สหราชอาณาจักร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางมาจาก United Kingdom)
สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ
United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland (อังกฤษ) 1
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
เพลงชาติก็อดเซฟเดอะควีน
(โดยพฤตินัย)
เมืองหลวง
(และเมืองใหญ่สุด)
ลอนดอน
51°30′N 0°7′W / 51.500°N 0.117°W / 51.500; -0.117
ภาษาทางการ ภาษาอังกฤษ 2
การปกครอง ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
 -  พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2
 -  นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน
เป็นสหราชอาณาจักร
 -  พระราชบัญญัติ พ.ศ. 2344 (ค.ศ. 1801) 
พื้นที่
 -  รวม 244,820 ตร.กม. (80)
94,526 ตร.ไมล์ 
 -  แหล่งน้ำ (%) 1.34%
ประชากร
 -  2553 (ประเมิน) 62,041,708 (21)
 -  2548 (สำมะโน) 66,441,457 
 -  ความหนาแน่น 246.9 คน/ตร.กม. (33)
639.5 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2006 (ประมาณ)
 -  รวม $ 2.27 ล้าน ล้าน (5)
 -  ต่อหัว $ 37,328 (13)
HDI (2006) 0.940 (สูง) (18)
สกุลเงิน ปอนด์สเตอร์ลิง (£) (GBP)
เขตเวลา GMT (UTC+0)
 -  (DST) BST (UTC+1)
โดเมนบนสุด .uk4
รหัสโทรศัพท์ 44
1สหราชอาณาจักรได้อนุญาตให้ใช้ภาษาท้องถิ่นเป็นภาษาทางการในท้องถิ่นนั้น ๆ ตามกฎบัตรยุโรปว่าด้วยภาษาท้องถิ่นหรือภาษาชนกลุ่มน้อย ดังนั้นจึงมีชื่ออย่างเป็นทางการของประเทศเป็นภาษาท้องถิ่นต่าง ๆ ดังนี้

2 ภาษาทางการในแคว้นต่าง ๆ นอกจากภาษาอังกฤษ แคว้นเวลส์ใช้ภาษาเวลส์ แคว้นสกอตแลนด์ใช้ภาษาแกลิกสกอต และกฎหมายในปี พ.ศ. 2548 ได้ประกาศให้ใช้ภาษาฝรั่งเศสนอร์มันได้ในงานทางการ แล้วแต่โอกาส
3 ชื่ออย่างเป็นทางการเปลี่ยนจาก สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ (United Kingdom of Great Britain and Ireland) เป็น สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland) ใน พ.ศ. 2470

4 ISO 3166-1 ใช้ GB และใช้ .gb ด้วย

สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (อังกฤษ: United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland) หรือโดยทั่วไปรู้จักกันว่า สหราชอาณาจักร (อังกฤษ: United Kingdom: UK) และ บริเตน (Britain) เป็นรัฐเอกราชตั้งอยู่นอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรปภาคพื้นทวีป ประเทศนี้ประกอบด้วยเกาะบริเตนใหญ่ ส่วนตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะไอร์แลนด์ และเกาะที่เล็กกว่าจำนวนมาก ไอร์แลนด์เหนือเป็นเพียงส่วนเดียวของสหราชอาณาจักรที่มีพรมแดนทางบกติดต่อกับรัฐอื่น คือ สาธารณรัฐไอร์แลนด์ นอกเหนือจากนี้แล้ว สหราชอาณาจักรล้อมรอบด้วยมหาสมุทรแอตแลนติกทางทิศตะวันตกและเหนือ ทะเลเหนือทางทิศตะวันออก ช่องแคบอังกฤษทางทิศใต้ และทะเลไอร์แลนด์ทางทิศตะวันตก

