชีเสียน)[24][25]
ราชรัฐเฉิน (陳國 เฉินกั๋ว; อยู่บริเวณนครโจวโข่ว มณฑลเหอหนานในปัจจุบัน) เมืองหนึ่งในมณฑลอิจิ๋วสามารถเลี่ยงการฆ่าฟันจากกบฏโพกผ้าเหลือง เพราะกบฏเกรงกลัวหลิว ฉ่ง (劉寵) อ๋องแห่งเฉินผู้มีชื่อเสียงในเรื่องหน่วยพลเกาทัณฑ์มากฝีมือใต้อาณัติของพระองค์[26]
กบฏในเมืองยีหลำนำโดยปัว ไฉ (波才) เอาชนะจูฮีได้ในการรบและผลักดันจนล่าถอยไปในช่วงต้น ราชสำนักส่งกำลังทหารม้านำโดยนายทหารหนุ่มโจโฉ (曹操 เฉา เชา) มาเป็นกำลังหนุนให้จูฮี[27] ในช่วงระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคมและ 25 มิถุนายน จูฮี ฮองฮูสง และโจโฉร่วมสนธิกำลังกันเข้าโจมตีจนเอาชนะปัว ไฉได้ที่ฉางเช่อ (長社; ทางตะวันออกของนครฉางเก่อ มณฑลเหอหนานในปัจจุบัน)[28][29] ระหว่างที่ปัว ไฉพยายามหนี ฮองฮูสงและจูฮีก็ไล่ตามตีมาถึงอำเภอหยางไจ๋ (陽翟縣 หยางไจ๋เซี่ยน; ปัจจุบันคือนครยฺหวี่โจว มณฑลเหอหนาน) และเอาชนะได้อีกครั้ง ทำให้กำลังกบฏแตกพ่ายกระจัดกระจายไป[30]
ต่อมาฮองฮูสงและจูฮีเอาชนะกบฏในเมืองยีหลำที่นำโดยเผิง ทัว (彭脫) ที่อำเภอซีหฺวา (西華縣 ซีหฺวาเซี่ยน; ทางใต้ของอำเภอซีหฺวา มณฑลเหอหนานในปัจจุบัน)[30] ราชสำนักมีคำสั่งให้ฮองฮูสงและจูฮีแบ่งกำลังทหารเป็นสองทัพ ฮองฮูสงจะเข้าโจมตีกบฏที่เมืองตองกุ๋น (東郡 ตงจฺวิ้น; อยู่บริเวณอำเภอผูหยาง มณฑลเหอหนานในปัจจุบัน) ส่วนจูฮีจะโจมตีกบฏที่เมืองลำหยง[31] ในช่วงเวลานั้น อ้องอุ้นข้าหลวงมณฑลอิจิ๋วค้นพบหลักฐานว่ากบฏลอบติดต่อกับเตียวเหยียง (張讓 จาง ร่าง) ผู้นำของกลุ่มขันทีในลกเอี๋ยง จึงทูลรายงานพระเจ้าเลนเต้ พระเจ้าเลนเต้ทรงตำหนิเตียวเหยียงแต่ไม่ดำเนินการลงโทษ[22]
ในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายนและ 6 ธันวาคม นายกองเป้า หง (鮑鴻) นำทัพหลวงไปโจมตีกบฏที่เก๋อเปย์ (葛陂; ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอซินไช่ มณฑลเหอหนานในปัจจุบัน) และเอาชนะได้[32]
มณฑลกิจิ๋ว: เมืองเว่ย์และกิลกกุ๋น
[แก้]ในช่วงเวลานั้น โลติดเอาชนะทัพกบฏของเตียวก๊กในเมืองกิลกกุ๋น และล้อมผู้นำกบฏในอำเภอกงจ๋ง (廣宗縣 กว่างจงเซี่ยน; ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอำเภอกว่างจง มณฑลเหอเป่ย์ในปัจจุบัน) แต่มีขันทีผู้หนึ่งชื่อจูฮง (左豐 จั่ว เฟิง) กล่าวหาว่าโลติดเป็นกบฏ พระเจ้าเลนเต้จึงทรงมีรับสั่งให้จับกุมโลติด คุมตัวกลับมาลกเอี๋ยงในฐานะนักโทษ[33] จากนั้นราชสำนักจึงส่งขุนพลตั๋งโต๊ะ (董卓 ต่ง จั๋ว) ให้ขึ้นมามีตำแหน่งแทนที่โลติดและให้เข้าโจมตีเตียวก๊ก แต่ตั๋งโต๊ะโจมตีไม่สำเร็จและล่าถอย[34][35]
ในวันที่ 23 หรือ 24 กันยายน ฮองฮูสงและฟู่ เซี่ย (傅燮} นายกองพันใต้บังคับบัญชา[36] เอาชนะกบฏที่ซองเต๋ง (倉亭 ฉางถิง; ทางเหนือของอำเภอหยางกู่ มณฑลชานตงในปัจจุบัน) จับตัวปู๋ จี่ (卜己) ผู้นำกบฏ และสังหารกบฏมากกว่า 7,000 คน รวมถึงผู้นำระดับรองคนอื่น ๆ ได้แก่ จาง ปั๋ว (張伯) และเหลียง จ้งหนิง (梁仲寧)[37][38] ในวันที่ 25 กันยายน ราชสำนักมีคำสั่งให้ฮองฮูสงขึ้นมาแทนที่ตั๋งโต๊ะและนำพลขึ้นเหนือไปยังอำเภอกงจ๋งเพื่อโจมตีเตียวก๊ก[39]
เตียวก๊กเสียชีวิตด้วยอาการป่วยในเดือนตุลาคม ค.ศ. 184 ระหว่างที่อยู่ภายใต้การโจมตีของฮองฮูสงที่อำเภอกงจ๋ง ในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายนและ 20 ธันวาคม ฮองฮูสงยังคงโจมตีเตียวเหลียงผู้ขึ้นมาบัญชาการเหล่าสาวกของเตียวก๊กพี่ชายที่อำเภอกงจ๋ง ฮองฮูสงไม่สามารถเอาชนะกลุ่มกบฏโพกผ้าเหลืองมีฝีมือของเตียวเหลียง จึงเปลี่ยนมาใชัวิธีตั้งรับ ลวงให้กบฏคลายความระมัดระวังลงเพื่ออาศัยโอกาสนี้เข้าจู่โจมล้างผลาญในเวลากลางคืน เตียวเหลียงเสียชีวิตในที่รบพร้อมกบฏ 30,000 คน ส่วนกบฏอีก 50,000 คนจมน้ำตายระหว่างพยายามหนีข้ามแม่น้ำ ฮองฮูสงเผารถบรรทุกเสบียงของเหล่ากบฏไปกว่า 30,000 คัน และจับกุมสมาชิกในครอบครัวส่วนมากของเหล่ากบฏได้[40] จากนั้นฮองฮูสงจึงสั่งให้ขุดศพของเตียวก๊กขึ้นมาและตัดศีรษะ ส่งศีรษะนั้นไปยังราชสำนักในลกเอี๋ยง[41]
พระเจ้าเลนเต้ทรงเลื่อนขั้นให้ฮองฮูสงเป็นขุนพลทหารม้าและรถรบฝ่ายซ้าย (左車騎將軍 จั่วเชอฉีเจียงจฺวิน) เพื่อตอบแทนความดีความชอบ ในช่วงระหว่างวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 184 และ 18 มกราคม ค.ศ. 185 ฮองฮูสงร่วมทัพกับกัว เตี่ยน (郭典) เจ้าเมืองกิลกกุ๋น เข้าโจมตีกบฏที่เหลืออยู่ที่นำโดยเตียวโป้น้องชายอีกคนของเตียวก๊ก ฮองฮูสงและกัว เตี่ยนเอาชนะกบฏได้ที่อำเภอโฉเหียง (下曲陽縣 เซี่ยชฺวีหยางเซี่ยน[h]; ทางตะวันตกของนครจิ้นโจว มณฑลเหอเป่ย์ในปัจจุบัน) สังหารเตียวโป้ได้สำเร็จ และรับการยอมจำนนของกบฏกว่า 100,000 คน[45][46]
มณฑลเกงจิ๋ว: เมืองลำหยง
