สงครามโลกครั้งที่สอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

(เปลี่ยนทางมาจาก สงครามโลกครั้งที่ 2)
สงครามโลกครั้งที่สอง

ภาพเรียงตามเข็มนาฬิกาจากบนสุด: กองทัพเครือจักรภพในยุทธการเอล อาลาเมน; พลเรือนชาวจีนถูกฝังทั้งเป็นโดยทหารญี่ปุ่น; กองทัพโซเวียตในแนวรบด้านตะวันออก; เครื่องบินรบญี่ปุ่นเตรียมบินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบิน; กองทัพโซเวียตสู้รบในกรุงเบอร์ลิน; เรือดำนำเยอรมันถูกระดมยิงอย่างหนัก
วันที่ คริสต์ทศวรรษ 1930 - 2 กันยายน ค.ศ. 1945[note 1]
สถานที่ ยุโรป, เอเชีย, ตะวันออกกลาง, แอฟริกา, ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและมหาสมุทรแปซิฟิก
ผลลัพธ์ ฝ่ายสัมพันธมิตรชนะสงคราม; การก่อตั้งสหประชาชาติ; มีการจัดตั้งเขตอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ผู้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจในสงครามเย็น ...ดูเพิ่ม
ผู้ร่วมสงคราม
ฝ่ายสัมพันธมิตร ฝ่ายอักษะ
ผู้บัญชาการ
ผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตร ผู้นำฝ่ายอักษะ
ความสูญเสีย
ทหารเสียชีวิต:
มากกว่า 16,000,000 นาย
พลเรือนเสียชีวิต:
มากกว่า 45,000,000 คน
เสียชีวิตทั้งหมด:
มากกว่า 61,000,000 คน
...ดูเพิ่ม
ทหารเสียชีวิต:
มากกว่า 8,000,000 นาย
พลเรือนเสียชีวิต:
มากกว่า 4,000,000 คน
เสียชีวิตทั้งหมด:
มากกว่า 12,000,000 คน
...ดูเพิ่ม

สงครามโลกครั้งที่สอง (อังกฤษ: World War II หรือ Second World War) [note 2] เป็นความขัดแย้งในวงกว้างครอบคลุมทุกทวีปและประเทศส่วนใหญ่ในโลก[1] โดยสามารถแบ่งความขัดแย้งได้เป็นสองภูมิภาค ทวีปเอเชียบ้างว่าเริ่มขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1931[2][3] บ้างก็ว่า ค.ศ. 1937 ในสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่น[4][5] ส่วนในทวีปยุโรปเริ่มต้นเมื่อ ค.ศ. 1939 จากการรุกรานโปแลนด์[6][7][8] และดำเนินไปจนกระทั่งสิ้นสุดในปี ค.ศ. 1945 คาดว่ามีผู้เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้มากกว่า 60 ล้านคน นับเป็นสงครามที่ก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตมนุษย์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ[9]

ผู้เข้าร่วมสงครามแบ่งเป็นสองฝ่าย[note 3] ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายสัมพันธมิตรเดิมประกอบด้วย อังกฤษ ฝรั่งเศสและสหภาพโซเวียต ส่วนฝ่ายตรงข้ามเรียกว่าฝ่ายอักษะ นำโดย เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ซึ่งมีการระดมกำลังทหารทั้งหมดมากกว่า 100 ล้านนาย นับเป็นสงครามขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และเป็น "สงครามเบ็ดเสร็จ" ซึ่งได้นำทรัพยากรต่าง ๆ ไปใช้ในการสงครามโดยไม่เลือกว่าเป็นของพลเรือนหรือทหาร สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ยังได้ส่งผลกระตุ้นให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และวิทยาศาสตร์ของชาติ เพื่อนำไปใช้ในการทำสงคราม ประมาณกันว่าสงครามโลกครั้งนี้มีค่าใช้จ่ายเป็นมูลค่าราวหนึ่งล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามค่าเงินในปี ค.ศ. 1944[10][11][12] ยังผลให้เป็นสงครามที่ใช้เงินทุนและชีวิตมากที่สุดด้วยเช่นกัน[13]

สงครามครั้งนี้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะ แต่ว่าชาติตะวันตกในทวีปยุโรปก็อ่อนกำลังลงอย่างมาก ส่งผลให้สหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต กลายเป็นประเทศมหาอำนาจและนำไปสู่สงครามเย็นที่ดำเนินต่อมาอีก 45 ปี สหประชาชาติได้รับการสถาปนาขึ้น ด้วยความหวังว่าจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งเช่นที่เกิดขึ้นนี้ได้อีก ภายหลังสงครามมีการเคลื่อนไหวในทวีปเอเชียและแอฟริกาเพื่อเรียกร้องเอกราชจากการตกเป็นอาณานิคมของประเทศในยุโรป ขณะเดียวกัน ยุโรปตะวันตกได้พยายามรวมตัวกัน ดังจะเห็นได้จากการก่อตั้งสหภาพยุโรป เป็นต้น[14]

เนื้อหา

[แก้] ภูมิหลัง

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จักรวรรดิเยอรมันซึ่งเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ได้ถูกบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซาย[15][note 4] เป็นผลให้จักรวรรดิเยอรมันล่มสลาย[16] และกลายมาเป็น "สาธารณรัฐไวมาร์" ผลจากสนธิสัญญาแวร์ซาย เยอรมนีต้องจำกัดขนาดกองทัพและการขยายอาณาเขตของตน ทั้งยังต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามเป็นจำนวนมหาศาล ส่วนในรัสเซียนั้น ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์ในนามประเทศสหภาพโซเวียต ซึ่งต่อมาไม่นานประเทศนี้ก็อยู่ภายใต้การปกครองของโจเซฟ สตาลิน ที่ประเทศอิตาลี เบนิโต มุสโสลินีได้ยึดอำนาจปกครองประเทศแล้วตั้งตนเป็นผู้เผด็จการฟาสซิสต์[17] พร้อมให้คำสัญญาต่อประชาชนว่าจะสร้างจักรวรรดิโรมันใหม่[18] นอกจากสองประเทศเหล่านี้แล้ว ก็ยังก่อให้เกิดแนวคิดเผด็จการขึ้นในหลายประเทศ[19] และการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์[20]

ด้านประเทศจีน รัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งได้เริ่มแผนการรวมชาติ เพื่อต่อต้านเหล่าขุนศึกก๊กต่าง ๆ ที่ตั้งตนเป็นอิสระในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1920 แต่หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลจีนกลับต้องเข้าไปพัวพันกับสงครามกลางเมืองเพื่อต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเป็นพันธมิตรเก่า ขณะที่ในปี ค.ศ. 1931 จักรวรรดิญี่ปุ่นซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในจีน ได้เพิ่มกำลังทหารในจีนอย่างขนานใหญ่ เพื่อเป็นแผนการขั้นแรกในการเข้าปกครองทั้งทวีปเอเชีย[21] โดยใช้กรณีมุกเดนเป็นสาเหตุในการรุกรานแมนจูเรีย หลังจากนั้นทั้งสองชาติเกิดการรบขนาดย่อยขึ้นหลายครั้ง จนกระทั่งถึงการพักรบตางกู ในปี ค.ศ. 1933[22] 

เดือนมกราคม ค.ศ. 1933 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคสังคมนิยมชาตินิยมกรรมกรเยอรมัน ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศเยอรมนีและเริ่มเสริมสร้างกำลังทางทหารของประเทศอีกครั้ง[23][24][25] สร้างความกังวลให้แก่ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับความสูญเสียจากสงครามครั้งที่แล้วเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับประเทศอิตาลี ที่วิตกกังวลว่าแผนการขยายดินแดนของเยอรมนีนั้น จะกระทบต่อแผนการเดียวกันของฝ่ายตน[26] ฝรั่งเศสจึงยอมให้อิตาลีเข้าแทรกแซงเหตุการณ์ในเอธิโอเปีย ซึ่งอิตาลีต้องการที่จะยึดครองอยู่แล้ว เพื่อรักษาสภาพความเป็นพันธมิตรของทั้งสองชาติ

