กบฏบาร์ คอคบา
| กบฏบาร์ คอคบา מֶרֶד בַּר כּוֹכְבָא | |||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ส่วนหนึ่งของ สงครามยิว–โรมัน | |||||||||
ภาพสลักซีโมน บาร์ คอคบา รายละเอียดจากเมโนราห์คเนสเซต | |||||||||
| |||||||||
| คู่สงคราม | |||||||||
| จักรวรรดิโรมัน | ชาวยิวแห่งยูเดีย | ||||||||
| ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ | |||||||||
| |||||||||
| หน่วยที่เกี่ยวข้อง | |||||||||
|
กองทัพบาร์ คอคบา
| ||||||||
| กำลัง | |||||||||
| ไม่ทราบ (อย่างน้อยเก้าลีเจียน ทั้งเต็มอัตราศึกหรือบางส่วน)[1] | ไม่ทราบ | ||||||||
| ความสูญเสีย | |||||||||
|
Legio XXII Deiotariana อาจถูกทำลาย[2][3] Legio IX Hispana อาจถูกยุบเลิก[4][a] Legio X Fretensis เสียกำลังพลอย่างหนัก[5] | ถูกสังหาร 580,000 คน[b] | ||||||||
กบฏบาร์ คอคบา (ฮีบรู: מֶרֶד בַּר כּוֹכְבָא, อักษรโรมัน: Mereḏ Bar Kōḵḇāʾ) หรือ สงครามบาร์ คอคบา[8][9][10] สงครามเบตาร์[c] และ สงครามยิว–โรมันครั้งที่สาม[d] เป็นการกบฏครั้งสุดท้ายและรุนแรงที่สุดในบรรดาการก่อกบฏครั้งใหญ่ของชาวยิวสามครั้งต่อจักรวรรดิโรมัน เกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ. 132–136 กลุ่มกบฏนำโดย ซีโมน บาร์ คอคบาได้ตั้งอำนาจปกครองของชาวยิวซึ่งควบคุมส่วนต่าง ๆ ของยูเดียอยู่นานหลายปี ที่สุดแล้วการกบฏถูกกองทัพโรมันปราบปราม นำไปสู่การสังหารหมู่ การจับไปเป็นทาสอย่างกว้างขวาง และการพลัดถิ่นขนานใหญ่ของประชากรชาวยิวในใจกลางยูเดีย ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ความไม่พอใจต่อการปกครองมณฑลยูเดียโดยโรมัน รวมถึงความหวังในการฟื้นฟูชาติและศาสนายังคงรุนแรงหลังจากกรุงเยรูซาเลมและพระวิหารที่สองถูกทำลายระหว่างสงครามยิว–โรมันครั้งที่หนึ่งใน ค.ศ. 70 ปัจจัยสำคัญที่จุดชนวนความไม่พอใจเชื่อกันว่าเกิดจากการที่จักรพรรดิฮาดริอานุสตัดสินใจสร้างกรุงเยรูซาเลมขึ้นใหม่ในชื่อ "อาเอลีอา คาปิโตลินา" (Aelia Capitolina) ซึ่งเป็นโคโลเนียที่ตั้งใจอุทิศให้แก่เทพจูปิเตอร์[15] ขัดแย้งกับความหวังของชาวยิวที่จะสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ แหล่งข้อมูลภายหลังยังกล่าวถึงการห้ามพิธีสุหนัต แม้ว่าช่วงเวลาและขอบเขตของคำสั่งนี้จะยังเป็นที่ถกเถียง ในช่วงต้นของการกบฏ กลุ่มกบฏสามารถยึดครองดินแดนได้ และซีโมน บาร์ คอคบาได้รับการประกาศให้เป็น "นาซี" (נָשִׂיא) หรือเจ้าชายแห่งอิสราเอล พวกเขาจัดตั้งการบริหารระหว่างสงคราม มีการกำหนดระบบชั่งน้ำหนักและผลิตเหรียญเป็นของตนเอง เอกสารร่วมสมัยได้เฉลิมฉลองช่วงเวลานี้ว่าเป็น "การไถ่ถอนของอิสราเอล" เมื่อสงครามดำเนินไป กลุ่มกบฏก็หันไปพึ่งพายุทธวิธีแบบกองโจรและซ่อนตัวในที่หลบภัยใต้ดินตามหมู่บ้านต่าง ๆ มากขึ้น
สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อจักรพรรดิฮาดริอานุสแต่งตั้งแซ็กสตุส ยูลิอุส แซเวรุส หนึ่งในแม่ทัพผู้ชำนาญศึกที่สุดของโรมันให้เป็นผู้ปราบปรามกบฏ แซเวรุสได้รับการสนับสนุนจากกองทัพโรมันจำนวนมหาศาล ซึ่งรวมถึงลีเจียน (legion) อ็อกซิลีอา (auxilia) หรือกองทหารสนับสนุน และเว็กซิลลาติโอ (vexillatio) หรือหน่วยแยกที่ถูกระดมมาจากทั่วทั้งจักรวรรดิ โดยฮาดริอานุสดูแลการรบในภาพรวม ขณะที่แซเวรุสเป็นผู้บัญชาการภาคสนามโดยตรง กองทัพโรมันได้ทำลายเมือง หมู่บ้านและชนบทอย่างเป็นระบบ ใน ค.ศ. 135 เบตาร์ ซึ่งเป็นเมืองปราการอันเป็นที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มกบฏถูกยึดทำลาย และซีโมน บาร์ คอคบาถูกสังหาร ช่วงท้ายสงคราม กลุ่มกบฏและผู้ลี้ภัยจำนวนมากได้หลบหนีไปซ่อนในถ้ำ โดยเฉพาะในทะเลทรายยูเดีย แต่กองทัพโรมันได้ปิดล้อมที่ซ่อนเหล่านั้นและตัดเสบียง ก่อนจะสังหาร ปล่อยให้ตายหรือจับกุมผู้ที่อยู่ภายในทั้งหมด
ผลที่ตามมานั้นเลวร้ายอย่างยิ่ง แหล่งข้อมูลโบราณและภายหลังระบุว่ามีผู้คนถูกสังหารนับหลายแสนคน อีกจำนวนมากถูกจับไปเป็นทาสหรือถูกเนรเทศ พื้นที่ส่วนใหญ่ในดินแดนยูเดียซึ่งเป็นศูนย์กลางดั้งเดิมของชาวยิวถูกทำให้ร้างหรือถูกยึดครอง ศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของชาวยิวถูกย้ายไปยังกาลิลี และการพลัดถิ่นของชาวยิวเพิ่มสูงขึ้น ความเชื่อในพระเมสสิยาห์กลายเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังมากขึ้น ส่วนศาสนายูดาห์รับบี (rabbinic Judaism) หันมาใช้แนวทางที่รอบคอบและไม่เน้นการปฏิวัติ และความแตกแยกระหว่างศาสนายูดาห์กับศาสนาคริสต์ยุคแรกยิ่งลึกซึ้งขึ้น แหล่งข้อมูลของชาวยิวและชาวคริสต์ในภายหลังบรรยายว่าชาวโรมันได้กำหนดข้อจำกัดทางศาสนาอย่างเข้มงวด รวมถึงการจำกัดการปฏิบัติบางอย่าง เช่น การเข้าสุหนัตและการถือศีลในวันสะบาโตในที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม ขอบเขต การบังคับใช้และระยะเวลาของการห้ามเหล่านี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักประวัติศาสตร์ ชาวโรมันยังได้ก่อตั้งกรุงเยรูซาเลมขึ้นใหม่ให้เป็นอาณานิคมของลัทธินอกศาสนา โดยมีทหารและทหารผ่านศึกของโรมันเป็นผู้อยู่อาศัยหลัก ส่วนชาวยิวถูกห้ามไม่ให้พำนักอยู่ภายในเมือง ตำนานในภายหลังมีการกล่าวถึงข้อห้ามที่ครอบคลุมถึงการเข้าใกล้เมืองและการจำกัดให้ชาวยิวสามารถเข้าเมืองได้เพียงปีละหนึ่งครั้ง