[แก้]เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 184 เหล่ากบฏนำโดยจาง ม่านเฉิง (張曼成) สังหารฉู่ ก้ง (褚貢) เจ้าเมืองลำหยง และยึดอำเภออ้วนเซีย (宛城 หว่านเฉิง; ปัจจุบันคือเขตหว่านเฉิง นครหนานหยาง มณฑลเหอหนาน) ซึ่งเป็นอำเภอเอกของเมืองลำหยง[47] ฉิน เจี๋ย (秦頡) ผู้รับตำแหน่งเจ้าเมืองลำหยงถัดจากฉู่ ก้ง รวบรวมกำลังพลในท้องถิ่นเมืองลำหยงเข้าโจมตีจาง ม่านเฉิงจนเอาชนะได้และสังหารจาง ม่านเฉิงในช่วงระหว่างวันที่ 26 มิถุนายนถึง 25 กรกฎาคม[48][49] ก่อนที่ทัพหนุนของจูฮีจะมาถึง
หลังการเสียชีวิตของจาง ม่านเฉิง เตียวฮ่อง (趙弘 เจ้า หง) ขึ้นเป็นผู้นำกบฏในอ้วนเซียคนใหม่ ในช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ. 184 หรือหลังจากนั้น ฉิน เจี๋ยและจูฮีประสานทัพกับชีจิ๋วเป๋ง (徐璆 สฺวี ฉิว) ข้าหลวงมณฑลเกงจิ๋วเพื่อโจมตีอ้วนเซียด้วยกำลังพลประมาณ 18,000 นาย ทั้งสามเอาชนะและสังหารเตียวฮ่องได้สำเร็จ[50]
หลังการเสียชีวิตของเตียวฮ่อง ฮั่นต๋ง (韓忠 หาน จง) และกบฏที่เหลือเข้ายึดอ้วนเซียและยังคงต่อต้านทัพหลวงต่อไป จูฮีสั่งให้กำลังพลแสร้งทำเป็นโจมตีจากด้านตะวันตกเฉียงใต้ ในขณะที่ตัวจูฮีลอบนำทหารชั้นยอด 5,000 นายแทรกซึมเข้าไปในอ้วนเซียจากด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ฮั่นต๋งล่าถอยเข้าไปในป้อมปราการและขอยอมจำนน ฉิน เจี๋ย, ชีจิ๋วเป๋ง และเตียวเถียว (張超 จาง เชา) นายกองพันใต้บังคับบัญชาของจูฮี ต่างก็โน้มน้าวให้จูฮียอมรับการยอมจำนนของฮั่นต๋ง แต่จูฮีปฏิเสธ แล้วจูฮีก็แสร้งทำเป็นคลายวงล้อมเพื่อลวงให้ฮั่นต๋งยกออกมาโจมตี ฮั่นต๋งหลงกลจึงพ่ายแพ้ในการรบและพยายามจะหนีไปทางทิศเหนือในระหว่างที่กำลังพลของฮั่นต๋งราว 10,000 คนถูกทัพหลวงสังหาร ฮั่นต๋งหมดหนทางจึงยอมจำนนต่อจูฮี แต่ฉิน เจี๋ยสั่งให้นำตัวฮั่นต๋งไปประหารชีวิต[51]
เมื่อวันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 185 จูฮีเอาชนะทัพกบฏอีกทัพที่นำโดยซุน เซี่ย (孫夏) จากนั้นซุน เซี่ยจึงหนีไปยังอำเภอซีเอ้อ (西鄂縣 ซีเอ้อเซี่ยน; ทางเหนือของนครหนานหยาง มณฑลเหอหนานในปัจจุบัน) จูฮีไล่ตามซุน เซี่ยไปถึงซีเอ้อแล้วเอาชนะได้ ทำให้กบฏที่เหลืออยู่แตกพ่ายกระจัดกระจายไป[52][53]
มณฑลชีจิ๋วและยังจิ๋ว
[แก้]ในมณฑลชีจิ๋ว โตเกี๋ยม (陶謙 เถา เชียน) ข้าหลวงมณฑลชีจิ๋ว ได้รับการหนุนช่วยจากจงป้า (臧霸 จาง ป้า) จึงสามารถเอาชนะกบฏและฟื้นคืนความสงบในภูมิภาค[54][55]
ซุนเกี๋ยน (孫堅 ซุน เจียน) ซึ่งเวลานั้นเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยในอำเภอแห้ฝือ (下邳縣 เซี่ยพีเซี่ยน; ทางเหนือของนครพีโจว มณฑลเจียงซูในปัจจุบัน) ในมณฑลชีจิ๋ว มาเข้าร่วมทัพของจูฮีในฐานะนายกองพัน ซุนเกี๋ยนนำชายวัยฉกรรจ์หลายคนจากอำเภอแห้ฝือและทหารอื่นที่เกณฑ์จากภูมิภาคแม่น้ำห้วย (淮河 หฺวายเหอ) มาด้วย[56]
ในมณฑลยังจิ๋ว เหล่ากบฏโจมตีอำเภอซีเสง (舒縣 ชูเซี่ยน; อยู่บริเวณตอนกลางของมณฑลอานฮุยในปัจจุบัน) อำเภอในเมืองโลกั๋ง (廬江郡 หลูเจียงจฺวิ้น; อยู่บริเวณนครลู่อาน มณฑลอานฮุยในปัจจุบัน) และจุดไฟเผาอาคารต่าง ๆ หยาง ซฺวี่ (羊續) เจ้าเมืองโลกั๋ง ระดมพลชายวัยฉกรรจ์ที่มีอายุ 19 ปีขึ้นไปได้หลายพันคนเพื่อตีโต้เหล่ากบฏและเพื่อดับเพลิงได้สำเร็จ[57]
การสิ้นสุดของการก่อกบฏ
[แก้]เมื่อถึงช่วงต้น ค.ศ. 185 กบฏส่วนใหญ่ถูกปราบปรามหลังจากที่จูฮียึดอำเภออ้วนเซียในเมืองลำหยงคืนมาได้ และหลังจากที่ฮองฮูสงเอาชนะเหล่ากบฏที่นำโดยเตียวก๊กและน้องชายในมณฑลกิจิ๋วได้สำเร็จ กบฏที่เหลือที่กระจัดกระจายออกไปถูกทัพหลวงไล่ตามตีในการศึกย่อม ๆ และเมื่อถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 185 พระเจ้าเลนเต้ทรงออกประกาศเฉลิมฉลองโดยการเปลี่ยนชื่อศักราชในรัชสมัยของพระองค์จากกวางเหอ (光和) เป็นจงผิง (中平; "การบรรลุสันติสุข")[10]
ความเคลื่อนไหวของกบฏโพกผ้าเหลืองที่ฟื้นคืนมาหลังต้น ค.ศ. 185
[แก้]แม้ว่าการก่อกบฏหลักของกบฏโพกผ้าเหลืองสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 185 แต่การก่อกบฏครั้งเล็ก ๆ กว่าโดยเดนของกบฏโพกผ้าเหลืองยังคงดำเนินต่อไปเป็นเวลาอีก 2 ทศวรรษหลังจากนั้น
โจรคลื่นขาว
[แก้]ในช่วงระหว่างวันที่ 16 มีนาคมและ 13 เมษายน ค.ศ. 188 กัว ไท่ (郭太) นำเดนกบฏโพกผ้าเหลืองราว 100,000 คนเริ่มก่อกบฏในเมืองซีเหอ (西河郡 ซีเหอจฺวิ้น; อยู่บริเวณนครเฝินหยาง มณฑลชานซีในปัจจุบัน) เนื่องจากเดนกบฏโพกผ้าเหลืองกลุ่มนี้มาจากหุบเขาไป๋ปัว (白波谷 ไป๋ปัวกู่; "หุบเขาคลื่นขาว") ในเมืองซีเหอ เดนกบฏโพกผ้าเหลืองกลุ่มนี้จึงเป็นที่รู้จักในภายหลังในคำเรียกว่า "โจรคลื่นขาว" (白波賊 ไป๋ปัวเจ๋ย์) โจรคลื่นขาวเป็นพันธมิตรกับยฺหวีฟูหลัว (於夫羅) ผู้นำชนเผ่าซฺยงหนู (匈奴) และเข้าโจมตีเมืองไท่หยวน (太原郡 ไท่-ยฺเหวียนจฺวิ้น; อยู่บริเวณนครไท่หยวน มณฑลชานซีในปัจจุบัน) และเมืองฮอตั๋ง (河東郡 เหอตงจฺวิ้น; อยู่บริเวณนครยฺวิ่นเฉิง มณฑลชานซีในปัจจุบัน)[58][59] ในช่วงระหว่างวันที่ 27 ตุลาคมและ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 189 เมื่อกลุ่มโจรคลื่นขาวโจมตีเมืองฮอตั๋ง งิวฮู (牛輔 หนิว ฝู่) บุตรเขยของขุนศึกตั๋งโต๊ะยกเข้าโจมตีกลุ่มโจรแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ[60][61]
