ศิลปะคาโรแล็งเชียง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางมาจาก Carolingian art)
ศิลปะคาโรแล็งเชียง
Carolingian art
ส่วนหนึ่งของ: ศิลปะยุคกลาง
Codexaureus 25.jpg

พระวรสารลอร์สช” โดยสกุลช่างของราชสำนักของจักรพรรดิชาร์เลอมาญ
ประวัติศาสตร์ศิลปะ
ช่วงเวลา ค.ศ. 780 จนถึง ค.ศ. 900
ภูมิภาค จักรวรรดิแฟรงค์ (เยอรมนี และ ฝรั่งเศส)
เกี่ยวข้อง ศิลปะไบแซนไทน์
ศิลปะเกาะ,
ศิลปะเคลติก
สมัยต่อมา ศิลปะยุคก่อนโรมาเนสก์
ศิลปะแองโกล-แซ็กซอน
ศิลปะตะวันตก
แผ่นงาช้างที่อาจจะใช้เป็นหน้าปกหนังสือ, แรงส์ ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 เป็นภาพฉากชีวิตของนักบุญเรมิเจียสสองภาพและการรับศีลจุ่มของโคลวิส

ศิลปะคาโรแล็งเชียง (อังกฤษ: Carolingian art) เป็นศิลปะที่มาจากจักรวรรดิแฟรงค์ในช่วงเวลาราว 120 ปี ราวระหว่าง ค.ศ. 780 จนถึง ค.ศ. 900 — ในรัชสมัยของจักรพรรดิชาร์เลอมาญและทายาทที่สืบครองทันทีหลังจากพระองค์ — สมัยนี้นิยมเรียกกันว่าเป็น “ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาคาโรแล็งเชียง” ศิลปะคาโรแล็งเชียงสร้างโดยศิลปินของราชสำนักที่สร้างงานให้กับราชสำนัก และโดยสำนักสงฆ์สำคัญๆ ที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของพระมหาจักรพรรดิ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของที่ยุโรปเหนือในการฟื้นฟูและเลียนแบบงานศิลปะคลาสสิกของเมดิเตอร์เรเนียนทั้งทางรูปแบบและลักษณะ ที่กลายมาเป็นการผสานองค์ประกอบของศิลปะคลาสสิกเข้ากับศิลปะของทางตอนเหนือของยุโรปในรูปแบบของงานที่เป็นสง่าและตระการตา (sumptuous) โดยเฉพาะอิทธิพลในการสร้างรูปลักษณ์ของมนุษย์ ที่เป็นการวางรากฐานให้แก่ศิลปะโรมาเนสก์ที่ตามมา และต่อมาศิลปะกอธิคในยุโรปตะวันตก

สมัยคาโรแล็งเชียงเป็นส่วนหนึ่งของสมัยประวัติศาสตร์ศิลปะของศิลปะยุคกลางที่เรียกว่า “ศิลปะยุคก่อนโรมาเนสก์

เนื้อหา

ประวัติ [แก้]

หลังจากที่ทำการก่อตั้งจักรวรรดิที่ใหญ่พอพอกับจักรวรรดิไบแซนไทน์ในเวลานั้น และมีขนาดใหญ่พอกับจักรวรรดิโรมันตะวันตกเดิมแล้ว ราชสำนักคาโรแล็งเชียงก็คงจะต้องมีความรู้สึกว่าตนเองยังมีความด้อยกว่าทางด้านศิลปะเมื่อเปรียบเทียบกับจักรวรรดิทั้งสอง หรือแม้แต่เมื่อเปรียบเทียบกับศิลปะยุคหลังยุคโบราณ (หรือที่นักประวัติศาสตร์เอิร์นส คิทซินเจอร์ เรียกว่า “sub-antique”[1]) ที่ยังคงสร้างกันอยู่บ้างในกรุงโรม และที่ศูนย์กลางบางแห่งในอิตาลีที่จักรพรรดิชาร์เลอมาญได้มีโอกาสทอดพระเนตรเห็นระหว่างที่ทำการรณรงค์ทางทหารอยู่ และเมื่อเสด็จไปทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระมหาจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในกรุงโรมในปีค.ศ. 800