รูปแบบการปกครองเป็นแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญโดยมีระบบรัฐสภา เมืองหลวง คือ กรุงลอนดอน ประกอบด้วยสี่ประเทศ คือ ประเทศอังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์และไอร์แลนด์เหนือ[1] สามประเทศหลังนี้ได้รับการถ่ายโอนการบริหาร โดยมีอำนาจแตกต่างกัน[2][3] ตั้งอยู่ในเมืองหลวงของประเทศนั้น ๆ คือ เอดินบะระ คาร์ดิฟฟ์และเบลฟาสต์ตามลำดับ ส่วนเกิร์นซีย์ เจอร์ซีย์และเกาะแมนเป็นบริติชคราวน์ดีเพนเดนซี และมิใช่ส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร[4] สหราชอาณาจักรมีดินแดนโพ้นทะเล 14 แห่ง[5] ซึ่งเป็นสิ่งที่เหลืออยู่ของจักรวรรดิอังกฤษ ซึ่งขณะที่รุ่งเรืองที่สุดในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นั้น ครอบคลุมพื้นดินของโลกเกือบหนึ่งในสี่ และเป็นจักรวรรดิใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ อิทธิพลของอังกฤษยังสามารถพบเห็นได้จากความแพร่หลายของภาษา วัฒนธรรมและระบบกฎหมายในอดีตอาณานิคมหลายแห่ง

สหราชอาณาจักรเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 17 ของโลก ตามค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ณ ราคาตลาด และเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 8 ของโลก ตามความเท่าเทียมของอำนาจซื้อ สหราชอาณาจักรเป็นประเทศอุตสาหกรรมประเทศแรกในโลก[6] และเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20[7] สหราชอาณาจักรยังถูกกล่าวขานว่าเป็นมหาอำนาจและยังมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ทหาร วิทยาศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศค่อนข้างมากอยู่[8][9] สหราชอาณาจักรได้รับรองว่าเป็นรัฐอาวุธนิวเคลียร์และมีรายจ่ายทางทหารมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก[10]

สหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาตินับแต่สมัยประชุมแรกใน พ.ศ. 2489 และยังเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และองค์การก่อนหน้า คือ ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปตั้งแต่ พ.ศ. 2516 นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรยังเป็นสมาชิกเครือจักรภพแห่งชาติ สภายุโรป จี7 จี8 จี20 นาโต องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และองค์การการค้าโลก

เนื้อหา

ภูมิศาสตร์ [แก้]

แผนที่สหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักรมีพรมแดนทางทิศใต้จรดช่องแคบอังกฤษ ซึ่งคั่นระหว่างสหราชอาณาจักรกับภาคพื้นทวีปยุโรป ทางทิศเหนือจรดกับทะเลเหนือ ทางทิศตะวันตกกับทะเลไอร์แลนด์และมหาสมุทรแอตแลนติก สหราชอาณาจักรมีพรมแดนทางบกกับรัฐอื่นเพียงแห่งเดียว คือระหว่างไอร์แลนด์เหนือและสาธารณรัฐไอร์แลนด์

อังกฤษนั้นส่วนมากจะเป็นแผ่นดินนูนที่ต่ำ มีภูเขาทางตอนเหนือ และ ตะวันตกเป็นเส้นแนวแบ่งเขตแคว้น มีเขตเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือเขตปริมณฑลลอนดอน ไม่มีภูเขาที่สูงกว่า 1000 เมตรในแคว้นอังกฤษ

ภูมิศาสตร์ของสกอตแลนด์นั้นหลากหลาย มีที่ต่ำทางตอนใต้ และที่สูงทางตอนเหนือ ตะวันออก และ ตะวันตก มีภูเขาเบนเนวิส สูง 1,344 เมตร เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในหมู่เกาะอังกฤษ มีทะเลสาบ ช่องแคบที่ยาวและลึกเป็นจำนวนมาก และมีเกาะถึงกว่า 800 เกาะ เมืองหลวงคือเมืองเอดินบะระ ซึ่งเป็นเมืองที่มีศูนย์ใจกลางเมืองเป็นมรดกโลก แต่เมืองที่ใหญ่ที่สุดนั้นคือเมืองกลาสโกว์

ภูมิประเทศของเวลส์ส่วนมากจะเป็นภูเขา มีภูเขาสโนว์ดอน สูง 1,085 เมตร เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในแคว้น มีเมืองคาร์ดิฟฟ์เป็นเมืองหลวง ส่วนแคว้นไอร์แลนด์เหนือนั้น ตั้งอยู่บนเกาะไอร์แลนด์ และส่วนมากจะเป็นเทือกเขา มีเมืองหลวงคือเมืองเบลฟัสต์

