ไมค์ ไทสัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก Mike Tyson)
ไมค์ ไทสัน
Mike Tyson Portrait.jpg
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อจริง ไมเคิล จีราร์ด ไทสัน
ฉายา Iron
มฤตยูดำ
ไอ้หัวบาก
จอมกัด
วันเกิด 30 มิถุนายน ค.ศ. 1966 (47 ปี)
สถานที่เกิด สหรัฐอเมริกา บรูคลิน นิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา
รุ่น เฮฟวี่เวท
ผู้จัดการ ดอน คิง
แซลลี่ ฟิงเกอร์
ผู้ฝึกสอน คัส ดี'อมาโต
เท็ดดี้ แอตลาส
สถิติ
ชก 58
ชนะ 50
ชนะน็อก 44
แพ้ 6
เสมอ 0

ไมค์ ไทสัน (อังกฤษ: Mike Tyson) อดีตแชมป์โลกเฮฟวี่เวท 3 สถาบันคนแรกของโลก เจ้าของสถิติเป็นแชมป์โลกเฮฟวี่เวทที่อายุน้อยที่สุดในโลก ด้วยวัยเพียง 20 ปี 4 เดือน

ประวัติ[แก้]

วัยเด็ก[แก้]

ไมค์ ไทสัน มีชื่อจริงว่า ไมเคิล จีราร์ด ไทสัน (Michael Gerard Tyson) เกิดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1966 ที่สลัมในบรูคลิน มหานครนิวยอร์ก

คุณภาพชีวิตของไทสันในวัยเด็กถือว่าเลวร้ายมาก ไทสันเป็นเด็กที่มีนิสัยเกเรมาก ชอบมีเรื่องชกต่อยกับเด็กคนอื่นละแวกบ้านและก่ออาชญากรรมทั่วไป จนกระทั่ง คัส ดี'อมาโต เทรนเนอร์มวยเชื้อสายอิตาเลียน ได้มาพบเข้าและฝึกสอนไทสันให้รู้จักกับมวยสากลอย่างแท้จริง ที่ชกบนเวทีและมีกติกาที่ชัดเจน ซึ่งไทสันได้รักและนับถือ ดี'อมาโตเสมือนกับพ่อของตนเองคนหนึ่งทีเดียว

แชมเปี้ยนโลก[แก้]

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1986 ไมค์ ไทสัน ทำสถิติชนะรวด 26 ครั้ง ชนะน็อกถึง 24 ครั้ง ขึ้นชิงแชมป์โลกกับ เทรเวอร์ เบอร์บิค แชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทของสภามวยโลก (WBC) ขึ้นสังเวียนมวยที่โรงแรมฮิลตัน ในลาสเวกัส รัฐเนวาดา สำหรับเบอร์บิคแล้ว เขาเพิ่งได้แชมป์โลกเมื่อ 8 เดือนก่อนหน้านั้น ด้วยการชนะคะแนน พิงค์ลอน โธมัส แบบฉิวเฉียด ผลการชกไทสันเอาชนะน็อกเบอร์บิคได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่ยกที่ 2 เท่านั้น และตลอดการชกเบอร์บิคเป็นฝ่ายถูกไทสันไล่ถลุงเพียงข้างเดียว ยิ่งโดยเฉพาะยกที่ 2 เบอร์บิคถูกไทสันชกล้มไปถึง 2 ครั้ง

ไมค์ ไทสัน จึงกลายเป็นแชมป์โลกเฮฟวี่เวทคนใหม่ล่าสุด พร้อมกับทำสถิติเป็นแชมป์โลกเฮฟวี่เวทที่อายุน้อยที่สุดในโลก ด้วยวัยเพียงแค่ 20 ปี 4 เดือน (ซึ่งยังเป็นสถิติมาจนทุกวันนี้) ทำลายสถิติเดิมของ ฟลอยด์ แพ็ตเตอร์สัน ที่เคยทำไว้ในวัย 21 ปี 10 เดือน และที่น่าเหลือเชื่อคือทั้งคู่มีเทรนเนอร์คนเดียวกัน คือ คัส ดี'อมาโต