แต่กระนั้น นักวิชาการสมัยใหม่ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างก่อนหน้านี้ที่ว่ายูเดียแทบจะไม่มีชาวยิวหลงเหลืออยู่เลยหลังจากการกบฏ ในขณะที่ส่วนต่าง ๆ ของใจกลางยูเดียถูกทิ้งร้าง ไม่มีผู้อยู่อาศัยหรือถูกยึดครอง แต่ชุมชนชาวยิวขนาดใหญ่นั้นยังคงมีอยู่ในภูมิภาคนั้นหลังจาก ค.ศ. 136 ศูนย์กลางทางประชากรและศาสนาหลักของชาวยิวได้ย้ายไปทางเหนือที่กาลิลี แต่แนวคิดที่ว่าประชากรชาวยิวทั้งหมดของยูเดียถูกสังหารหรือเนรเทศนั้น ปัจจุบันถือกันโดยทั่วไปว่าเป็นเรื่องที่กล่าวเกินจริงหรือผิดไปจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์[16][17][18][19][20]
เชิงอรรถ
[แก้]หมายเหตุ
[แก้]- ↑ เป็นไปได้เช่นกันที่ลีเจียนนี้สลายตัวหลังการทัพที่บริตาเนียหรือสงครามโรมัน–พาร์เธียใน ค.ศ. 161–166
- ↑ ตามกัสซิอุส ดีโอ นักประวัติศาสตร์สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 2[6] ตัวเลขนี้เป็นที่ยอมรับว่าเชื่อถือได้โดยนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีร่วมสมัย รวมถึงฮันนาห์ คอตตอน, ดวีร์ ราวีฟ และชาอีม เบน ดาวิด[7]
- ↑ เป็นชื่อที่ใช้ในหลักฐานยิวโบราณบางครั้ง[11]
- ↑ หรือ สงครามยิว–โรมันครั้งที่สอง หากไม่นับกบฏพลัดถิ่น (מרד הגלויות) ระหว่าง ค.ศ. 115–117 ซึ่งมีการสู้รบในยูเดียเพียงเล็กน้อย[12][13][14]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Eck 1999, p. 81.
- ↑ Eck 1999, p. 80.
- ↑ L. J. F. Keppie (2000). Legions and veterans: Roman army papers 1971–2000. Franz Steiner Verlag. ISBN 3-515-07744-8. pp. 228–229.
- ↑ Menachem, Mor, Two Legions: The Same Fate?, JSTOR 20186341
- ↑ Mor 2016, p. 334.
- ↑ Cassius Dio, Roman History, LXIX, 14.1–2
- ↑ Raviv & Ben David 2021, p. 1.
- ↑ Grabbe 2010, p. 79.
- ↑ Cohen 2014, pp. 44, 49.
- ↑ Hachlili 1988, p. 128.
- ↑ Safrai 1976, p. 333.
- ↑ Mor 2016, pp. i–xxiv.
- ↑ Leaney 1984, p. 122.
- ↑ Cohen 2014, p. 5.
- ↑ Kerstein, Benjamin (August 30, 2018). "The Bar-Kochba Revolt". World History Encyclopedia. สืบค้นเมื่อ November 5, 2025.
- ↑ Raviv & Ben David 2021.
- ↑ Mor 2016, p. 473.
- ↑ Schwartz, Joshua (1986). Jewish Settlement in Judaea after the Bar-Kochba War and until the Arab Conquest, 135 C.E.–640 C.E. Jerusalem: Magnes Press.
- ↑ Goodblatt, David (2006b). "The political and social history of the Jewish community in the Land of Israel, c. 235–638". ใน Katz, Steven T. (บ.ก.). The Cambridge History of Judaism. Vol. 4. Cambridge: Cambridge University Press. p. 406.
- ↑ Adelman, Howard; Barkan, Elazar (2011). No Return, No Refuge: Rites and Rights in Minority Repatriation. New York: Columbia University Press. p. 159. ISBN 9780231153362.