ราวช่วงกลาง ค.ศ. 195 พระเจ้าเหี้ยนเต้ (漢獻帝 ฮั่นเซี่ยนตี้) เสด็จหนีจากนครหลวงเตียงอั๋น (長安 ฉางอาน) ที่ซึ่งพระองค์ทรงถูกกุมเป็นองค์ประกันโดยเหล่าผู้ติดตามของตั๋งโต๊ะที่นำโดยลิฉุย (李傕 หลี่ เจฺว๋) และกุยกี (郭汜 กัว ซื่อ) ตั้งแต่หลังการเสียชีวิตของตั๋งโต๊ะเมื่อ ค.ศ. 192 พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงกลับไปยังซากนครหลวงเก่าคือลกเอี๋ยงซึ่งถูกตั๋งโต๊ะเผาทำลายเมื่อ ค.ศ. 191 ระหว่างที่บังคับย้ายนครหลวงไปยังเตียงอั๋น ตังสิน (董承 ต่ง เฉิง) ผู้เป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของงิวฮู และเอียวฮอง (楊奉 หยาง เฟิ่ง) ผู้เป็นอดีตโจรคลื่นขาว[62] ถวายการคุ้มกันพระเจ้าเหี้ยนเต้ในลกเอี๋ยง ด้านลิฉุยและกุยกีพยายามจะไล่ตามเพื่อจะนำองค์จักรพรรดิกลับไปเตียงอั๋น ตังสินและเอียวฮองจึงเรียกกลุ่มโจรคลื่นขาวที่นำโดยลิงัก (李樂 หลี่ เล่อ), หันเซียม (韓暹 หาน เซียน), โฮจ๋าย (胡才 หู ไฉ) และคนอื่น ๆ เพื่อให้มาถวายการช่วยเหลือพระเจ้าเหี้ยนเต้ ทัพชนเผ่าซฺยงหนูนำโดยชฺวี่เปย์ (去卑) ก็ตอบรับการเรียกตัวแล้วมาถวายการช่วยเหลือพระเจ้าเหี้ยนเต้ในการต้านทัพลิฉุยและกุยกี[63] ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 195 และ ค.ศ. 196 ขุนศึกโจโฉนำทัพของตนเข้าลกเอี๋ยงและเชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ไปยังฐานกำลังของโจโฉที่ฮูโต๋ (許 สฺวี่; ปัจจุบันคือนครสฺวี่ชาง มณฑลเหอหนาน) และตั้งเป็นนครหลวงแห่งใหม่
เอ๊กจิ๋ว: หม่า เซียง และเจ้า จือ
[แก้]เมื่อ ค.ศ. 188 หม่า เซียง (馬相) และเจ้า จือ (趙祗) นำเดนกบฏโพกผ้าเหลืองเริ่มก่อกบฏในมณฑลเอ๊กจิ๋ว (益州 อี้โจว; ครอบคลุมพื้นที่ของมณฑลเสฉวนและนครฉงชิ่งในปัจจุบัน) สังหารหลี่ เชิง (李升) นายอำเภอของอำเภอกิมก๊ก (緜竹縣 เหมียนจู๋เซี่ยน), เจ้า ปู้ (趙部) เจ้าเมืองของเมืองปากุ๋น (巴郡 ปาจฺวิ้น) และซี เจี่ยน (郗儉) ข้าหลวงมณฑลเอ๊กจิ๋ว หม่า เซียงประกาศตั้งตนเป็นจักรพรรดิก่อนที่เดนกบฏโพกผ้าเหลืองกลุ่มนี้จะถูกปราบปรามโดยกองกำลังท้องถิ่นที่นำโดยเจี่ย หลง (賈龍) อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของซี เจี่ยน[64][65]
เฉงจิ๋ว: จาง เหรา, กวนไฮ, สฺวี เหอ และซือหม่า จฺวี้
[แก้]ราว ค.ศ. 189 จาง เหรา (張饒) นำเดนกบฏโพกผ้าเหลืองประมาณ 200,000 คนบุกโจมตีมณฑลเฉงจิ๋ว (青州 ชิงโจว) เอาชนะทัพหลวงภายใต้การบัญชาของขงหยง (孔融 ข่ง หรง) ปลัดรัฐของราชรัฐปักไฮ (北海國 เป๋ยไห้กั๋ว; อยู่บริเวณนครเหวย์ฟาง มณฑลชานตงในปัจจุบัน) ในมณฑลเฉงจิ๋ว[66] ภายหลังขงหยงถูกกบฏโพกผ้าเหลืองหลายพันคนที่นำโดยกวนไฮ (管亥 กว่าน ไฮ่) ล้อมอยู่ในอำเภอตูชาง (都昌縣 ตูชางเซี่ยน; ปัจจุบันคือนครชางอี้ มณฑลชานตง) ไทสูจู้ (太史慈 ไท่ฉื่อ ฉือ) ซึ่งเวลานั้นเป็นนายทหารของขงหยงสามารถตีฝ่าวงล้อมไปขอความช่วยเหลือจากเล่าปี่ซึ่งเวลานั้นเป็นปลัดรัฐของราชรัฐเพงงวนก๋วน (平原國 ผิง-ยฺเหวียนกั๋ว) ที่อยู่ใกล้เคียง เล่าปี่นำกำลังพล 3,000 นายเข้าโจมตีกวนไฮและช่วยเหลือขงหยงได้สำเร็จ[67]
ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 200 สฺวี เหอ (徐和) และซือหม่า จฺวี้ (司馬俱) นำเดนกบฏโพกผ้าเหลืองจากเมืองเจลำ (濟南郡 จี่หนานจฺวิ้น; อยู่บริเวณนครจางชิว มณฑลชานตงในปัจจุบัน) และเมืองเล่ออาน (樂安郡 เล่ออานจฺวิ้น; อยู่บริเวณนครจือปั๋ว มณฑลชานตงในปัจจุบัน) ตามลำดับเข้าโจมตีมณฑลเฉงจิ๋ว ทั้งสองพ่ายแพ้และถูกสังหารโดยแฮหัวเอี๋ยน (夏侯淵 เซี่ยโหว เยฺวียน), จงป้า และลิยอย (呂虔 ลฺหวี่ เฉียน) ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 206 และ ค.ศ. 209[i][68][69]
กุนจิ๋ว: ทัพเฉงจิ๋วของโจโฉ
[แก้]ประมาณเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 192 เดนกบฏโพกผ้าเหลืองหลายร้อยคนจากมณฑลเฉงจิ๋วบุกเข้ามณฑลกุนจิ๋ว (兗州 เหยี่ยนโจว) และสังหารเจิ้ง ซุ่ย (鄭遂) ปลัดรัฐของราชรัฐเริ่นเฉิง (任城國 เริ่นเฉิงกั๋ว; อยู่บริเวณนครโจวเฉิง มณฑลชานตงในปัจจุบัน) ก่อนจะเคลื่อนไปยังเมืองตังเป๋ง (東平郡 ตงผิงจฺวิ้น; อยู่บริเวณอำเภอตงผิง มณฑลชานตงในปัจจุบัน) เล่าต้าย (劉岱 หลิว ไต้) ข้าหลวงมณฑลกุนจิ๋วต้องการจะนำกำลังพลของตนไปโจมตีเหล่ากบฏ แต่ขุนพลเปาสิ้น (鮑信 เป้า ซิ่น) ทัดทานไม่ให้กระทำเช่นนั้น เล่าต้ายเพิกเฉยต่อคำของเปาสิ้น ทำให้ตัวเล่าต้ายเสียชีวิตระหว่างการโจมตีเหล่ากบฏ เปาสิ้นและว่าน เฉียน (萬潛) ที่เป็นข้าราชการอีกคนเดินทางไปเมืองตองกุ๋น (東郡 ตงจฺวิ้น; อยู่บริเวณนครผูหยาง มณฑลเหอหนานในปัจจุบัน) เพื่อเชิญโจโฉมาเป็นข้าหลวงมณฑลคนใหม่ของมณฑลกุนจิ๋ว จากนั้นเปาสิ้นจึงนำทัพหลวงไปโจมตีเหล่ากบฏทางตะวันออกของอำเภอโช่วจาง (壽張縣 โช่วจางเซี่ยน; ทางใต้ของอำเภอตงผิง มณฑลชานตงในปัจจุบัน) แต่เปาสิ้นถูกสังหารในที่รบ[70] ภายหลัง โจโฉสามารถเอาชนะเหล่ากบฏในราชรัฐเจปัก (濟北國 จี้เป่ย์กั๋ว) ได้แม้ว่าโจโฉจะมีกำลังพลน้อยกว่าเหล่ากบฏ เหล่ากบฏจำนวนมากกว่า 300,000 คนพร้อมด้วยครอบครัวยอมจำนนต่อโจโฉ โจโฉจึงคัดเลือกนักรบที่มีฝีมือที่สุดจากบรรดาอดีตกบฏเหล่านั้นและจัดตั้งเป็นหน่วยทหารชั้นยอด เรียกว่าทัพเฉงจิ๋ว[j] (青州兵 ชิงโจวปิง)[71][72]