หลังจากนั้นทั่วทั้งโลกได้รู้จักกับ ไมค์ ไทสัน นักมวยผู้มีภาพของความป่าเถื่อน รุนแรง กักขฬระ ผ่านการโปรโมตของ ดอน คิง โปรโมเตอร์อันดับหนึ่งของโลก นับได้ว่าไทสันกลายเป็นนักมวยอันดับหนึ่งของโลกและเป็นนักมวยคู่บารมีของดอน คิง อย่างแท้จริง การชกทุกครั้งของไมค์ ไทสัน สามารถทำเงินให้กับดอน คิง ได้มหาศาล ไทสันผ่านการชกป้องกันตำแหน่งอีกหลายต่อหลายครั้ง จนกลายเป็นแชมป์โลกเฮฟวี่เวท 3 สถาบันคนแรกของโลก รวมทั้งการเอาชนะน็อก ไมเคิล สปิ๊งคส์ อดีตแชมป์เหรียญทองรุ่นเฮฟวี่เวทโอลิมปิคที่มอนทรีออล ที่หันมาชกมวยสากลอาชีพและทำสถิติไม่เคยแพ้ใคร และเมื่อถูกประกบคู่กับไทสัน สปิ๊งคส์ถูกมองว่าอาจเป็นคนแรกที่ยัดเยียดความปราชัยให้แก่ไมค์ ไทสัน ได้ แต่ผลการชกจริง ๆ ปรากฏว่า สปิ๊งคส์ เป็นฝ่ายแพ้น็อกไปเพียงแค่ยกแรกเท่านั้น อย่างที่เรียกว่า "นกกระจอกไม่ทันกินน้ำ"

แต่การป้องกันตำแหน่งที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กับ เจมส์ "บัตเตอร์" ดักลาส นักมวยโนเนม เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1990 ไทสันพลาดท่าแพ้น็อกแก่ดักลาสอย่างไม่มีใครคาดคิดในยกที่ 10 แม้จะมีเสียงครหาว่ากรรมการบนเวทีนับเร็วกว่ากรรมการที่อยู่ด้านล่างเวทีก็ตาม

ภาพไทสันเมื่อครั้งเอาชนะน็อกยก 3 แฟรงค์ บรูโน ในปี ค.ศ. 1996 ทำให้ได้กลับมาเป็นแชมป์โลกอีกครั้ง

ชีวิตตกต่ำ[แก้]

หลังจากนั้น ชีวิตของไทสันก็ตกต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อถูกกล่าวหาจาก เดสิรี วอชิงตัน (Desiree Washington) นางงามผิวดำสหรัฐอเมริกาว่า ไทสันข่มขืนเธอ ไทสันปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง คดีนี้ถูกนำขึ้นสู่ศาล วันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1992 ถูกตัดสินโทษจำคุก 6 ปี แต่เนื่องจากประพฤติตัวดี ไทสันจึงได้รับการปล่อยตัวเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 1995 หลังใช้ชีวิตในเรือนจำได้ 3 ปี ซึ่งในระหว่างนั้น ไทสันหันไปนับถือศาสนาอิสลามพร้อมกับใช้ชื่อใหม่ว่า “มาลิค อับดุล ลาซิช” (Malik Abdul Aziz) หรือ "ไทสัน อาลี" (Tyson Ali) ซึ่งไทสันอ้างว่าศาสนาอิสลามได้ทำให้จิตใจเขาบริสุทธิ์ขึ้นเหมือนดั่งเช่นกรณีหนีทหารของ มูฮัมหมัด อาลี ในอดีต

หลังจากออกจากคุกมา ไทสันขึ้นชกอุ่นเครื่องอีกไม่กี่ครั้ง ก็ได้ชิงแชมป์โลกของ WBC และเป็นฝ่ายชนะน็อก แฟรงค์ บรูโน นักมวยชาวอังกฤษ ไปเพียงยกที่ 3 ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1996 และคว้าแชมป์ของ WBA ด้วยการเอาชนะน็อกยกแรก บรู๊ซ เซลดอน ในเดือนกันยายน ปีเดียวกัน จากนั้นไทสันถูกประกับให้พบกับ อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ อดีตแชมป์โลก 3 สถาบันผู้เอาชนะเจมส์ "บัสเตอร์" ดักลาส ได้ ก่อนการหลายฝ่ายคาดว่าไทสันที่กำลังเหี้ยมหาญจะเอาชนะน็อกโฮลีฟิลด์ได้อย่างไม่ยากเย็น แต่การชกกลายเป็นว่า ไทสันไม่สามารถอะไรโฮลีฟิลด์ได้เลย จนกระทั่งเป็นฝ่ายน็อกไปในยกที่ 11 ซึ่งถือเป็นความปราชัยในชีวิตการชกมวยเป็นครั้งที่ 2 ของไทสัน ในเดือนพฤศจิกายน ปีเดียวกัน