ในฐานะที่ประมุขสัญลักษณ์ของโรมจักรพรรดิชาร์เลอมาญก็ทรงทำการฟื้นฟูวัฒนธรรมและการศึกษาของตะวันตก และทรงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างงานศิลปะที่สามารถสื่อเรื่องราวพร้อมแสดงรูปลักษณ์ของบุคคลในเรื่องอย่างมีประสิทธิภาพที่ศิลปะสมัยการโยกย้ายถิ่นฐานในยุโรปแบบเจอร์มานิคไม่อาจจะทำได้[2] พระองค์มีพระประสงค์ที่จะสร้างชื่อเสียงให้แก่พระองค์เองในฐานะทายาทของประมุขผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต ผู้ที่เลียนแบบและแสดงสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อระหว่างความสำเร็จของวัฒนธรรมของคริสเตียนยุคแรกและไบแซนไทน์กับของพระองค์เอง

แต่การวิวัฒนาการของศิลปะมิใช่แต่เพียงเพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรมของโรมันโบราณเท่านั้น แต่ในรัชสมัยของจักรพรรดิชาร์เลอมาญ ความขัดแย้งที่เกิดจากการทำลายรูปเคารพสมัยไบแซนไทน์เป็นกรณีที่สร้างความแตกแยกในจักรวรรดิไบแซนไทน์ จักรพรรดิชาร์เลอมาญทรงสนับสนุนสถาบันคริสต์ศาสนาของตะวันตกที่ไม่อนุญาตให้มีการทำลายรูปเคารพกฎบัตรพระเจ้าชาร์ลส์” (Libri Carolini) วางนโยบายของราชสำนักซึ่งไม่เป็นที่น่าสงสัยว่าเป็นไปตามพระราชประสงค์

หนังสือวิจิตรและงานแกะสลักงาช้างเป็นจำนวนพอสมควรจากสมัยคาโรแล็งเชียงยังคงตกทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้ แต่งานศิลปะประเภทอื่นที่รวมทั้งงานโลหะ, งานโมเสก หรือ งานเขียนภาพบนผนังมีเพียงจำนวนไม่มากนัก หนังสือวิจิตรเป็นงานที่ก็อปปีหรือตีความหมายใหม่จากงานศิลปะโบราณหรือไบแซนไทน์ นอกไปจากอิทธิพลดังกล่าวแล้ว พลังอันมีชีวิตจิตใจของศิลปะเกาะก็ยังช่วยเพิ่มอรรถรสแก่งานศิลปะคาโรแล็งเชียงอีกด้วย ที่บางครั้งก็จะเป็นการตกแต่งด้วยลายสอดประสาน และจะออกไปทางความเป็นอิสระของงานศิลปะเกาะที่ใช้การตกแต่งที่แผ่กว้างออกไป และบางครั้งก็จะเลยไปยังบทบรรยายที่เป็นตัวอักษรบนหน้าหนังสือด้วย

เมื่อการปกครองโดยคาโรแล็งเชียงสิ้นสุดลงในราวปี ค.ศ. 900 การสร้างงานศิลปะที่มีคุณภาพสูงก็ลดน้อยลงไปเป็นเวลาราวสามชั่วคนในจักรวรรดิ เมื่อมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 10 ขบวนการปฏิรูปแอบบีคลูนี และการฟื้นฟูทางด้านจิตวิญญาณของจักรวรรดิทำให้การสร้างงานศิลปะรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ลักษณะของศิลปะยุคก่อนโรมาเนสก์เริ่มปรากฏขึ้นในเยอรมนีในศิลปะออตโตเนียนซึ่งเป็นราชวงศ์ต่อมา ในอังกฤษก็เป็นศิลปะแองโกล-แซ็กซอนหลังจากการรุกรานของไวกิงสิ้นสุดลง และในสเปน

