เรือหลวงจักรีนฤเบศร
พิกัดภูมิศาสตร์: 12°37′33″N 100°54′49″E / 12.625836°N 100.913536°E
เรือหลวงจักรีนฤเบศรในทะเลจีนใต้ ต้นปี พ.ศ. 2544 |
|
| ประวัติ (ไทย) | |
|---|---|
| ชื่อเรือ: | • ไทย: ร.ล. จักรีนฤเบศร • อังกฤษ: HTMS CHAKRI NARUEBET |
| ตั้งชื่อตาม: | "เฉลิมพระเกียรติราชวงศ์จักรี" |
| สั่งต่อเรือ: | 27 มีนาคม พ.ศ. 2535 |
| ต่อขึ้นที่: | อู่ต่อเรือบาซาน เมืองเฟรรอล ประเทศสเปน |
| งบประมาณ: | 7,100 ล้านบาท |
| วางกระดูกงู: | 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 |
| ปล่อยลงน้ำ: | 20 มกราคม พ.ศ. 2539 |
| ขึ้นระวาง: | 20 มีนาคม พ.ศ. 2540 (15 ปี) |
| ประจำการที่: | ฐานทัพเรือสัตหีบ |
| รหัสประจำเรือ: | 911 |
| คำขวัญ: | ครองเวหา ครองนที จักรีนฤเบศร |
| สถานะ: | อยู่ในประจำการ |
| สัญลักษณ์: | |
| ลักษณะเฉพาะ | |
| ประเภท: | เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ |
| ขนาด (ระวางขับน้ำ): | เต็มที่ 11,544 ตัน |
| ความยาว: | 182.6 เมตร (ตลอดลำ) 174.1 เมตร (ดาดฟ้าบิน) 164.1 เมตร (แนวน้ำ) |
| ความกว้าง: | 22.5 เมตร (แนวน้ำ) 30.5 เมตร (สูงสุด) |
| กินน้ำลึก: | 6.2 เมตร |
| เครื่องยนต์: | • เครื่องยนต์ดีเซล Bazán-MTU 16V1163 TB83 จำนวน 2 เครื่อง กำลัง 11,780 แรงม้า • เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ GE LM2500 จำนวน 2 เครื่อง กำลัง 44,250 แรงม้า |
| ใบจักร: | • เพลาใบจักร จำนวน 2 เพลา • ใบจักรแบบปรับมุมใบจักรได้ จำนวน 4 ใบ/พวง |
| ความเร็ว: | • 27 นอต (สูงสุด) • 12 นอต (มัธยัสต์) |
| ระยะทางเชื้อเพลิง: | • 10,000 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 12 นอต • 7,150 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 16.5 นอต |
| ลูกเรือ: | • ทหารประจำเรือ 451 คน • ทหารประจำหน่วยบิน 146 คน |
| ระบบตรวจการและปฏิบัติการ: | • เรดาร์อากาศ Hughes SPS-52C, ย่านคลื่น E/F • เรดาร์นำร่อง Kelvin-Hughes 1007 จำนวน 2 เครื่อง |
| สงครามอิเล็กทรอนิกส์และเป้าลวง: | เป้าลวง: • เครื่องยิงเป้าลวง SBROC 4 เครื่อง • เป้าลวงลากท้าย SLQ-32 |
| ยุทโธปกรณ์: | • อาวุธปืน 20 มม. จำนวน 4 แท่นยิง • SADRAL จำนวน 3 แท่นยิง |
| อากาศยาน: | • เครื่องบินขึ้น-ลงทางดิ่งแฮริเออร์ AV-8S (บขล.1) 9 เครื่อง (ปลดประจำการ) • เฮลิคอปเตอร์ SEA HAWK S-70B (ฮ.ปด.1) 6 เครื่อง |
| อุปกรณ์สนับสนุนการบิน: | • ดาดฟ้าบิน 174.6 x 27.5 ม. • สกีจั๊ม 12° • โรงเก็บสำหรับเครื่องบิน 10 ลำ |
เรือหลวงจักรีนฤเบศร หรือ เรือรบหลวงจักรีนฤเบศร (อังกฤษ: HTMS Chakri Naruebet) เป็นเรือธงและเรือบรรทุกอากาศยานลำแรกและลำเดียวของราชนาวีไทย ประจำการในส่วนกำลังรบของกองทัพเรือ เป็นเรือที่ต่อขึ้นจากประเทศสเปน โดยนำแบบมาจากเรือ ปรินซิเปเดอัสตูเรียส (Principe de Asturias) ของกองทัพเรือสเปน โดยปรับปรุงระบบขับเคลื่อน ระบบควบคุมการบิน ระบบอาวุธ และลดระวางขับน้ำลงเหลือสองในสาม[1][N 1] ขึ้นระวางประจำการเมื่อ วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2540 ได้ใช้งานปฏิบัติภารกิจด้านยุทธการและช่วยเหลือภัยพิบัติตลอดน่านน้ำไทยทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งทะเลอันดามัน