ทหารญี่ปุ่นรุกรานจีนในกรณีมุกเดน

เหตุการณ์เริ่มเลวร้ายยิ่งขึ้นเมื่อถึงช่วงต้นปี ค.ศ. 1935 ซาร์แลนด์ได้ถูกยุบรวมเข้ากับเยอรมนีโดยชอบธรรม และฮิตเลอร์ได้ฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายโดยการฟื้นฟูกองทัพและเริ่มมีการเกณฑ์ทหารอย่างรวดเร็ว  ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และอิตาลีจึงพยายามก่อตั้ง "แนวสเตรซา" ขึ้น เพื่อจำกัดการกระทำของฝ่ายเยอรมนี[27]   ด้านสหภาพโซเวียตก็วิตกต่อแผนการขยายดินแดนสู่ยุโรปตะวันออกของเยอรมนีเช่นกัน จึงลงเอยกันที่การทำสัญญาช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่ายกับฝรั่งเศส[28] การทำสนธิสัญญาเป็นพันธมิตรดังกล่าวมานี้ไม่มีค่าอะไรมากนัก สนธิสัญญาฝรั่งเศส-โซเวียตในการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันนั้นไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากจำเป็นจะต้องผ่านการพิจารณาของสันนิบาตชาติก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ได้[29][30] และในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1935 สหราชอาณาจักรได้ทำสนธิสัญญาการเดินเรืออย่างอิสระกับเยอรมนีโดยผ่อนปรนต่อข้อบังคับต่าง ๆ ส่วนชาติที่โดดเดี่ยวอย่างสหรัฐอเมริกาก็เป็นกังวลกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในยุโรปและเอเชีย จึงได้ผ่านรัฐบัญญัติว่าด้วยความเป็นกลาง ในเดือนสิงหาคม[31] ในเดือนตุลาคม อิตาลีได้เข้ารุกรานเอธิโอเปีย[32] จึงถูกโดดเดี่ยวทางการเมืองในเวทีสันนิบาตชาติ โดยเยอรมนีเป็นเพียงชาติเดียวที่สนับสนุนการรุกรานของอิตาลี  กลุ่มประเทศพันธมิตรต่างผลักความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ พร้อมกับการที่อิตาลียกเลิกการคัดค้านเยอรมนีในการยึดครองออสเตรียเป็นรัฐบริวาร[33]

เดือนมีนาคม ค.ศ. 1936 ฮิตเลอร์ได้ส่งกองทัพเข้ายึดครองไรน์แลนด์[34] อันเป็นการฝ่าฝืนสนธิสัญญาแวร์ซายและสนธิสัญญาโลคาร์โนโดยตรง โดยได้รับการตอบสนองน้อยมากจากกลุ่มประเทศยุโรปอื่น ๆ[35] การกระทำดังกล่าวเป็นแผนการของเยอรมนีในการใช้ความก้าวร้าวต่อประเทศอื่น โดยหวังที่จะต้องการให้ชาติอื่น ๆ ต้องยอมประนีประนอมกับฝ่ายตนเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพ  เมื่อสงครามกลางเมืองสเปนปะทุขึ้นในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน ทั้งฮิตเลอร์และมุสโสลินีได้ให้ความสนับสนุนแก่จอมพลฟรันซิสโก ฟรังโก ผู้นำฝ่ายฟาสซิสต์สเปน[36][37] เพื่อต่อต้านรัฐบาลสาธารณรัฐสเปนที่สอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต[38]  ทั้งสองฝ่ายต่างใช้สงครามครั้งนี้เป็นสนามทดสอบอาวุธและยุทธวิธีในการทำสงครามที่คิดค้นขึ้นใหม่ด้วย[22][39] จนกระทั่งฝ่ายชาตินิยมสเปนได้รับชัยชนะเมื่อต้นปี ค.ศ. 1939[40] 

จากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความพยายามเสริมสร้างความแข็งแกร่งหรือการรวมกลุ่มประเทศขึ้น เยอรมนีได้ร่วมมือกับอิตาลีก่อตั้งแกนโรม-เบอร์ลินขึ้นในเดือนตุลาคม[16] และทำสนธิสัญญาต่อต้านองค์การคอมมิวนิสต์สากลกับญี่ปุ่นในเดือนถัดมา[22]  โดยต่างฝ่ายต่างมีความเห็นตรงกันว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ สหภาพโซเวียตนั้น เป็นภัยคุกคามต่อตนเอง ซึ่งภายหลังอิตาลีก็ได้เข้าร่วมด้วยในปีต่อมา[41]  ในประเทศจีน กองกำลังของพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ทำการตกลงหยุดยิงต่อกัน เพื่อร่วมกันสร้างแนวร่วมครั้งที่สองขึ้นเพื่อต่อต้านกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น[42][43]

[แก้] ทัศนะโดยทั่วไปเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง

ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้เกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นถึงสองครั้ง โดยสงครามโลกครั้งแรกเป็นสงครามที่เกิดขึ้นเฉพาะในทวีปยุโรปเท่านั้น แต่ในสงครามโลกครั้งที่สองนับได้ว่าเป็นสงครามที่ลุกลามไปทั่วโลกอย่างแท้จริง สงครามโลกทั้งสองครั้งจึงพบว่ามีความแตกต่างกันอยู่หลายประการทีเดียว[44]

สงครามโลกครั้งที่สองไม่สามารถกำหนดจุดเริ่มต้นอย่างชี้ชัดแน่นอนได้ เพราะเป็นการไม่ยุติธรรมต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง นักประวัติศาสตร์จึงเลือกหลายช่วงเวลาว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งนี้แตกต่างกันไปตามแนวคิดของตน ซึ่งได้แก่ เหตุการณ์ญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรีย ในปี 1931 อิตาลีรุกรานเอธิโอเปีย ในปี 1935 สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง ในปี 1937 เยอรมนีรุกรานโปแลนด์ ในปี 1939 ญี่ปุ่นโจมตีที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ ในปี 1941 และเยอรมนีรุกรานสหภาพโซเวียต ในปี 1941[8] และยังมีนักเขียนบางท่านที่ให้ความเห็นว่า สงครามโลกครั้งที่สองอาจจะเกิดขึ้นทันทีที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเพิ่งจะยุติลงในปี ค.ศ. 1918 ด้วยซ้ำไป[45]

กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดเหนือกรุงเบอร์ลิน

ในสงครามโลกครั้งนี้ พันธมิตรทางทหารทั้งสองฝ่ายมิได้ให้ความร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้น เพราะทั้งคู่เป็นเพียงการร่วมมือกันของกลุ่มประเทศโดยมีจุดประสงค์เดียวกันก็คือ เพื่อทำลายอีกฝ่ายลงอย่างราบคาบเท่านั้น[46] การรบในสงครามโลกครั้งที่สองนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งยุทธศาสตร์ ยุทโธปกรณ์และยุทธวิธี จนกระทั่งมีนักประวัติศาสตร์ผู้หนึ่งกล่าวไว้ว่า สงครามโลกครั้งที่สอง "เป็นการรบที่กระทำอย่างกระทันหันโดยปราศจากการวางแผนอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์"[47] เพราะว่าสงครามโลกครั้งที่สองไม่อาจกำหนดได้อย่างชัดเจนว่าที่ใดคือจุดแตกหักของสงคราม อาวุธใดโดดเด่นที่สุดในสงครามและข้อสรุปทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก[47]

สงครามโลกครั้งที่สองนั้นกลายเป็นว่าเป็นการรบระหว่างสองแนวคิดพื้นฐานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายหนึ่ง คือ ฝ่ายที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงโลกใหม่ และอีกฝ่ายที่พยายามจะรักษาแนวทางเดิมของโลกเอาไว้[48]

สงครามโลกครั้งที่สองได้ทำให้เกิดความร่วมมืออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในหลายประเทศ เพราะว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เป็นการระดมคนจำนวนมากเข้ามาประหัตประหารกัน หรือที่เรียกกันว่า "สงครามของคนหมู่มาก" (War of the Masses) [49] แต่ในสงครามโลกครั้งที่สอง คนทุกคนเกี่ยวข้องกับสงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า สงครามโลกครั้งที่สองนั้นเป็น "สงครามของประชาชนทุกคน"[49]

นอกเหนือจากนั้น สงครามโลกครั้งที่สองยังมีกำหนดเวลาสิ้นสุดแตกต่างกันเช่นกัน บ้างก็นับที่การประกาศยอมแพ้ขององค์จักรพรรดิญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1945 บางประเทศในยุโรป ก็ยึดเอาวันแห่งชัยชนะในทวีปยุโรปเป็นสำคัญ แต่ว่า สนธิสัญญาสันติภาพกับประเทศญี่ปุ่น ยังไม่ได้มีการลงนามจนกระทั่งปี ค.ศ. 1951

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ทวีปยุโรปไม่เหลือพลังอำนาจที่จะดำเนินตามนโยบายของตนในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลกได้อีกต่อไป ดังที่ฝ่ายสัมพันธมิตรกลับมาได้เปรียบฝ่ายอักษะหลังจากที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเข้าสู่สงครามแล้ว[50] ส่วนสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตก็ก้าวขึ้นเป็นสองประเทศมหาอำนาจใหม่ของโลกต่อมา