หนังสือวิจิตร [แก้]

หนังสือประกอบคริสต์ศาสนพิธีโดรโก”, ราว ค.ศ. 850: ภายในอักษรตัวต้นประดิษฐ์ 'C' มีภาพการอัสสัมชัญของพระเยซู คำบรรยายเขียนด้วยหมึกทอง

งานที่หลงเหลืออยู่มากจากยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาคาโรแล็งเชียงก็ได้แก่หนังสือวิจิตร หนังสือวิจิตรอันหรูหราหลายเล่มที่ส่วนใหญ่เป็นพระวรสาร มีอยู่ไม่กี่หน้าที่ตกแต่งอย่างวิจิตรทั้งหน้าด้วยจุลจิตรกรรม เนื้อหาก็มักจะมีภาพของประกาศกและ ตารางยูเซเบียส ตามแบบฉบับของศิลปะเกาะของบริเตนและไอร์แลนด์ ภาพเรื่องราวและโดยเฉพาะภาพชุดชีวประวัติยังคงเป็นสิ่งที่หายาก แต่ก็ทำกัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวจากพันธสัญญาเดิมโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับปฐมกาล - ภาพที่เป็นเรื่องราวของพันธสัญญาใหม่มักจะพบบนงานสลักนูนบนงาช้างบนปกหนังสือ[3] การตกแต่งอักษรตัวแรกให้มีขนาดใหญ่กว่าปกติของศิลปะเกาะก็ได้รับการนำมาใช้ อักษรตัวต้นประดิษฐ์วิวัฒนาการต่อมาโดยเพิ่มฉากชีวิตขนาดเล็กที่เริ่มพบเป็นครั้งแรกในปลายสมัยศิลปะคาโรแล็งเชียง ศิลปะคาโรแล็งเชียง - โดยเฉพาะใน “หนังสือประกอบคริสต์ศาสนพิธีโดรโก” (Drogo Sacramentary)

หนังสือวิจิตรที่หรูหราก็จะมีหน้าปกที่ตกแต่งอย่างงดงามทำด้วยทองฝังอัญมณี และ แผ่นงาช้างแกะสลัก และเช่นเดียวกับศิลปะเกาะถือกันว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงที่จะเก็บกันไว้ในคริสต์ศาสนสถานหรือในพระคลัง งานหนังสือวิจิตรของหลวงที่หรูหราที่สุดเขียนบนหนังย้อมสีม่วง

หนังสือเบิร์นฟิซิโอโลกัส” (Bern Physiologus) เป็นตัวอย่างที่หายากของหนังสือโลกวิสัยที่มีภาพประกอบและตกแต่งด้วยจุลจิตรกรรมอย่างเต็มที่ อาจจะเป็นหนังสือที่สร้างขึ้นสำหรับห้องสมุดส่วนตัวของบุคคลสำคัญ หนังสือเพลงสวดสดุดีอูเทร็คท์ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่เกือบจะเป็นที่ทราบได้อย่างแน่นอนว่าเป็นงานที่ก็อปปีมาจากงานที่เขียนขึ้นก่อนหน้านั้น

งานทางศาสนาบางครั้งก็เขียนเป็นหนังสือที่ตกแต่งอย่างหรูหรางดงาม เช่น หนังสือประกอบคริสต์ศาสนพิธี แต่พระคัมภีร์จากสมัยนี้ไม่มีการตกแต่งอย่างหนักเช่นที่ทำกันในสมัยปลายยุคโบราณ ตัวอย่างที่พบก็เป็นเพียงชิ้นส่วน หนังสือตำราเช่นตำราทางคริสต์ศาสนวิทยา, ประวัติศาสตร์, วรรณกรรม หรือ งานวิทยาศาสตร์จากนักประพันธ์ยุคโบราณเป็นงานก็อปปี และภาพประกอบก็จะเขียนด้วยหมึกเท่านั้น ถ้าเขียน

