Web Ontology Language

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บทความนี้มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษ เนื่องจากยังไม่มีชื่อภาษาไทยที่กระชับ เหมาะสม หรือไม่รู้วิธีอ่านในภาษาไทย

เนื้อหา

OWL (Web Ontology Language) [แก้]


ความเป็นมา [แก้]

OWL ถูกสร้างโดย W3C Web Ontology Working Group ถูกพัฒนาขึ้นโดยมีพื้นฐานมาจากภาษา (Resource Description Framework: RDF) และสืบทอดมาจากภาษา DRAPA Markup Language + Ontology Interface Layer (DAML+OIL) OWL จัดเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเว็บเชิงความหมาย (Semantic Web)[1] เพื่อใช้สำหรับการอธิบายความหมายของข้อมูลบน web site สามารถกำหนดโครงสร้างข้อมูลในลักษณะลำดับชั้น และอธิบายข้อมูล (Metadata) ที่มีความสัมพันธ์ในระบบฐานข้อมูลได้ ทำให้ตัวข้อมูลมีความหมายและสามารถที่จะสื่อสารกันได้มากขึ้น ลักษณะโครงสร้างการอธิบายจะอยู่ในรูปของคลาส คุณสมบัติของคลาส และความสัมพันธ์ของคลาส เพื่ออธิบาย Entity และความสัมพันธ์ (Relationship) ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

ความหมาย [แก้]

โดยรวมแล้วหมายถึงภาษาที่ใช้สำหรับทำการอธิบายถึงข้อมูลใน web site ในเชิง ontology ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ของข้อมูลหรือสิ่งต่าง ๆ ใน web site เช่นการอธิบายถึง classes , properties [2]

องค์ประกอบของ OWL[3] [แก้]
  • Class (คลาส)
  • Properties (คุณสมบัติ)
  • Instances (ค่าคงที่)
  • Reasoning (ความเป็นเหตุเป็นผล)


ประเภทของ OWL [แก้]

OWL สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท[4]

  1. OWL Lite สนับสนุนผู้ใช้เบื้องต้นที่ต้องการเพียงการจัดลำดับและการแบ่งประเภทโดยใช้ลักษณะการแบ่งแบบง่าย
  2. OWL DL สนับสนุนผู้ใช้ที่ต้องการความลึกซึ้งที่ค้อนข้างสูงโดยที่จะต้องไม่สูญเสียความสมบูรณ์ของการคำนวณ (ทุกเงื่อนไขมีการการันตีว่าถูกคำนวณแล้ว) และสามารถตัดสินใจได้ (ทุกๆการคำนวณจะต้องเสร็จในเว็บที่กำหนด)
  3. OWL Full มีความสำคัญต่อผู้ใช้ที่ต้องการความลึกซึ้งที่สุดและความหมายที่อิสระของ RDF


ซึ่ง

  • ทุกๆกฎของ OWL lite ontology ก็คือ กฎของ OWL DL ontology
  • ทุกๆกฎของ OWL DL ontology ก็คือ กฎของ OWL FULL ontology
  • ทุกๆสาเหตุและข้อสรุปของ OWL lite ก็คือ สาเหตุและข้อสรุปของ OWL DL
  • ทุกๆสาเหตุและข้อสรุปของ OWL DL ก็คือ สาเหตุและข้อสรุปของ OWL FULL



ตัวอย่าง OWL [แก้]

OWL เป็นภาษาที่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาข้อมูลใน Internet ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการ search ข้อมูลใน internet โดยพิมพ์คำค้นลงไปตามนี้ "Tell me what wines I should buy to serve with each course of the following menu. And, by the way, I don't like Sauternes."[5] ปัจจุบันย่อมไม่สามารถหาผลลัพธ์ที่ตรงตามต้องการได้ แต่ OWL เป็นภาษาที่สร้าง class และ subclass ขึ้นมา ซึ่งสามารถช่วยอธิบายความสัมพัมธ์และความหมาย หรือสามารถทำให้ machine เข้าใจได้ ดังตัวอย่าง

<owl:Class rdf:ID="Wine">
 <rdfs:subClassOf rdf:resource="&food;PotableLiquid"/>
 <rdfs:subClassOf>
   <owl:Restriction>
     <owl:onProperty rdf:resource="#madeFromGrape"/>
     <owl:minCardinality rdf:datatype="&xsd;nonNegativeInteger">1</owl:minCardinality>
   </owl:Restriction>
 </rdfs:subClassOf>
 ...

</owl:Class>[6]

เป็นการอธิบายให้เห็นถึงความสัมพันธ์ โดยการกำหนดประเภท และความเป็น subclass กันในเชิง ontology ทำให้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการ mapping หรือการ search ข้อมูลใน internet

อ้างอิง [แก้]

  1. ^ เส้นทางการทำงานวิจัยด้าน semantic web
  2. ^ http://www.w3.org/TR/owl-features/
  3. ^ คู่มือ Protege [ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ [มหาวิทยาลัยบูรพา]]
  4. ^ http://www.w3.org/TR/owl-features/
  5. ^ http://patumariya.multiply.com/reviews/item/10
  6. ^ http://www.w3.org/TR/owl-guide/