[แก้] เส้นทางของสงคราม

[แก้] สงครามปะทุ

กองทัพญี่ปุ่นในการรบที่เมืองอู่ฮั่น
เครื่องบินทิ้งระเบิดเยอรมันทิ้งระเบิดเหนือกรุงวอร์ซอว์

กลางปี ค.ศ. 1937 ตามข้อตกลงหยุดยิงที่สะพานมาร์โค โปโล ญี่ปุ่นเริ่มการรุกรานจีนอย่างเต็มตัว สหภาพโซเวียตได้รีบให้ความช่วยเหลือแก่จีน เพื่อยุติความร่วมมือกับเยอรมนีที่มีอยู่ก่อนหน้า กองทัพญี่ปุ่นได้ผลักดันกองทัพจีนให้ล่าถอย โดยเริ่มจากที่เมืองเซี่ยงไฮ้ และสามารถยึดนานกิง อันเป็นเมืองหลวงในขณะนั้นได้ในเดือนธันวาคม ถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1938 กองทัพจีนสามารถยับยั้งการรุกคืบของกองทัพญี่ปุ่นได้จากเหตุอุทกภัยที่แม่น้ำฮวงโห ในช่วงเวลานี้พวกเขาก็ได้เตรียมการป้องกันที่เมืองอู่ฮั่น แต่ก็ยังถูกตีแตกในเดือนตุลาคม[51] ระหว่างนั้น กองทัพญี่ปุ่นและกองทัพสหภาพโซเวียตได้มีการปะทะกันประปรายที่ทะเลสาบคาซานในช่วงเดือนพฤษภาคม 1939 ต่อมาจึงบานปลายเป็นสงครามตามแนวชายแดนที่ร้ายแรง[52] และยุติลงโดยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงดินแดนใด ๆ[53]

ด้านทวีปยุโรป บทบาทของเยอรมนีและอิตาลีเริ่มเด่นชัดขึ้น ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1938 เยอรมนีก็ได้ผนวกเอาออสเตรียเข้ากับอาณาจักรของตน ซึ่งเป็นอีกครั้งเช่นที่ชาติตะวันตกอื่น ๆ มีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้เพียงเล็กน้อย[54] ด้วยความฮึกเหิม ฮิตเลอร์จึงได้เริ่มการอ้างสิทธิครอบครองซูเดเตนแลนด์[55] ฝรั่งเศสและอังกฤษยินยอมให้เยอรมนียึดครองซูเดนเตแลนด์ได้ โดยแลกกับการหยุดแสวงหาดินแดนเพิ่มเติม แต่เยอรมนีปฏิเสธทันที[55] [56] และในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1939 เยอรมนีก็ได้ครอบครองเชโกสโลวาเกียอย่างสมบูรณ์[57]

ด้วยความตื่นตัวจากเหตุที่ฮิตเลอร์มีความต้องการยึดครองนครเสรีดานซิก ฝรั่งเศสและอังกฤษจึงรับประกันความเป็นเอกราชของโปแลนด์หากถูกเยอรมนีโจมตี และเมื่ออิตาลีสามารถครอบครองอัลแบเนียได้ในเดือนเมษายน ฝรั่งเศสและอังกฤษก็ให้คำมั่นเช่นเดียวกันนี้แก่โรมาเนียและกรีซด้วย[58] ส่วนทางด้านเยอรมนีและอิตาลีก็ร่วมมือกันเป็นพันธมิตรในสนธิสัญญาเหล็ก[59]

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1938 สหภาพโซเวียตได้พยายามเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับอังกฤษและฝรั่งเศสเช่นกันในความพยายามที่จะจำกัดวงของเยอรมนี[60] แต่ทั้งสองชาติก็บอกปฏิเสธ ด้วยความแคลงใจในเจตนาและความสามารถของสหภาพโซเวียต[61] และเพราะระบบความมั่นคงโดยรวมของทวีปยุโรปถูกบั่นทอนโดยข้อตกลงมิวนิกและเหตุการณ์หลาย ๆ อย่าง[62] สหภาพโซเวียตเกรงว่าสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสไม่ปรารถนาที่จะให้ความร่วมมือทางการทหารแก่ตน[63] และวิตกว่าอาจจะเกิดสงครามระหว่างเยอรมนีกับสหภาพโซเวียต โดยที่ฝ่ายสัมพันธมิตรอาจเอนเอียงเข้ากับฮิตเลอร์[64] เป็นการทำให้สหภาพโซเวียตต้องทำสนธิสัญญาไม่รุกรานระหว่างนาซี-โซเวียต ซึ่งทำให้ประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ตกตะลึง รวมไปถึงข้อตกลงลับระหว่างทั้งสอง ที่จะแบ่งกันครอบครองโปแลนด์และกลุ่มประเทศในยุโรปตะวันออก[65][66]

นายทหารเยอรมนีและโซเวียตหารือกันระหว่างการรบในโปแลนด์

ต้นเดือนกันยายน กองทัพโซเวียตตีกองทัพญี่ปุ่นแตกพ่าย[67] ส่วนกองทัพเยอรมันเริ่มการรุกรานโปแลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ และบรรดาประเทศในเครือจักรภพ จึงประกาศสงครามกับเยอรมนี แต่ก็ได้ให้ความช่วยเหลือโปแลนด์เพียงแค่การส่งกองทหารฝรั่งเศสขนาดเล็กเข้าไปปฏิบัติการในซาร์แลนด์เท่านั้น[68] กลางเดือนกันยายน หลังจากทำสัญญาสงบศึกชั่วคราวกับญี่ปุ่นแล้ว สหภาพโซเวียตจึงเริ่มแผนการรุกรานโปแลนด์ของตนเอง[69] ถึงต้นเดือนตุลาคม โปแลนด์จึงถูกแบ่งเป็นเขตยึดครองของทั้งเยอรมนีและสหภาพโซเวียต ระหว่างที่กำลังเกิดการรบในโปแลนด์อยู่นั้น กองทัพญี่ปุ่นก็เปิดฉากการโจมตีเมืองฉางซา ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของจีนเป็นครั้งแรก แต่ก็ถูกตีพ่ายในตอนต้นเดือนตุลาคม[70]

หลังจากการรบในโปแลนด์ สหภาพโซเวียตก็ได้ส่งกองทัพเข้าไปในเขตบอลติก แต่ก็ถูกต้านทานอย่างหนักในสงครามฤดูหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนั้น และจบลงด้วยสนธิสัญญาสันติภาพมอสโก[71] ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรได้มองว่าสหภาพโซเวียตพยายามจะเข้าสู่สงครามโลกโดยอยู่ฝ่ายเดียวกับเยอรมนี[72] และได้ขับสหภาพโซเวียตออกจากสันนิบาตชาติ[72] และแม้ว่าจีนจะมีอำนาจในการยับยั้งการกระทำดังกล่าว แต่ว่าเพื่อป้องกันให้เกิดความบาดหมางกับประเทศตะวันตกและสหภาพโซเวียตจึงไม่ออกเสียงแทน[72] สหภาพโซเวียตไม่พอใจต่อการตัดสินใจของจีนเป็นอย่างมาก จึงยกเลิกความช่วยเหลือทางการทหารทุกอย่างแก่จีน[72] เมื่อถึงกลางปี ค.ศ. 1940 สหภาพโซเวียตก็สามารถยึดครองเขตบอลติกรวมไปถึงสามารถจัดตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในประเทศบริวารได้สำเร็จ[73]

ในยุโรปตะวันตก อังกฤษได้ส่งทหารของตนเพื่อช่วยฝรั่งเศส แต่มันก็เป็นเพียงสงครามลวงเท่านั้น ในเดือนเมษายน เยอรมนีก็โจมตีเดนมาร์กและนอร์เวย์เพื่อความปลอดภัยในการขนส่งเหล็กและโลหะจากสวีเดน ซึ่งก็ได้รับการต่อต้านจากฝ่ายสัมพันธมิตร เดนมาร์กได้ยอมจำนนอย่างรวดเร็ว และถึงแม้ว่านอร์เวย์จะได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายสัมพันธมิตรแล้วกก็ตาม แต่ว่าเยอรมนีก็สามารถพิชิตชัยได้เวลาเพียงใน 2 เดือน[74] และเนื่องจากชาวอังกฤษไม่พอใจต่อผลของการทัพนอร์เวย์ก็นำไปสู่การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี จากเนวิลล์ เชมเบอร์แลน เป็นวินสตัน เชอร์ชิลล์ในวันที่ 10 พฤษภาคม[75]

[แก้] ฝ่ายอักษะเคลื่อนทัพ

ทหารเยอรมันในกรุงปารีส
เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร หลังการรบในฝรั่งเศส