หมู่เกาะอังกฤษนั้นประกอบด้วย เกาะน้อยใหญ่ถึงประมาณ 1,098 เกาะ

ประวัติศาสตร์ [แก้]

ดินแดนของสหราชอาณาจักรในปี พ.ศ. 2440 (1897)

ราชอาณาจักรสกอตแลนด์และราชอาณาจักรอังกฤษนั้นได้ก่อตัวขึ้นเป็นรัฐแยกกันตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 โดยแต่ละรัฐมีราชวงศ์และระบอบการปกครองของตัวเอง ส่วน ราชรัฐเวลส์ตกมาอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษจากบทกฎหมายรุดดลันในปีพ.ศ. 1827 และรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอังกฤษในปีพ.ศ. 2078 จากพระราชบัญญัติสหภาพพ.ศ. 2250 ขณะที่ประเทศอังกฤษและสกอตแลนด์นั้นรวมกันอย่างไม่เป็นทางการครั้งแรก จากการที่พระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์นั้นได้ปกครองอังกฤษ เนื่องจากพระนางเอลิซาเบธที่หนึ่งไม่มีรัชทายาท ทั้งสองประเทศจึงอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์องค์เดียวกันแต่ต่างฝ่ายต่างมีรัฐบาลอิสระของตนเอง ต่อมาภายหลัง อังกฤษและสกอตแลนด์ก็ได้รวมตัวกันเป็นสหภาพทางการเมืองในชื่อราชอาณาจักรบริเตนใหญ่[11]

พระราชบัญญัติสหภาพ พ.ศ. 2343 ได้รวมราชอาณาจักรบริเตนใหญ่กับราชอาณาจักรไอร์แลนด์ ซึ่งก่อนหน้านี้ค่อยๆตกเข้ามาอยู่ในการควบคุมของอังกฤษ เข้าเป็นสหราชอาณาจักรแห่งเกาะบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์[12] ซึ่งต่อมาในปีพ.ศ. 2465 26 แคว้นจาก 32 แคว้นบนเกาะไอร์แลนด์ตัดสินใจที่จะเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับสหราชอาณาจักร และตั้งเป็นประเทศใหม่เป็นสาธารณรัฐไอร์แลนด์ หลังจากนั้นอีก 7 ปี 6 แคว้นที่เหลือได้เข้ามารวมตัวกับสหราชอาณาจักรดังเดิม และตั้งชื่อแคว้นของตนเองเป็น ไอร์แลนด์เหนือ[13]

ในพุทธศตวรรษที่ 24 สหราชอาณาจักร (ในขณะนั้นคือสหราชอาณาจักรแห่งเกาะบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์) เป็นประเทศผู้นำของโลกในหลายๆด้าน เช่นการพัฒนาระบอบทุนนิยมและประชาธิปไตยระบบรัฐสภา รวมถึงการเผยแพร่ทางด้านวรรณกรรม ศิลปะ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จักรวรรดิบริเตนสามารถครอบครองดินแดนถึงหนึ่งในสี่ของพื้นผิวโลกและหนึ่งในสามของประชากรโลกในช่วงที่มีการขยายตัวสูงสุด ทำให้กลายเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ทั้งในด้านดินแดนและประชากร

อย่างไรก็ตาม สหราชอาณาจักรเริ่มสูญเสียความเป็นผู้นำทางด้านวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมในพุทธศตวรรษที่ 25 ให้กับสหรัฐอเมริกาและจักรวรรดิเยอรมัน หลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 1 อำนาจของสหราชอาณาจักรในวงการเมืองโลกเริ่มลดลง และเริ่มมีการปลดปล่อยอาณานิคมในดินแดนโพ้นทะเลต่าง ๆ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 สหราชอาณาจักรต่อสู้กับนาซีเยอรมนีและได้รับชัยชนะในปี พ.ศ. 2488 ซึ่งทำให้สหราชอาณาจักรได้เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สหราชอาณาจักรเข้าร่วมสหภาพยุโรปในปีพ.ศ. 2516 แต่ปัจจุบันยังไม่เข้าร่วมใช้เงินยูโร โดยมีแผนที่จะจัดการลงประชามติเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อผลจาก "บททดสอบห้าข้อ" ประเมินได้ว่าการเข้าร่วมใช้เงินยูโรจะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร[14]

