สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางมาจาก Everton F.C)
สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน
Everton's crest
ชื่อเต็ม Everton Football Club
ฉายา The Toffees, The Blues (ทอฟฟี่สีน้ำเงิน)
ก่อตั้ง ค.ศ. 1878 (ในชื่อ เซนต์ โดมิงโก)
สนามกีฬา กูดิสันพาร์ค
ลิเวอร์พูล
(ความจุ: 40,157 คน[1])
ประธาน ธงชาติของอังกฤษ บิลล์ เคนไรต์
ผู้จัดการ ธงชาติของสกอตแลนด์ เดวิด มอยส์
ลีก พรีเมียร์ลีก
2011–12 อันดับที่ 7
เว็บไซต์ เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเหย้า
สีชุดทีมเยือน
ฤดูกาลปัจจุบัน
เวย์น รูนีย์ เมื่อครั้งอยู่กับเอฟเวอร์ตัน

สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน เป็นสโมสรฟุตบอลหนึ่งในเมือง ลิเวอร์พูล ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1878 เป็นสโมสรที่มีประวัติอันยาวนานมากที่สุดสโมสรหนึ่งในอังกฤษ ลงเล่นลีกสูงสุดถึง 103 ฤดูกาล (จาก 107 ฤดูกาล) และเคยชนะด้วยคะแนนมากที่สุดในลีกสูงสุดของประเทศ

เอฟเวอร์ตันเป็นคู่ปรับร่วมเมืองของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล สนามประจำทีมเอฟเวอร์ตันชื่อ กูดิสัน พาร์ค ซึ่งห่างจากสนามของลิเวอร์พูลเพียงแค่สวนสาธารณะกั้น แฟนบอลชาวไทยตั้งฉายาให้ว่า ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน ปัจจุบันอยู่ภายใต้การคุมทีมของเดวิด มอยส์

เนื้อหา

ประวัติสโมสร [แก้]

สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันเป็นสโมสรฟุตบอลที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1878 โดยใช้ชื่อว่า เซนต์โดมิงโก เอฟซี ตามชื่อโบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองลิเวอร์พูล และเปลี่ยนชื่อเป็น เอฟเวอร์ตัน เอฟซี ในปี 1884 และใช้สนามแอนฟิลด์ โรด เป็นสนามเหย้า โดยมี จอห์น โฮลดิง ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองลิเวอร์พูลและสมาชิกสภาผู้แทนพรรคอนุรักษนิยม เป็นประธานสโมสร

เอฟเวอร์ตัน คว้าแชมป์แรกได้ในฤดูกาล 1890-1891 ซึ่งในปีนั้น "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" มีชุดทีมเป็นเสื้อสีชมพูอ่อน กางเกงสีฟ้า ถุงเท้าสีฟ้า และต่อมากลุ่มแฟนบอล เอฟเวอร์ตัน ได้เรียกร้องให้ใช้เสื้อสีน้ำเงิน กางเกงสีขาว ถุงเท้าสีขาว เป็นชุดประจำสโมสรมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.1892 ผู้บริหารสโมสรได้ตัดสินใจปลด จอห์น โฮลดิง ออกจากตำแหน่งและได้ย้ายทีมเอฟเวอร์ตันไปยังฝั่งตะวันตกของ สแตนลีย์ ปาร์ค ซึ่งในสมัยนั้นเรียกพ้นที่บริเวณนั้นว่า กรีน เมอร์ ต่อมาสนามแห่งนั้นถูกเรียกชื่อตามถนน เป็น กูดิสัน ปาร์ค จนถึงปัจจุบัน

ในฤดูกาล 1893-1894 แจ็ค เซาธ์เวิร์ธ เป็นดาวยิงสูงสุดของลีกอังกฤษ ด้วยจำนวน 27 ประตู ซึ่งอดีตนักเตะ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ รายนี้ถือเป็นดาวซัลโวสูงสุดรายแรกของเอฟเวอร์ตัน

ฤดูกาล 1927-1928 (หลังสงครามโลกครั้งที่ 1)เอฟเวอร์ตัน ได้สร้างสถิติที่ไม่มีใครลบได้จนถึงปัจจุบัน เมื่อ ดิ๊กซี่ ดีน กองหน้าชาวอังกฤษ ผลิตสกอร์ให้กับสโมสรได้ถึง 60 ประตูในหนี่งฤดูกาล และเป็นสถิติการทำประตูในหนึ่งฤดูกาลที่มากที่สุดในลีกอังกฤษ