เมืองยีหลำและเองฉวน: โฮงี, เล่าเพ็ก, ก๋งเต๋า และคนอื่น ๆ
[แก้]ในเมืองยีหลำและเองฉวน เดนกบฏโพกผ้าเหลืองหลายพันคนยังคงก่อการภายใต้การนำของโฮงี (何儀 เหอ อี๋), เล่าเพ็ก (劉辟 หลิว พี่), อุยเซียว (黃邵 หฺวาง เช่า) และโฮปัน (何曼 เหอ ม่าน) ตอนแรกกบฏเหล่านี้เป็นพันธมิตรกับอ้วนสุด (袁術 ยฺเหวียน ชู่) และซุนเกี๋ยน แต่ก็กลายเป็นกองกำลังอิสระในช่วงคริสต์ทศวรรษ 190 ระหว่างวันที่ 17 มีนาคมกับ 15 เมษายน ค.ศ. 196 ขุนศึกโจโฉนำทัพเข้าโจมตีกบฏเหล่านี้และสังหารเล่าเพ็ก, อุยเซียว และโฮปัน โฮงีนำกำลังพลที่เหลือยอมจำนนต่อโจโฉ[73]
กองกำลังกบฏโพกผ้าเหลืองกลุ่มอื่น ๆ ในเมืองยีหลำนำโดยอู๋ ป้า (吳霸) และก๋งเต๋า (龔都 กง ตู) อู่ ป๋าพ่ายแพ้และถูกจับกุมโดยขุนพลลีถอง (李通 หลี่ ทง)[74] ส่วนก๋งเต๋ากลายเป็นภัยคุกคามต่อโจโฉเมื่อก๋งเต๋าเป็นพันธมิตรกับเล่าปี่ที่เป็นอริของโจโฉ แล้วเข้ายึดเมืองยีหลำเมื่อ ค.ศ. 201 ตอนแรกโจโฉส่งซัวหยง (蔡揚 ไช่ หยาง) ไปปราบปรามทั้งสอง แต่ซัวหยงกลับถูกสังหาร โจโฉจึงนำพลด้วยตนเองไปโจมตีและเอาชนะได้ เล่าปี่หนีลงใต้ไปเข้าร่วมกับเล่าเปียว (劉表 หลิว เปี่ยว) ส่วนก๋งเต๋าและกบฏที่เหลือก็แตกพ่ายกระจัดกระจายไป[75]
มณฑลยังจิ๋วและเกาจิ๋ว
[แก้]กองกำลังเดนกบฏโพกผ้าเหลืองอีกกลุ่มหนึ่งก่อการในเมืองห้อยเข (會稽郡 ไคว่จีจฺวิ้น; ปัจจุบันอยู่บริเวณนครเช่าซิง มณฑลเจ้อเจียง) ในมณฑลยังจิ๋ว จนกระทั่งเล่าเบา (留贊 หลิว จ้าน) สังหารอู๋ หฺวาน (吳桓) ผู้นำกบฏเหล่านี้ได้[76]
ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 200 เฉิน ไป้ (陳敗) และว่าน ปิ่ง (萬秉) เริ่มก่อกบฏในเมืองจิ่วเจิน (九真郡 จิ่วเจินจฺวิ้น; ปัจจุบันคือจังหวัดทัญฮว้า ประเทศเวียดนาม) ในมณฑลเกาจิ๋ว (交州 เจียวโจว) เมื่อ ค.ศ. 202 กบฏเหล่านี้พ่ายแพ้และถูกจับกุมโดยจูตี (朱治 จู จื้อ) เจ้าเมืองจิ่วเจิน[77]
ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
[แก้]กบฏโพกผ้าเหลือง
[แก้]- เตียวก๊ก (張角 จาง เจฺว๋) ผู้นำโดยภาพรวมของกบฏ ประจำการอยู่ในเมืองเว่ย์และเมืองกิลกกุ๋น[11][2]
- (เชลย) ปู๋ จี่ (卜己) ผู้นำกบฏในซองเต๋ง[38]
- † จาง ม่านเฉิง (張曼成) ผู้นำกบฏในเมืองลำหยง[47]
- ซุน เซี่ย (孫夏)[52][53]
- ปัว ไฉ (波才) ผู้นำกบฏในเมืองยีหลำและเองฉวน[29]
- เผิง ทัว (彭脫)[30]
-
ม้าอ้วนยี่ (馬元義 หม่า ยฺเหวียนอี้)[14] - ตองจิ๋ว (唐周 ถาง โจว)[14]
ทัพหลวงราชวงศ์ฮั่น
[แก้]- พระเจ้าเลนเต้ (漢靈帝 ฮั่นหลิงตี้)
- โฮจิ๋น (何進 เหอ จิ้น) มหาขุนพล (大將軍 ต้าเจียงจฺวิน)[17]
- โลติด (盧植 หลู จื๋อ) ขุนพลราชองครักษ์ฝ่ายเหนือ (北中郎將 เป่ย์จงหลางเจี้ยง)[19][33]
- ฮองฮูสง (皇甫嵩 หฺวางฝู่ ซง) ขุนพลราชองครักษ์ฝ่ายซ้าย (左中郎將 จั่วจงหลางเจี้ยง)[19][18]
- จูฮี (朱儁 จู จฺวิ้น) ขุนพลราชองครักษ์ฝ่ายขวา (右中郎將 โย่วจงหลางเจี้ยง)[18][19][49][31]
- เตียวเถียว (張超 จาง เชา) นายกองพัน (司馬 ซือหม่า)[51]
- ซุนเกี๋ยน (孫堅 ซุน เจียน) นายกองพัน (司馬 ซือหม่า)[56]
- ตั๋งโต๊ะ (董卓 ต่ง จั๋ว) ขุนพลราชองครักษ์ (中郎將 จงหลางเจี้ยง)[34][35]
- โจโฉ (曹操 เฉา เชา) นายกองร้อยทหารม้า (騎都尉 ฉีตูเว่ย์)[27]
- เป้า หง (鮑鴻) นายกองพัน (校尉 เซี่ยวเว่ย์)[32]
- กัว เตี่ยน (郭典) เจ้าเมืองกิลกกุ๋น[46]
- ชีจิ๋วเป๋ง (徐璆 สฺวี ฉิว) ข้าหลวงมณฑลเกงจิ๋ว[50][51]
- โตเกี๋ยม (陶謙 เถา เชียน) ข้าหลวงมณฑลชีจิ๋ว[54]
- หยาง ซฺวี่ (羊續) เจ้าเมืองโลกั๋ง[57]
- † กัว ซฺวิน (郭勳) ข้าหลวงมณฑลอิวจิ๋ว[20]
- เจาเจ้ง (鄒靖 โจว จิ้ง) นายกองพัน (校尉 เซี่ยวเว่ย์)[21]
- อ้องอุ้น (王允 หวาง ยฺหวิ่น) ข้าหลวงมณฑลอิจิ๋ว[22]
- เจ้า เชียน (趙謙) เจ้าเมืองยีหลำ[23]
- † ยฺเหวียน มี่ (袁祕) บัณฑิต (議生 อี้เชิง)[24][25]
- † เฟิง กวาน (封觀) เจ้าหน้าที่ปกครอง (功曹 กงเฉา)[24][25]
- † เฉิน ตฺวาน (陳端) นายทะเบียน (主簿 จู่ปู้)[25]
- † ฟ่าน จ้งหลี่ (范仲禮) แม่ทัพใต้ประตู (門下督 เหมินเซี่ยตู)[25]
- † หลิว เหว่ย์เต๋อ (劉偉德) เจ้าหน้าที่บังคับกฎหมาย (賊曹 เจ๋ย์เฉา)[25]
- † ติง จื่อซื่อ (丁子嗣) นักประวัติศาสตร์ (主記史 จู่จี้ฉื่อ)[25]
- † จาง จ้งหราน (張仲然) เจ้าพนักงานหอจดหมายเหตุ (記室史 จี้ชื่อฉื่อ)[25]
- หลิว ฉ่ง (劉寵) อ๋องแห่งเฉิน[26]
- เจ้า เชียน (趙謙) เจ้าเมืองยีหลำ[23]
กบฏโพกผ้าเหลืองที่ฟื้นคืนมา
[แก้]- † หม่า เซียง (馬相) เริ่มก่อกบฏในมณฑลเอ๊กจิ๋วเมื่อ ค.ศ. 188[64]
- เจ้า จือ (趙祗)[65]
- จาง เหรา (張饒) โจมตีและเอาชนะขงหยงในมณฑลเฉงจิ๋วเมื่อประมาณ ค.ศ. 189[66]