การเมืองการปกครอง [แก้]

พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ พร้อมหอนาฬิกาบิกเบน ริมชายฝั่งแม่น้ำเทมส์ กรุงลอนดอน เป็นอาคารรัฐสภาของสหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักรมีรูปแบบรัฐเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา โดยพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจบริหารผ่านคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล ซึ่งคณะรัฐมนตรีนั้นเลือกโดยรัฐสภา และมีหน้าที่รับผิดชอบต่อรัฐสภาเช่นเดียวกัน ทั้งนี้รัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักรเป็นระบบสภาคู่ แบ่งเป็นสองสภา คือ สภาขุนนาง เป็นสภาสูง จากการแต่งตั้ง และสภาสามัญชน เป็นสภาล่าง มาจากการเลือกตั้ง และผู้นำของรัฐสภาคือพระมหากษัตริย์ สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร แต่กฎหมายส่วนใหญ่ของสหราชอาณาจักรนั้นปรากฏตัวอยู่ในรูปประเพณี

พระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันคือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ผู้ดำรงตำแหน่งรัชทายาทพระองค์ปัจจุบันคือ เจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ นายเดวิด คาเมรอน จากพรรคอนุรักษนิยม

การบังคับใช้กฎหมาย [แก้]

ในปัจจุบัน สหราชอาณาจักร ใช้กฎหมายคอมมอน ลอว์ ที่ใช้อยู่ในทั้งในประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศที่เคยอยู่ในเครือจักรภพของอังกฤษ เป็นต้น

ลักษณะเฉพาะของระบบกฎหมายคอมมอน ลอว์ คือ

คำพิพากษาเป็นบ่อเกิดของกฎหมาย ศาลต้องผูกพันพิพากษาคดีตามแนวคำพิพากษาที่ได้มีมาแต่เดิม ตามหลัก “ข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน ย่อมต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน” คำพิพากษาของศาลมีความสำคัญมากกว่ากฎหมายลายลักษณ์อักษร กฎหมายลายลักษณ์อักษรเป็นเพียงข้อยกเว้นของกฎหมายคอมมอนลอว์ ในกรณีที่ไม่มีคำพิพากษามาปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น การศึกษากฎหมายต้องเริ่มจากการศึกษาคำพิพากษาของศาลที่มีมาแต่เดิมเป็นหลัก มีต้นแบบมาจากประเทศอังกฤษ ระบบกฎหมายคอมมอน ลอว์ (Common Law) นี้ บางตำราเรียกว่า ระบบกฎหมายจารีตประเพณี

การแบ่งเขตการปกครอง [แก้]

สหราชอาณาจักรประกอบด้วยสี่ส่วนใหญ่ ๆ ซึ่งบางครั้งเรียกในภาษาไทยว่า"แคว้น"

ธง แคว้น สถานะ ประชากร
ธงชาติของอังกฤษ อังกฤษ ราชอาณาจักร 50,431,700
ธงชาติของสกอตแลนด์ สกอตแลนด์ ราชอาณาจักร 5,094,800
ธงชาติของเวลส์ เวลส์ ราชรัฐ 2,958,600
ธงชาติของไอร์แลนด์เหนือ ไอร์แลนด์เหนือ มณฑล 1,724,400

ในอดีต สหราชอาณาจักรเคยแบ่งการปกครองท้องถิ่นออกเป็นเคาน์ตี ปัจจุบันระบบนี้ไม่ได้เป็นส่วนสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว แต่ว่ายังคงใช้ในการแบ่งส่วนทางภูมิศาสตร์ สหราชอาณาจักรมีอำนาจอธิปไตยเหนือเกิร์นซีย์ เจอร์ซีย์ และเกาะแมน ดินแดนเหล่านี้เป็นดินแดนที่ในอดีตเคยเป็นสมบัติของราชวงศ์ และไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังมีดินแดนโพ้นทะเลอีกสิบสี่แห่ง ซึ่งเป็นดินแดนที่ยังคงเหลือมาจากจักรวรรดิบริเตน ดินแดนเหล่านี้ก็ไม่นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรเช่นกัน ดินแดนเหล่านี้ได้แก่ แองกวิลา เบอร์มิวดา บริติชอาร์กติกเทอร์ริทอรี บริติชอินเดียนโอเชียนเทอร์ริทอรี หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน หมู่เกาะเคย์แมน หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ยิบรอลตา หมู่เกาะลีวาร์ด มอนเซอร์รัต หมู่เกาะพิตแคร์น เซนต์เฮเลนา จอร์เจียใต้และหมู่เกาะแซนด์วิชใต้ อะโครติรีและเดเคเลีย หมู่เกาะเติร์กและเคคอสและ หมู่เกาะวินวาร์ด

