แมนเชสเตอร์
| แมนเชสเตอร์ City of Manchester City of Manchester |
|
| ชื่อเล่น: "Cottonopolis", "Warehouse City", "Rainy City", "Capital of the North", Madchester | |
| คำขวัญ: "Concilio Et Labore" "By wisdom and effort" | |
| Manchester shown within England | |
| พิกัดภูมิศาสตร์: 53°28′N 2°14′W / 53.467°N 2.233°W | |
|---|---|
| Sovereign state | United Kingdom |
| Constituent country | England |
| Region | North West England |
| Ceremonial county | Greater Manchester |
| Admin HQ | Manchester city centre |
| Founded | 1st century |
| Town charter | 1301 |
| City status | 1853 |
| การปกครอง | |
| - ประเภท | Metropolitan borough, City |
| - Governing body | Manchester City Council |
| - Lord Mayor | Mavis Smitheman |
| - MPs: | Paul Goggins (Lab) Sir Gerald Kaufman (Lab) John Leech (Lib Dem) Tony Lloyd (Lab) Graham Stringer (Lab) |
| เนื้อที่ | |
| - ทั้งหมด | 44.7 ไมล์² (115.65 กม.²) |
| ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล | 38 ม. (125 ฟุต) |
| ประชากร (2007 est.) | |
| - City & Metropolitan borough | 498,800 ([[List of English districts by population|Ranked แม่แบบ:EnglishDistrictRank]]) |
| - ความหนาแน่นประชากร | 3,815 คน/กม.² (9,880.8 คน/ตร.ไมล์) |
| - ชานเมือง | 2,240,230 (Greater Manchester Urban Area) |
| - County | 2,547,700 |
| - County Density | 1,997 คน/กม.² (5,172.2 คน/ตร.ไมล์) |
| - LUZ | 2,539,100 |
| - LUZ Density | 1,984 คน/กม.² (5,138.5 คน/ตร.ไมล์) |
| เขตเวลา | Greenwich Mean Time (UTC+0) |
| รหัสไปรษณีย์ | M |
| รหัสพื้นที่ | 0161 |
| Ethnicity (2007 Estimates[1]) |
75.8% White 11.1% South Asian 5.5% Black 4.3% East Asian and Other 3.3% Mixed |
| ISO 3166-2 | GB-MAN |
| ONS code | 00BN |
| OS grid reference | แม่แบบ:Gbmappingsmall |
| NUTS 3 | UKD31 |
| Demonym | Mancunian |
| เว็บไซต์: www.manchester.gov.uk | |
แมนเชสเตอร์ (อังกฤษ:
Manchester (วิธีใช้·ข้อมูล) ) เป็นนครและเมืองในสหราชอาณาจักร ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแคว้นอังกฤษ มีชื่อเสียงจากการเป็นเมืองอุตสาหกรรมแห่งแรกของโลก และได้การยอมรับจากหลายฝ่ายว่าเป็นเมืองรอง (second city) ของสหราชอาณาจักร [2][3] แมนเชสเตอร์เป็นศูนย์กลางศิลปะ สื่อ และธุรกิจขนาดใหญ่ เมืองมีชื่อเสียงไปทั่วโลกจากการกีฬา โดยมีสโมสรฟุตบอล 3 สโมสร ได้แก่ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และแมนเชสเตอร์ซิตี และสโมสรคริกเก็ต แลงคาเชียร์ เคาน์ตี้ และเป็นเจ้าภาพ Commonwealth Games ครั้งที่ 17 เมื่อ ค.ศ. 2002