- กวนไฮ (管亥 กว่าน ไฮ่) โจมตีและล้อมขงหยงในอำเภอตูชางเมื่อประมาณ ค.ศ. 189 หรือ ค.ศ. 190 แต่พ่ายแพ้ต่อเล่าปี่[67]
- † อู๋ หฺวาน (吳桓) ก่อการในเมืองห้อยเข[76]
-
โฮงี (何儀 เหอ อี๋) นำกบฏในช่วงคริสต์ทศวรรษ 190 ในเมืองยีหลำ[73]
- ก๋งเต๋า (共都/龔都 กง ตู) ก่อการในเมืองยีหลำ เป็นพันธมิตรกับเล่าปี่เมื่อ ค.ศ. 201[75]
- (เชลย) อู๋ ป้า (吳霸) ก่อการในเมืองยีหลำ[74]
- † สฺวี เหอ (徐和) นำกบฏในช่วงคริสต์ทศวรรษ 200 ในเมืองเจลำ[68][69]
- † ซือหม่า จฺวี้ (司馬俱) นำกบฏในช่วงคริสต์ทศวรรษ 200 ในเมืองเล่ออาน[68][69]
- (เชลย) เฉิน ไป้ (陳敗) นำกบฏในช่วงคริสต์ทศวรรษ 200 ในเมืองจิ่วเจิน[77]
- โจรคลื่นขาว
- กัว ไท่ (郭太) ก่อกบฏเมื่อ ค.ศ. 188 ในเมืองซีเหอ กบฏกลุ่มนี้กลายเป็นกลุ่มโจรคลื่นขาว[58]
- เอียวฮอง (楊奉 หยาง เฟิ่ง) กลายมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของลิฉุย ถวายการอารักขาพระเจ้าเหี้ยนเต้จากการปองร้ายของลิฉุยและกุยกีเมื่อ ค.ศ. 195[62]
- ลิงัก (李樂 หลี่ เล่อ) มาถวายการอารักขาพระเจ้าเหี้ยนเต้ในลกเอี๋ยงเมื่อ ค.ศ. 195 ร่วมกับหันเซียม, โฮจ๋าย และคนอื่น ๆ
- หันเซียม (韓暹 หาน เซียน)[63]
- โฮจ๋าย (胡才 หู ไฉ)[63]
ผลสืบเนื่องและผลกระทบ
[แก้]แม้ว่าทัพของราชวงศ์ฮั่นได้รับชัยชนะ แต่กบฏก็ก่อให้เกิดความเสียหายแก่อาคารทางราชการที่สำคัญ การเสียชีวิตของข้าราชการระดับสูง และการแตกแยกของอาณาเขตของราชวงศ์ฮั่น ฝ่ายกบฏเสียชีวิตเป็นจำนวนหลายแสนคน ส่วนพลเรือนที่ไม่ได้ร่วมรบก็ต้องไร้ที่อยู่หรือยากจนขัดสนอันเป็นผลมาจากสงคราม[4] ราชวงศ์ฮั่นที่อ่อนแอลงอย่างมากไม่สามารถปกครองได้อย่างสมบูรณ์ ต้องกระจายอำนาจให้แม่ทัพและผู้นำท้องถิ่น จนกระทั่งล่มสลายอย่างสมบูรณ์เมื่อ ค.ศ. 220[10]
หลังพระเจ้าเลนเต้สวรรคตเมื่อ ค.ศ. 189 เกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างโฮจิ๋นผู้เป็นพี่ชายของพระมเหสี กับเหล่าขันที ซึ่งสิ้นสุดด้วยการลอบสังหารโฮจิ๋นในวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 189 อ้วนเสี้ยว (袁紹 ยฺเหวียน เช่า) ที่เป็นพรรคพวกคนสำคัญของโฮจิ๋นตอบโต้ด้วยการจุดเพลิงเผาพระราชวังและสังหารเหล่าขันที ขุนศึกตั๋งโต๊ะเข้าควบคุมหองจูเปียน (皇子辯 หฺวางจื่อเปี้ยน) จักรพรรดิผู้เยาว์ ทำให้การยึดครองและการปล้นชิงในนครหลวงโดยตั๋งโต๊ะกลายเป็นเรื่องชอบด้วยกฎหมาย ตั๋งโต๊ะถูกสังหารเพื่อตอบโต้ความโหดร้ายเมื่อ ค.ศ. 192 ทำให้ขุนศึกโจโฉมีโอกาสเข้ายึดอำนาจ
ในนวนิยาย สามก๊ก
[แก้]กบฏโพกผ้าเหลืองปรากฏในตอนเปิดของนวนิยายอิงประวัติศาสตร์จีนเรื่อง สามก๊ก (三國演義 ซานกั๋วเหยี่ยนอี้) ที่ประพันธ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 โดยบรรยายถึงเตียวก๊กและพี่น้องว่าเป็นผู้วิเศษ และได้รับคัมภีร์ ไท่ผิงจิง (太平經) หรือ ไทแผงเยาสุด จากหนานหฺวาเหล่าเซียน (南華老仙; แปลตรงตัว "เซียนอาวุโสแห่งหนานหฺวา") ซึ่งบางครั้งมีการระบุว่าคนเดียวกันกับจฺวางจื่อ (莊子)[78]
ในนวนิยายมีการสร้างตัวละครสมมติหลายคนที่เป็นกบฏโพกผ้าเหลือง ได้แก่:
- เทียอ้วนจี้ (程遠志 เฉิง ยฺเหวี่ยนจื้อ) พ่ายแพ้ให้กับทัพเล่าปี่ในเหตุกาณ์ที่เล่าปี่นำพลออกรบเป็นครั้งแรก โดยตัวเทียอ้วนจี้ถูกกวนอู (關羽 กวาน ยฺหวี่) สังหาร
- เตงเมา (鄧茂 เติ้ง เม่า) รองแม่ทัพของเทียอ้วนจี้ ถูกเตียวหุย (張飛 จาง เฟย์) สังหาร
- โกเสง (高昇 เกา เชิง) ผู้ใต้บังคับบัญชาของเตียวโป้
- เตาอวน (杜遠 ตู ยฺเหวี่ยน) ถูกสังหารโดยเลียวฮัว (廖化 เลี่ยว ฮฺว่า) เพราะเตาอวนลักพาตัวภรรยา 2 คนของเล่าปี่
- เปี๋ยนฮี (卞喜 เปี้ยน สี่) อดีตกบฏโพกผ้าเหลืองที่กลายมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโจโฉ พยายามจะสังหารกวนอูแต่ไม่สำเร็จและกลับเป็นฝ่ายถูกกวนอูสังหารแทน
- จิวฉอง (周倉 โจว ชาง) อดีตกบฏโพกผ้าเหลืองที่กลายมาเป็นผู้ถือง้าวให้กวนอู
เลียวฮัวนั้นแม้ว่าไม่ใช่ตัวละครสมมติ แต่ก็ถูกนำเสนอในนวนิยายว่าเคยเป็นกบฏโพกผ้าเหลืองมาก่อน ซึ่งในทางประวัติศาสตร์แล้วไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นโดยพิจารณาจากวันเสียชีวิตของเลียวฮัวและจากการอนุมานช่วงชีวิตของเลียวฮัว
ในวัฒนธรรมประชานิยม
[แก้]กบฏโพกผ้าเหลืองปรากฏในฐานะด่านต้น ๆ ของวิดีโอเกมแต่ละภาคในเฟรนไชส์ ไดนาสตีวอริเออร์ (Dynasty Warriors) ของโคเอ ซึ่งแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ตลอดซีรีส์ โฮงี, ก๋งเต๋า และอุยเซียวเป็นผู้นำฝ่ายที่เล่นได้ในเนื้อหาที่ดาวน์โหลดได้ (Downloadable content; DLC) กบฏโพกผ้าเหลืองในวิดีโอเกมแนวกลยุทธ์ผลัดกันเล่น โททัลวอร์: ทรีคิงดัมส์ (Total War: Three Kingdoms) ส่วนเนื้อหาที่ดาวน์โหลดได้ลำดับที่ 4 "แมนเดตออฟเฮฟเวน" ("Mandate of Heaven"; แปลตรงตัว "อาณัติแห่งสวรรค์") ประกอบด้วยตัวละครเตียวก๊ก, เตียวโป้ และเตียวเหลียง
หมายเหตุ