เอฟเวอร์ตัน เริ่มต้นยุคใหม่ในปี 1961 (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2)เมื่อได้จอห์น มัวส์ มหาเศรษฐีชาวเมืองลิเวอร์พูล ที่เป็นเจ้าของกิจการลิต เติลวูด พูล และ ธุรกิจการส่งของทางอากาศ เป็นประธานสโมสร โดยมี แฮร์รี แคทเทอร์ริค เป็นผู้จัดการทีม ซึ่ง เอฟเวอร์ตัน ยุคนั้นมี โฮเวิร์ด เคนดัลล์, อลัน บอลล์ และ โคลิน ฮาร์วีย์ เป็นกำลังสำคัญซึ่งทั้ง 3 พาทีมครองแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้อีกครั้งในฤดูกาล 1962-1963 ก่อนที่ แฮร์รี แคตเทอร์ริค จะลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมเนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ

หลังจากนั้น บิลลี บิงแฮม ได้ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมแทน แคตเทอร์ริค แต่เอฟเวอร์ตัน ก็ไม่เคยคว้าแชมป์ได้เลยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่คุมทีม จนในที่สุดบอร์ดบริหารได้ตัดสินใจปลด บิงแฮม ออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้ง กอร์ดอน ลี มารับตำแหน่งแทน แต่ผลงานโดยรวมของ เอฟเวอร์ตัน ก็ไม่ดีขึ้นแต่งอย่างใด

ในช่วงทศวรรษที่ 1980-1990 เป็นการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งของทีมสีน้ำเงิน เมื่อ ฟิลิป คาร์เตอร์ เข้ามารับตำแหน่งประธานสโมสร แทนที่จอห์น มัวร์ส และได้ดึง โฮเวิร์ด เคนดัลล์ เป็นผู้จัดการทีม โดยที่ เคนดัลล์ นำความสำเร็จมาสู่เอฟเวอร์ตันอีกครั้ง โดยพาทีมคว้าแชมป์ เอฟ เอ คัพ ในปี 1984 และสามารถเอาชนะลิเวอร์พูลในศึกแชริตี้ ชิลด์ ปีถัดมายังได้แชมป์ดิวิชั่น1 มาครอง ในปี 1984-1985 โดยทิ้งลิเวอร์พูลอันดับ 2 ถึง 13 แต้ม และคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนส์คัพวินเนอร์คัพมาครอง ด้วยการ ถล่มบาร์เยิร์น มิวนิค 3-1

ทศวรรษที่ 1990 เอฟเวอร์ตัน ได้มีการเปลี่ยนแปลงประธานสโมสรอีกครั้งโดยมี ปีเตอร์ จอห์นสัน เข้ามาบริหารงาน และได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมเป็น โจ รอยส์ , โคลิน ฮาร์วีย์ และ โฮเวิร์ด เคนดัลล์ ซึ่งทั้งหมดคือดีตนักเตะของทีมนั่นเอง แต่ผลงานของทีมก็ไม่ดีขึ้น ซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าวทีมได้แชมป์ เอฟ เอ คัพ ในปี 1995 เท่านั้น

ศึกเมอร์ซีไซด์ ดาร์บี้ ระหว่าง สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน และ สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ในปี ค.ศ. 2006