ชื่อของเมืองมาจากชื่อสมัยโบราณของอังกฤษ Mamucium รวมกับ ceaster จากภาษาละติน Castra แมนเชสเตอร์เป็นเขตเมืองที่มีประชากรอยู่อย่างหนาแน่น ชาวเมืองแมนเชสเตอร์ เรียกในภาษาอังกฤษว่า แมนคูเนียน (Mancunian)
เนื้อหา |
ประวัติศาสตร์ [แก้]
ประวัติศาสตร์ยุคเริ่มต้น [แก้]
แมนเชสเตอร์ไม่มีหลักฐานการอยู่อาศัยของยุคก่อนประวัติศาสตร์มากนัก มีเพียงการค้นพบชุมชนกสิกรรมขนาดใหญ่ระหว่างการก่อสร้างลานวิ่งที่สองของท่าอากาศยานแมนเชสเตอร์[4]
มีการตั้งรกรากในแมนเชสเตอร์แล้วในยุคโรมันเป็นอย่างช้า[5] นายพลโรมัน ไนอุส ยูลิอุส อากริโคลา (Gnaeus Julius Agricola) ได้ก่อสร้างป้อมที่มีชื่อว่า มามูคิอุม ราว 70 ปีหลังคริสตกาล ที่บริเวณเนินเขา ซึ่งแม่น้ำเมดลอกและแม่น้ำเออร์เวลล์ มาบรรจบกัน ฐานของป้อมรุ่นสุดท้ายยังคงปรากฏอยู่ที่คาสเซิลฟิลด์ ชาวโรมันถอนตัวออกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 5 และการตั้งถิ่นฐานได้ย้ายไปยังจุดที่แม่น้ำเออร์เวลล์และแม่น้ำเอิร์กบรรจบกันตั้งแต่ก่อนชัยชนะของชาวนอร์แมนที่อังกฤษในปีพ.ศ. 1609[6]
โทมัส เดอลาแวร์ เจ้าคฤหาสน์ ได้ก่อตั้งโบสถ์ของวิทยาลัยขึ้นสำหรับตำบลในปีพ.ศ. 1964 โดยปัจจุบันเป็นมหาวิหารแมนเชสเตอร์ และสถานที่วิทยาลัยได้เป็นที่ตั้งของห้องสมุดเชแทมและโรงเรียนดนตรีเชเทม[4][6]
ราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 แมนเชสเตอร์มีช่างทอผ้าชาวฟลามส์ไหลบ่ามาจำนวนมาก โดยมักถือว่าเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมสิ่งทอในภูมิภาค[7] แมนเชสเตอร์กลายมาเป็นศูนย์กลางสำคัญของการผลิตและค้าขายขนแกะและลินิน
เริ่มมีการใช้ฝ้ายปริมาณมากในช่วงเริ่มต้นศตวรรษที่ 17 โดยเริ่มต้นที่ผ้าฝ้ายผสมลินินเนื้อหยาบ แต่เมื่อประมาณกลางศตวรรษที่ 18 ผ้าฝ้ายบริสุทธิ์ก็เริ่มมีการผลิตและก็ได้เป็นวัสดุสำคัญแทนที่ขนสัตว์[6] แม่น้ำเออร์เวลล์และเมอร์ซีย์สามารถแล่นเรือผ่านได้ในปี พ.ศ. 2279 เปิดเส้นทางจากแมนเชสเตอร์ไปยังท่าเรือนฝั่งเมอร์ซีย์ คลองบริดจ์วอเทอร์ (Bridgewater canal) เปิดใช้ในปี พ.ศ. 2304 นำถ่านหินจากเหมืองที่เวอร์สลีย์มายังใจกลางแมนเชสเตอร์ คลองนี้ขยายต่อไปยังเมอร์ซีย์ในปีพ.ศ. 2319 การแข่งขันและประสิทธิภาพที่พัฒนาขึ้นทำให้ต้นทุนถ่านหินและค่าขนส่งฝ้ายดิบลดลงถึงครึ่งหนึ่ง[6][4] แมนเชสเตอร์กลายมาเป็นตลาดสำคัญของสิ่งทอจากเมืองรอบๆ[6] ตลาดแลกเปลี่ยนสินค้า เปิดขึ้นในปีพ.ศ. 2272[8] และคลังสินค้าจำนวนมาก ช่วยพัฒนาการพานิชย์ของเมือง ในปีพ.ศ. 2323 ริชาร์ด อาร์กไรท์ (Richard Arkwright) เริ่มก่อสร้างโรงฝ้ายแห่งแรกของแมนเชสเตอร์[4][8]
การปฏิวัติอุตสาหกรรม [แก้]
การปั่นฝ้ายส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่แลงคาเชอร์ใต้และเชสเชอร์เหนือ เขตรอบนอกของแมนเชสเตอร์ และในช่วงหนึ่งแมนเชสเตอร์ได้เป็นศูนย์กลางการผลิตฝ้ายที่มีการผลิตมากที่สุด[9] และในเวลาต่อมา เป็นตลาดสินค้าฝ้ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก[6][10] แมนเชสเตอร์มีฉายาว่า "คอตตอโนโพลิส" และ "แวร์เฮาส์ซิตี" ในยุควิกตอเรีย[9]