เนื้อหา |
[แก้] ประวัติ
ในปี พ.ศ. 2532 ได้เกิดพายุไต้ฝุ่นเกย์ในอ่าวไทยบริเวณจังหวัดชุมพร กองทัพเรือได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล ซึ่งทางกองทัพได้ใช้เรือและอากาศยานในการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ประสบปัญหาคือเรือขนาดใหญ่ที่สุดที่กองทัพเรือมีอยู่ขณะนั้นไม่สามารถทนสภาพทะเลได้ ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยกระทำได้ด้วยความยากลำบาก[2] การมีเรือขนาดใหญ่พร้อมอุปกรณ์ทันสมัยจะสามารถใช้ในการค้นหาและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเลได้อย่างรวดเร็วและทันการ และหากว่ามีเฮลิคอปเตอร์ประจำการบนเรือจะช่วยขยายพื้นที่ในการลาดตระเวนและระยะเวลาในการปฏิบัติการในทะเลได้เป็นเวลานานและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กองทัพเรือจึงได้มีแนวความคิด ในการสร้างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เพื่อให้สามารถบรรลุภารกิจตามความมุ่งหมาย
เดิมรัฐบาลไทยได้วางแผนจัดซื้อเรือบัญชาการสนับสนุนการยกพลขึ้นบก ขนาดระวาง 7,800 ตันจากบริษัทเบรเมอร์ วัลแคนของเยอรมนี แต่ได้ทำการยกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2534[3] และทำการจัดซื้อใหม่จากบริษัทบาซาน ประเทศสเปน ซึ่งเป็นผู้ออกแบบและต่อเรือ ปรินซีเปเดอัสตูเรียส เรือธงของกองทัพเรือสเปนในขณะนั้น คณะรัฐมนตรีของไทยได้มีมติเมื่อ 17 มีนาคม พ.ศ. 2535 อนุมัติให้กองทัพเรือว่าจ้างสร้างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล ลงนามโดยรัฐบาลไทยและรัฐบาลสเปนในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2535[3] เป็นเงิน 7,100 ล้านบาท[2]
เรือหลวงจักรีนฤเบศรได้เริ่มสร้างในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2536 และมีการวางกระดูกงูในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2537[3][4] ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2539 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเสด็จไปทำพิธี ได้มีการทดลองแล่นเรือตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2539-เดือนมกราคม พ.ศ. 2540 ร่วมกับกองทัพเรือสเปนที่โรต้า (Rota) ประเทศสเปน[3] รับมอบเรือและขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2540[2] โดยมีพลเรือเอก วิจิตร ชำนาญการณ์ เป็นผู้รับมอบ[5] เรือได้รับหมายเลข 911 และเดินทางถึงประเทศไทยในต้นเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน เรือได้เข้าประจำการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2540[4] ในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2540[6] พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทรงเจิมเรือหลวงจักรีนฤเบศรเพื่อความเป็นสิริมงคล
กองทัพเรือได้ขอพระราชทานชื่อเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่กองทัพเรือและเป็นขวัญกำลังใจแก่กำลังพลประจำเรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเรือหลวงลำนี้ว่า เรือหลวงจักรีนฤเบศร แปลว่า ผู้เป็นใหญ่แห่งราชวงศ์จักรี[2] และใช้คำขวัญว่า ครองเวหา ครองนที จักรีนฤเบศร[2]