จนกระทั่งปี 1999 บิลล์ เคนไรท์ ได้เข้ามารับตำแหน่งประธานสโมสรและได้แต่งตั้ง วอลเตอร์ สมิธ เป็นผู้จัดการทีม จนถึงปี 2002 เอฟเวอร์ตัน ก็ได้ตัว เดวิด มอยส์ เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ โดยในฤดูกาลแรก เดวิดมอยส์ พาเอฟเวอร์ตัน หนีตกชั้นได้สำเร็จโดยจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 15 ฤดูกาลต่อมาก็พาทีม สร้างผลงานอันสุดยอดโดยการ จบฤดูกาลด้วยอันดับ 7 แม้ว่าฤดูกาลต่อมานักเตะจะเล่นด้วยความรู้สึกเหมือนไร้หัวใจ จนเกือบตกชั้นโดยมีคะแนนอยุ่เหนือโซนตกชั้น เพียง 3 คะแนน และเริ่มฤดูกาล 2003-2004 โดยการสูญเสียดาวยิงที่เป็นความหวังของทีม อย่าง เวน รูนี่ย์ ไปให้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่เดวิดมอยส์กลับสร้าง เซอร์ไพร์ ด้วยการพาทีมจบฤดูกาล ด้วยอันดับที่ 4 คว้า ตั๋วใบสุดท้าย ไปเล่น แชมเปียนลีกรอบคัดเลือก และสร้างความหวังให้แก่สาวกของเอฟเวอร์โตเนี่ยนทั้งปวง แต่ต้องผิดหวัง เมื่อไม่ผ่านรอบคัดเลือก แถมยัง กระเด็นตกรอบยูฟ่าคัพอีกด้วย และเป็นฤดูกาลที่น่าเจ็บ ปวด เมื่อพบว่า ฤดูกาล 2004 - 2005 นั้นไม่เป็นอย่างที่หวัง เพราะเอฟเวอร์ตันออกตัวได้อย่างย่ำแย่ โดยไม่เหลือเค้าทีมที่เคยคว่าอันดับ 4 เมื่อฤดูกาลก่อน จนมีเสียงวิพากวิจารณ์การทำงานของเดวิดมอยส์ และเสียงเรียกร้องจากแฟนบอลทั่วโลกให้ปลดมอยส์ออก แต่อย่างไรก็ตาม บร์อดบริหาร ยังคงไว้ใจให้เขาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมต่อไป และ เดวิดมอยส์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นความสามารถที่แท้จริงของเขา เมื่อสามารถทำให้เอฟเวอร์ตัน จบฤดูกาล ได้ด้วยอันดับที่ 11 ฤดูกาล 2006-2007 เอฟเวอร์ตัน ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นทีมระดับต้นๆของอังกฤษ ภายใต้การทำทีมของเดวิดมอยส์ เขาเสาะหานักเตะฝีเท้าดีราคาถูกเข้ามาสู่ทีม อย่างไม่ขาดสาย และผลงานของเอฟเวอร์ตันดีวันดีคืน จนกระทั่ง สามารถ จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 6 คว่าโควตาไปเล่น ยูฟ่าคัพได้สำเร็จ และ และเริ่มต้นฤดูกาลด้วยความร้อนแรง จนสร้างความหวังให้แก่สาวกเอฟเวอร์โตเนี่ยน ว่า ความยิ่งใหญ่กำลังจะกลับมา และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ใน ถ้วย ยูฟ่า คัพ ด้วยการผ่านรอบแบ่งกลุ่ม ด้วยการเก็บ 12 คะแนนเต็ม เดวิด มอยส์ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมได้อย่างยอดเยี่ยมมาจนถึงปัจจุบัน และกล้าประกาศตัวที่จะคว้าโควตา ไปเล่น ฟุตบอล ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก โดยการจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 4 เป็นอย่างน้อย ซึ่ง พัฒนาการของทีมที่เห็นเป็นรูปธรรมนั้น ทำให้แฟนบอลเชื่อมั่นว่า เอฟเวอร์ตันกำลังเข้าสู่ยุครุ่งเรือง เมื่อเดวิด มอยส์ ส่งสัญญาณการคุมทีมระยะยาว โดยการคัดเลือกดาวรุ่งฝีเท้าดีเข้ามาเติมเต็มถิ่นกูดิสัน ปาร์กอย่างต่อเนื่อง ภายใต้วิสัยทัศน์ และสติปัญญาของเดวิดมอยส์ ที่ เน้นคุณภาพ ในราคาประหยัด ตามลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของชาวสก๊อต นั่นทำให้ เอฟเวอร์ตันเป็นอีกทีมหนึ่งที่มีอนาคตสดใสทีเดียวและในฤดูกาล2008-2009 เอฟเวอร์ตันสามารถผ่านเข้าไปรอบชิงชนะเลิศฟุตบอล เอฟเอคัพได้สำเร็จแต่ก็พลาดท่าแพ้เชลซีไป2-1และจบฤดูกาลได้อันดับ5ได้โควตาไปเล่นยูฟ่าคัพซึ่งทำให้ความคาดหวังของแฟนเชียร์สูงขึ้นมากแต่ในฤดูกาล 2009-2010 เอฟเวอร์ตันเริ่มนัดแรกด้วยการแพ้อาร์เซนอลชนิดว่าไม่มีลุ้น6-1 ทำให้มอยส์เริ่มดึงตัวนักเตะราคาแพงอย่าง ดินิยาร์ บิลยาเลตดินอฟ ปีกทีมชาติรัสเซีย จอห์น ไฮติงก้า กองหลังทีมชาติฮอลแลนด์ เป็นต้น และเอฟเวอร์ตันก็ผลงานดีขึ้นเรื่อยๆซึ่งในฤดูกาลนี้มีสิ่งที่น่าจดจำคือหลุยส์ซาฮา อดีตกองหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยิง 2ประตูให้เอฟเวอร์ตันพลิกชนะเชลซี 2-1พร้อมกับการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวของแจ็ค ร็อดเวลล์และแดน กอสลิ่ง2ดาวรุ่งของเอฟเวอร์ตันซึ่งยิงให้ทีมชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-1 โดยในเกมส์ดังกล่าวดินิยาร์ บิลยาเลตดินอฟ ได้ทำประตูด้วยซึ่งทั้งสองเกมส์เกิดขึ้นในสองสัปดาห์ติดกัน