แมนเชสเตอร์พัฒนาอุตสาหกรรมในหลากหลายสาขา ทำให้ได้รับยกย่องว่า ในปี พ.ศ. 2378 "แมนเชสเตอร์เป็นเมืองอุตสาหกรรมแรกและที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่างไม่มีข้อสงสัย"[10] ธุรกิจทางวิศวกรรมเริ่มแรกเกี่ยวข้องกับการค้าฝ้าย แต่ภายหลังขยายไปยังการผลิตทั่วไป อุตสาหกรรมเคมีก็เริ่มต้นจากการผลิตน้ำยาฟอกสีและย้อมสี และจึงขยายไปยังสาขาอื่น การค้าขายได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจการเงิน เช่น การธนาคารและการประกันภัย การค้าขายและประชากรที่เพิ่มขึ้นจำเป็นต้องมีระบบขนส่งและจัดจำหน่าย ทำให้มีการขยายระบบคลอง และแมนเชสเตอร์กลายมาเป็นเมืองปลายทางหนึ่งในทางรถไฟโดยสารระหว่างเมืองสายแรกของโลก นั่นคือทางรถไฟลิเวอร์พูล-แมนเชสเตอร์ การแข่งขันระหว่างการขนส่งหลากหลายรูปแบบทำให้ต้นทุนการขนส่งต่ำ[6] ในปีพ.ศ. 2421 จีพีโอ หรือสำนักงานไปรษณีย์ ให้บริการโทรศัพท์ครั้งแรกกับบริษัทในแมนเชสเตอร์[11]
มีการขุดคลอง แมนเชสเตอร์ ชิป เคอนาล (Manchester Ship Canal) ช่วยให้เรือจากมหาสมุทรตรงเข้าสู่ท่าเรือแมนเชสเตอร์ได้ โดยนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกของโลกเกิดขึ้นบนชายฝั่งคลองนี้ที่แทรฟฟอร์ดพาร์ก[6] ในฐานะศูนย์กลางของระบอบทุนนิยม ก็ได้มีการจลาจลจากกลุ่มชนชั้นแรงงาน แมนเชสเตอร์เป็นหัวข้อศึกษาในเรื่อง ความเป็นอยู่ของชนชั้นแรงงานในอังกฤษ (Die Lage derarbeitenden Klasse in England) ของฟรีดริช เองเงิลส์ โดยเองเงิลส์ได้ใช้เวลาพอสมควรในและรอบๆแมนเชสเตอร์[12] จำนวนโรงปั่นฝ้ายในแมนเชสเตอร์ขึ้นถึงจุดสูงสุด 108 แห่งในปีพ.ศ. 2396[9] ในปีพ.ศ. 2456 ร้อยละ 65 ของฝ้ายในโลกผลิตขึ้นในบริเวณนี้ แต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งลดโอกาสการส่งออกในเวลาต่อมา[6]
สงครามโลกครั้งที่สอง [แก้]
บริเวณแมนเชสเตอร์มีการระดมกำลังอย่างหนัก เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆของสหราชอาณาจักรในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แมนเชสเตอร์เป็นเป้าหมายหลักแห่งหนึ่งของกองทัพอากาศเยอรมนี และการโจมตีทางอากาศได้ขยายไปยังเป้าหมายพลเรือนด้วย พื้นที่ส่วนใหญ่ของศูนย์กลางเมืองถูกทำลาย มีผู้เสียชีวิต 376 คนและบ้านถึง 30,000 หลัง[13] มหาวิหารแมนเชสเตอร์เป็นที่หนึ่งที่โดนโจมตีอย่างหนัก โดยต้องใช้เวลาฟื้นฟูถึง 20 ปี[14]
หลังจากสงครามสงบลง อุตสาหกรรมและการค้าฝ้ายยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง และตลาดแลกเปลี่ยนได้ปิดตัวลงในพ.ศ. 2511[6] ในปีพ.ศ. 2506 ท่าเรือแมนเชสเตอร์เป็นท่าเรืออันดับสามของประเทศ[15] มีการจ้างงานกว่า 3,000 คน แต่คลองไม่สามารถรองรับเรือบรรทุกขนาดใหญ่ได้ การจราจรจึงลดลง และท่าเรือต้องปิดในปีพ.ศ. 2525[16] อุตสาหกรรมหนักซบเซาลงตั้งแต่ช่วงหลังปีพ.ศ. 2500 และลดจำนวนลงอย่างมากหลังการปฏิรูปเศรษฐกิจในรัฐบาลของมาร์กาเรต แทตเชอร์ (ตั้งแต่พ.ศ. 2522) แมนเชสเตอร์มีงานน้อยลงถึง 150,000 งานระหว่างปีพ.ศ. 2504 และ 2526[6]