เรือหลวงจักรีนฤเบศรขึ้นระวางประจำการสังกัดกองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ โดยมีนาวาเอกสุรศักดิ์ พุ่มพวง เป็นผู้บังคับการเรือ ปัจจุบันมีนาวาเอกอนิรุธ สวัสดี เป็นผู้บังคับการเรือ[7]
[แก้] ลักษณะจำเพาะ
เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นเรือบรรทุกอากาศยานขนาดเล็กที่สุดในโลก[8] นำแบบแผนมาจากเรือ ปริ้นซิเป้เดอัสตูเรียส ของกองทัพเรือสเปนซึ่งพัฒนามาจากแบบแผนเรือควบคุมทะเล (Sea Control Ship - SCS) ของกองทัพเรือสหรัฐ โดยลดระวางขับน้ำลง มีระวางขับน้ำเต็มที่ 11,544 ตัน[9] มีความยาวตลอดลำ 182.6 เมตร ความยาวที่แนวน้ำ 164.1 เมตร ความกว้างกลางลำที่แนวน้ำ 22.5 เมตร ความกว้างดาดฟ้าบิน 30.5 เมตร ความสูงถึงดาดฟ้าบิน 18.5 เมตร ความสูงยอดเสา 42 เมตร และกินน้ำลึกเต็มที่ 6.2 เมตร[9] ตัวเรือถึงฐานเรดาห์สร้างด้วยเหล็กเหนียว (Mild steel) พื้นดาดฟ้าบินสร้างด้วยเหล็กกล้าแรงดึงสูง (High Tensile Steel) และเสากระโดงเรือสร้างด้วยอะลูมิเนียมอัลลอยด์[5] กำลังพลประจำเรือประกอบด้วยนายทหาร 42 นาย พันจ่า 69 นาย จ่า 230 นาย พลทหาร 110 นาย[9] และทหารประจำหน่วยบิน 146 นาย[8]
เรือหลวงจักรีนฤเบศรขับเคลื่อนด้วยระบบเครื่องยนต์ผสมพลังงานดีเซลหรือแก๊ส (CODOG)[8] แต่ละระบบเชื่อมต่อกับใบจักร 4 ใบ/พวง[5]แบบปรับพิทช์ได้ ทั้งเครื่องยนต์ดีเซล Bazán-MTU 16V1163 TB83 ( 5,600 แรงม้าที่ความเร็วลาดตระเวน) และเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ GE LM2500 (22,125 แรงม้า ใช้เมื่อต้องการเร่งสู่ความเร็วสูงสุดในระยะเวลาสั้นๆ) มีจำนวนอย่างละ 2 เครื่องยนต์[8][9] เรือหลวงจักรีนฤเบศรมีความเร็วสูงสุด 27 นอต แม้ว่าเรือจะทำความเร็วได้ที่ 17.2 นอตเมื่อใช้เครื่องยนต์ดีเซลเพียงอย่างเดียว[8] เรือมีระยะทำการ 10,000 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 12 นอตและ7,150 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 16.5 นอต[8]
[แก้] อาวุธและอากาศยาน
เรือหลวงจักรีนฤเบศรติดตั้งอาวุธปืน 20 มม. จำนวน 4 แท่นยิง[9] และอาวุธปล่อยนำวิถีป้องกันตนเองระยะประชิดชนิดพื้นสู่อากาศแบบ SADRAL 3 แท่นยิง ใช้ลูกอาวุธปล่อยเป็นจรวดนำวิถีมิสทราล (Mistral) ซึ่งเป็นแบบนำวิถีเข้าสู่เป้าด้วยตนเอง[3][10][11]อาวุธปล่อยนำวิถีถูกติดตั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544[3] นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งระบบปล่อยอาวุธทางดิ่ง Mark 41 แบบ 8 ท่อยิงสำหรับยิงจรวด Sea Sparrow และระบบป้องกันระยะประชิด Phalanx อีก 4 แท่นยิง[4]
เมื่อเข้าประจำการ เรือหลวงจักรีนฤเบศรได้รับเครื่องฮ็อคเกอร์-ซิดเดลี่ย์ แฮริเออร์ เอวี-8เอส (ที่นั่งเดี่ยว) และ ทีเอวี-8เอส (สองที่นั่ง) มือสองจากกองทัพเรือสเปนเข้าประจำการจำนวน 9 ลำ ปัจจุบันประสบปัญหาการดูแลรักษาและขาดแคลนอะไหล่ ปลดประจำการหมดแล้วทั้ง 9 ลำ[12] และยังมีเฮลิคอปเตอร์ซี ฮอร์ก เอส-70บี จำนวน 6 เครื่อง[9][8][13][10] เรือหลวงจักรีนฤเบศรมีความสามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ 14 ลำ เช่น ไซคอร์สกี ซี คิง, ไซคอร์สกี เอส-76 และ ซีเอช-47 ชีนุก[8] หรือเครื่องบินขึ้นลงทางดิ่ง 12 ลำ[14] มีโรงเก็บขนาด 2,125 ตารางเมตร[14]สามารถเก็บอากาศยานได้ 10 ลำ[3][10] มีดาดฟ้าบินขนาด 174.6 กว้าง 27.5 เมตร[3] และมีสถานีรับ-ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและสถานีจ่ายกระแสไฟฟ้าไว้บริการแก่อากาศยานที่นำเครื่องจอดลงบนดาดฟ้า ซึ่งดาดฟ้าบินนี้สามารถรับ-ส่งเฮลิคอปเตอร์ได้ทุกประเภท โดยน้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุดระหว่าง 7,000-136,000 กิโลกรัม กรณีเป็นเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น ชีนุก สามารถรับส่งได้ที่จุดรับ-ส่งที่ 4 เท่านั้น โดยการรับ-ส่งเฮลิคอปเตอร์นั้นสามารถรับ-ส่งได้ 5 เครื่องพร้อมกัน[14] มีสกีจั๊ม 12° สำหรับให้เครื่องแฮริเออร์ขึ้นบิน[3] มีลิฟท์สำหรับอากาศยาน 2 ตัวแต่ละตัวรับน้ำหนักได้ 20 ตัน[3] และมีลิฟต์ลำเลียงสรรพาวุธอีก 2 ตัว[14]
[แก้] ระบบตรวจการและตอบโต้
ระบบตรวจการของเรือหลวงจักรีนฤเบศรประกอบไปด้วยเรดาร์อากาศ Hughes SPS-52C ย่านคลื่นความถี่ E/F และเรดาร์นำร่อง Kelvin-Hughes 1007 จำนวน 2 เครื่อง[3] มีการเตรียมการที่จะติดตั้งเรดาร์ผิวน้ำ SPS-64 และโซนาร์ใต้ท้องเรือ แต่จนกระทั่งปี พ.ศ. 2551 ก็ยังไม่มีการติดตั้ง[3][10] ส่วนควบคุมการยิงก็ยังไม่ได้ติดตั้งด้วยเช่นกัน[3]
เรือยังติดตั้งเครื่องยิงเป้าลวง SBROC 4 เครื่องและเป้าลวงลากท้าย SLQ-32[10]
[แก้] ภายในเรือ
ภายในเรือจักรีนฤเบศรประกอบด้วยห้องต่างๆ ทั้งส่วนที่ใช้ปฏิบัติงาน และห้องพัก รวมกว่า 600 ห้อง[15] โดยมีส่วนหลักๆ ดังนี้ สะพานเดินเรือซึ่งเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติงานของเรือ หอบังคับการบิน ห้องควบคุมการจราจรทางอากาศ ห้องอุตุนิยมวิทยา ห้องควบคุมดาดฟ้าบิน ห้องบรรยายสรุปการบิน ห้องศูนย์ยุทธการ และห้องครัว[15]
[แก้] โรงพยาบาล
โรงพยาบาลในเรือหลวงจักรีนฤเบศรมีหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้น ดูแลด้านการสุขาภิบาลหน่วยเรือ และให้การช่วยเหลือด้านการแพทย์แก่กำลังพลของเรือและจัดกำลังพลช่วยเหลือหน่วยอื่นๆที่จัดขึ้นในกรณีพิเศษ[16] ห้องรักษาพยาบาลประกอบด้วย ห้องตรวจโรค ห้องผ่าตัด ห้องเอกซ์เรย์ และห้องทันตกรรม ห้องผู้ป่วยสามารถรองรับผู้ป่วยได้ จำนวน 15 เตียง ห้องผู้ประสบภัย สามารถรองรับผู้ประสบภัยได้ จำนวน 26 เตียง[9]
[แก้] อื่นๆ
ระบบไฟฟ้าภายในเรือหลวงจักรีนฤเบศรประกอบไปด้วย[9] เครื่องขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จำนวน 4 เครื่อง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า จำนวน 4 เครื่อง
เครื่องจักรช่วยและเครื่องจักรอื่นๆภายในเรือหลวงจักรีนฤเบศรได้แก่[9] เครื่องปรับอากาศ ขนาด 155 ตัน จำนวน 3 เครื่อง เครื่องทำความเย็น ขนาด 5 ตัน จำนวน 2 เครื่อง เครื่องปรับแต่งอาการโคลงของเรือ จำนวน 2 ชุดเครื่อง เครื่องผลิตน้ำจืดแบบออสโมซิสผันกลับ จำนวน 4 เครื่อง
[แก้] ภารกิจ
เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ ลำแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[17] มีระวางขับน้ำ 11,544 ตัน สามารถทนต่อคลื่นลมรุนแรงได้ในระดับ 9 ซึ่งคลื่นมีความสูง 13.8 เมตร[18] ทำให้เรือสามารถทำหน้าที่เป็นฐานปฏิบัติการในทะเลต่อระยะทำการของอากาศยาน และเป็นเรือรบปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและปกป้องอธิปไตยของชาติ
[แก้] ภารกิจในอดีตในการช่วยเหลือประชาชน
เรือหลวงจักรีนฤเบศรได้ช่วยเหลือประชาชนในเหตุการณ์ต่าง ๆ ดังนี้
[แก้] พายุไต้ฝุนซีตาห์
ในวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ได้เกิดพายุไต้ฝุ่นซีตาห์ที่จังหวัดชุมพร เรือหลวงจักรีนฤเบศร[19] ได้ไปยังพื้นที่ประสบภัย และดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ติดอยู่ตามตำบลที่ต่างๆ เนื่องจากระดับน้ำท่วมสูงจนการช่วยเหลือทางบกไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยได้ การดำเนินการเบื้องต้น คือ การใช้เฮลิคอปเตอร์จากเรือ นำอาหารที่ประกอบเรียบร้อยแล้วรวมทั้งน้ำดื่มไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ติดอยู่ตามตำบลที่ต่างๆ การช่วยเหลือเบื้องต้น
[แก้] พายุไต้ฝุ่นลินดา
ในวันที่ 4-7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 เรือหลวงจักรีนฤเบศร[19]ได้ออกเรือเพื่อให้การช่วยเหลือเรือประมงในทะเล ที่ประสบภัยจากพายุไต้ฝุ่นลินดาโดยลาดตระเวนจากสัตหีบไปยังเกาะกูด จังหวัดตราดจนถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
[แก้] เหตุการณ์อุทกภัยจังหวัดสงขลา
กองทัพเรือกำหนดให้เรือหลวงจักรีนฤเบศร[19]ออกเรือเพื่อปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 23-29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ซึ่งเรือหลวงจักรีนฤเบศร ออกจากท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ ในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 และจอดทอดสมอเรือบริเวณเกาะหนู จังหวัดสงขลา ในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 เรือหลวงจักรีนฤเบศรได้เริ่มปฏิบัติการโดยใช้การบินตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 และส่งชุดปฏิบัติการพิเศษพร้อมเรือยางลำเลียงเอาอาหารและสิ่งของจำเป็นมอบแก่ผู้ประสบภัย
[แก้] เหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงพนมเปญ
ในวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2546 เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงพนมเปญ และมีชาวกัมพูชาเผาสถานเอกอัคราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญได้รับความเสียหาย มีการเตรียมพร้อมในการอพยพประชาชนชาวไทยในกัมพูชา ให้เดินทางกลับประเทศไทย โดยในเบื้องต้นรัฐบาลมอบหมายให้ กองทัพเรือจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกของสนามบินอู่ตะเภา โดยการปฏิบัติพิเศษนี้ เป็นการปฏิบัติภารกิจ สนับสนุนการอพยพ เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทย และครอบครัว ตลอดจนประชาชนชาวไทยในกัมพูชา ให้เดินทางกลับประเทศไทยโดยปลอดภัย และเตรียมพร้อมปฏิบัติการบริเวณพื้นที่ด้านตะวันตกของเกาะกง[19] นอกน่านน้ำกัมพูชา
[แก้] ภัยพิบัติคลื่นสึนามิ
-
ดูบทความหลักที่ แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย พ.ศ. 2547
ในวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ช่วยเหลือประชาชนจากเหตุการณ์คลื่นยักสึนามิ โดบกองเรือยุทธการจัดตั้งหมู่เรือช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล โดยมีกำลังพลรวมทั้งสิ้น 760 นาย ซึ่งประกอบด้วยเรือหลวงจักรีนฤเบศร[19] เรือหลวงนเรศวรและชุดแพทย์เคลื่อนที่ โดยมีภารกิจหลักคือ ค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย ให้การรักษาพยาบาล บริเวณเกาะต่างๆ และพื้นที่ทะเลด้านใต้ของเกาะภูเก็ต และก็บกู้ศพและลำเลียงศพจากเกาะพีพีดอน นอกจากนั้นยังให้การสนับสนุนและรับการตรวจเยี่ยมจากนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ และกองทัพเรือ
[แก้] เหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย พ.ศ. 2553
ในเหตุการณ์อุทกภัยในประเทศไทย พ.ศ. 2553 เรือหลวงจักรีนฤเบศรได้เดินทางออกจากฐานทัพเรือสัตหีบในเวลา 20 นาฬิกาโดยเดินทางถึงจังหวัดสงขลาในเวลา 13.00 นาฬิกา ในวันที่ 3 พฤศจิกายน และจะทำการทอดสมอที่เกาะหนู เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย เช่น การมอบถุงยังชีพ การย้ายผู้ประสบภัย เป็นต้น[20][21]
[แก้] เหตุการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี (เกาะเต่า)
ในเหตุการณ์อุทกภัยในประเทศไทย พ.ศ. 2554 กองทัพเรือได้จัดตั้งหมู่เรือช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล กรณีเกิดภัยพิบัติในพื้นที่ เกาะเต่า เกาะสมุย เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฏร์ธานี โดยสั่งการให้ เรือหลวงจักรีนฤเบศร[19] พร้อมด้วยอากาศยาน ร.ล.สุโขทัย และเรือของกองทัพเรืออีกหลายลำ ออกเดินทางไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดค้างบนเกาะเต่า โดยลำเลียงผู้ประสบภัยจำนวนทั้งสิ้น 743 คน เดินทางมายัง ท่าเทียบเรือจุกเสม็ด อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี[19]
[แก้] อ้างอิง
- เชิงอรรถ
- ^ เรือปรินซิเปเดอัสตูเรียสมีระวางขับน้ำเต็มที่ 16,700 ตัน ในขณะที่เรือหลวงจักรีนฤเบศรมีระวางขับน้ำเต็มที่ 11,544 ตัน
- อ้างอิง
- ^ Evolution and Revolution in Spanish and Chilean Shipbuilding from the Cold War to the 21st Century: A Study in International Technology Transfer in the Naval Industries Larrie D. Ferreiro, Defense Acquisition University
- ^ 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 ประวัติความเป็นมาของเรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือหลวงจักรีนฤเบศร ฐานทัพเรือสัตหีบ กองทัพเรือ สืบค้นวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553
- ^ 3.00 3.01 3.02 3.03 3.04 3.05 3.06 3.07 3.08 3.09 3.10 3.11 3.12 Saunders, Stephen (ed.) (2008). Jane's Fighting Ships 2008-2009. Jane's Fighting Ships (111th ed.). Surrey: Jane's Information Group. ISBN 9780710628459. OCLC 225431774., p. 786
- ^ 4.0 4.1 4.2 Bishop, Chris; Chant, Christopher (2004). Aircraft Carriers: the world's greatest naval vessels and their aircraft. London: MBI. ISBN 0760320055. OCLC 56646560., p. 88
