กบฏทูฟ่า ชู่จีเหนิง
| กบฏทูฟ่า ชู่จีเหนิง | |||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| |||||||
| คู่สงคราม | |||||||
| ราชวงศ์จิ้นตะวันตก |
เซียนเปย์, เกี๋ยง, ตี และกบฏชนเผ่าอื่น ๆ กบฏในเมืองตุนหฺวาง | ||||||
| ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ | |||||||
|
เฮาเหลก † ซู ยฺหวี ฉือ เจี้ยน คันห่อง † ซือหม่า จฺวิ้น บุนเอ๋ง หม่า สฺวิน เอียวหัว † หม่า หลง |
ทูฟ่า ชู่จีเหนิง † ลิ่งหู เฟิง ลิ่งหู หง † | ||||||
| กำลัง | |||||||
| 3,500 (หม่า หลง) | 200,000+ | ||||||
กบฏทูฟ่า ชู่จีเหนิง หรือ กบฏมณฑลฉินโจวและเลียงจิ๋ว (จีน: 秦涼之變) เป็นกบฏชนเผ่าที่ต่อต้านราชวงศ์จิ้นตะวันตกตั้งแต่ประมาณเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 270 ถึงต้นปี ค.ศ. 280 ในยุคสามก๊กของจีน กบฏนำโดยทูฟ่า ชู่จีเหนิงผู้นำชนเผ่าเซียนเปย์ โดยมีชนเผ่าอื่น ๆ อีกหลายชนเผ่าเข้าร่วมด้วย เช่น เกี๋ยงและตีซึ่งอาศัยอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน การก่อกบฏกินเวลานานเกือบทศวรรษและมาถึงจุดสูงสุดในปี ค.ศ. 279 เมื่อทัพกบฏยึดมณฑลเลียงจิ๋วได้ แต่ช่วงปลายปีเดียวกันนั้น การก่อกบฏก็สิ้นสุดลงเมื่อทัพราชวงศ์จิ้นเอาชนะทูฟ่า ชู่จีเหนิงได้อย่างเด็ดขาดและสยบเหล่าชนเผ่าทั้งหลาย
ภูมิหลัง
[แก้]ในยุคราชวงศ์จิ้นตะวันตก ภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนเป็นถิ่นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ชาวเกี๋ยง (羌 เชียง) ที่อยู่ใกล้เคียงทางตะวันตกได้ย้ายถิ่นฐานเข้ามาในหลงเส (陇西 หล่งซี) และกวนต๋ง (關中 กวานจง) ตั้งแต่ยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ชาวเกี๋ยงมักก่อกบฏเนื่องจากนโยบายกดขี่ของผู้ว่าราชการของราชวงศ์ฮั่นในท้องถิ่น ชาวตี (氐) แม้ว่ามีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างคงที่กับราชวงศ์ฮั่น แต่ก็เริ่มก่อกบฏร่วมกับชาวเกี๋ยงในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น และในปี ค.ศ. 219 รัฐบุรุษโจโฉให้ย้ายกลุ่มชนเหล่านี้ 50,000 คนจากเมืองปูเต๋า (武都郡 อู่ตูจฺวิ้น) ไปอาศัยอยู่ริมแม่น้ำอุยโห (渭河 เว่ย์เหอ) ในภูมิภาคกวนต๋ง บรรพบุรุษของชาวซฺยงหนู (匈奴) อย่างหลูฉุ่ยหู (盧水胡) และฉูเก้อ (屠各) ก็อาศัยในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือเช่นกัน