การฟื้นฟูเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2530 โดยมีสิ่งใหม่ๆเช่น เมโทรลิงก์ บริดจ์วอเทอร์คอนเสิร์ตฮอลล์ และแมนเชสเตอร์อีฟนิงนิวส์อารีนา การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเพิ่มชื่อเสียงในต่างประเทศ[17]
เหตุการณ์ระเบิด [แก้]
วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2540 กลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (ไออาร์เอ หรือพีไออาร์เอ) วางระเบิดขนาดใหญ่ใกล้ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 200 คน สร้างความเสียหายอย่างหนักแก่อาคารโดยรอบ มีการจ่ายเงินประกันภัยสูงถึงกว่าสี่ร้อยล้านปอนด์[18]
จากการลงทุนหลังเหตุระเบิดและคอมมอนเวลท์เกมส์ครั้งที่ 17 ศูนย์กลางของเมืองแมนเชสเตอร์ได้มีการปฏิรูปหลายสิ่ง[17] มีหลายแห่งที่สร้างขึ้นหรือปรับปรุงใหม่ และได้กลายมาเป็นแหล่งชอปปิ้งและบันเทิงยอดนิยม แมนเชสเตอร์แอมเดลเป็นศูนย์การค้ากลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร[19]
ประชากรศาสตร์ [แก้]
| เปรียบเทียบข้อมูลประชากร[20][21] | |||
|---|---|---|---|
| สำมะโนประชากร 2544 | แมนเชสเตอร์ | มหานครแมนเชสเตอร์ (Greater Manchester) |
อังกฤษ |
| ประชากรทั้งหมด | 441,200 | 2,547,700 | 49,138,831 |
| เกิดในต่างประเทศ | 15.0% | 7.2% | 9.2% |
| ผิวขาว | 81.0% | 91.0% | 91.0% |
| เอเชีย | 9.1% | 5.7% | 4.6% |
| ผิวดำ | 4.5% | 1.2% | 2.3% |
| อายุ 75 ปีขึ้นไป | 6.4% | 7.0% | 7.5% |
| คริสต์ | 62.4% | 74% | 72% |
| มุสลิม | 9.1% | 5.0% | 3.1% |
จากการสำรวจจำนวนประชากรในปีพ.ศ. 2544 แมนเชสเตอร์มีประชากร 392,819 คน ลดลงจากปีพ.ศ. 2534 9.2 เปอร์เซนต์ ในจำนวนนี้ ประมาณ 8.3 หมื่นคนอายุต่ำกว่า 16 ปี 2.85 แสนคนอายุระหว่าง 16-74 ปี และ 2.5 หมื่นคนอายุ 75 ปีขึ้นไป[22]
75.9 เปอร์เซนต์ของประชากรแมนเชสเตอร์ระบุว่าตนเกิดในสหราชอาณาจักร แมนเชสเตอร์มีอัตราการจ้างงานต่อประชากรต่ำเป็นลำดับสองของสหราชอาณาจักร โดยให้เหตุผลว่า มีประชากรที่เป็นนักศึกษาจำนวนมาก[22] จากการประมาณการกลางปี พ.ศ. 2549 แมนเชสเตอร์มีประชากรประมาณ 4.52 แสนคน เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในอังกฤษตะวันตกเฉียงเหนือ[23] ในประวัติศาสตร์ ประชากรของแมนเชสเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงยุควิกตอเรีย โดยพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดที่ 766,311 ในปีพ.ศ. 2474 ก่อนที่จะลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น[24]
วัฒนธรรม [แก้]