ในวันเดียวกัน กองทัพเยอรมันก็โจมตีฝรั่งเศสและกลุ่มประเทศต่ำ โดยการใช้การโจมตีสายฟ้าแลบติดต่อกันหลายครั้ง ฝรั่งเศสได้เสริมสร้างแนวป้องกันแมกินอทของตน แต่ฝ่ายเยอรมนีใช้อุบายการตีผ่านแนวเทือกเขาอาร์เดนเนส เนื่องจากฝรั่งเศสคาดการณ์เอาไว้ผิดว่าแนวป้องกันตามธรรมชาติของตนจะสามารถต้านทานการบุกของกองกำลังยานเกราะฝ่ายศัตรูได้ ปลายเดือนพฤษภาคม เนเธอร์แลนด์และเบลเยียมก็พ่ายแพ้ อังกฤษจำเป็นต้องถอยร่นออกจากฝรั่งเศสและเสียยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมาก[76] ในวันที่ 10 มิถุนายน อิตาลีโจมตีฝรั่งเศส และประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร[76] 12 วันให้หลังฝรั่งเศสยอมจำนน ฝรั่งเศสจึงถูกแบ่งเป็นเขตยึดครองของเยอรมนีและอิตาลี และรัฐฝรั่งเศสวิชี[77] ตอนต้นของเดือนกรกฎาคม กองทัพเรืออังกฤษก็ทำลายกองทัพเรือฝรั่งเศสในแอลจีเรีย เพื่อป้องกันมิให้กองทัพเยอรมนีนำไปใช้[78]

เครื่องบินทิ้งระเบิดเยอรมัน ระหว่างยุทธการแห่งบริเตน

เมื่อฝรั่งเศสหลุดจากสงคราม ฝ่ายอักษะก็มีกำลังยิ่งขึ้น กองทัพอากาศเยอรมนีเริ่มการรบในยุทธการแห่งบริเตน เพื่อเตรียมการรบภาคพื้นในอังกฤษ (ปฏิบัติการสิงโตทะเล) [79] และประสบความสำเร็จในยุทธการแอตแลนติกจากการจมเรือรบราชนาวีอังกฤษด้วยเรืออู[80] อิตาลีก็เริ่มการปฏิบัติการทางทะเลของตนในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยการปิดล้อมเมืองมอลต้าในเดือนมิถุนายน และสามารถพิชิตโซมาลิแลนด์ในเดือนสิงหาคม และเปิดฉากการรบในแนวรบทะเลทรายในตอนต้นของเดือนกันยายน ทางด้านญี่ปุ่นก็เพิ่มการปิดล้อมจีนโดยการโจมตีอินโดจีนฝรั่งเศส[81]

ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ฝ่ายสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นกลางก็ได้ออกมาตรการในการช่วยเหลือจีนและฝ่ายสัมพันธมิตร ในเดือนพฤศจิกายน 1939 สหรัฐอเมริกาก็ขายอาวุธและยานพาหนะจำนวนมากให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตร[82] ระหว่างปี 1940 สหรัฐอเมริกาก็สนับสนุนการห้ามขนส่งสินค้า รวมไปถึงน้ำมัน เหล็ก เหล็กกล้า และชิ้นส่วนของเครื่องจักรแก่ญี่ปุ่น[83] และในเดือนกันยายน สหรัฐอเมริกาก็ตกลงขายเรือประจัญบานเพื่อแลกกับฐานทัพเรือโพ้นทะเลกับอังกฤษ[84]

ในตอนปลายเดือนกันยายน เยอรมนี อิตาลีและญี่ปุ่นก็ได้ทำสนธิสัญญาสามฝ่ายรวมตัวกันเป็นฝ่ายอักษะ ด้วยการเตือนของสหรัฐอเมริกา สนธิสัญญาดังกล่าวกำหนดเงื่อนไขซึ่งทุกประเทศ ยกเว้นสหภาพโซเวียต ที่ยังไม่อยู่ในภาวะสงครามและถูกฝ่ายอักษะโจมตีนำไปสู่สงครามกับประเทศทั้งสาม[85] สหภาพโซเวียตยังแสดงโดยนัยว่ามีความสนใจจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาดังกล่าวอีกด้วย โดยในเดือนพฤศจิกายน สหภาพโซเวียตก็ได้ส่งข้อเสนอทางเศรษฐกิจที่เยอรมนีประทับใจมาก[86] ขณะที่เยอรมนียังคงปิดเงียบในตอนแรกและก็ตอบตกลงในตอนหลัง[87] โดยเพิกเฉยต่อสนธิสัญญาดังกล่าว สหรัฐอเมริกายังคงสนับสนุนสหราชอาณาจักรและจีนต่อไป โดยนโยบายให้กู้-ยืม[88] และก็ยังได้สร้างพื้นที่ปลอดภัยแบบหยาบ ๆ มีพื้นที่เป็นครึ่งหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาจะคอยคุ้มกันกองเรือสินค้าของอังกฤษ[89]

ไม่นานหลังจากสนธิสัญญาดังกล่าว โชคก็มิได้เข้าข้างอิตาลีอีก ในเดือนตุลาคม อิตาลีรุกรานกรีซ แต่ภายในไม่กี่วันก็ถูกขับไล่และถูกตีจนต้องถอยร่นเข้าไปในอัลแบเนีย ซึ่งก็ถูกรุกจนมุม[90] หลังจากนั้นไม่นาน ในทวีปแอฟริกา กองทัพกลุ่มประเทศเครือจักรภพอังกฤษก็ได้โจมตีลิเบียในปฏิบัติการเข็มทิศและดินแดนแอฟริกาตะวันออกของอิตาลี ในตอนต้นของปี 1941 เมื่อกองทัพอิตาลีนั้นถูกผลักให้เข้าไปสู่ดินแดนลิเบียโดยกองทัพกลุ่มประเทศเครือจักรภพ นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลล์ก็ได้ออกคำสั่งให้ส่งกองทัพเข้าไปช่วยเหลือกรีซในปฏิบัติการแสงเหลือบ กองทัพเรืออิตาลีได้พบกับความปราชัยครั้งสำคัญ เมื่อราชนาวีอังกฤษสามารถทำลายเรือประจัญบานของอิตาลีไป 3 ลำในยุทธนาวีตารันโต และเรือรบอีกหลายลำระหว่างยุทธนาวีแหลมมะตะปัน[91]

ไม่นานนัก เยอรมนีก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออิตาลี ฮิตเลอร์ได้ส่งกองทัพของเขาสู่ลิเบียในปฏิบัติการดอกทานตะวันในเดือนกุมภาพันธ์ และภายในเดือนมีนาคม กองทัพฝ่ายอักษะก็ทำการรุกหนักกับกองทัพของกลุ่มเครือจักรภพที่ลดจำนวนลงไป และภายในหนึ่งเดือน กองทัพเครือจักรภพก็ถูกตีถอยร่นกลับสู่อียิปต์ เว้นแต่เมืองท่าโทบรุค กองทัพเครือจักรภพพยายามจะขับไล่กองทัพอักษะออกไปในปฏิบัติการรวบรัด และอีกครั้งในปฏิบัติการขวานศึกระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน แต่ก็ล้มเหลวทั้งสองครั้ง ตอนต้นของเดือนเมษายน กองทัพเยอรมันก็โจมตีกรีซและยูโกสลาเวีย และในท้ายที่สุด กองทัพสัมพันธมิตรก็ต้องอพยพหลังจากความพ่ายแพ้ในยุทธการเกาะครีตในตอนสิ้นเดือนพฤษภาคม[92]

พลร่มเยอรมันระหว่างการรุกรานเกาะครีต

แต่ในขณะเดียวกัน ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ประสบความสำเร็จในช่วงเวลานี้เช่นกัน ในตะวันออกกลาง กองทัพเครือจักรภพก็ได้รับชัยชนะในสงครามอังกฤษ-อิรัก ซึ่งอิรักได้รับการสนับสนุนโดยกองทัพอากาศเยอรมัน ซึ่งมีฐานทัพอากาศในซีเรียในอาณัติฝรั่งเศส[93] จากนั้น ด้วยความช่วยเหลือของขบวนการฝรั่งเศสเสรี ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ประสบความสำเร็จในการทัพซีเรียและเลบานอน[94] ในมหาสมุทรแอตแลนติก ประชาชนอังกฤษมีขวัญและกำลังใจเพิ่มขึ้นจากการที่ราชนาวีอังกฤษสามารถจมเรือธงเยอรมันบิสมาร์กลงสู่ก้นทะเลได้สำเร็จ[95] และที่สำคัญสุด กองทัพอากาศอังกฤษสามารถต้านทานการโจมตีของลุควาฟเฟ (กองทัพอากาศเยอรมัน) ในยุทธการบริเตนได้สำเร็จ และฮิตเลอร์ต้องยกเลิกการทิ้งระเบิดเหนือเกาะอังกฤษไป[96]