ในเวลานั้น ชาวเซียนเปย์ (鮮卑) ในทุ่งหญ้าสเตปป์ทางตอนเหนือย้ายถิ่นฐานลงใต้เข้าสู่อาณาเขตของชาวจีน ชาวเซียนเปย์จำนวนมากสามารถเดินทางข้ามเส้นทางโหไส (河西走廊 เหอซีโจ่วหลาง) ได้อย่างง่ายดาย โดยมีชาวเซียนเปย์ตระกูลหนึ่งคือตระกูลทูฟ่า (禿髮) ซึ่งเริ่มมีอิทธิพลอย่างมากในภูมิภาคนี้ ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 256 ถึง ค.ศ. 263 เตงงายขุนพลของรัฐวุยก๊กรับการยอมจำนนของชาวเซียนเปย์หลายหมื่นคนจากโหไส และให้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ระหว่างมณฑลเลียงจิ๋ว (涼州 เหลียงโจว) และยงจิ๋ว (雍州 ยงโจว)
ในปี ค.ศ. 268 พื้นที่ส่วนหนึ่งในภูมิภาคเหนือของจีนได้ผลกระทบจากภัยน้ำท่วมและภัยแล้ง เสนาบดีฟู่ เสฺวียน (傅玄) เกรงว่าชนเผ่าในภาคตะวันตกเฉียงเหนือโดยเฉพาะชนเผ่าชาวเซียนเปย์อาจจะก่อกบฏ จึงเสนอให้มอบหมายให้เฮาเหลก (胡烈 หู เลี่ย) ข้าหลวงมณฑลฉินโจว (秦州) ให้ปราบปรามชนเผ่าเหล่านี้ที่มีแนวโน้มจะเป็นกบฏในอนาคต เนื่องจากเฮาเหลกมีชื่อเสียงในภาคตะวันตก อย่างไรก็ตาม ฟู่ เสฺวียนยังคงกังวลว่าถึงแม้เฮาเหลกจะเอาชนะกบฏได้ แต่กบฏเหล่านั้นยังสามารถหลบหนีไปยังเมืองฮันเต๋ง (安定郡 อานติ้งจฺวิ้น) หรืออู่เวย์ (武威郡 อู่เวย์จฺวิ้น; ในปัจจุบันคืออำเภอจิ้ง-ยฺเหวี่ยน มณฑลกานซู่) ได้อย่างง่ายดาย จึงเสนอให้จัดตั้งเมืองใหม่บริเวณเกาผิงชฺวาน (高平川; ในปัจจุบันคือนครกู้-ยฺเหวียน เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย) โดยให้เกณฑ์ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และยกเว้นแรงงานเกณฑ์ เมืองใหม่นี้พร้อมด้วยเมืองอันเต๋งและอู่เวย์จะย้ายไปขึ้นกับมณฑลฉินโจวภายใต้การปกครองของเฮาเหลก ฟู่ เสฺวียนยังเสนอให้เปิดเส้นทางใหม่ไปทางเหนือเพื่อส่งเสริมให้เกิดการย้ายถิ่นฐานและค่อย ๆ เสริมกำลังการในยึดครองชายแดน[3]
ตันเกี๋ยน (陳騫 เฉิน เชียน) เสนาบดีอีกคนหนึ่งทัดทานว่าไม่ควรแต่งตั้งเฮาเหลกและคันห่อง (牽弘 เชียน หง) ขุนพลอีกคนหนึ่งให้เป็นข้าหลวงมณฑล โดยแย้งว่าแม้ทั้งสองคนจะเป็นขุนพลที่แข็งแกร่ง แต่ทั้งสองนั้นขาดไหวพริบและไม่เหมาะกับการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน แต่คำทัดทานของตันเกี๋ยนถูกเพิกเฉย[4]
การก่อกบฏ
[แก้]ความสำเร็จของการก่อกบฏในช่วงต้น