[แก้]- ↑ "เราไม่พบหลักฐานทางสถิติใด ๆ ที่บอกเราได้ว่าการโจมตีเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสียหายมากน้อยเพียงใด และมีชาวจีนกี่คนที่ถูกสังหารหรือพลัดถิ่น"[4]
- ↑ "เตียวเสียงสี" ในที่นี้ตรงกับคำในภาษาจีนกลางว่า "จางฉางชื่อ" (張常侍) หมายถึงเตียวเหยียง (張讓 จาง ร่าง)
- ↑ "เตียวเสียงสี" ในที่นี้ตรงกับคำในภาษาจีนกลางว่า "เจ้าฉางชื่อ" (趙常侍) หมายถึงเตียวต๋ง (趙忠 เจ้า จง)
- ↑ หมายถึงการปกครองของราชวงศ์ฮั่น
- ↑ หมายถึงกบฏโพกผ้าเหลือง
- ↑ ปีเจี๋ยจื่อ (甲子) เป็นปีเริ่มต้นของวงรอบ 60 ปี ในที่นี้คือ ค.ศ. 184
- ↑ บทชีวประวัติกวนอู (關羽 กวาน ยฺหวี่) และเตียวหุย (張飛 จาง เฟย์) ใน สามก๊กจี่ ไม่ได้ระบุว่ากวนอูและเตียวหุยมีส่วนร่วมในการปราบกบฏโพกผ้าเหลืองด้วย แต่การสันนิษฐานว่าทั้งสองอาจมีส่วนร่วมด้วยนั้นมีความสมเหตุสมผล เพราะทั้งสองเข้าร่วมกับเล่าปี่ตั้งแต่ก่อนหน้านี้
- ↑ ในนวนิยาย สามก๊ก เรียกอำเภอโฉเหียงว่า "ชฺวีหยาง" (曲陽) ในภาษาจีนกลาง[42] ใน สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) มีการเรียกเป็น 2 ชื่อคือ "โฉเหียง"[43] และ "โฉหยง"[44]
- ↑ ไม่แน่ชัดว่าสฺวี เหอและซือหม่า จฺวี้พ่ายแพ้และถูกสังหารในปีใด ในบทชีวประวัติแฮหัวเอี๋ยนใน สามก๊กจี่ กล่าวถึงทั้งสองในช่วงเวลาระหว่างปีที่อิกิ๋ม (于禁 ยฺหวี จิ้น) ปราบปรามกบฏที่นำโดยเซียงหู (昌豨 ชาง ซี) เมื่อ ค.ศ. 206 กับ ค.ศ. 209 (ศักราชเจี้ยนอันปีที่ 14)
- ↑ เฉงจิ๋วหมายถึงมณฑลเฉงจิ๋วซึ่งกบฏเหล่านี้จากมา
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 Smitha, Frank E. "DYNASTIC RULE and the CHINESE (9 of 13)". Macrohistory and World Timeline. สืบค้นเมื่อ 19 February 2015.
By the year 205 (21 years after it had begun) the Yellow Turban Rebellion was over, and rule by the Han family was shattered and at its end.
- 1 2 3 (中平元年春二月,鉅鹿人張角自稱「黃天」,其部師有三十六萬,皆著黃巾,同日反叛。安平、甘陵人各執其王以應之。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 8.
- ↑ Ropp, Paul S (10 June 2010). China in World History. Oxford University Press. p. 40. ISBN 9780199798766.
- 1 2 Michaud, Paul (1958). "The Yellow Turbans". Monumenta Serica. 17: 47–127. doi:10.1080/02549948.1958.11730973. ISSN 0254-9948. JSTOR 40725564.
- ↑ Bowker, John (1997). The Concise Oxford Dictionary of World Religions.
- ↑ ("เตียวก๊กให้เอาผ้าเหลืองโพกสีสะเปนสำคัญ คนประมาณสี่สิบห้าสิบหมื่น เตียวก๊กกับทหารทั้งปวงพร้อมใจกันเปนโจร หาผู้ใดจะต้านทานมิได้มีกำลังมากขึ้น โฮจิ๋นจึงเอาเนื้อความกราบทูลพระเจ้าเลนเต้ ๆ ให้มีตราไปทุกหัวเมืองว่า ถ้าผู้ใดมีฝีมือกล้าหาญให้ช่วยกันจับโจรโพกผ้าเหลือง ได้แล้วจะปูนบำเหน็จให้เปนขุนนาง แล้วสั่งจงลงเจียงทหารเอกหนึ่ง โลจิ๋นหนึ่ง ฮองฮูสงหนึ่ง จูฮีหนึ่ง ให้คุมทหารยกออกไปเปนสามด้าน ให้จับตัวเตียวก๊กจงได้") "สามก๊ก ตอนที่ ๑". วัชรญาณ. สืบค้นเมื่อ August 21, 2025. เทียบกับ (四方百姓,裹黃巾從張角反者四五十萬。賊勢浩大,官軍望風而靡。何進奏帝火速降詔,令各處備禦,討賊立功;一面遣中郎將盧植、皇甫嵩、朱雋,各引精兵,分三路討之。) สามก๊ก (ซานกั๋วเหยี่ยนอี้) ตอนที่ 1.
- ↑ ("ครั้นอยู่มาหลายวัน จึงมีคนถือหนังสือบอกเข้ามาว่า โจรโพกผ้าเหลืองทหารเอกชื่อเทียอ้วนจี้ คุมพลประมาณห้าหมื่น ยกเข้ามาแดนเมืองตุ้นก้วน") "สามก๊ก ตอนที่ ๑". วัชรญาณ. สืบค้นเมื่อ January 8, 2026. เทียบกับ (不數日,人報黃巾賊將程遠志統兵五萬來犯涿郡。) สามก๊ก (ซานกั๋วเหยี่ยนอี้) ตอนที่ 1.
- ↑ (是時中常侍趙忠、張讓、夏惲、郭勝、段珪、宋典等皆封侯貴寵,上常言:「張常侍是我公,趙常侍是我母。」) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 58.
- 1 2 3 deCrespingy, Rafe (October 27, 2016). Fire Over Luoyang: A History of the Later Han Dynasty 23-220 AD (ภาษาอังกฤษ) (1 ed.). Brill Publishers. pp. 388–418. ISBN 9789004325203.
- 1 2 3 4 5 6 Generals of the South, Rafe de Crespigny เก็บถาวร 2007-09-15 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน (pp. 85–92)
- 1 2 (初,鉅鹿張角自稱「大賢良師」,奉事黃老道,畜養弟子,跪拜首過,符水咒說以療病,病者頗愈,百姓信向之。角因遣弟子八人使於四方,以善道教化天下,轉相誑惑。十餘年閒,眾徒數十萬,連結郡國,自青、徐、幽、冀、荊、楊、兗、豫八州之人,莫不畢應。遂置三十六方。方猶將軍號也。大方萬餘人,小方六七千,各立渠帥。訛言「蒼天已死,黃天當立,歲在甲子,天下大吉」。以白土書京城寺門及州郡官府,皆作「甲子」字。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 71.
- ↑ The Scripture on Great Peace: The Taiping Jing and the Beginnings of Daoism. University of California Press. 2007. ISBN 9780520932920.
- ↑ W.Scott Morton (1995). China: "Its History and Culture". McGraw-Hill. ISBN 0-07-043424-7.
- 1 2 3 (中平元年,大方馬元義等先收荊、楊數萬人,期會發於鄴。元義數往來京師,以中常侍封諝、徐奉等為內應,約以三月五日內外俱起。未及作亂,而張角弟子濟南唐周上書告之,於是車裂元義於洛陽。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 71.