นโยบายต่างประเทศ [แก้]

ความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป [แก้]

ความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา [แก้]

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย [แก้]

ด้านการทูต [แก้]

การค้าและเศรษฐกิจ [แก้]

การท่องเที่ยว [แก้]

กองทัพ [แก้]

กองทัพบก [แก้]

กองทัพอากาศ [แก้]

กองทัพเรือ [แก้]

กองกำลังกึ่งทหาร [แก้]

เศรษฐกิจ [แก้]

โครงสร้างเศรษฐกิจ [แก้]

สถานการณ์สำคัญ [แก้]

การท่องเที่ยว [แก้]

คมนาคม และ โทรคมนาคม [แก้]

วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี [แก้]

พลังงาน [แก้]

โครงสร้างพื้นฐาน [แก้]

การศึกษา [แก้]

สาธารณสุข [แก้]

ประชากรศาสตร์ [แก้]

ประชากร [แก้]

จากการสำรวจสำมะโนครัวของสหราชอาณาจักรในเดือนเมษายน พ.ศ. 2544 สหราชอาณาจักรมีประชากร 58,789,194 คน โดยมากเป็นอันดับที่ 3 ของสหภาพยุโรป และอันดับ 21 ของโลก ในปีพ.ศ. 2547 สำนักงานสถิติแห่งชาติประมาณการจำนวนประชากรที่ 59,834,300 คน[15] และเพิ่มเป็น 60.2 ล้านคนในอีกสองปีต่อมา โดยการเพิ่มจำนวนประชากรส่วนใหญ่มาจากการอพยพเข้าประเทศ อัตราการเกิดที่สูงขึ้น และอายุขัยที่ยาวนานขึ้น[16]

สหราชอาณาจักรมีความหนาแน่นของประชากรสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก ประมาณหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งหมดอาศัยอยู่ในเขตตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ ซึ่งมีสภาพทางเศรษฐกิจที่ดี และส่วนใหญ่เป็นเขตเมืองหรือชานเมือง[17] ประชากรประมาณ 7.5 ล้านคนอาศับอยู่ในกรุงลอนดอน[18] สหราชอาณาจักรมีอัตราการอ่านออกเขียนได้ของประชากรสูงถึง 99% เป็นผลมาจากการศึกษาของรัฐทั่วประเทศ[19] การศึกษาภาคบังคับมีสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 5 ถึง 16 ปี

  • จำนวนประชากรของสหราชอาณาจักรแบ่งตามเชื้อสาย
เชื้อสาย จำนวน  % ของทั้งหมด
อังกฤษ (ผิวขาว) 50,366,497 85.67%
ผิวขาว (อื่น ๆ) 3,096,169 5.27%
อินเดีย 1,053,411 1.8%
ปากีสถาน 747,285 1.3%
ผสม 677,117 1.2%
ไอร์แลนด์ (ผิวขาว) 691,232 1.2%
แคริบเบียน (ผิวสี) 565,876 1.0%
แอฟริกา (ผิวสี) 485,277 0.8%
บังกลาเทศ 283,063 0.5%
เอเชีย (ไม่ใช่จีน) 247,644 0.4%
จีน 247,403 0.4%
อื่น ๆ 230,615 0.4%
ผิวสี (อื่น ๆ) 97,585 0.2%

ภาษา [แก้]

สหราชอาณาจักรไม่มีภาษาทางการ ภาษาที่พูดกันเป็นส่วนใหญ่คือภาษาอังกฤษ[20] ซึ่งเป็นภาษากลุ่มเจอร์มานิกตะวันตก พัฒนามาจากภาษาอังกฤษโบราณ ภาษาท้องถิ่นอื่น ๆ ได้แก่ภาษาสกอต และภาษากลุ่มแกลิกและบริทโทนิก (เป็นกลุ่มภาษาย่อยของกลุ่มภาษาเคลติก) เช่นภาษาเวลส์ ภาษาคอร์นิช ภาษาไอริช และภาษาสกอตติชแกลิก