ในทวีปเอเซีย หลังการรุกของทั้งสองฝ่าย สงครามจีน-ญี่ปุ่นได้ถูกรุกจนมุมในปี 1940 ในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกัน คอมมิวนิสต์จีนก็ได้โจมตีจีนกลางในการรุกทหารร้อยกรม และในการแก้แค้น ญี่ปุ่นก็มีมาตรการรุนแรงออกมา นั่นคือ การฆ่าชาวจีนในดินแดนยึดครอง เพื่อลดจำนวนคนและปัจจัยการผลิตของคอมมิวนิสต์จีน[97] และความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนและกองทัพชาตินิยมจีน ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายสิ้นสุดลงอย่างสิ้นเชิงในเดือนมกราคม 1941 อันทำให้ปฏิบัติการทางทหารที่กระทำร่วมกันยุติลงด้วย[98]

ด้วยสถานการณ์ในยุโรปและเอเชียนั้นค่อนข้างมั่นคงแล้ว เยอรมนี ญี่ปุ่นและสหภาพโซเวียตก็ได้ตระเตรียมการ ด้านทางสหภาพโซเวียตนั้นเบื่อหน่ายกับความตึงเครียดที่เพิ่มมาขึ้นจากเยอรมนี และความพยายามของญี่ปุ่นที่จะหาผลประโยชน์จากสงครามในทวีปยุโรป โดยการยึดเอาอาณานิคมของยุโรปในเอเชียอาคเนย์ ขณะที่ญี่ปุ่นและสหภาพโวเวียตก็ได้ตกลงทำสนธิสัญญาความเป็นกลางโซเวียต-ญี่ปุ่นในเดือนเมษายน 1941[99] ตรงกันข้ามกับเยอรมนีที่ตั้งใจอย่างไม่ลดละที่จะวางแผนทำสงครามในสหภาพโซเวียต และระดมพลประชิดชายแดนสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฟินแลนด์และโรมาเนีย[100]

[แก้] สงครามลุกลามทั่วโลก

นครเคียฟหลังจากถูกระดมยิงปืนใหญ่อย่างหนักจากกองทัพเยอรมัน

22 มิถุนายน 1941 เยอรมนีรวมไปถึงกลุ่มประเทศฝ่ายอักษะในทวีปยุโรปและฟินแลนด์ ได้โจมตีสหภาพโซเวียตในปฏิบัติการบาร์บารอสซา ซึ่งเป็นการโจมตีที่เหนือความคาดหมาย[101] โดยเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ คือ การเชื่อมต่อแนวทะเลระหว่างทะเลบอลติกและทะเลขาว และเป็นการทำลายอำนาจทางการทหารของสหภาพโซเวียต การทำลายคอมมิวนิสต์ และสร้าง "ที่อยู่อาศัย"[102][103] และเป็นการสร้างหนทางไปสู่การยึกครองทรัพยากรที่สำคัญและทำลายคู่แข่งของเยอรมนีที่ยังเหลืออยู่[104] ถึงแม้ว่าฝ่ายกองทัพแดงจะมีการเตรียมการป้องกันทางยุทธศาสตร์ไว้แล้วก็ตาม[105]

ระหว่างช่วงฤดูร้อน กองทัพฝ่ายอักษะได้รับชัยชนะมาตลอด และสร้างความเสียหายให้แก่สหภาพโซเวียตเป็นอย่างมาก แต่ว่าในช่วงกลางเดือนสิงหาคม กองบัญชาการกองทัพเยอรมันตัดสินใจที่จะพักการรบไว้เพื่อที่จะจัดสรรกำลังของกองทัพกลุ่มกลางและแบ่งบางส่วนของกองกำลังยานเกราะไปเสริมกำลังกับกองทัพที่กำลังมุ่งหน้าไปยังภาคกลางของยูเครนและเลนินกราด[106] การรบที่นครเคียฟประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และสามารถปิดล้อมและทำลายกองทัพโซเวียตได้ถึงสี่กองทัพ และมุ่งหน้าต่อไปยังคาบสมุทรไครเมียและเขตอุตสาหกรรมยูเครนตะวันออก

ในช่วงปฏิบัติการบาร์บารอสซา กองทัพกว่าสามในสี่ของฝ่ายอักษะ และกองทัพอากาศส่วนใหญ่ได้ถูกเคลื่อนย้ายจากฝรั่งเศสและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังแนวรบด้านตะวันออก[107][108] สหราชอาณาจักรได้รีบทำการพิจารณายุทธศาสตร์หลักใหม่ทันที[109] ในเดือนกรกฎาคม สหราชอาณาจักรและสหภาพโซเวียตก็ได้รวมตัวกันจัดตั้งพันธมิตรทางทหารในข้อตกลงอังกฤษ-โซเวียต[110] และในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่าง การรุกรานอิหร่านของอังกฤษ-โซเวียตเพื่อรักษาฉนวนเปอร์เซียและแหล่งน้ำมันในอิหร่าน[111] ในเดือนสิงหาคม สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาได้ร่วมมือกันตั้งกฎบัตรแอตแลนติก[112] และในเดือนพฤศจิกายน กองทัพเครือจักรภพที่ทำการโจมตีโต้กลับในแนวรบทะเลทราย ปฏิบัติการนักรบศักดิ์สิทธิ์ และสามารถตีได้ดินแดนที่เคยถูกยึดครองโดยกองทัพฝ่ายอักษะทั้งหมด[113]

ญี่ปุ่นได้อาศัยโอกาสในช่วงที่เยอรมนียังได้รับชัยชนะในทวีปยุโรป เพื่อการแสวงหาทรัพยากรจากหมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตช์ แต่ว่าการเจรจากับถูกยกเลิกในเดือนมิถุนายน[114] ในเดือนกรกฎาคม ญี่ปุ่นได้กลายมาเป็นมหาอำนาจทางการทหารในคาบสมุทรอินโดจีน เพราะนอกจากจะสามารถบังคับให้ดัตช์ยอมจำนนได้แล้ว ยังสามารถโจมตีประเทศจีนได้อีกด้วย และเมื่อสงครามจำเป็น ญี่ปุ่นก็ได้พัฒนาสถานภาพทางยุทธศาสตร์เพื่อแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร[115] รัฐบาลของประเทศตะวันตกจึงตอบโต้ด้วยการทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นหยุดชะงัก สหรัฐอเมริกา (ญี่ปุ่นต้องอาศัยนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐอเมริกากว่า 80%[116]) ได้ตอบโต้ด้วยการห้ามขนส่งน้ำมันไปยังญี่ปุ่นอย่างสมบูรณ์[117] ญี่ปุ่นถูกบีบบังคับให้เลือกว่าจะถอนตัวออกจากเอเชีย หรือเข้ายึดแหล่งน้ำมันด้วยกำลังทหาร กองทัพญีปุ่นเลือกอย่างหลัง และนายทหารระดับสูงจำนวนมากคิดว่าการห้ามขนส่งน้ำมันไปยังญี่ปุ่นเป็นการประกาศสงครามเป็นนัย[118] แผนของกองบัญชาการกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น นั่นคือ การสร้างแนวป้องกันขนาดใหญ่ซึ่งลากยาวผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำสงครามป้องกันประเทศ ขณะแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรในเอเชียอาคเนย์ และเพื่อการป้องกันการเข้าแทรกแซงของภายนอก ญี่ปุ่นจึงพยายามวางแผนที่จะทำลายกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเป็นแผนขั้นแรก[119]

ต้นเดือนตุลาคม หลังจากที่กองทัพฝ่ายอักษะได้รับชัยชนะในยูเครนและแถบทะเลบอลติก โดยมีเพียงเลนินกราดและซาเวสโตปอลทื่ยังคงรบต้านทานอยู่เท่านั้น[120][121] ยุทธการแห่งมอสโกก็เริ่มขึ้น หลังจากผ่านการรบอันรุนแรงเป็นเวลาสองเดือน กองทัพฝ่ายอักษะเกือบจะเข้าพิชิตกรุงมอสโกแล้ว แต่เมื่อฤดูหนาวอันโหดร้ายในสหภาพโซเวียตมาถึง กองทัพของฝ่ายอักษะก็ต้องหยุดชะงัก[122][note 5][123] แม้ว่าเยอรมนีจะได้ดินแดนมามากมายมหาศาล แต่ว่าจุดประสงค์ทางยุทธศาสตร์กลับไม่บรรลุผลใดเลย นครสองแห่งที่สำคัญของโซเวียตยังไม่แตก และกองทัพแดงยังคงสามารถต้านทานการบุกของฝ่ายอักษะได้ และยังคงเหลือขีดความสามารถทางทหารอยู่มาก โดยหลังจากนี้ ระยะแห่งการโจมตีสายฟ้าแลบในทวีปยุโรปได้ยุติลงอย่างสมบูรณ์[124]