[แก้]ต่อมาไม่นานก็เกิดการก่อกบฏขึ้นในมณฑลฉินโจวในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม ค.ศ. 270 หลังเฮาเหลกสูญเสียการสนับสนุนจากชนเผ่าต่าง ๆ ผู้นำการก่อกบฏคือทูฟ่า ชู่จีเหนิง (禿髮樹機能) หัวหน้าของตระกูลทูฟ่าในโหไส (河西 เหอซี) แม้ว่าทูฟ่า ชู่จีเหนิงเป็นชาวเซียนเปย์ แต่บันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่ากลุ่มกบฏประกอบด้วยคนจากหลากหลายชนเผ่า กบฏกลุ่มนี้ถูกเรียกโดยรวม ๆ ว่าเป็นชาว "เกี๋ยง" (เชียง) หรือชาว "ตี"[5][6]
เฮาเหลกนำพลไปตั้งค่ายที่เนินว่านหู (萬斛堆 ว่านหูตุย; ตั้งอยู่ในอำเภอเกาหลาน มณฑลกานซู่) เพื่อรบกับทูฟ่า ชู่จีเหนิง แต่ทูฟ่า ชู่จีเหนิงและเหล่าหัวหน้าเผ่า ได้แก่ ไป๋หู่เหวิน (白虎文) และเย่าหลานหนี (藥蘭泥) ได้ล้อมกำลังทหารของเฮาเหลกและสังหารเฮาเหลกลงได้[7][8] ซือหม่า เลี่ยง (司馬亮) ผู้เป็นอ๋องแห่งฝูเฟิง (扶風王 ฝูเฟิงหวาง) ควรต้องส่งกำลังเสริมไปช่วยเฮาเหลกโดยใช้ผู้ใต้บังคับบัญชาคือหลิว ฉี (劉旂) และจิ้ง เหยี่ยน (敬琰) แต่ทั้งสองปฏิเสธที่จะเคลื่อนกำลังพล จักรพรรดิสุมาเอี๋ยน (จิ้นอู่ตี้) ทรงต้องการจะลงโทษหลิว ฉี แต่ซือหม่า เลี่ยงทรงปกป้องหลิว ฉีไว้ ซือหม่า เลี่ยงจึงทรงถูกปลดจากตำแหน่งเป็นการชดเชย[9] ต่อมา ซู ยฺหวี (蘇愉) ข้าหลวงมณฑลเลียงจิ๋วนำทัพออกรบ แต่ก็ถูกทูฟ่า ชู่จีเหนิงตีแตกพ่ายที่เขาจิน (金山 จินชาน; ตั้งอยู่ในอำเภอชานตาน มณฑลกานซู่ในปัจจุบัน)[10][11]
หลังการปลดซือหม่า เลี่ยงออกจากตำแหน่ง จักรพรรดิสุมาเอี๋ยนทรงส่งฉือ เจี้ยน (石鑒) ขุนพลสงบภาคตะวันตก (安西將軍 อานซีเจียงจฺวิน) และเถียน จาง (田章) ผู้พิทักษ์ทัพสำแดงเดช (奮威護軍 เฟิ่นเวย์ฮู่จฺวิน) ให้ไปปราบกบฏ ฉือ เจี้ยนสั่งให้เตาอี้ (杜預 ตู้ ยฺวี่) ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ไปโจมตีทูฟ่า ชู่จีเหนิง แต่เตาอี้ทัดทานโดยให้ความเห็นว่าข้าศึกยังมีขวัญกำลังใจสูงหลังชัยชนะครั้งล่าสุด ตรงข้ามกับกำลังพลของราชวงศ์จิ้นที่ขวัญกำลังใจน้อยลง เตาอี้เสนอให้รอคอยจนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิมาถึงจึงค่อยเข้าโจมตี ในระหว่างนั้นก็สร้างเสริมกำลังและสะสมเสบียงอาหารไปพลาง ฉือ เจี้ยนคิดว่าเตาอี้กำลังทำให้การศึกตกอยู่ในความเสี่ยง จึงให้จับกุมเตาอี้ใส่รถนักโทษส่งกลับไปนครหลวงลกเอี๋ยง (洛陽 ลั่วหยาง) เพื่อให้เสนาบดีตุลาการพิจารณาโทษ จากนั้นฉือ เจี้ยนจึงดำเนินการตามแผนเดิมของตน แต่ไม่สามารถเอาชนะทูฟ่า ชู่จีเหนิงได้[12] ในวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 270[13] ซือหม่า จฺวิ้น (司馬骏) ผู้เป็นอ๋องแห่งหรู่อิน (汝阴王 หรู่อินหวาง) ได้รับการแต่งตั้งเป็นมหาขุนพลพิทักษ์ภาคตะวันตก (鎮西大將軍 เจิ้นซีต้าเจียงจฺวิน) และแม่ทัพของมณฑลยงจิ๋ว เลียงจิ๋ว และมณฑลอื่น ๆ ในภาคตะวันตก และได้รับมอบหมายให้ป้องกันภูมิภาคกวนต๋ง[14]
ในเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม ค.ศ. 271 ทูฟ่า ชู่จีเหนิงร่วมกับเหล่าชนเผ่าในเขตเมืองเป่ย์ตี้ (北地; อยู่ในนครชิ่งหยาง มณฑลกานซู่ในปัจจุบัน) บุกเมืองกิมเสีย (金城 จินเฉิง; อยู่บริเวณอำเภอยฺหวีจง มณฑลกานซู่ในปัจจุบัน) คันห่องข้าหลวงมณฑลเลียงจิ๋วนำกำลังพลเข้ารบกับทัพของทูฟ่า ชู่จีเหนิง แต่กำลังพลชาวเกี๋ยงในทัพของคันห่องไม่พอใจที่คันห่องปฏิบัติต่อพวกตนไม่ดี จึงก่อกบฏและเข้าร่วมกับทูฟ่า ชู่จีเหนิง ทูฟ่า ชู่จีเหนิง, ไป๋หู่เหวิน และเย่าหลานหนีเอาชนะและสังหารคันห่องได้ที่เขาชิง (青山 ชิงชาน; ตั้งอยู่ในอำเภอหฺวาน มณฑลกานซู่ในปัจจุบัน) ภายหลังจากที่ล้อมกำลังทหารของคันห่องไว้ได้[8][15] ต่อมาเอียวหัว (楊欣 หยาง ซิน) ได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าหลวงมณฑลเลียงจิ๋วคนใหม่
ในปี ค.ศ. 272 อิ่น ฉฺวี (尹璩) เจ้าเมืองตุนหฺวาง (敦煌) เสียชีวิต เอียวหัวยืนคำร้องให้ตั้งเหลียง เฉิง (梁澄) นายอำเภอตุนหฺวางให้สืบทอดตำแหน่งเจ้าเมืองของอิ่น ฉฺวี แต่ซ่ง จื้อ (宋質) เจ้าหน้าที่ปกครอง (功曹 กงเฉา) ปลดเหลียง เฉิงและตั้งให้ที่ปรึกษาลิ่งหู เฟิง (令狐豐) ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองแทน เอียวหัวนำกำลังทหารเข้ารบกับลิ่งหู เฟิง แต่ถูกกำลังทหารของซ่ง จื้อตีแตกพ่าย[16]
ก่อนหน้านี้เตงงายเคยให้ซ่อมแซมเชิงเทินและให้สร้างป้อมปราการหลายแห่งในมณฑลเลียงจิ๋งและยงจิ๋วเพื่อจุดประสงค์ในการป้องกันในเวลานั้น หลังเกิดกบฏทูฟ่า ชู่จีเหนิงขึ้น ข้าราชการและราษฎรจำนวนมากเข้าไปหลบภัยในป้อมปราการเหล่านั้น[17]
ปฏิกิริยาในราชสำนักราชวงศ์จิ้น
[แก้]การก่อกบฏในมณฑลฉินโจวและเลียงจิ๋วทำให้จักรพรรดิสุมาเอี๋ยนทรงกังวลอย่างมาก ในปี ค.ศ. 271 เสนาบดีสองคนของพระองค์ได้แก่เริ่น ข่าย (任愷) และยฺหวี่ ฉุน (庾純) พยายามบ่อนทำลายกาอุ้นที่เป็นศัตรูทางการเมืองของทั้งสอง โดยการทูลเสนอจักรพรรดิสุมาเอี๋ยนให้ส่งกาอุ้นไปนำทัพเข้ารบกับทูฟ่า ชู่จีเหนิง จักรพรรดิสุมาเอี๋ยนทรงเห็นด้วยและยังทรงออกพระราชโองการแต่งตั้งให้กาอุ้นดำรงตำแหน่งที่จำเป็น กาอุ้นรู้สึกไม่สบายใจกับการตัดสินพระทัยของจักรพรรดิสุมาเอี๋ยน แต่ด้วยความช่วยเหลือของซุนโจย (荀勗 สฺวิน