แมนเชสเตอร์มีชื่อเสียงมากในเรื่องชีวิตกลางคืน วัฒนธรรมคลับดีเจสมัยใหม่เริ่มขึ้นที่เมืองนี้ และคลับที่นี่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ การเริ่มต้นของดนตรีเฮาส์ แมดเชสเตอร์ซาวนด์ (Madchester sound) และดนตรีแนว Ibiza
แมนเชสเตอร์เป็นต้นกำเนิดของวงดนตรีที่มีชื่อเสียงมากมาย ทั้งระดับท้องถิ่น และระดับนานาชาติ ตัวอย่างเช่น นิวออร์เดอร์, เดอะสมิธส์, เดอะเคมิคอลบราเทอร์ส, เอ็มพีเพิล, แบดลีดรอนบอย, โอเอซิส, เอลโบว์, ซิมพลีเรด, เทกแดต และ เดอะสโตนโรสเซส
ในเมืองมีโรงละคร ศูนย์แสดงงานศิลปะ และพิพิธภัณฑ์จำนวนมาก
ยกเว้นลอนดอนแล้ว แมนเชสเตอร์มีประชากรเกย์และเลสเบี้ยนมากที่สุดในประเทศ
กีฬา [แก้]
แมสเชสเตอร์ เป็นเมืองที่เป็นที่รู้จักในฐานะเมืองกีฬา มีสโมสรพรีเมียร์ลีก 2 สโมสรที่ใช้ชื่อเมืองในชื่อสโมสร คือ สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตีและแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ที่ปัจจุบันครองแชมป์เอฟเอคัปและพรีเมียร์ลีก ตามลำดับ[25] แมนเชสเตอร์ซิตีมีสนามกีฬาเหย้าคือสนามกีฬาซิตีออฟแมนเชสเตอร์ จุคนได้เกือบ 48,000 คน ส่วนแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มีสนามกีฬาเหย้าคือ โอลด์แทรฟฟอร์ด ซึ่งเป็นสนามฟุตบอลสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร จุคนได้ 76,000 คน ถือเป็นสนามกีฬาในอังกฤษแห่งเดียวที่จัดการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกนัดตัดสิน โดยเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2003 และยังเป็นสนามที่จัดซูเปอร์ลีกแกรนด์ไฟนอลของรักบี้ลีก สโมสรคริกเกตแลนคาเชียร์เคาน์ตี ก็ใช้สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดเป็นกีฬาเหย้าเช่นกัน[26]
อ้างอิง [แก้]
- ↑ "Manchester (local authority) Resident Population Estimates by Ethnic Group (Percentages)". Office for National Statistics. สืบค้นเมื่อ 2009-10-20.
- ↑ "Manchester 'England's second city'", BBC, 12 กันยายน ค.ศ. 2002, เรียกดู 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2006.
- ↑ "Manchester 'close to second city'", BBC, 29 กันยายน ค.ศ. 2005, เรียกดู 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2006.
- ↑ 4.0 4.1 4.2 4.3 Hartwell, Clare (2001). Pevsner Architectural Guides: Manchester. London, England: Penguin Books. pp. 11–17, 155, 256, 267–268. ISBN 0140711317.
- ↑ Rogers, Nicholas (2003). Halloween: from Pagan Ritual to Party Night. Oxford University Press. p. 18. ISBN 0195168968.
- ↑ 6.00 6.01 6.02 6.03 6.04 6.05 6.06 6.07 6.08 6.09 6.10 Kidd, Alan (2006). Manchester: A History. Lancaster, Lancashire: Carnegie Publishing Ltd. pp. 12, 15–24, 224. ISBN 1859361285.