- ^ 5.0 5.1 5.2 นิตยสารสมรภูมิ ฉบับประจำเดือนมีนาคม พ.ศ. 2552 ISSN 0857-0094
- ^ ภาพป้ายบันทึกข้อความที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทรงเจิมเรือหลวงจักรีนฤเบศร กองทัพเรือ
- ^ ผู้บังคับการเรือ เรือหลวงจักรีนฤเบศร สืบค้นวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555
- ^ 8.0 8.1 8.2 8.3 8.4 8.5 8.6 8.7 Wertheim, Eric, ed (2007). The Naval Institute Guide to Combat Fleets of the World: Their Ships, Aircraft, and Systems (15th ed.). Annapolis, MD: Naval Institute Press. ISBN 9781591149552. OCLC 140283156., p. 772
- ^ 9.0 9.1 9.2 9.3 9.4 9.5 9.6 9.7 9.8 คุณลักษณะเรือ เรือหลวงจักรีนฤเบศร ฐานทัพเรือสัตหีบ กองทัพเรือ สืบค้นวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553
- ^ 10.0 10.1 10.2 10.3 10.4 Bishop & Chant, Aircraft Carriers, p. 89
- ^ ต้นเรือ ร.ล.จักรีนฤเบศร, การยิงอาวุธปล่อยนำวิถี MISTRAL ครั้งแรกของกองทัพเรือไทย, เรือหลวงจักรีนฤเบศร, ฐานทัพเรือสัตหีบ, กองทัพเรือ, สืบค้นวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553
- ^ CHRISTOPHER P. CAVAS, Thai Navy Retires Harrier Jump-Jets, DefenseNews.com
- ^ Ireland, The Illustrated Guide to Aircraft Carriers of the World, p. 249
- ^ 14.0 14.1 14.2 14.3 12 ปีเรือหลวงจักรีนฤเบศร , เรือหลวงจักรีนฤเบศร, ฐานทัพเรือสัตหีบ, กองทัพเรือ, สืบค้นวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553
- ^ 15.0 15.1 ข้อมูลภายในเรือหลวงจักรีนฤเบศร สืบค้นวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555
- ^ โรงพยาบาล ร.ล.จักรีนฤเบศร, เรือหลวงจักรีนฤเบศร, ฐานทัพเรือสัตหีบ, กองทัพเรือ, สืบค้นวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553
- ^ ร.อ.ธวัช พงษ์พาณิช, เมืองเฟอร์รอล สูงสุดแห่งชีวิต ที่สุดแห่งราชนาวีไทย บันทึกไม่ลับของคนรับเรือ , เรือหลวงจักรีนฤเบศร, ฐานทัพเรือสัตหีบ, กองทัพเรือ, สืบค้นวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553
- ^ ภารกิจ , เรือหลวงจักรีนฤเบศร, ฐานทัพเรือสัตหีบ, กองทัพเรือ, สืบค้นวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553
- ^ 19.0 19.1 19.2 19.3 19.4 19.5 19.6 เว็บไซต์เรือหลวงจักรีนฤเบศร. "เรือหลวงจักรีนฤเบศรกับการช่วยเหลือประชาชน". ฐานทัพเรือสัตหีบ กองทัพเรือ: เรือหลวงจักรีนฤเบศร. Archived from the original on 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552. http://web.archive.org/web/20091207095724/http://www.navy.mi.th/cvh911/chakrihelp.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 17 กันยายน พ.ศ. 2553.
- ^ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี 2553 จากกระปุก
- ^ การช่วยเหลือประชาชนโดยเรือหลวงจักรีนฤเบศรจากทวิตเตอร์ของหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- เรือหลวงจักรีนฤเบศร
- กองทัพเรือ
- เว็บไซต์เรือรบ
- 10 ปี เรือหลวงจักรีนฤเบศร
- วีดีทัศน์แนะนำเรือหลวงจักรีนฤเบศรที่เปิดให้ผู้มาเยี่ยมชมรับชม