ซฺวี่) กาอุ้นจึงยังคงอยู่ในนครลกเอี๋ยงได้หลังจัดให้มีการสมรสระหว่างเจี่ย หนางเฟิง (賈南風) ที่เป็นบุตรสาวของตน กับซือหม่า จง (司馬衷) ที่เป็นรัชสมัยของจักรพรรดิสุมาเอี๋ยน[18] เมื่อขุนพลเอียวเก๋าถวายฎีกาเสนอให้บุกง่อก๊กที่เป็นรัฐอริของราชวงศ์จิ้น แต่ก็ถูกเสนาบดีคนอื่น ๆ หลายคนคัดค้านอย่างหนัก โดยแย้งว่าการปราบปรามกบฏในมณฑลฉินโจวและเลียงจิ๋วควรมีความสำคัญมากกว่า[19]
การโต้กลับของราชวงศ์จิ้น
[แก้]หลังซือหม่า จฺวิ้นปราบกบฏไม่สำเร็จ จึงหันไปมุ่งเน้นให้ทหารทำการเกษตรในภูมิภาคกวนต๋ง ในเดือนกันยายนหรือตุลาคม ค.ศ. 274 กบฏจากมณฑลเลียงจิ๋วเข้าตีเมืองกิมเสียอีกครั้ง แต่ซือหม่า จฺวิ้นเอาชนะได้และสังหารฉีเหวินหนี (乞文泥) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำของกองกำลังกบฏ[20] ในปี ค.ศ. 275 ซือหม่า จฺวิ้นรบกับทูฟ่า ชู่จีเหนิงและเอาชนะได้ สังหารฝ่ายกบฏได้ 3,000 คน[21] ต่อมาในปีเดียวกัน ซือหม่า จฺวิ้นได้รับคำสั่งให้นำพล 7,000 นายไปเสริมให้กำลังทหารประจำการในมณฑลเลียงจิ๋ว ทูฟ่า ชู่จีเหนิง, โหวต้านปั๋ว (侯彈勃) และเหล่าผู้ติดตามวางแผนจะจู่โจมนิคมเกษตรทางทหารในภูมิภาคกวนต๋งในระหว่างที่ซือหม่า จฺวิ้นไม่อยู่ แต่บุนเอ๋ง (文鴦 เหวิน ยาง) ที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของซือหม่า จฺวิ้นได้นำทัพผสมจากมณฑลเลียงจิ๋ว ฉินโจว และยงจิ๋วเข้าคุกคามกบฏ ทูฟ่า ชู่จีเหนิงส่งโหวต้านปั๋วและชนเผ่าอีก 20 คนไปยอมจำนนต่อราชวงศ์จิ้น แต่ละคนส่งบุตรชายของตนไปเป็นตัวประกัน บุนเอ๋งยังได้รับการยอมจำนนจากชนเผ่า 200,000 คนจากเมืองฮันเต๋ง, เป่ย์ตี้ และกิมเสีย รวมถึงหัวหน้าเผ่าจี๋เคอหลัว (吉軻羅), โหวจินตัว (侯金多) และเร่อ-จฺหย่ง (熱冏)[22][23] ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น เมื่อราวเดือนกรกฎาคม หม่า สฺวิน (馬循) นายกองพันแห่งอู้และจี่ (戊己校尉 อู้จี่เซี่ยวเว่ย์) ซึ่งประจำการอยู่ในภูมิภาคตะวันออกได้รบกับกบฏชนเผ่าเซียนเปย์และสังหารเหล่าผู้นำกบฏได้[24]
ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
ยุทธการที่มณฑลเลียงจิ๋ว
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
ผลสืบเนื่อง
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
หมายเหตุ
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- ↑ ([泰始六年]六月,戊午,胡烈讨鲜卑秃发树机能于万斛堆,兵败被杀。) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 79.