ภาษาอังกฤษได้แพร่กระจายไปทั่วโลก จากอิทธิพลของจักรวรรดิบริเตนในอดีตและสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ทำให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองที่สอนกันมากที่สุดในโลก[21] ภาษากลุ่มเคลติกของสหราชอาณาจักรก็มีพูดกันในกลุ่มเล็กๆหลายแห่งในโลก เช่น ภาษาแกลิกในประเทศแคนาดา และภาษาเวลส์ในประเทศอาร์เจนตินา

ในระยะหลังนี้ ผู้อพยพ โดยเฉพาะจากประเทศในเครือจักรภพ ได้นำภาษาอื่นหลายภาษาเข้ามาในสหราชอาณาจักร เช่น ภาษาคุชราต ภาษาฮินดี ภาษาปัญจาบ ภาษาอูรดู ภาษาเบงกาลี ภาษาจีนกวางตุ้ง ภาษาตุรกี และภาษาโปแลนด์ โดยสหราชอาณาจักรมีจำนวนผู้พูดภาษาฮินดี ปัญจาบ และเบงกาลีสูงที่สุดนอกทวีปเอเชีย

ศาสนา [แก้]

มหาวิหารแคนเทอร์เบอรี คริสต์ศาสนสถานอันสำคัญของสหราชอาณาจักร

คริสต์ศาสนาเข้าสู่เกาะบริเตนครั้งแรกโดยชาวโรมัน ปัจจุบัน สหราชอาณาจักรยังคงมีสถานะเป็นประเทศคริสต์อย่างเป็นทางการ พระประมุขจะต้องเป็นผู้นับถือคริสต์ศาสนา และสถาปนาโดยอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรีในเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ ร้อยละ 72 ของประชากรในสหราชอาณาจักรประกาศตัวเป็นคริสต์ศาสนิกชน[22] แต่ละชาติในสหราชอาณาจักรมีขนบธรรมเนียมทางศาสนาของตนเอง

สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 1 ส่งนักบุญออกัสตินแห่งแคนเทอร์เบอรีไปยังอังกฤษในปี พ.ศ. 1140 โดยออกัสตินดำรงตำแหน่งอาร์ชบิชอปคนแรกแห่งแคนเทอร์เบอรี คริสตจักรของอังกฤษแยกตัวออกจากคริสตจักรโรมันคาทอลิกในปี พ.ศ. 2077 ในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษ ปัจจุบันคริสตจักรแห่งอังกฤษเป็นคริสตจักรประจำชาติของอังกฤษ และเป็นคริสตจักรแม่ของคริสตจักรทั้งหลายที่สังกัดแองกลิคันคอมมิวเนียนทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีบิชอปของคริสตจักรเป็นสมาชิกของสภาขุนนางด้วย กษัตริย์ของสหราชอาณาจักรจำเป็นต้องเป็นสมาชิกของคริสตจักรแห่งอังกฤษ และเป็นผู้ดูแลสูงสุดด้วย ผู้นับถือคริสต์ศาสนนิกายโรมันคาทอลิกไม่มีสิทธิที่จะดำรงตำแหน่งกษัตริย์ได้

คริสตจักรแห่งสกอตแลนด์ แยกตัวออกมาจากคริสตจักรโรมันคาทอลิกในปี พ.ศ. 2103 โดยปัจจุบันเป็นคริสตจักรในนิกายเพรสไบทีเรียน และไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐแม้ว่าจะมีสถานะเป็นคริสตจักรประจำชาติของสกอตแลนด์ กษัตริย์ของสหราชอาณาจักรมีสถานะเป็นสมาชิกทั่วไป และจำเป็นต้องสาบานที่จะ "ปกป้องความมั่นคง" ของคริสตจักรในพระราชพิธีราชาภิเษก