ศูนย์กลางสร้างหนังสือวิจิตร [แก้]

หนังสือวิจิตรของสมัยคาโรแล็งเชียงสันนิษฐานกันว่าส่วนใหญ่สร้างขึ้นโดยนักบวช ในห้องเขียนทั่วไปในจักรวรรดิ แต่ละห้องเขียนก็จะมีลักษณะการเขียนที่เป็นของตนเองที่พัฒนาขึ้นมาโดยศิลปินและอิทธิพลของบริเวณท้องถิ่นและสมัยของการเขียน[4] หนังสือวิจิตรที่เขียนมักจะมีคำจารึกที่ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคำจารึกที่เขียนขึ้นในสมัยเดียวกับที่สร้างงาน ที่จะระบุว่าใครเป็นผู้จ้างและอุทิศให้แก่สำนักสงฆ์หรือคริสต์ศาสนสถานใด แต่มีเพียงไม่กี่ฉบับที่ระบุชื่อศิลปินและเวลาและสถานที่ที่สร้างงาน

หนังสือวิจิตรที่พบได้รับการสั่งให้ห้องเขียนทำหรืออาจจะได้รับการสั่งให้ทำอีกหลายครั้งต่อมาโดยผู้คงแก่เรียน ห้องเขียนแรกที่สุดก็คือห้องเขียนของสำนักศึกษาของราชสำนักของจักรพรรดิชาร์เลอมาญ ต่อมาก็เป็นสกุลช่างเมืองแรงส์ที่กลายมาเป็นลักษณะงานเขียนที่มีอิทธิพลมากที่สุดของสมัยคาโรแล็งเชียง ตามด้วยสกุลตูโรเนียน, โดรโก และสิ้นสุดลงด้วยสกุลช่างของราชสำนักของชาร์ลส์เดอะบอลด์ สถานที่เหล่านี้เป็นศูนย์กลางสำคัญของการสร้างหนังสือวิจิตรนอกไปจากแหล่งสร้างงานอื่นๆ

สำนักศึกษาของราชสำนักของจักรพรรดิชาร์เลอมาญ (หรือที่เรียกว่าสกุลช่างอดา) เป็นศูนย์กลางแห่งแรกที่สร้างหนังสือวิจิตรที่รวมทั้ง “Godescalc Evangelistary” (ค.ศ. 781-ค.ศ. 783); the “พระวรสารลอร์สช” (ค.ศ. 778-ค.ศ. 820); the “พระวรสารอดา”(ภาพ:นักบุญแม็ทธิว); “พระวรสารซัวซองส์”; และพระวรสารบรมราชาภิเษก (ภาพ:นักบุญแม็ทธิว) หนังสือวิจิตรที่สร้างโดยสำนักศึกษาของราชสำนักจะมีลักษณะหรูหราแพรวพราว ที่คล้ายคลึงกับงานโมเสกและงาช้างของคริสต์ศตวรรษที่ 6 ของราเวนนาในอิตาลี งานหนังสือวิจิตรที่สร้างโดยสำนักเป็นงานเขียนที่ดั้งเดิมที่สุดของสมัยคาโรแล็งเชียงที่แสดงให้เห็นการเริ่มการฟื้นฟูศิลปคลาสสิกของโรมัน แต่ก็ยังรักษาธรรมเนียมนิยมของศิลปะสมัยการโยกย้ายถิ่นฐานในยุโรปเอาไว้บ้าง (เมโรแวงเชียงและศิลปะเกาะ) ในการที่ยังเป็นการวาดเชิงเส้นโดยไม่คำนึงถึงขนาดหรือความสัมพันธ์ของพื้นที่ในภาพ