เมื่อถึงต้นเดือนธันวาคม สหภาพโซเวียตได้รับกองหนุนที่ระดมมาจากพรมแดนด้านตะวันออกซึ่งติดกับเขตแมนจูกัวของญี่ปุ่น[125][126] ซึ่งได้รับการยืนยันจากข่าวกรองแล้วว่า กองทัพโซเวียตจะสามารถต้านทานกองทัพควันตงของญี่ปุ่นได้[127] ในวันที่ 5 ธันวาคม กองทัพโซเวียตก็ทำการโจมตีกลับครั้งใหญ่ ตามแนวรบที่ยาวต่อเนื่องกันกว่า 1,000 กิโลเมตร และสามารถผลักดันกองทัพอักษะได้เป็นระยะทางถึง 100-250 กิโลเมตร[128]

ทหารญี่ปุ่นขณะทำการรบในกัวลาลัมเปอร์
รถถังครูเซเดอร์ของอังกฤษขณะทำการรุดหน้าในแนวรบทะเลทราย
เครื่องบินรบอเมริกันขณะโจมตีเรือลาดตระเวนหนักญี่ปุ่นมิกูม่าระหว่างยุทธนาวีมิดเวย์

ในวันที่ 7 ธันวาคม ญี่ปุ่นได้โจมตีดินแดนของอังกฤษ เนเธอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา และในเวลาเดียวกันนั้นญี่ปุ่นโจมตีเอเชียอาคเนย์และมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง รวมไปถึงโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ล[129] และยกพลขึ้นบกในไทยและมาลายา

จากการโจมตีครั้งนี้ ทำให้สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร จีนและฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกประกาศสงครามกับญี่ปุ่นทันที ส่วนทางด้านเยอรมนี อิตาลีและกลุ่มประเทศตามสนธิสัญญาสามฝ่าย ก็ได้ตอบสนองโดยการประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา ในเดือนมกราคม 1942 สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สหภาพโซเวียตและจีน ร่วมด้วยยี่สิบสองรัฐบาลซึ่งเป็นประเทศเล็กหรือเป็นรัฐบาลพลัดถิ่น ได้ร่วมกันก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ รวมไปถึงการรับรองกฏบัตรแอตแลนติก[130] เป็นการสร้างพันธมิตรเพื่อต่อต้านอำนาจของฝ่ายอักษะ แต่สหภาพโซเวียตมิได้ยึดมั่นตามการเปิดเผยใด ๆ และการคงความเป็นกลางกับญี่ปุ่น[131][note 6] และจะทำการตัดสินใจตามหลักการของตนเพียงฝ่ายเดียว[112]

อำนาจอักษะยังคงสามารถทำการรุกต่อไปได้ ญี่ปุ่นเกือบจะสามารถครอบครองเอเชียอาคเนย์ทั้งหมดได้ โดยมีความสูญเสียเพียงเล็กน้อยในตอนปลายเดือนเมษายน 1942 ญี่ปุ่นยึดพม่าจากอังกฤษ และได้รับนักโทษสงครามฝ่ายสัมพันธมิตรจำนวนมากจากยุทธการฟิลิปปินส์ ยุทธการมาลายา การทัพอินโดเนเซียและยุทธการสิงคโปร์[132] และได้รับชัยชนะในยุทธนาวีหลายครั้งในทะเลจีนใต้ ทะเลจาวาและมหาสมุทรอินเดีย[133] ต่อมา ได้เคลื่อนมาทิ้งระเบิดที่ฐานทัพเรือดาร์วิน และจมเรือรบฝ่ายสัมพันธมิตรอีกหลายแห่งนอกจากที่อ่าว เพิร์ล ฮาเบอร์ แต่ในทะเลจีนใต้ ทะเลชวาและมหาสมุทรอินเดีย[134] แต่ความสำเร็จที่แท้จริงเพียงอย่างเดียวก็คือที่ยุทธการชิงชาครั้งที่สองในตอนต้นของเดือนมกราคม 1942 เท่านั้น[135] และก็ยังถูกทิ้งระเบิดโดยกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ณ กรุงโตเกียวในเดือนเมษายน[136]

ทางด้านเยอรมนีก็สามารถทำการรุกต่อได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากทหารเรือสหรัฐอเมริกาไม่ค่อยมีประสบการณ์จากการบังคับเรือดำน้ำ กองทัพเรือเยอรมนีสามารถทำลายทรัพยากรฝ่ายสัมพันธมิตรใกล้ชายฝั่งด้านตะวันออกของสหรัฐอเมริกาได้[137] ทางด้านแนวรบทะเลทราย ฝ่ายอักษะได้ทำการบุกอีกครั้งในเดือนมกราคม 1942 เป็นการผลักดันให้กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร (สหราชอาณาจักรและเครือจักรภพ) กลับไปยังแนวกาซาลาในตอนต้นเดือน[138] ส่วนในแนวรบด้านตะวันออก การตีโต้ของกองทัพโซเวียตได้ยุติลงเมื่อเดือนมีนาคม[139] ทั้งแนวรบทะเลทรายและแนวรบด้านตะวันออก เยอรมนียุติการรบชั่วคราว ซึ่งใช้เวลาเพื่อวางแผนในการโจมตีในครั้งหน้าต่อไป[140][141]

[แก้] จุดเปลี่ยนของสงคราม

ในตอนต้นเดือนพฤษภาคม ญีปุ่นได้เริ่มวางแผนยึดท่ามอร์ซบี้ในปฏิบัติการโม โดยการทำศึกแบบสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก เพื่อเป็นการตัดเส้นทางการติดต่อสื่อสารระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย ในขณะที่ฝ่ายสัมพันธมิตรเข้าขัดขวางและโจมตีทัพเรือญี่ปุ่นได้หลังยุทธนาวีทะเลคอรอล และสามารถป้องกันตนเองจากการโจมตีได้[142] โดยแผนต่อไปของญี่ปุ่น - อันเกิดจากการกระตุ้นหลังกรุงโตเกียวถูกทิ้งระเบิด - เป็นการยึดครองหมู่เกาะมิดเวย์เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ในแนวป้องกันทั่วมหาสมุทรแปซิฟิกของญี่ปุ่น และเป็นฐานปฏิบัติการสำหรับแผนขั้นต่อไป รวมไปถึงการทำลายเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกันที่ยังคงเหลืออยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อทำตามแผน ญี่ปุ่นได้ส่งกองทัพไปยึดครองหมู่เกาะอลูเตียน[143] ในต้นเดือนมิถุนายน ญี่ปุ่นก็ได้งัดเอาแผนของตัวเองออกมาใช้แต่ก็ถูกสกัดกั้น เนื่องจากกองทัพสหรัฐอเมริกาสามารถถอดรหัสลับของกองทัพเรือญี่ปุ่นได้เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาจึงได้เตรียมตัวรับมือกับการบุกของญีปุ่น และจัดวางกำลังพล รวมไปถึงใช้ความรู้ดังกล่าวจนได้รับชัยชนะเด็ดขาดในยุทธนาวีมิดเวย์เหนือกองทัพเรือญีปุ่น[144] และเนื่องจากกองทัพเรือญี่ปุ่นสูญเสียทรัพยากรสำหรับการรบแบบสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก ญี่ปุ่นจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปทำการรบที่ศึกโคโคดาบนดินแดนปาปัวในความพยายามอีกครั้งหนึ่งในการยึดพอร์ตมอรส์บี้[145] สำหรับฝ่ายอเมริกัน ก็ได้วางแผนที่จะโจมตีครั้งต่อไปในบริเวณหมู่เกาะโซโลมอน โดยเริ่มต้นจากเกาะกัวดาคาแนล อันเป็นก้าวแรกของการเข้ายึดราบูล ซึ่งเป็นฐานทัพเรือหลักของกองทัพญี่ปุ่นในเอเชียอาคเนย์[146] แผนทั้งสองเริ่มต้นขึ้นในเดือนกรกฎาคม แต่ในกลางเดือนกันยายนยุทธการกัวดาคาแนลนั้น ญีปุ่นเป็นฝ่ายได้เปรียบ และกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรในเกาะนิวกินีนั้นได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังออกจากพื้นที่เขตพอร์ต มอร์สบี้ไปยังทางตอนเหนือของเกาะ[147] (ปัจจุบันคือจังหวัดโอโร) กัวดาคาแนลได้กลายเป็นจุดยุทธศาตร์สำคัญสำหรับทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดการเรียกระดมคนและเรือรบมาเป็นจำนวนมากในการรบแบบล้างผลาญ ในตอนต้นของปี 1943 กองทัพญี่ปุ่นก็พ่ายแพ้บนเกาะกัวดาคาแนลและล่าทัพกลับไปในปฏิบัติการคี[148]