- ↑ ([咸宁五年]十二月,马隆击叛虏树机能,大破,斩之,凉州平。) จิ้นชู เล่มที่ 3. เดือนนี้เทียบได้กับช่วงเวลาระหว่างวันที่ 19 มกราคมถึง 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 280 ในปฏิทินจูเลียน
- ↑ (其五曰,臣以為胡夷獸心,不與華同,鮮卑最甚。本鄧艾苟欲取一時之利,不慮後患,使鮮卑數萬散居人間,此必為害之勢也。秦州刺史胡烈素有恩信於西方,今烈往,諸胡雖已無惡,必且消弭,然獸心難保,不必其可久安也。若後有動釁,烈計能制之。惟恐胡虜適困於討擊,便能東入安定,西赴武威,外名為降,可動復動。此二郡非烈所制,則惡胡東西有窟穴浮游之地,故復為患,無以禁之也。宜更置一郡于高平川,因安定西州都尉募樂徙民,重其復除以充之,以通北道,漸以實邊。詳議此二郡及新置郡,皆使並屬秦州,令烈得專禦邊之宜。) จิ้นชู เล่มที่ 47.
- ↑ (騫因入朝,言於帝曰:「胡烈、牽弘皆勇而無謀,強于自用,非綏邊之材,將為國恥。願陛下詳之。」時弘為揚州刺史,不承順騫命。) จิ้นชู เล่มที่ 35.
- ↑ (及氐羌反叛,時帝深以爲慮,愷因進説,請充鎮關中。) จิ้นชู เล่มที่ 40.
- ↑ (會秦州刺史胡烈為羌虜所害...) จิ้นชู เล่มที่ 59.
- ↑ (烈為秦州刺史,及涼州叛,烈屯于萬斛堆,為虜所圍,無援,遇害。) จิ้นชู เล่มที่ 57.
- 1 2 (一曰,昔歲及此年,藥蘭泥、白虎文秦涼殺刺史胡烈、牽弘,遣田璋討泥。) ซ่งชู เล่มที่ 33.
- ↑ (都督雍、涼州諸軍事扶風王亮遣將軍劉旂救之,旂觀望不進。亮坐貶爲平西將軍,旂當斬。亮上言:「節度之咎,由亮而出,乞丐其死。」詔曰:「若罪不在旂,當有所在。」乃免亮官。) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 79.
- ↑ (叛虜寇秦、涼,刺史胡烈、蘇愉並為所害。) ซ่งชู เล่มที่ 34.
- ↑ (樹機能敗涼州刺史蘇愉于金山...) 'จิ้นชู เล่มที่ 126.
- ↑ (屬虜兵強盛,石鑒時為安西將軍,使預出兵擊之。預以虜乘勝馬肥,而官軍懸乏,宜並力大運,須春進討,陳五不可、四不須。鑒大怒,復奏預擅飾城門官舍,稽乏軍興,遣御史檻車征詣廷尉。以預尚主,在八議,以侯贖論。其後隴右之事卒如預策。) จิ้นชู เล่มที่ 34.
- ↑ ([泰始六年]秋七月...丁未,以汝阴王骏为镇西大将军、都督雍凉二州诸军事。) จิ้นชู เล่มที่ 3.