ภาพจาก “หนังสือเพลงสวดสดุดีอูเทร็คท์”, คริสต์ศตวรรษที่ 9 ที่รูปลักษณ์เล็กๆ ในภาพดูเป็นธรรมชาติและเต็มไปด้วยพลัง ซึ่งเป็นลักษณะการเขียนที่ใหม่และกลายมาเป็นลักษณะการคิดค้นใหม่ที่มีอิทธิพลที่สุดของศิลปะคาโรแล็งเชียงที่มีต่อศิลปะในสมัยต่อมา
การแบ่งเป็นช่องใน “พระวรสารลอร์สช

เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 อัครสังฆราชอีโบแห่งแรงส์เรียกชุมนุมศิลปินมาทำงานร่วมกันที่ Hautvillers ที่ผลที่ออกมาเป็นการวิวัฒนาการศิลปะคาโรแล็งเชียงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง “พระวรสารอีโบ” (ค.ศ. 816-ค.ศ. 835) เขียนด้วยฝีแปรงที่เขียนอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยพลังที่กระตุ้นแรงบันดาลใจและพลังที่ไม่ปรากฏมาก่อนในลักษณะงานเขียนของเมดิเตอร์เรเนียนภาพ:นักบุญแม็ทธิว หนังสือวิจิตรฉบับอื่นที่มีอิทธิพบของสกุลช่างแห่งเมืองแรงส์ก็ได้แก่ “หนังสือเพลงสวดสดุดีอูเทร็คท์” (ภาพ:ระเบียงภาพ) ที่อาจจะถือว่าเป็นหนังสือวิจิตรฉบับที่สำคัญที่สุดของสมัยศิลปะคาโรแล็งเชียง และ “หนังสือเบิร์นฟิซิโอโลกัส” ซึ่งเป็นหนังสือฉบับภาษาละตินทางศาสนาที่เก่าที่สุดที่เกี่ยวกับอุปมานิทัศน์ของยุคกลางที่เกี่ยวกับสัตว์ ภาพวาดที่เต็มไปด้วยชีวิตจิตใจของสกุลช่างแห่งเมืองแรงส์โดยเฉพาะใน “หนังสือเพลงสวดสดุดีอูเทร็คท์” ที่เป็นภาพวาดลายเส้นที่เป็นภาพที่มีคุณลักษณะของการแสดงออกอย่างธรรมชาติเป็นงานที่มีอิทธิพลต่อศิลปะของยุคกลางของทางตอนเหนือของยุโรปเป็นเวลาอีกหลายร้อยปีต่อมาจนกระทั่งมาถึงสมัยศิลปะโรมาเนสก์ต่อมา

ลักษณะอีกลักษณะหนึ่งที่พัฒนาขึ้นมาในสำนักสงฆ์ของนักบุญมาร์ตินแห่งทัวร์เป็นงานพระคัมภีร์ไบเบิลขนาดใหญ่ที่มีภาพประกอบที่มีอิทธิพลมาจากงานเขียนภาพประกอบของปลายยุคโบราณ พระคัมภีร์ไบเบิลขนาดใหญ่สามฉบับโดยเฉพาะฉบับสุดท้ายที่เป็นฉบับที่ดีที่สุดสร้างขึ้นสำหรับชาร์ลส์เดอะบอลด์เรียกว่า “พระคัมภีร์วิเวียน” สกุลช่างแห่งเมืองตูร์มาสิ้นสุดลงอย่างกะทันหันเมื่อถูกรุกรานโดยนอร์มันในปี ค.ศ. 853 แต่ลักษณะการเขียนก็จารึกอย่างถาวรตามศูนย์กลางการสร้างงานหนังสือวิจิตรในจักรวรรดิ