ในประเทศพม่า กองทัพเครือจักรภพได้รบในสองปฏิบัติการ หนึ่งคือการรุกเข้าไปในแคว้นอาระกันระหว่างการทัพพม่าในปลายปี 1943 ซึ่งก็ประสบหายนะอย่างร้ายแรง และจำเป็นต้องถอยทัพกลับเข้าสู่อินเดียในเดือนพฤษภาคม 1943[149] และปฏิบัติการที่สอง ก็คือ ปฏิบัติการผืนผ้ายาว ด้านหลังแนวรบของญี่ปุ่นในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเมื่อปลายเดือนเมษายน ก็ได้รับผลที่ไม่น่าไว้วางใจเท่าใดนัก[150]

ทหารโซเวียตสู้รบอย่างโหดร้ายในยุทธการสตาลินกราด

ขณะที่เหตุการณ์ในแนวรบด้านตะวันออก กองทัพเยอรมันและพันธมิตรฝ่ายอักษะ ยังคงเอาชนะกองทัพโซเวียตที่ยุทธการคาบสมุทรเคิร์ชและยุทธการคาร์คอฟครั้งที่สอง[151] ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้เปิดฉากรุกหนักในฤดูร้อนในกรณีน้ำเงินในแถบสหภาพโซเวียตตอนใต้ ระหว่างเดือนมิถุนายน 1942 เพื่อยึดครองแหล่งขุดเจาะน้ำมันทุกแห่งในแถบคอเคซัส กองทัพโซเวียตได้ตัดสินใจที่จะตั้งรับที่สตาลินกราด ซึ่งอยู่ในเส้นทางเดินทัพของฝ่ายอักษะพอดี ตอนกลางเดือนพฤศจิกายน กองทัพอักษะเกือบจะพิชิตสตาลินกราดในการรบในเมืองอันขมขื่นได้แล้ว แต่กองทัพโซเวียตก็ทำการตีโต้อย่างหนัก โดยเริ่มจากการล้อมกองทัพเยอรมันที่สตาลินกราดในปฏิบัติการยูเรนัส[152] ตามด้วยการโจมตีสันเขารีจเฮฟ ใกล้กรุงมอสโกในปฏิบัติการมาร์ส แม้ว่าในภายหลังจะปราชัยย่อยยับก็ตาม[153] ในตอนต้นของเดือนกุมภาพันธ์ กองทัพเยอรมันและพันธมิตรฝ่ายอักษะประสบกับความสูญเสียมหาศาล กองทัพเยอรมันในสตาลินกราดถูกบีบบังคับให้ยอมจำนน จึงทำให้แนวรบด้านตะวันออกผลักดันไปยังจุดก่อนการรบในฤดูร้อน กลางเดือนกุมภาพันธ์ 1943 ภายหลังจากการโจมตีโต้กลับของโซเวียตหยุดชะงัก กองทัพเยอรมันได้โจมตีที่ยุทธการคาร์คอฟครั้งที่สาม สร้างเป็นแนวรบที่ยื่นเข้าไปในดินแดนของโซเวียต รอบๆ เมืองเคิร์สก์[154]

ทางด้านทิศตะวันตก ด้วยความวิตกกังวลว่าญี่ปุ่นอาจใช้เกาะมาดากัสการ์ ซึ่งเป็นฐานทัพของวิชี่ฝรั่งเศส กองทัพอังกฤษจึงสั่งดำเนินการโจมตีเกาะมาดากัสการ์ในเดือนพฤษภาคม 1942[155] และทางด้านแนวรบทะเลทรายการโจมตีครั้งล่าสุดของฝ่ายอักษะที่ยุทธการกาซาลา ได้ผลักดันให้กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรให้กลับเข้าสู่อียิปต์ จนกระทั่งการบุกต้องหยุดชะงักในยุทธการเอล อาลาเมน (El Alamein) ครั้งแรก[156] ระหว่างการรบในช่วงนี้ หน่วยคอมมานโดของฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถทำการโจมตีก่อกวนและทำลายเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ได้ดี และถึงที่สุดที่การปล้นป้อมดิเอปเป[157] ในเดือนสิงหาคม กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถผลักดันแนวรบฝ่ายอักษะให้ถอยไปในยุทธการเอล อาลาเมนครั้งที่สอง และด้วยการสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างสูงลิบ ก็สามารถขนทรัพยากรที่ต้องการไปให้เมืองมอลต้าที่ถูกปิดล้อมเอาไว้ได้ในปฏิบัติการฐานเสาหิน[158] จากนั้น ไม่กี่เดือนหลังจากยุทธการเอล อาลาเมนครั้งที่สองในอียิปต์ สหรัฐอเมริกาได้ยกพลขึ้นบกในทวีปแอฟริกาเหนือซึ่งเป็นการเปิดแนวรบที่สองในปฏิบัติการคบเพลิงซึ่งก็ได้ชัยชนะ[159] ทางด้านอังกฤษและประเทศเครือจักรภพก็เริ่มเคลื่อนทัพไปทางทิศตะวันตกสู่ประเทศลิเบีย[160] ฮิตเลอร์ได้ตอบสนองต่อการเอาใจออกห่างของวีชี่ฝรั่งเศสโดยการออกคำสั่งกรณีแอนตอน[159] แต่กระทรวงทหารเรือของวิชีฝรั่งเศสได้วางแผนจมกองทัพเรือของตนเพื่อมิให้ตกอยู่ในมือของฝ่ายเยอรมนี[161] ขณะที่การตีกระหนาบแบบก้ามปูของฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้กองทัพฝ่ายอักษะต้องถอยร่นไปตั้งรับในตูนิเซีย ซึ่งฝ่ายสัมพันธมิตรได้ชัยชนะหลังศึกตูนิเซียเมื่อเดือนพฤษภาคม 1943 ในที่สุด[162]

[แก้] ฝ่ายสัมพันธมิตรตั้งหลักได้

กองทัพสหรัฐอเมริกาพยายามขับไล่กองทัพญี่ปุ่นออกจากหมู่เกาะโซโลมอน
ทหารอังกฤษขณะทำการรบในอินเดีย

ภายหลังจากศึกบนเกาะกัวดาร์คาแนล ก็เกิดปฏิบัติการทางทหารมากมาย ในเดือนพฤษภาคม 1943 กองทัพอเมริกันถูกส่งออกไปโจมตีกองทัพญี่ปุ่นในการทัพหมู่เกาะอลูเตียน[163] และปฏิบัติการหลักในการยึดครองเกาะรอบราบูล เพื่อตัดขาดกำลังสนับสนุน ชื่อว่าปฏิบัติการล้อเกวียน และการแหกช่องโหว่ในแนวป้องกันในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง การทัพหมู่เกาะกิลเบิร์ตและหมู่เกาะมาร์แชล[164] เมื่อสิ้นเดือนมีนาคม 1944 กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรก็สามารถประสบความสำเร็จทั้งในสองปฏิบัตการ และยังสามารถทำลายฐานทัพเรือหลักของกองทัพเรือญี่ปุ่นบิรเวณหมู่เกาะแคโรไลน์ในปฏิบัติการลูกเห็บ เมื่อถึงเดือนเมษายน กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรก็ได้เริ่มศึกเกาะนิวกินีตะวันตก[165]

ทางภาคพื้นทวีปเอเชีย ญี่ป่นได้ออกการโจมตีครั้งใหญ่สองครั้ง ครั้งแรก เริ่มในเดือนมีนาคม 1944 เป็นการโจมตีรัฐอัสลัม ประเทศอินเดีย ปฏิบัติการยู-โก[166] และในไม่นานก็สามารถล้อมตำแหน่งของกองทัพเครือจักรภพได้ที่เมืองอิมพัลและเมืองโคฮีมา[167] อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤษภาคม กองทัพญี่ปุ่นอีกแห่งหนึ่งถูกล้อมไว้ที่เมืองมิตจีนาโดยกองทัพจีนซึ่งเข้าโจมตีพม่าตอนเหนือเมื่อปลายปี 1943[168] ส่วนครั้งที่สองเกิดขึ้นในประเทศจีน โดยมีเป้าหมายที่จะทำลายกำลังคนของจีน ให้ความปลอดภัยแก่รางรถไฟระหว่างดินแดนในยึดครองของญี่ปุ่น และตีฐานบินของฝ่ายสัมพันธมิตรกลับคืน ทั้งหมดรวมกันอยู่ในปฏิบัติการไอชิ-โก[169] ส่วนในเดือนมิถุนายน กองทัพญี่ปุ่นสามารถพิชิตมณฑลเหอหนานและเข้าโจมตีฉางชาอีกครั้งในมณฑลหูหนาน[170]