- ↑ Pevsner, Nikolaus (1969). Lancashire, The Industrial and Commercial South. London, England: Penguin Books Ltd. pp. Pg. 265. ISBN 0-14-071036-1.
- ↑ 8.0 8.1 Hylton, Stuart (2003). A History of Manchester. Phillimore & Co Ltd. pp. Pg. 1–10, 22, 25, 42, 63–67, 69. ISBN 1860772404.
- ↑ 9.0 9.1 9.2 McNeil, R. & Nevell, M (2000). A Guide to the Industrial Archaeology of Greater Manchester. Association for Industrial Archaeology. ISBN 0-9528930-3-7.
- ↑ 10.0 10.1 Hall, Peter (1998). "The first industrial city: Manchester 1760-1830". Cities in Civilization. London: Weidenfeld & Nicolson. ISBN 0-297-84219-6.
- ↑ "Events in Telecommunications History". BT Archives. 1878. สืบค้นเมื่อ 2007-07-30.
- ↑ "Marx-Engels Internet Archive – Biography of Engels". Marx/Engels Biography Archive. 1893. สืบค้นเมื่อ 2007-12-21. (อังกฤษ)
- ↑ Hardy, Clive (2005). "The blitz". Manchester at War ((2nd edition) ed.). First Edition. pp. pg. 75–99. ISBN 1-84547-096-6. (อังกฤษ)
- ↑ "Manchester Cathedral – Historical Timeline". Manchester Cathedral Online. 2004. สืบค้นเมื่อ 2007-12-21. (อังกฤษ)
- ↑
• Pevsner, Nikolaus (1969). Lancashire, The Industrial and Commercial South. London, England: Penguin Books Ltd. pp. Pg. 267. ISBN 0140710361. (อังกฤษ) Parkinson-Bailey, John J (2000). Manchester: an Architectural History. Manchester: Manchester University Press. pp. Pg. 127. ISBN 0719056063. (อังกฤษ) - ↑ "Manchester Ship Canal and The Docks". Salford City Council. 2005. สืบค้นเมื่อ 2007-07-06. (อังกฤษ)
- ↑ 17.0 17.1
• Parkinson-Bailey, John J (2000). Manchester: an Architectural History. Manchester: Manchester University Press. ISBN 0719056063. (อังกฤษ)
• Hartwell, Clare; Matthew Hyde, Nikolaus Pevsner (2004). Lancashire: Manchester and the South-East. New Haven, CT & London, England: Yale University Press. ISBN 0300105835. (อังกฤษ) Hartwell, Clare (2001). Pevsner Architectural Guides: Manchester. London, England: Penguin Books. ISBN 0140711317. (อังกฤษ) - ↑ "Panorama – The cost of terrorism". BBC. 2004. สืบค้นเมื่อ 2007-07-09. (อังกฤษ)
- ↑ "Manchester Arndale – UK's largest in-town shopping centre". Prudential plc. 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-09-06. (อังกฤษ)
- ↑ United Kingdom Census 2001 (2007-01-17). "2001 Census; Key facts sheets". manchester.gov.uk. สืบค้นเมื่อ 2007-07-10.
- ↑ United Kingdom Census 2001 (2001). "Manchester (Local Authority)". neighbourhood.statistics.gov.uk. สืบค้นเมื่อ 2007-07-10.
- ↑ 22.0 22.1 "Manchester profile of 2001 census". Office for National Statistics. 2003. สืบค้นเมื่อ 2006-10-25.
- ↑ "Mid-year estimates for 2006" (XLS). Office of National Statistics. 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-09-13.
- ↑ Shapely, Peter (2002–3). "The press and the system built developments of inner-city Manchester" (PDF). Manchester Region History Review (Manchester: Manchester Centre for Regional History) 16: 30–39. ISSN 0952-4320. สืบค้นเมื่อ 2007-11-22.
- ↑ White, Duncan (14 May 2011). "Manchester is a City United in celebration as both clubs end the day with silverware". telegraph.
- ↑ "Football fever". Visit Manchester web pages. Visit Manchester. สืบค้นเมื่อ 6 October 2008.
• "Sporting heritage". Visit Manchester web pages. Visit Manchester. สืบค้นเมื่อ 6 October 2008.
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
|
|||||||||||||||||