สังฆมณฑลเมท์ซก็เป็นศูนย์กลางอีกศูนย์กลางหนึ่งของศิลปะคาโรแล็งเชียง ระหว่าง ค.ศ. 850 จนถึง ค.ศ. 855 ก็ได้มีการสร้างหนังสือประกอบคริสต์ศาสนพิธีให้แก่สังฆราชโดรโกแห่งเมท์ซที่เรียกว่า “หนังสือประกอบคริสต์ศาสนพิธีโดรโก” หนังสือโดรโกที่ตกแต่งด้วยอักษรตัวต้นประดิษฐ์กลายมามีอิทธิพลมาจนถึงสมัยศิลปะโรมาเนสก์ต่อมา และเป็นการผสานระหว่างอักษรคลาสสิกเข้ากับฉากภาพที่ประกอบด้วยรูปลักษณ์

ในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 9 ธรรมเนียมนิยมของครึ่งศตวรรษแรกก็ยังคงดำเนินต่อมา พระคัมภีร์ไบเบิลหลายฉบับได้รับการสร้างขึ้นสำหรับชาร์ลส์เดอะบอลด์โดยการผสานระหว่างลักษณะศิลปะของยุคโบราณตอนปลายเข้ากับลักษณะที่พัฒนาขึ้นมาที่แรงส์และตูร์ ในช่วงเดียวกันนี้ลักษณะฟรังโค-แซ็กซอนก็เริ่มปรากฏขึ้นทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ที่รวมการใช้ลายสอดประสานของศิลปะไฮเบอร์โน-แซ็กซอนที่กลายมาเป็นลักษณะเด่นที่ใช้กันต่อมาอีกร้อยปีหลังจากสมัยคาโรแล็งเชียง

ชาร์ลส์เดอะบอลด์ก็เช่นเดียวกับพระอัยกา พระองค์ทรงก่อตั้งสำนักศึกษาขึ้นในราชสำนัก ที่ตั้งนั้นไม่ทราบแน่นอนแต่งานต้นฉบับระบุว่าสร้างโดยสำนักศึกษาของราชสำนักดังกล่าว ที่รวมทั้ง “พระวรสารลอร์สช” (ค.ศ. 870) (ภาพ:พระเจ้าชาร์ลส์บนบัลลังก์) ที่เป็นงานเขียนชิ้นสุดท้ายอันงดงาม งานเขียนมีทั้งอิทธิพลของแรงส์และของตูร์ และผสานเข้ากับลักษณะการเขียนที่มาจากการเขียนแบบทางการของสำนักศึกษาของราชสำนักของจักรพรรดิชาร์เลอมาญ

เมื่อชาร์ลส์เดอะบอลด์เสด็จสวรรคตการอุปถัมภ์การสร้างหนังสือวิจิตรก็เสื่อมโทรมลงตามไปด้วย และเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นการเสื่อมโทรม แต่ก็ยังมีการสร้างงานกันต่อมาอยู่บ้าง เช่น “หนังสือเพลงสวดสดุดีโฟลชาร์ด” (ค.ศ. 883) ที่สร้างโดยแอบบีเซนต์กอลล์ และ “หนังสือเพลงสวดสดุดีฉบับทอง” ในปีเดียวกัน ลักษณะการเขียนแบบแอบบีเซนต์กอลล์เป็นลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ขาดระดับความสามารถทางเทคนิคเช่นที่เห็นในบริเวณอื่น

ประติมากรรมและงานโลหะ [แก้]

รายละเอียดหน้าปกหนังสือ (คริสต์ศตวรรษที่ 11, ไม่ใช่ศิลปะคาโรแล็งเชียง)