- ↑ (靈帝以周章下三公、司隸,使鉤盾令周斌將三府掾屬,案驗宮省直衛及百姓有事角道者,誅殺千餘人,推考冀州,逐捕角等。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 71.
- 1 2 角等知事已露,晨夜馳敕諸方,一時俱起。皆著黃巾為摽幟,角稱「天公將軍」,角弟寶稱「地公將軍」,寶弟梁稱「人公將軍」,所在燔燒官府,劫略聚邑,州郡失據,長吏多逃亡。旬日之閒,天下嚮應,京師震動。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 71.
- 1 2 (三月戊申,以河南尹何進為大將軍,將兵屯都亭。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 8.
- 1 2 3 (於是發天下精兵,博選將帥,以嵩為左中郎將,持節,與右中郎將朱雋,共發五校、三河騎士及募精勇,合四萬餘人,嵩、雋各統一軍,共討潁川黃巾。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 71.
- 1 2 3 4 (遣北中郎將盧植討張角,左中郎將皇甫嵩、右中郎將朱雋討潁川黃巾。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 8.
- 1 2 3 (廣陽黃巾殺幽州刺史郭勳及太守劉衛。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 8.
- 1 2 3 (靈帝末,黃巾起,州郡各舉義兵,先主率其屬從校尉鄒靖討黃巾賊有功,除安喜尉。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 32.
- 1 2 3 (中平元年,黃巾賊起,特選拜豫州刺史。 ... 討擊黃巾別帥,大破之,與左中郎將皇甫嵩、右中郎將朱雋等受降數十萬。於賊中得中常侍張讓賓客書疏,與黃巾交通,允具發其姦,以狀聞。靈帝責怒讓,讓叩頭陳謝,竟不能罪之。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 66.
- 1 2 (汝南黃巾敗太守趙謙於邵陵。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 8.
- 1 2 3 (忠子祕,為郡門下議生。黃巾起,祕從太守趙謙擊之,軍敗,祕與功曹封觀等七人以身扞刃,皆死於陳,謙以得免。詔祕等門閭號曰「七賢」。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 45.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 (謝承書曰「秘字永寧。封觀與主簿陳端、門下督范仲禮、賊曹劉偉德、主記史丁子嗣、記室史張仲然、議生袁秘等七人擢刃突陳,與戰並死」也。) อรรถาธิบายจาก โฮ่วฮั่นชู ของเซี่ย เฉิงใน โฮ่วฮั่นชู (ของฟ่าน เย่) เล่มที่ 45.
- 1 2 (中平中,黃巾賊起,郡縣皆棄城走,寵有彊弩數千張,出軍都亭。國人素聞王善射,不敢反叛,故陳獨得完,百姓歸之者眾十餘萬人。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 76.
- 1 2 (會帝遣騎都尉曹操將兵適至,嵩、操與朱雋合兵更戰,大破之,斬首數萬級。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 71.
- ↑ (朱雋為黃巾波才所敗。 ... 五月,皇甫嵩、朱雋復與波才等戰於長社,大破之。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 8.
- 1 2 (雋前與賊波才戰,戰敗,嵩因進保長社。波才引大眾圍城,嵩兵少,軍人皆恐,乃召軍吏謂曰:「兵有奇變,不在眾寡。今賊依草結營,易為風火。若因夜縱燒,必大驚亂。吾出兵擊之,四面俱合,田單之功可成也。」其夕遂大風,嵩乃約敕軍士皆束苣乘城,使銳士閒出圍外,縱火大呼,城上舉燎應之,嵩因鼓而奔其陳,賊驚亂奔走。 ... ) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 71.
- 1 2 3 (嵩、雋乘勝進討汝南、陳國黃巾,追波才於陽翟,擊彭脫於西華,並破之。餘賊降散,三郡悉平。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 71.
- 1 2 (皇甫嵩、朱雋大破汝南黃巾於西華。詔嵩討東郡,朱雋討南陽。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 8.
- 1 2 ([中平五年]冬十月, ... 徐黃巾復起,寇郡縣。 ... 遣下軍校尉鮑鴻討葛陂黃巾。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 8.
- 1 2 (盧植破黃巾,圍張角於廣宗。宦官誣奏植,抵罪。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 8.
- 1 2 (遣中郎將董卓攻張角,不剋。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 8.
- 1 2 (時北中郎將盧植及東中郎將董卓討張角,並無功而還,乃詔嵩進兵討之。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 71.
- 1 2 (後為護軍司馬,與左中郎皇甫嵩俱討賊張角。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 58.
- ↑ (又進擊東郡黃巾卜己於倉亭,生禽卜己,斬首七千餘級。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 71.
- 1 2 3 4 5 (燮軍斬賊三帥卜巳、張伯、梁仲寧等,功高為封首。) อรรถาธิบายจาก ซฺวี่ฮั่นชู ใน โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 58.
- ↑ (八月,皇甫嵩與黃巾戰於倉亭,獲其帥。乙巳,詔皇甫嵩北討張角。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 8.
- ↑ (嵩與角弟梁戰於廣宗。梁眾精勇,嵩不能剋。明日,乃閉營休士,以觀其變。知賊意稍懈,乃潛夜勒兵,雞鳴馳赴其陳,戰至晡時,大破之,斬梁,獲首三萬級,赴河死者五萬許人,焚燒車重三萬餘兩,悉虜其婦子,繫獲甚眾。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 71.
- ↑ (角先已病死,乃剖棺戮屍,傳首京師。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 71.
- ↑ (是時曹操自跟皇甫嵩討張梁,大戰於曲陽。) สามก๊ก (ซานกั๋วเหยี่ยนอี้) ตอนที่ 2.
- ↑ ("ฝ่ายโจโฉซึ่งไปตามเตียวโป้เตียวเหลียง ครั้นไม่พบแล้วก็กลับมาหาฮองฮูสงณเมืองเองฉวน เข้าทำราชการกองเดียวกันกับฮองฮูสง ๆ กับโจโฉ ครั้นรู้ข่าวว่าเตียวเหลียงอยู่ณเมืองโฉเหียง จึงยกทหารไปรบเตียวเหลียง") "สามก๊ก ตอนที่ ๑". วัชรญาณ. สืบค้นเมื่อ October 17, 2025.
- ↑ ("เตียวเหลียงผู้น้องเตียวก๊กคุมพลออกไปรบกับฮองฮูสง ๆ รบเตียวเหลียงแตกถึงเจ็ดครั้ง ครั้งหลังฮองฮูสงฟันเตียวเหลียงตายที่เมืองโฉหยงแล้ว") "สามก๊ก ตอนที่ ๑". วัชรญาณ. สืบค้นเมื่อ October 17, 2025.
- 1 2 3 (冬十月,皇甫嵩與黃巾賊戰於廣宗,獲張角弟梁。角先死,乃戮其屍。以皇甫嵩為左車騎將軍。十一月,皇甫嵩又破黃巾于下曲陽,斬張角弟寶。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 8.
- 1 2 3 (嵩復與鉅鹿太守馮翊郭典攻角弟寶於下曲陽,又斬之。首獲十餘萬人,築京觀於城南。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 71.
- 1 2 3 (庚子,南陽黃巾張曼成攻殺郡守褚貢。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 8.
- 1 2 (六月,南陽太守秦頡擊張曼成,斬之。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 8.
- 1 2 3 4 (時南陽黃巾張曼成起兵,稱「神上使」,眾數萬,殺郡守褚貢,屯宛下百餘日。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 71.
- 1 2 3 (後太守秦頡擊殺曼成,賊更以趙弘為帥,眾浸盛,遂十餘萬,據宛城。雋與荊州刺史徐璆及秦頡合兵萬八千人圍弘,自六月至八月不拔。有司奏欲徵雋。 ... 雋因急擊弘,斬之。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 71.
- 1 2 3 4 5 (賊餘帥韓忠復據宛拒雋。雋兵少不敵,乃張圍結壘,起土山以臨城內,因鳴鼓攻其西南,賊悉眾赴之。雋自將精卒五千,掩其東北,乘城而入。忠乃退保小城,惶懼乞降。司馬張超及徐璆、秦頡皆欲聽之。 ... 因急攻,連戰不剋。雋登土山望之, ... 既而解圍,忠果出戰,雋因擊,大破之。乘勝逐北數十里,斬首萬餘級。忠等遂降。而秦頡積忿忠,遂殺之。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 71.