จากนั้นทั้งคู่ได้มีโอกาสล้างตากันอีกครั้ง ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1997 ซึ่งการชกในครั้งนี้ ไทสันได้สร้างปรากฏการณ์ให้โลกตื่นตะลึงอีกครั้ง ด้วยการกัดเข้าที่ใบหูของโฮลีฟิลด์ในยกที่ 3 ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังคลุกวงในอยู่กัน โดยใบหูของโฮลีฟิลถึงกับขาดแหว่งติดปากไทสันออกมา จึงต้องยุติการชกไป และไทสันก็ถูกตัดสินให้แพ้ฟาลว์ ถูกปรับเงิน 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมโดนยึดใบอนุญาตชกมวยด้วย แต่สำหรับค่าตัวของทั้งคู่ในขณะนั้นถือว่าเป็นค่าตัวที่สูงสุดในวงการกีฬาโลกเลยทีเดียว โดยไทสันได้ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และโฮลีฟิลด์ได้ถึง 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในปี ค.ศ. 1999 ไทสันถูกจับอีกครั้ง เมื่อไปชกต่อยกับเด็กวัยรุ่นขี่มอเตอร์ไซค์ 2 คน หลังเกิดอุบัติเหตุทางท้องถนน คราวนี้ไทสันติดคุกอยู่นาน 9 เดือน

เมื่อออกจากคุกมา ไมค์ ไทสัน ชกทำฟอร์มอยู่หลายครั้ง ก่อนจะขึ้นชกกับ เลนน็อกซ์ ลูอิส แชมป์โลกชาวอังกฤษผู้ที่มีฟอร์มการชกอยู่ในระดับสุดยอดในเวลานั้น ผลการชกไทสันเป็นฝ่ายแพ้น็อกไปอย่างบอบช้ำในยกที่ 8 เมื่อปี ค.ศ. 2002

ล้มละลาย[แก้]

1 ปี ถัดมา ไทสัน มีปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง จนถูกฟ้องร้องให้เป็นบุคคลล้มละลาย จากเดิมที่เคยมีเงินทองจากการชกมวยมากมายถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีคฤหาสน์หลังใหญ่ มีเสือโคร่งเบงกอลเผือกเป็นสัตว์เลี้ยง กลายเป็นบุคคลที่มีแต่หนี้สิน ทั้งนี้เป็นเพราะไทสันเป็นคนที่ใช้จ่ายเงินไม่เป็น อีกทั้งยังมีแต่พฤติกรรมที่ทะเลาะวิวาทกับผู้คนเรื่อยไป ประกอบกับได้เปลี่ยนผู้จัดการจาก ดอน คิง ในช่วงที่ตกต่ำเป็น แซลลี่ ฟิงเกอร์ ทำให้ไม่ได้รับค่าตัวมากมายเช่นเดิม

ในช่วงที่ชีวิตตกต่ำสุดขีด ในปี ค.ศ. 2005 ถึงกับมีข่าวลือว่าไทสันได้รับการชักชวนจากเจนนา เจมสัน ให้ร่วมกันแสดงหนังโป๊ ว่ากันว่า ไทสันมีศักยภาพที่น่าจะไปได้ดีในอาชีพนี้ เนื่องจากมีการอ้างถึงรายงานทางการแพทย์ในระหว่างถูกจองจำว่า ขนาดองคชาตของไทสันนั้นยาวถึง 14 นิ้ว อย่างไรก็ตาม โฆษกประจำตัวของเจนนา เจมสัน และตัวไทสันเอง ได้ออกมาปฏิเสธข่าวนี้

แม้จะมีชีวิตที่ย่ำแย่ แต่ไทสันก็ยังมีข่าวคราวอาชญากรรมอยู่เรื่อย ๆ ในปลายปี ค.ศ. 2004 ไทสันก็ถูกตำรวจจับอีกครั้งในข้อหาว่ามียาเสพย์ติดประเภทโคเคนไว้ในครอบครอง

ไมค์ ไทสัน ชกมวยครั้งสุดท้ายเพื่อหาทางปลดหนี้ แพ้น็อก เควิน แม็กไบรด์ นักมวยผิวขาว ในยกที่ 6 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 2005 และไม่ได้กลับขึ้นชกมวยอีกเลยตราบจนทุกวันนี้