ในปีพ.ศ. 2463 คริสตจักรในเวลส์แยกตัวออกมาจากคริสตจักรแห่งอังกฤษ และได้ออกจากสถานะความเป็นคริสตจักรจัดตั้งของรัฐ แต่ยังคงเป็นสมาชิกของแองกลิคันคอมมิวเนียนอยู่ คริสตจักรแห่งไอร์แลนด์ซึ่งเป็นคริสตจักรแองกลิคัน ได้ยกเลิกความเป็นคริสตจักรจัดตั้งในปีพ.ศ. 2412 โดยคริสตจักรแห่งไอร์แลนด์ครอบคลุมเกาะไอร์แลนด์ทั้งหมด ทั้งในส่วนของแคว้นไอร์แลนด์เหนือและสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ในไอร์แลนด์เหนือ นิกายโรมันคาทอลิกเป็นนิกายศาสนาเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุด แต่น้อยกว่านิกายโปรเตสแตนต์ต่าง ๆ เมื่อรวมกัน คริสตจักรเพรสไบทีเรียนในไอร์แลนด์เป็นนิกายโปรเตสแตนต์ที่ใหญ่ที่สุด และมีความเกี่ยวข้องกับคริสตจักรแห่งสกอตแลนด์ในทางประวัติศาสตร์และเทววิทยา

เทวสถานฮินดูในกรุงลอนดอน เป็นเทวสถานฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป

คริสตจักรโรมันคาทอลิกเป็นนิกายคริสต์ศาสนาที่ใหญ่เป็นอันดับสองในสหราชอาณาจักร หลังจากการปฏิรูปศาสนา มีการออกกฎหมายต่อต้านคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกอย่างเข้มงวด กฎหมายต่อต้านเหล่านี้ยกเลิกไปจากกฎหมายหลายฉบับซึ่งปลดปล่อยคาทอลิกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24

กลุ่มคริสต์ศาสนาอื่น ๆ ในสหราชอาณาจักรประกอบไปด้วย กลุ่มนิกายเมทอดิสต์ ก่อตั้งโดยจอห์น เวสลีย์ และกลุ่มแบปติสต์ นอกจากนี้ ยังมีโบสถ์นิกายอิวานจิลิคัลหรือเพนโทคอทัลมากขึ้นเรื่อย โดยส่วนมากมาจากการอพยพของประชากรจากประเทศในเครือจักรภพ สหราชอาณาจักรในปัจจุบันมีความหลากหลายทางด้านศาสนาค่อนข้างสูง คริสต์ศาสนา ศาสนาอิสลาม และศาสนาฮินดูมีศาสนิกชนจำนวนมาก ในขณะที่ศาสนาซิกข์และศาสนายูดาห์มีศาสนิกชนจำนวนรองลงมา ร้อยละ 14.6 ของประชากรประกาศตัวว่าไม่นับถือศาสนาใดๆ

เชื่อกันว่ามีชาวมุสลิมถึง 1.8 ล้านคนในสหราชอาณาจักร ซึ่งจำนวนมากอาศัยอยู่ในลอนดอน เบอร์มิงแฮม แบรดฟอร์ด และโอลด์แฮม[23] โดยในปัจจุบันสามารถเห็นมัสยิดได้ทั่วไปในหลายภาคของสหราชอาณาจักร ชาวมุสลิมในสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่มีเชื้อสายปากีสถาน อินเดีย และบังคลาเทศ ในระยะหลัง ผู้อพยพจากโซมาเลียและตะวันออกกลางได้เพิ่มจำนวนชาวมุสลิมในสหราชอาณาจักร ในปีพ.ศ. 2549 การให้สัมภาษณ์ของแจ็ก สตรอว์ ผู้นำเฮาส์ออฟคอมมอนส์ ได้ก่อเกิดความขัดแย้งในเรื่องของผ้าคลุมศีรษะของชาวมุสลิม โดยสะท้อนให้เห็นฝ่ายชาวสหราชอาณาจักรที่เห็นว่าศาสนาอิสลามไม่สามารถเข้ากับสังคมสหราชอาณาจักรได้ และอีกกลุ่มที่พอใจกับศาสนาอิสลามในสหราชอาณาจักร[24] ศาสนาที่มีต้นกำเนิดจากอินเดีย เช่น ศาสนาฮินดู และ ศาสนาซิกข์ ก็มีขยายใหญ่ขึ้นในสหราชอาณาจักรเช่นกัน โดยมีชาวฮินดูมากกว่า 500,000 คน และชาวซิกข์ถึง 320,000 คน[25] โดยปัจจุบันน่าจะเพิ่มขึ้นจากตัวเลขนี้ ซึ่งมาจากการสำรวจในปีพ.ศ. 2544 ในเมืองเลสเตอร์มีศาสนสถานของศาสนาเชน ซึ่งเป็นแห่งเดียวในโลกที่อยู่นอกประเทศอินเดีย