โดยในฤดูกาล 2010-2011 มอยส์ได้เริ่มซื้อและยืมตัวนักเตะจากสโมสรชื่อดังในต่างๆในแต่ละประเทศเข้ามาเพิ่มมากขึ้น อาทิเช่น อริก ดิเออร์ จาก สปอร์ติงลิสบอน , แยน มูค่า นายประตูชาว สโลโกวาเนีย เป็นต้น โดยนัดแรกมอยส์ออกสตาร์ทฤดูกาลได้ไม่ค่อยดีเท่าไร โดยเอฟเวอร์ตันไม่ชนะถึง 6 ครั้ง ซึ่งแพ้ 3 และ เสมอ 3 ซึ่งนัดแรกแพ้ให้กับ แบล็กเบิร์นไป 1-0 ที่ อีวู๊ด พาร์ค และ มาเสมอกับ วูล์ฟแฮมตันวันเดอเรอส์ในบ้านของตน 1-1 แต่มอยส์ก็สามารถสร้างความกล้าด้วยการเจอกับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ที่ กูดิสัน พาร์ค ในนัดที่ 4 ซึ่งผลคือเอฟเวอร์ตันสามารถไล่ตีเสมอแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ในช่วงนาทีทดเจ็บ 2 ลูก แบบหวุดหวิด 3-3 จากประตูของ ทิม เคฮิล และ มิเกล อาร์เดต้า และหลังจากนั้นมอยส์ก็นำลูกทีมเริ่มเข้าสู่ชัยชนะอย่างที่จริงในนัดแรกของฤดูกาลโดยในนัดที่บุกไปชนะ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ นอกบ้านได้ 2-0 และหลังจากนั้นก็สามารถชนะคู่แข่งร่วมเมืองอย่าง สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ในบ้านของตนได้ 2-0 และในฤดูกาลนี้มอยส์สร้างความแปลกประหลาดให้กับแฟนบอลเอฟเวอร์ตันได้หลายครั้งซึ่งสามารถนำทีมชนะทีมใหญ่ๆหลายทีม อาทิเช่น ชนะ แมนซิตี้ได้ 2-1 ที่บ้านของแมนซิตี้ (และบ้านของเอฟเวอร์ตันก็ชนะไปได้ 2-1), ชนะสเปอร์ได้ในบ้านของตน 2-1, ชนะนิวคาสเซิลยูไนเต็ด ได้ 2-1 ที่บ้านของนิวคาสเซิล และปิดท้ายในฤดูกาลได้อย่างสวยด้วยการชนะ เชลซีไป 2-1 ในบ้านของตน โดยมอยส์นำทีมจบอันดับที่ 7 ของ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2010-11

เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน

ในช่วงฤดูกาล 2011-12 มอยส์ได้ซื้อนักเตะคนใหม่โดยมีชื่อเสียงในระดับกลางเช่น นีคีกา เจราวิช , ดาร์รอน กิบสัน จากแมนยู เป็นต้น โดยนัดแรกออกสตาร์ทฤดูกาลได้ผิดพลาดซึ่งแพ้ให้กับ น้องใหม่ คิวพีอาร์ ไป 1-0 ในบ้านของตน และนัดถัดไปบุกไปชนะแบล็กเบิร์นได้ 1-0 และในฤดูกาลนี้มอยส์ได้นำทีมลูกทีมเอฟเวอร์ตันเข้าไปชิงถ้วย เอฟเอคัพ ได้จนถึง รอบรองชนะเลิศ ซึ่งนัดแรกนั้น ชนะ ทามวอร์ต สโมสรในลีก คอนเฟอร์เรนต์ เนเชอนัล ลีกต่ำสุดในลีกไปได้ 2-0 ,นัดที่สองชนะ ฟูแล่ม สโมสรลีกเดียวกัน 2-1, นัดที่ 3 ชนะ แบล็กพูลไป 2-0 แต่นัดที่สี่พลาดท่าในบ้านของตนโดยเสมอกับซันเดอร์แลนด์ไป 1-1 และต้องแข่งกันอีกนัดซึ่งนัดที่สองเอฟเวอร์ตันบุกไปชนะถึงถิ่นแมวดำ 4-0 และนัดที่ 5 รอบรองชนะเลิศ ได้แข่งที่สนาม เวมบลีย์ สนามเหย้าของ ฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ โดยได้เจอกับ สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล สโมสรคู่แข่งร่วมเมือง ซึ่งครึ่งแรกเอฟเวอร์ตันได้ประตูนำไปก่อนจาก นีคีกา เจราวิช กองหน้าคนใหม่ที่กำลังฟอร์ฮอต ด้วยการสกัดพลาดของกองหลังลิเวอร์พูล และในช่วงครึ่งหลัง ลิเวอร์พูลมาตีเสมอได้จาก หลุยส์ ซัวเรซ และ เกมทำท่าว่าจะดูเสมอและต้องต่อเวลาพิเศษแต่เกมส์กับไม่เป็นเช่นนั้น ลิเวอร์พูลมาได้ชัยชนะก่อนหมดเวลา 3 นาที (ไม่รวมทดเจ็บ) ด้วยการเปิดบอลของ เคร็ก เบลลามี เปิดบอลมาให้กับ แอนดี คาร์โรล กองหน้าร่างใหญ่ขอลลิเวอร์พูลโหม่งเข้าไปตรงประตู ทำให้ลิเวอร์พูลเก็บชัยชนะเหนือเอฟเวอร์ตันไปได้ 2-1 ซึ่งถึงเอฟเวอร์ตันมาได้ถึงรอบนี้แต่มอยส์ก็ชมลูกทีมว่าเล่นได้ยอดเยี่ยม และผลงานในลีกนั้นเอฟเวอร์ตันมาดีเอาตอนกลางและท้ายฤดูกาลโดยทำผลงานได้ดีมากขึ้น เช่น บุกไปเสมอกับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ถึง 4-4 ชนะเชลซีได้ 2-0 ในบ้านของตน และปิดท้ายฤดูกาลอย่างสวยงามด้วยการบุกไปชนะ นิวคาสเซิลยูไนเต็ดถึงถิ่น 3-1 และในคราวนี้มอยส์นำทีมประสบความสำเร็จของสโมสร ด้วยการจบในอับดับที่ 7 ของ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ และสามารถแซง ลิเวอร์พูล คู่แข่งร่วมเมืองซึ่งจบในอันดับที่ 8 ได้และเป็นการฉลองในการครบรอบ 10 ปี ในการคุมทีม เอฟเวอร์ตัน ของ เดวิด มอยส์ อีกด้วย

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน [แก้]

ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2012

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
1 ธงชาติของสโลวาเกีย GK แยน มูคา
2 ธงชาติของอังกฤษ DF โทนี ฮิบเบิร์ท
3 ธงชาติของอังกฤษ DF เลย์ทอน เบเนียส
4 ธงชาติของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ MF ดาร์รอน กิบสัน
5 Flag of the Netherlands DF จอห์น ไฮทิงกา
6 ธงชาติของอังกฤษ DF ฟิล เจคีเอลกา (รองกัปตันทีม)
7 ธงชาติของโครเอเชีย FW นีคีกา เจราวิช
8 ธงชาติของคอสตาริกา MF ไบรอัน โอเบียโด้
14 ธงชาติของสกอตแลนด์ FW สตีเวน ไนสมิธ
15 ธงชาติของฝรั่งเศส DF ซิลแว็ง ดิสแต็ง
18 ธงชาติของอังกฤษ DF ฟิล เนวิล (กัปตันทีม)
19 ธงชาติของฝรั่งเศส FW เมกายี กูอาย
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
20 ธงชาติของอังกฤษ MF รอสส์ บาร์คลีย์
21 ธงชาติของอังกฤษ MF ลีออน ออสแมน
22 ธงชาติของแอฟริกาใต้ MF สตีเวน พีนาร์
23 ธงชาติของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ DF ซีมัส โคลแมน
24 Flag of the United States GK ทิม ฮาวเวิร์ด
25 ธงชาติของเบลเยียม MF มารูยาน เฟลไลน์นี
27 ธงชาติของกรีซ FW อพอสโตโรส เวลลิออส
28 ธงชาติของไนจีเรีย FW วิคตอร์ อันนีชิบี
30 ธงชาติของโปรตุเกส MF ฟรานซิสโก จูเนียร์
34 Flag of Ireland DF เชน ดัฟฟี
43 ธงชาติของอังกฤษ FW คอนอร์ แม็คอเลนนี

ชุดกับสปอนเซอร์และสตาฟฟ์โค้ชประจำสโมสรปัจจุบัน [แก้]

ปี ชุดที่ใช้ สปอนเซอร์
1974–79 อัมโบร none
1979–83 Hafnia
1983–85 ลี คุก สปอร์ตลิฟ
1985–86 NEC
1986–95 อัมโบร
1995–97 เดนคา
1997–00 One 2 One
2000–02 พูม่า
2002–04 เคจีอัน
2004–09 อัมโบร เบียร์ช้าง
2009–2012 ลี คุก สปอร์ตลิฟ
2012– ไนกี้[2]
ตำแหน่ง ชื่อ ตำแหน่ง ชื่อ
ผู้จัดการทีม ธงชาติของสกอตแลนด์ เดวิด มอยส์ ผู้ช่วยผู้จัดการทีม ธงชาติของอังกฤษ สตีฟ ราวน์
ผู้ฝึกสอนทีมชุดใหญ่ ธงชาติของสกอตแลนด์ จิมมี ลุมสเดน ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู ธงชาติของอังกฤษ คริส วูดส์
ผู้จัดการทีมสำรอง ธงชาติของเวลส์ แอนดี โฮลเดน สตาฟฟ์โค้ชผู้ฝึกสอน ธงชาติของอังกฤษ อลัน สตับบ์
ผู้จัดการอคาเดมี ธงชาติของสกอตแลนด์ อลัน เออร์วิน โค้ช ธงชาติของสกอตแลนด์ เดวิด วีเออร์
แพทย์ประจำสโมสร ธงชาติของอังกฤษ เอียน เออร์วิง หัวหน้าฟิตเนสโค้ช ธงชาติของอังกฤษ เดฟ บิลโลว์
หัวหน้าฝ่ายจิตวิทยา ธงชาติของอังกฤษ สจ๊วร์ต เจ คูเก ฝ่ายกายภาพบำบัด ธงชาติของอังกฤษ สตีเวน แอสท์ลีย์
โค้ชฟิตเนส Flag of the United States สตีฟ แทชเจียน หมอนวด ธงชาติของอังกฤษ จิมมี โคเมอร์
ผู้จัดการห้องแต่งตัว ธงชาติของอังกฤษ จิมมี มาร์ติน เจ้าหน้าที่ประสานงานนักฟุตบอล ธงชาติของอังกฤษ บิล เอลลาบีย์

ทำเนียบผู้จัดการทีมเอฟเวอร์ตัน [แก้]

อันดับ ชื่อ ฤดูกาล จำนวนเกม เปอร์เซ็นต์คุมทีมชนะ
1 Theo Kelly 1939 - 1948 102 47
2 Cliff Briton 1948 - 1956 339 50
3 Ian Buchan 1956 - 1958 99 43
4 Johnny Carey 1958 - 1961 122 51
5 Harry Catterick 1961 - 1973 594 60
6 Billy Bingham 1973 - 1977 172 53
7 Steve Burtenshaw 1977 - 1977 1 50
8 Gordon Lee 1977 - 1981 234 55
9 Howard Kendall 1981 - 1987 338 66
10 Colin Harvey 1987 - 1990 174 57
11 Howard Kendall 1990 - 1993 122 51
12 Mike Walker 1994 - 1994 34 32
13 Joe Royle 1994 - 1997 119 55
14 Howard Kendall 1997 - 1998 42 42
15 Walter Smith 1998 - 2002 168 46
16 David Moyes 2002 - present 228 51