หนังสืออันวิจิตรของสมัยคาโรแล็งเชียงเป็นหนังสือที่สร้างขึ้นให้มีหน้าปกที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ที่สร้างด้วยโลหะมีค่าฝังอัญมณีรอบแผ่นงาช้างแกะสลักตอนกลางของหน้าปก - หน้าปกของหนังสือบางฉบับเป็นหน้าปกที่ได้รับการอุทิศให้สร้างขึ้นภายหลังที่ตัวหนังสือเองสร้างเสร็จแล้ว มีเพียงหน้าปกที่ไม่ได้รับความเสียหายเพียงไม่กี่ชิ้นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ส่วนที่เป็นงาช้างที่แยกออกมาจากตัวปกนั้นยังคงมีเหลืออยู่หลายชิ้น เพราะอาจจะมาจากเมื่อมีการทำลายหน้าปกเพื่อเอาโลหะมีค่าและอัญมณี หัวข้อของหนังสือมักจะเป็นฉากบรรยายเรื่องราวทางศาสนาแนวตั้ง ตามแบบงานเขียนและงานแกะสลักของสมัยปลายยุคโบราณ เช่นเดียวกับรูปลักษณ์ที่มาจากบานพับกงสุลหรือศิลปะของราชสำนักต่างๆ เช่นปกหน้าและหลังของ “พระวรสารลอร์สช

จักรพรรดิชาร์เลอมาญทรงฟื้นฟูการหล่อสัมริดขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อทรงก่อตั้งโรงหล่อขึ้นที่อาเคิน ที่ทรงใช้ในการหล่อประตูของชาเปลพาเลไทน์ในอาเคินที่เป็นประตูที่เลียนแบบลวดลายออกแบบของโรมัน แต่กางเขนที่มีรูปลักษณ์ของพระเยซูที่ทำด้วยทองขนาดเท่าคนจริงที่เคยมีอยู่ในชาเปลนั้นหายไป งานชิ้นนี้เป็นแบบอย่างชิ้นแรกของงานลักษณะนี้ที่ต่อมามามีความสำคัญต่อศิลปะคริสต์ศาสนาของยุคกลาง รูปพระเยซูอาจจะแกะจากไม้แล้วหุ้มทองเช่นเดียวกับพระแม่มารีทองแห่งเอสเซิน

งานชิ้นที่งามที่สุดของฝีมือช่างทองของคาโรแล็งเชียงก็ได้แก่แท่นบูชาทอง (ค.ศ. 824-ค.ศ. 859) (ภาพ:แท่นบูชา) หรือที่เรียกว่า “Paliotto” ที่เป็นของบาซิลิกาซานอัมโบรโจที่มิลาน แท่นบูชาสี่ด้านตกแต่งด้วยรูปลักษณ์ที่ทำด้วยทองและเงินโดยวิธีที่เรียกว่าการดุนลาย ล้อมรอบด้วยกรอบที่เป็นทองถัก, หินมีค่า และ เครื่องเคลือบ

งานโมเสกและจิตรกรรมฝาผนัง [แก้]

งานโมเสกหีบพันธสัญญา, แชร์มิญญี-เดส์-เพรส์, ราว ค.ศ. 806 หัวข้อดูเหมือนจะมาจากหนังสือวิจิตรพระคัมภีร์ไบเบิลของศาสนายูดาย และเกี่ยวข้องกับ “กฎบัตรพระเจ้าชาร์ลส์” ที่อาจจะเขียนโดยทีโอดุลฟ

งานโมเสกภายในชาเปลพาเลไทน์ในอาเคินเป็นภาพพระเยซูบนบัลลังก์พร้อมด้วยสัญลักษณ์สักการะของประกาศกทั้งสี่ และผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนจากพระธรรมวิวรณ์ งานโมเสกชิ้นนี้ไม่มีเหลืออยู่แล้ว แต่ชิ้นที่ได้รับการปฏิสังขรณ์จนเกินขนาดยังคงเหลืออยู่ในมุขโค้งด้านสกัดที่โอราทรีที่แชร์มิญญี-เดส์-เพรส์ (ค.ศ. 806) ที่เป็นภาพหีบพันธสัญญาชื่นชมโดยเทวดา งานชิ้นนี้พบเมื่อปี ค.ศ. 1820 ภายใต้ชั้นปูนพลาสเตอร์