วัฒนธรรม [แก้]

สถาปัตยกรรม [แก้]

วรรณกรรม [แก้]

ปรัชญา [แก้]

สื่อสารมวลชน [แก้]

ภาพยนตร์ [แก้]

อาหาร [แก้]

กีฬา [แก้]

เชิงอรรถ [แก้]

อ้างอิง [แก้]

  1. "Countries within a country". Prime Minister's Office. 10 January 2003. 
  2. "Fall in UK university students". BBC News. 29 January 2009. 
  3. "Country Overviews: United Kingdom". Transport Research Knowledge Centre. สืบค้นเมื่อ 28 March 2010. 
  4. "Key facts about the United Kingdom". Directgov. สืบค้นเมื่อ 3 May 2011. 
  5. "Working with Overseas Territories". Foreign and Commonwealth Office. สืบค้นเมื่อ 3 May 2011. 
  6. Mathias, P. (2001). The First Industrial Nation: the Economic History of Britain, 1700–1914. London: Routledge. ISBN 0-415-26672-6. 
  7. Ferguson, Niall (2004). Empire: The rise and demise of the British world order and the lessons for global power. New York: Basic Books. ISBN 0-465-02328-2. 
  8. Sheridan, Greg (15 May 2010). "Cameron has chance to make UK great again". The Australian (Sydney). สืบค้นเมื่อ 23 May 2011. 
  9. Dugan, Emily (18 November 2012). "Britain is now most powerful nation on earth". The Independent (London). สืบค้นเมื่อ 18 November 2012. 
  10. "The 15 Major Spender Countries in 2011". Military Expenditures. Stockholm International Peace Research Institute. สืบค้นเมื่อ 3 May 2012. 
  11. "The Treaty (or Act) of Union, 1707". สืบค้นเมื่อ 2 ส.ค. 2550.  (อังกฤษ)
  12. "The Act of Union". Act of Union Virtual Library. สืบค้นเมื่อ 2 ส.ค. 2550.  (อังกฤษ)
  13. "The Anglo-Irish Treaty, [[6 ธันวาคม]] [[พ.ศ. 2464]]". CAIN. สืบค้นเมื่อ 2 ส.ค. 2550.  Wikilink embedded in URL title (help)
  14. The UK's five tests บีบีซี 21 พฤศจิกายน 2545 (อังกฤษ)
  15. UK population grows to more than 60m สำนักงานสถิติแห่งชาติ สหราชอาณาจักร (อังกฤษ)
  16. Rising birth rate, longevity and migrants push population to more than 60 million เดอะการ์เดียน (อังกฤษ)
  17. "Census 2001: South East". Office for National Statistics. สืบค้นเมื่อ 3 ส.ค. 2550.  (อังกฤษ)
  18. "All people population: City of London". Office for National Statistics. สืบค้นเมื่อ 3 ส.ค. 2550.  (อังกฤษ)
  19. "United Kingdom". Humana. สืบค้นเมื่อ 3 ส.ค. 2550.  (อังกฤษ)
  20. United Kingdom U.S. English Foundation Official Language Research (อังกฤษ)
  21. English-Language Dominance, Literature and Welfare ศูนย์วิจัยนโยบายเศรษฐกิจ (อังกฤษ)
  22. Census shows 72% identify as Christians สำนักงานสถิติแห่งชาติ (อังกฤษ)
  23. We need imams who can speak to young Muslims in their own words เดอะไทมส์ 5 สิงหาคม 2549 (อังกฤษ)
  24. British papers back Straw ซีเอ็นเอ็น 10 กรกฎาคม 2549 (อังกฤษ)
  25. Hindus in Britain Stage Rare Open-Air Cremation วอชิงตันโพสต์ 15 กรกฎาคม 2549(อังกฤษ)

แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]

รัฐบาล
ข้อมูลทั่วไป
การศึกษา
การท่องเที่ยว