- ↑ (遷鎮西大將軍、使持節、都督雍涼等州諸軍事,代汝南王亮鎮關中,加袞冕侍中之服。) จิ้นชู เล่มที่ 38.
- ↑ ([泰始七年]夏四月,北地胡寇金城,凉州刺史牵弘讨之。群虏内叛,围弘于青山,弘军败,死之。) จิ้นชู เล่ม 3. เดือนนี้เทียบได้กับช่วงเวลาระหว่างวันที่ 27 เมษายนถึง 25 พฤษภาคม ค.ศ. 271 ในปฏิทินจูเลียน
- ↑ (敦煌太守尹璩卒。涼州刺史楊欣表敦煌令梁澄領太守。功曹宋質輒廢澄,表議郎令狐豐爲太守。楊欣遣兵擊之,爲質所敗。) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 79.
- ↑ (艾在西時,修治障塞,築起城塢。泰始中,羗虜大叛,頻殺刺史,涼州道斷。吏民安全者,皆保艾所築塢焉。) สามก๊กจี่ เล่มที่ 28.
- ↑ (賈充將之鎭,公卿餞於夕陽亭。充私問計於荀勗,勗曰:「公爲宰相,乃爲一夫所制,不亦鄙乎!然是行也,辭之實難,獨有結婚太子,可不辭而自留矣。」充曰:「然則孰可寄懷?」勗曰︰「勗請言之。」因謂馮紞曰:「賈公遠出,吾等失勢;太子婚尚未定,何不勸帝納賈公之女乎!」紞亦然之... 后固以爲請,荀顗、荀勗、馮紞皆稱充女絕美,且有才德,帝遂從之。留充復居舊任。) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 79.
- ↑ (而朝議方以秦、涼爲憂,祜復表曰:「吳平則胡自定,但當速濟大功耳。」議者多有不同,賈充、荀勗、馮紞尤以伐吳爲不可。) จือจื้อทงเจี้ยน เล่มที่ 79.
- ↑ ([泰始十年]八月,涼州虜寇金城諸郡,鎮西將軍、汝陰王駿討之,斬其帥乞文泥等。) จิ้นชู เล่มที่ 3. เดือนนี้เทียบได้กับช่วงเวลาระหว่างวันที่ 18 กันยายนถึง 17 ตุลาคม ค.ศ. 274 ในปฏิทินจูเลียน
- ↑ (咸甯初,羌虜樹機能等叛,遣眾討之,斬三千餘級。) จิ้นชู เล่มที่ 38.
- ↑ ([咸寧元年]二月...叛虜樹機能送質請降。) จิ้นชู เล่มที่ 3. เดือน 2 ของศักราชเสียนหนิง (咸寧) ปีที่ 1 เทียบได้กับช่วงเวลาระหว่างวันที่ 14 มีนาคมถึง 12 เมษายน ค.ศ. 275 ในปฏิทินจูเลียน
- ↑ (樹機能、侯彈勃等欲先劫佃兵,駿命平虜護軍文俶督涼、秦、雍諸軍各進屯以威之。機能乃遣所領二十部彈勃面縛軍門,各遣入質子。安定、北地、金城諸胡吉軻羅、侯金多及北虜熱冏等二十萬口又來降。) จิ้นชู เล่มที่ 38.
- ↑ ([咸宁元年]六月...西域戊己校尉馬循討叛鮮卑,破之,斬其渠帥。) จิ้นชู เล่มที่ 3. เดือนนี้เทียบเท่ากับช่วงเวลาระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคมถึง 8 สิงหาคม ค.ศ. 275 ในปฏิทินจูเลียน
บรรณานุกรม
[แก้]- เฉิ่น เยฺว (493 ). ซ่งชู.
- ซือหม่า กวาง (1084). จือจื้อทงเจี้ยน.
- ฝาง เสฺวียนหลิง (648). จิ้นชู.