- 1 2 (癸巳,朱雋拔宛城,斬黃巾別帥孫夏。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 8.
- 1 2 (餘眾懼不自安,復以孫夏為帥,還屯宛中。雋急攻之。夏走,追至西鄂精山,又破之。復斬萬餘級,賊遂解散。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 71.
- 1 2 (會徐州黃巾起,以謙為徐州刺史,擊黃巾,大破走之,境內晏然。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 73.
- 1 2 (黃巾起,霸從陶謙擊破之,拜騎都尉。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 18.
- 1 2 (中平元年,黃巾賊帥張角起於魏郡,託有神靈,遣八使以善道教化天下,而潛相連結,自稱黃天泰平。三月甲子,三十六萬一旦俱發,天下響應,燔燒郡縣,殺害長吏。漢遣車騎將軍皇甫嵩、中郎將朱儁將兵討擊之。儁表請堅為佐軍司馬,鄉里少年隨在下邳者皆願從。堅又募諸商旅及淮、泗精兵,合千許人,與儁并力奮擊,所向無前。汝、潁賊困迫,走保宛城。堅身當一面,登城先入,衆乃蟻附,遂大破之。儁具以狀聞上,拜堅別部司馬。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 46.
- 1 2 (... 四遷為廬江太守。後揚州黃巾賊攻舒,焚燒城郭,續發縣中男子二十以上,皆持兵勒陳,其小弱者,悉使負水灌火,會集數萬人,并埶力戰,大破之,郡界平。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 31.
- 1 2 ([中平五年二月, ...]黃巾餘賊郭太等起於西河白波谷,寇太原、河東。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 8.
- ↑ (魏書曰:於夫羅者,南單于子也。中平中,發匈奴兵,於夫羅率以助漢。會本國反,殺南單于,於夫羅遂將其衆留中國。因天下撓亂,與西河白波賊合,破太原、河內,抄略諸郡為寇。) อรรถาธิบายจาก เว่ย์ชู ใน สามก๊กจี่ เล่มที่ 1.
- ↑ (白波賊寇河東,董卓遣其將牛輔擊之。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 9.
- ↑ (初,靈帝末,黃巾餘黨郭太等復起西河白波谷,轉寇太原,遂破河東,百姓流轉三輔,號為「白波賊」,眾十餘萬。卓遣中郎將牛輔擊之,不能卻。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 72.
- 1 2 (傕將楊奉本白波賊帥, ...) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 72.
- 1 2 3 (李傕、郭汜既悔令天子東,乃來救段煨,因欲劫帝而西, ... 而張濟與楊奉、董承不相平,乃反合傕、汜,共追乘輿,大戰於弘農東澗。承、奉軍敗,百官士卒死者不可勝數,皆棄其婦女輜重,御物符策典籍,略無所遺。 ... 天子遂露次曹陽。承、奉乃譎傕等與連和,而密遣閒使至河東,招故白波帥李樂、韓暹、胡才及南匈奴右賢王去卑,並率其眾數千騎來,與承、奉共擊傕等,大破之,斬首數千級,乘輿乃得進。董承、李樂擁衛左右,胡才、楊奉、韓暹、去卑為後距。傕等復來戰,奉等大敗,死者甚於東澗。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 72.
- 1 2 ([中平五年六月, ...]益州黃巾馬相攻殺刺史郗儉,自稱天子,又寇巴郡,殺郡守趙部,益州從事賈龍擊相,斬之。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 8.
- 1 2 (是時梁州逆賊馬相、趙祗等於緜竹縣自號黃巾,合聚疲役之民,一二日中得數千人,先殺緜竹令李升,吏民翕集合萬餘人,便前破雒縣,攻益州殺儉,又到蜀郡、犍為,旬月之間,破壞三郡。相自稱天子,衆以萬數。州從事賈龍素領兵數百人在犍為東界,攝斂吏民,得千餘人,攻相等,數日破走,州界清靜。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 31.
- 1 2 (時黃巾寇數州,而北海最為賊衝,卓乃諷三府同舉融為北海相。融到郡,收合士民,起兵講武,馳檄飛翰,引謀州郡。賊張饒等群輩二十萬眾從冀州還,融逆擊,為饒所敗,乃收散兵保朱虛縣。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 70.
- 1 2 (時黃巾復來侵暴,融乃出屯都昌,為賊管亥所圍。融逼急,乃遣東萊太史慈求救於平原相劉備。備驚曰:「孔北海乃復知天下有劉備邪?」即遣兵三千救之,賊乃散走。) โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 70.
- 1 2 3 (濟南、樂安黃巾徐和、司馬俱等攻城,殺長吏,淵將泰山、齊、平原郡兵擊,大破之,斬和,平諸縣,收其糧穀以給軍士。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 9.
- 1 2 3 (又與于禁討昌豨,與夏侯淵討黃巾餘賊徐和等,有功,遷徐州刺史。 ... 濟南黃巾徐和等,所在劫長吏,攻城邑。虔引兵與夏侯淵會擊之,前後數十戰,斬首獲生數千人。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 18.
- ↑ ([初平三年夏四月]青州黃巾衆百萬入兖州,殺任城相鄭遂,轉入東平。劉岱欲擊之,鮑信諫曰:「今賊衆百萬,百姓皆震恐,士卒無鬬志,不可敵也。觀賊衆羣輩相隨,軍無輜重,唯以鈔略為資,今不若畜士衆之力,先為固守。彼欲戰不得,攻又不能,其勢必離散,後選精銳,據其要害,擊之可破也。」岱不從,遂與戰,果為所殺。信乃與州吏萬潛等至東郡迎太祖領兖州牧。遂進兵擊黃巾於壽張東。信力戰鬬死,僅而破之。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 1.
- ↑ (魏書曰:太祖將步騎千餘人,行視戰地,卒抵賊營,戰不利,死者數百人,引還。賊尋前進。黃巾為賊久,數乘勝,兵皆精悍。太祖舊兵少,新兵不習練,舉軍皆懼。太祖被甲嬰冑,親巡將士,明勸賞罰,衆乃復奮,承間討擊,賊稍折退。賊乃移書太祖曰:「昔在濟南,毀壞神壇,其道乃與中黃太一同,似若知道,今更迷惑。漢行已盡,黃家當立。天之大運,非君才力所能存也。」太祖見檄書,呵之罪,數開示降路;遂設奇伏,晝夜會戰,戰輙禽獲,賊乃退走。) อรรถาธิบายจาก เว่ย์ชู ใน สามก๊กจี่ เล่มที่ 1.
- ↑ (追黃巾至濟北。乞降。冬,受降卒三十餘萬,男女百餘萬口,收其精銳者,號為青州兵。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 1.
- 1 2 3 4 5 (汝南、潁川黃巾何儀、劉辟、黃邵、何曼等,衆各數萬,初應袁術,又附孫堅。[建安元年]二月,太祖進軍討破之,斬辟、邵等,儀及其衆皆降。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 1.
- 1 2 又生禽黃巾大帥吳霸而降其屬。)สามก๊กจี่ เล่มที่ 18.
- 1 2 ([建安六年]九月,公還許。紹之未破也,使劉備略汝南,汝南賊共都等應之。遣蔡揚擊都,不利,為都所破。公南征備。備聞公自行,走奔劉表,都等皆散。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 1.
- 1 2 (吳書曰:留贊字正明,會稽長山人。少為郡吏,與黃巾賊帥吳桓戰,手斬得桓。贊一足被創,遂屈不伸。) อรรถาธิบายจาก อู๋ชู ใน สามก๊กจี่ เล่มที่ 64.
- 1 2 3 (建安七年,權表治為九真太守,行扶義將軍,割婁、由拳、無錫、毗陵為奉邑,置長吏。征討夷越,佐定東南,禽截黃巾餘類陳敗、萬秉等。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 56.
- ↑ Roberts, Moss (1991). Three Kingdoms: A Historical Novel. California: University of California Press. ISBN 0-520-22503-1.
บรรณานุกรม
[แก้]- ซือหม่า กวาง (1084). จือจื้อทงเจี้ยน.
- ตันซิ่ว (คริสต์ศตวรรษที่ 3). สามก๊กจี่ (ซานกั๋วจื้อ).
- ฟ่าน เย่ (คริสต์ศตวรรษที่ 5). โฮ่วฮั่นชู.
- ล่อกวนตง (คริสต์ศตวรรษที่ 14). สามก๊ก (ซานกั๋วเหยี่ยนอี้).