คฤหาสน์ติดกับโอราทรีเป็นของสังฆราชทีโอดุลฟแห่งออร์เลอองส์ผู้ใกล้ชิดคนสำคัญของจักรพรรดิชาร์เลอมาญ คฤหาสน์ถูกทำลายในปลายคริสต์ศตวรรษ ที่มีจิตรกรรมฝาผนังในรูปของ สัปตศิลปศาสตร์, สี่ฤดูกาล และ แผนที่โลกยุคกลาง (Mappa mundi)[5] เราทราบจากหลักฐานทางลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนังอื่นๆ ในคริสต์ศาสนสถานและวังที่ส่วนใหญ่สูญหายไปแล้ว พระราชวังอาเคินของจักรพรรดิชาร์เลอมาญมีจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับศิลปศาสตร์ และฉากเรื่องราวจากการรณรงค์ทางทหารของพระองค์ในสเปน วังของหลุยส์เดอะไพอัสที่อิงเกิลไฮม์ มีภาพประวัติศาสตร์จากยุคโบราณมาจนถึงรัชสมัยของจักรพรรดิชาร์เลอมาญ และชาเปลของพระราชวังเป็นภาพเขียนของฉากจากทั้งพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่เคียงข้างกัน

ชิ้นส่วนของภาพเขียนที่ยังคงมีเหลืออยู่บ้างก็มีอยู่ที่โอแซร์, โคเบลนซ์, ลอร์สช, โคโลญ, ฟุลดา, คอร์วีย์, ทริเออร์, มึสแตร์, มาลส, นาเทิร์นส, ชิวาดาเล, เบรสเชีย และ มิลาน

การนำวัสดุโบราณมาใช้ใหม่ [แก้]

พระวรสารลอร์สช” หน้าปกทำด้วยงาช้าง ฉากจากปลายยุคโบราณที่แปลงมาใช้กับหัวข้อเรื่องของคริสต์ศาสนา

Spolia” หรือ “การนำวัสดุโบราณมาใช้ใหม่” เป็นภาษาละตินที่เป็นคำเดียวกับคำว่า “spoils” ที่หมายถึงสิ่งที่ริบมา เป็นคำที่ใช้สำหรับการนำอนุสรณ์สถานโบราณหรืองานศิลปะอื่นมาใช้ใหม่ หรือ ย้ายไปยังสถานที่ใหม่ เป็นที่ทราบกันแล้วว่าในช่วงนี้ได้มีการขนหินอ่อนและคอลัมน์จากกรุงโรมขึ้นมาใช้ทางตอนเหนือของยุโรป

วัสดุโบราณชิ้นสำคัญที่ถูกนำมาใช้ใหม่ในสมัยคาโรแล็งเชียงก็ได้แก่ตำนานเกี่ยวกับอนุสาวรีย์คนขี่ม้า เมื่อประทับอยู่ที่กรุงโรมจักรพรรดิชาร์เลอมาญทอดพระเนตรเห็นอนุสาวรีย์มาร์คัส ออเรลิอัสขี่ม้าที่วังแลเตอร์รัน งานประติมากรรมชิ้นนี้เป็นงานชิ้นเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ของจักรพรรดิโรมันก่อนสมัยคริสเตียน เดิมเชื่อกันว่าเป็นพระรูปของจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 ฉะนั้นจึงมีความสำคัญเป็นอันมาก—จักรพรรดิชาร์เลอมาญจึงทรงนำมาจากราเวนนามายังอาเคิน เพราะทรงเชื่อว่าเป็นพระรูปของพระเจ้าธีโอดอริคมหาราชเพื่อจะได้คู่กับพระรูปของจักรพรรดิคอนสแตนตินในกรุงโรม

อ้างอิง [แก้]

  1. Kitzinger, 8
  2. Kitzinger, 40-42
  3. Kitzinger, 69. Dodwell, 49 discusses the reasons for this.
  4. Dodwell, 52
  5. Beckwith, 13-17

ดูเพิ่ม [แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]

ระเบียงภาพ [แก้]