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

ไมค์ ไทสัน มีฉายาเป็นภาษาอังกฤษว่า "Iron" สำหรับฉายาภาษาไทยแฟนมวยชาวไทยเรียกว่า "มฤตยูดำ" หรือ "ไอ้หัวบาก" และในช่วงที่กัดหูโฮลีฟิลด์ได้อีกฉายานึงว่า "จอมกัด" ทุกครั้งที่ขึ้นชก ไทสันจะสวมกางเกงมวยสีดำล้วน สวมรองเท้าสีดำที่หุ้มเพียงข้อเท้าโดยไม่สวมถุงเท้าจนเป็นเอกลักษณ์ ไทสันนั้นมีส่วนสูงเพียง 5 ฟุต 10 นิ้ว (178 เซนติเมตร) ถือว่าตัวเล็กมากสำหรับรุ่นเฮฟวี่เวท แต่มีการโยกหัวเข้าหาคู่ต่อสู้อย่างว่องไว และมีพลังกำปั้นที่หนักมาก ในปี ค.ศ. 2005 มีการจัดอันดับให้ ไมค์ ไทสัน เป็นนักมวยที่เก่งกาจที่สุดตลอดกาลของโลกในอันดับที่ 10 ด้วย ส่วนตัวนั้นไทสันชื่นชอบการเลี้ยงนกพิราบ โดยเลี้ยงเป็นฝูงใหญ่มาตั้งแต่เด็ก และถึงขนาดเคยเปิดห้องพักในโรงแรมห้าดาวให้แก่นกพิราบของตนมาแล้ว

ไทสัน แต่งงานมาแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งในปี ค.ศ. 1988 กับ โรบิน กิฟเว่นส์ ในช่วงที่ยังเป็นแชมป์โลก 3 สถาบันอยู่ ก่อนจะหย่าร้างกันในปีถัดมา ไทสันแต่งงานอีกครั้งกับ โมนิกา เทอร์เนอร์ ในปี ค.ศ. 1997 และอยู่กินมามาถึงปี ค.ศ. 2003 ไทสันแต่งงานเป็นครั้งที่ 3 กับ ลาคิชา สไปเซอร์ ในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 2009[1]

ภาพยนตร์[แก้]

ฮอลลีวู้ดเคยสร้างภาพยนตร์ทางทีวีเกี่ยวกับชีวประวัติของไทสันในปี ค.ศ. 1995 ในชื่อเรื่อง "Tyson" แสดงเป็นไทสันโดย ไมเคิล ไจ ไวท์ (Michael Jai White) นักแสดงหนุ่มผู้มาจากบรูคลินเช่นเดียวกัน

และในเดือนเมษายนปี ค.ศ. 2009 ได้มีผู้สร้างภาพยนตร์ สร้างภาพยนตร์แนวสารคดีเกี่ยวกับชีวประวัติของไทสัน เปิดฉายในรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี

วิดีโอเกม[แก้]

ในช่วงที่ไมค์ ไทสัน กำลังโด่งดังมีชื่อเสียงก่อนที่จะแพ้น็อกเสียแชมป์โลกครั้งแรกนั้น ทางนินเทนโดได้ผลิตวิดีโอเกมชื่อ พันช์-เอาท์ !! (Punch-Out!!) ออกมาจัดจำหน่าย โดยเป็นเรื่องราวของนักมวยคนหนึ่งที่ชกไต่อันดับไปเรื่อย ๆ จนถึงขั้นสุดท้ายต้องพบกับบอสใหญ่ในเกมคือ ไมค์ ไทสัน นั่นเอง

นอกจากนี้แล้ว ไมค์ ไทสัน ยังเป็นต้นแบบของตัวละครตัวหนึ่งในเกม สตรีตไฟเตอร์ (Street Fighter) คือ เอ็ม.ไบสัน หรือ บัลร็อค (ชื่อที่ถูกเปลี่ยนแปลงภายหลัง) ซึ่งเป็นนักมวยข้างถนนในลาสเวกัส และเป็น 1 ใน 4 บอสใหญ่แห่งองค์กรชาโดลู

อ้างอิง[แก้]

  1. "ไทสัน" วิวาห์หน 3 หลังเสียลูกสาวเพียง 2 สัปดาห์

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]