Representativeness heuristic

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

Representativeness Heuristic เป็นหลักการโดยทั่วไปที่เราตัดสินความเป็นไปได้ของข้อสมมุติฐานใดๆ โดยพิจารณาว่าข้อสมมุติฐานนั้นเหมือนกับข้อมูลที่มีอยู่มากแค่ไหน และสิ่งนี้ทำให้เกิดเราละเลยอัตราพื้นฐาน (base rate) และเกิดอคติทางการคิด (cognitive bias) โดย Amos Tversky และ Daniel Kahneman เป็นคนแรกที่นำเสนอ representative heuristic

ในปีค.ศ. 1973 Kahneman และ Tversky ให้ข้อมูลต่อไปนี้แก่กลุ่มตัวอย่าง

"Tom W. เป็นคนฉลาดมาก แม้จะขาดความคิดสร้างสรรค์ เขาชอบระเบียบและความชัดเจน และต้องการระบบที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งข้อมูลทุกอย่างต้องจัดอยู่ในที่ที่เหมาะสม ลักษณะการเขียนของเขาแข็งทื่อและเหมือนเครื่องจักร และบางครั้งจะมีมุกฝืดกับจินตนาการทางวิทยาศาสตร์อันโลดแล่นเข้ามาแทรกให้ มันมีชีวิตชีวาขึ้นมานิดหน่อย เขามีความมุ่งมั่นที่จะเป็นคนเก่งกาจ ดูเหมือนเขาแสดงความเห็นอกเห็นใจคนอื่นเพียงเล็กน้อย และไม่ชอบปฏิสัมพันธ์กับใคร ถึงเขาจะยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง เขาก็รู้จักผิดชอบชั่วดีอยู่มาก"

จากนั้น พวกเขาแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก พวกเขาถามว่า Tom W. เหมือนนักศึกษาระดับปริญญาโทในสาขาวิชาอะไรจาก 9 สาขาต่อไปนี้ (บริหารธุรกิจ, วิทยาการคอมพิวเตอร์, วิศวกรรมศาสตร์, มนุษยศาสตร์/ศึกษาศาสตร์, กฎหมาย, บรรณารักษศาสตร์, แพทยศาสตร์, วิทยาศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มองว่า Tom W. มีลักษณะเหมือนนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์มากที่สุด และเหมือนนักศึกษาสังคมศาสตร์น้อยที่สุด

กลุ่มที่สอง พวกเขาถามว่า ความเป็นไปได้ที่ Tom W. จะเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทในสาขาวิชาทั้ง 9 สาขาที่กำหนดให้ ผลปรากฏว่า ความเป็นไปได้นี้สอดคล้องกับกลุ่มแรก

กลุ่มที่สาม พวกเขาให้คิดสัดส่วนของนักศึกษาระดับปริญญาโทชั้นปีที่หนึ่งในสาขาวิชาทั้ง 9 สาขา ว่าแต่ละสาขาน่าจะมีคนเรียนเท่าไหร่

กลุ่มที่สองให้ค่าการประมาณที่ใกล้เคียงกับกลุ่มแรก คือมองว่า Tom W. มีโอกาสเป็นนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ และค่าการประมาณของกลุ่มสองน้อยกว่าเมื่อเทียบกับอัตราพื้นฐาน (base rate) ของกลุ่มสาม ถ้ากลุ่มตัวอย่างในการทดลองนี้ใช้อัตราพื้นฐาน (base rate) มาพิจารณาแล้วล่ะก็ ความเป็นไปได้ที่ Tom W. เป็นนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์จะลดลงไปเยอะมาก เพราะว่าในสมัยนั้น มีนักศึกษาระดับปริญญาโทสาขาวิศวกรรมศาสตร์น้อยมาก