นักเตะยอดเยี่ยมตลอดกาลของเอฟเวอร์ตัน [แก้]

ดาวซัลโว 60 ประตูต่อ 1 ฤดูกาล

ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาล [แก้]

  • ดิ๊กซี่ ดีน ลงสนามฤดูกาล 1920 - 1929 ลงเล่น 433 แมตช์ ทำได้ 383 ประตู

ทำเนียบนักเตะระดับตำนานของทีม [แก้]

อันดับ ชื่อ ฤดูกาลที่ร่วมทีม จำนวนเกม ประตู ตำแหน่ง
1 ปีเตอร์ รีด 1982 - 1989 234 13 MF
2 Graeme Sharp 1979 - 1991 447 159 FW
3 Joe Royle 1966 - 1974 275 119 FW
4 Kevin Ratcliffe 1980 - 1991 461 2 CB
5 Ray Wilson 1964 - 1969 116 0 LB
6 Alan Ball 1966 - 1971 208 66 MF
7 Howard Kendall 1967 - 1974 229 21 MF
8 Dave Watson 1990 - 1999 524 28 CB
9 เนวิลล์ เซาท์ธอลล์ 1980 - 1989 751 0 GK
10 Bob Latchford 1970 - 1979 289 138 FW
11 Alex Young 1960 - 1969 273 87 FW
12 Dave Hickson 1950 - 1959 243 111 FW
13 Thomas George Jones 1940 - 1949 178 5 CB
14 Ted Sagar 1930 - 1939 499 0 GK
15 ดิ๊กซี่ ดีน 1920 - 1929 433 383 FW
16 Sam Chedgzoy 1910 - 1919 300 36 MF
17 Jack Sharp 1900 - 1909 342 80 MF
18 Colin Harvey 1963 - 1974 384 24 MF

เกียรติประวัติ [แก้]

ระดับประเทศ [แก้]

ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1

ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 2

  • ชนะเลิศ: 1 สมัย – 1930–31
  • รองชนะเลิศ: 1 สมัย – 1953–54

เอฟเอคัพ

ลีกคัพ

  • รองชนะเลิศ: 2 สมัย – 1977, 1984

เอฟเอแชริตีชิลด์

ฟูลเม็มเบอร์คัพ

  • รองชนะเลิศ: 2 สมัย – 1989, 1991

ซูเปอร์คัพ (อังกฤษ)

  • รองชนะเลิศ: 1 สมัย – 1985–86

เอฟเอ ยอร์ท คัพ

  • ชนะเลิศ: 3 สมัย – 1965, 1984, 1998
  • รองชนะเลิศ: 4 สมัย – 1961, 1977, 1983, 2002

เซนทรัล ลีก

  • ชนะเลิศ: 4 สมัย – 1913–1914, 1937–38, 1953–54, 1967–68

ลานแคชเชีย ซีเนียร์ คัพ

  • ชนะเลิศ: 6 สมัย – 1894, 1897, 1910, 1935, 1940, 1964

ลิเวอร์พูล ซีเนียร์ คัพ

  • ชนะเลิศ: 45 สมัย – 1884, 1886, 1887, 1890, 1891, 1892, 1894, 1895, 1896, 1898, 1899, 1900, 1904, 1906, 1908, 1910 (shared), 1911, 1912 (shared), 1914, 1919, 1921, 1922, 1923, 1924, 1926, 1928, 1934 (shared), 1936 (shared), 1938, 1940, 1945, 1953, 1954, 1956, 1957, 1958 (shared), 1959, 1960, 1961, 1982 (shared), 1983, 1996, 2003, 2005, 2007

ระดับยุโรป [แก้]

ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ

  • ชนะเลิศ: 1 สมัย – 1985

World Soccer Magazine World Team of the Year

  • ชนะเลิศ – 1985

แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]

อ้างอิง [แก้]

  1. ^ "Official Site of the Premier League". premierleague.com. สืบค้นเมื่อ 2012-02-17. 
  2. ^ O'Keeffe, Greg (8 March 2012). "Everton FC agree three-year kit deal with US sportswear giant Nike". Liverpool Echo. สืบค้นเมื่อ 8 June 2012.