ด้านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรได้โจมตีเกาะซิซิลี เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 1943 การโจมตีบนแผ่นดินของอิตาลี่สามารถมาเฉลี่ยกับความล้มเหลวหลายครั้งก่อนหน้าได้ ภายหลังจากการโจมตีเกาะซิซิลีเพียงเวลาไม่นาน ผลปรากฏว่าชนชั้นต่างๆ รวมไปถึงกษัตริย์อิตาลีได้ขับไล่และเข้าจับกุมตัวมุสโสลินี[171] กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรก็ได้เข้าโจมตีแผ่นดินใหญ่อิตาลีเมื่อตอนต้นของเดือนกันยายน ตามด้วยการหย่าศึกระหว่างอิตาลีกับกองทัพสัมพันธมิตร[172] โดยเมื่อหลังจากสนธิสัญญาดังกล่าวถูกเผยแพร่ต่อสาธารณชนชาวอิตาลีเมื่อวันที่ 8 กันยายน ฮิตเลอร์ได้ตอบสนองโดยการส่งกองทัพเข้าไปช่วยเหลืออิตาลี แต่ปลดอาวุธกองทัพอิตาลี และทำลายอำนาจทางทหารของอิตาลีทั้งหมด[173] จากนั้นก็ได้สร้างแนวป้องกันขึ้นมาหลายชั้นด้วยกัน[174] เมื่อวันที่ 12 กันยายน ฮิตเลอร์ได้ส่งกองกำลังพิเศษเข้าไปช่วยเหลือมุสโสลินี จากนั้นก็ได้สร้างสาธารณรัฐสังคมนิยมอิตาลีขึ้นเป็นรัฐบริวารในการปกครองของเยอรมนนี[175] ทางด้านกองทัพสัมพันธมิตรก็ได้ทะลวงผ่านแนวป้องกันเยอรมันได้จนมาถึงแนวป้องกันหลัก แนวฤดูหนาว เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน[176] ในเดือนมกราคม 1944 กองทัพสัมพันธมิตรได้โจมตีหลายครั้งที่ยุทธการมอนเต คาสสิโน และพยายามตีโอบด้วยการยกพลขึ้นบกที่อันซิโอ จนกระทั่งปลายเดือนพฤษภาคม การโจมตีทั้งสองครั้งประสบความสำเร็จ จากความสูญเสียอย่างหนัก ทำให้กองทัพเยอรมันต้องถอนกำลังออกไป และในวันที่ 4 มิถุนายน โรมก็ตกอยู่ในมือของฝ่ายสัมพันธมิตร[177]

รถถังโซเวียตระหว่างยุทธการเคิร์สก์

ทางด้านการรบทางทะเลในมหาสมุทรแอตแลนติก กองทัพเรือเยอรมันประสบความสูญเสียอย่างหนักในเดือนพฤษภาคม 1943 ถูกเรียกว่า "พฤษภาอนธการ" ความสูญเสียกองเรือดำน้ำของฝ่ายเยอรมนี ทำให้การดักทำลายกองทัพเรือฝ่ายสัมพันธมิตรประสบความล้มเหลวเมื่ออีกฝ่ายโต้กลับ[178]

ทางด้านสหภาพโซเวียต ฝ่ายเยอรมนีได้ตระเตรียมแผนการมานานมากในฤดูใบไผลิและฤดูร้อนของปี 1943 สำหรับการบุกเมืองเคิร์สก์ของโซเวียต ส่วนทางด้านฝ่ายโซเวียตเองก็ได้เสริมการป้องกันเมืองอย่างแข็งแกร่ง[179] เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม กองทัพเยอรมันก็พร้อมทำการโจมตีแล้ว แต่ฮิตเลอร์กลับต้องยกเลิกแผนการนี้แม้ว่าจะผ่านไปเพียงเจ็ดวัน[180] หลังจากนั้น สหภาพโซเวียตก็ได้โจมตีกลับครั้งใหญ่ และเมื่อถึงเดือนมิถุนายน 1944 กองทัพโซเวียตก็สามารถขับไล่กองทัพฝ่ายอักษะทั้งหมดออกจากมาตุภูมิโซเวียตได้สำเร็จและยังเคลื่อนทัพไปถึงโรมาเนียด้วยในยุทธการทาร์กูล ฟรูมอส[181]

ในเดือนพฤศจิกายน 1943 แฟรงกลิน รูสเวลล์และวินสตัน เชอร์ชิลล์ ได้เดินทางไปพบกับ เจียง ไค-เช็คระหว่างการประชุมกรุงไคโร และอีกครั้งกับโจเซฟ สตาลินระหว่างการประชุมกรุงเตหะราน และผลจากการประชุมได้ข้อสรุปว่า ฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกจะทำการรบในทวีปยุโรปภายในปี 1944 และสหภาพโซเวียตจะประกาศสงครามกับญี่ปุ่นภายในเวลาสามเดือนหลังจากเยอรมนียอมแพ้เรียบร้อยแล้ว

[แก้] ฝ่ายสัมพันธมิตรรุกคืบ

การยกพลขึ้นบกที่หาดโอมาฮ่าในแคว้นนอร์มองดีระหว่างปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด

6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 ฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกได้ยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดีในปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด และหลังจากดำเนินการกับกองทัพสัมพันธมิตรหลายกองพลในอิตาลีแล้ว จึงรุกเข้าสู่ฝรั่งเศสตอนใต้ในเดือนสิงหาคม [182] จนสามารถปลดปล่อยกรุงปารีสได้ในวันที่ 25 สิงหาคม [183] ต่อมาจนถึงสิ้นปีนั้น กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรได้ผลักดันให้กองทัพเยอรมันในยุโรปตะวันตกถอยร่นไปจึนถึงแม่น้ำไรน์ ส่วนกองทัพเยอรมันในอิตาลีก็ถูกตีจนถอยร่นไปยังแนวป้องกันสุดท้าย

กองทัพโซเวียตสามารถคลายวงล้อมของกองทัพเยอรมันได้ที่เลนินกราดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1944 อย่างไรก็ตาม สหภาพโซเวียตประสบความล้มเหลวที่ ยุทธการนาร์วา และต้องสู้รบกับกองทัพเยอรมันเป็นเวลากว่าแปดเดือน รวมไปถึงเอสตัวเนียซึ่งทำการต่อต้านการยึดครองอีกครั้งของสหภาพโซเวียต[184][185]

ด้านแนวรบด้านตะวันออก เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ปีเดียวกัน กองทัพโซเวียตได้กระหน่ำโจมตีเป็นชุดอย่างหนักต่อเยอรมนี โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน ไล่ตั้งแต่ปฏิบัติการบากราติออนในเบลารุส ซึ่งสามารถทำลายกองทัพกลุ่มกลางของเยอรมนีลงเกือบทั้งหมด[note 7] ตามด้วยปฏิบัติการในยูเครนและโปแลนด์ตะวันออก ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ขบวนการกู้ชาติโปแลนด์ได้เริ่มต้นก่อการจลาจล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรุงวอร์ซอว์ และการจลาจลในสโลวาเกียทางตอนใต้ แต่ทั้งการก่อจลาจลทั้งสองครั้งได้ถูกปราบปรามลงโดยกองทัพเยอรมัน[186] ส่วนการโจมตีโรมาเนียได้ทำลายกองทัพเยอรมันไปเป็นจำนวนมาก และทำให้เกิดการรัฐประการในโรมาเนียและบัลแกเรีย และทั้งสองก็ได้เข้ากับฝ่ายสัมพันธมิตร[187]

รถถังที-34 ของโซเวียตในกรุงเบลเกรด

ในเดือนกันยายน 1944 กองทัพแดงได้เคลื่อนทัพไปยังยูโกสลาเวีย ทำให้กองทัพเยอรมันในกรีซ อัลเบเนียและยูโกสลาเวียต้องถอนกำลังออกไป เมื่อถึงจุดนี้ พลพรรคชาวยูโกสลาฟวิก ภายใต้การนำของจอมพลโจซิบ โบรซ ติโต ซึ่งได้ครอบครองดินแดนจำนวนมากในยูโกสลาเวียและโจมตีกองทัพเยอรมันต่อไปทางทิศใต้ ในเซอร์เบีย กองทัพแดงได้มีส่วนช่วยเหลือพลพรรคในการปลดปล่อยกรุงเบลเกรด เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ไม่กี่วันก่อนหน้านั้น กองทัพแดงได้โจมตีฮังการีครั้งใหญ่ในการรุกบูดาเปสต์ ซึ่งกินเวลานานก่อนที่กรุงบูดาเปสต์จะแตกในเดือนกุมภาพันธ์ 1945[188]

เนื่องจากชัยชนะหลายครั้งในคาบสมุทรบอลข่าน ทำให้ฟินแลนด์ ซึ่งปฏิเสธการยึดครองฟินแลนด์ของสหภาพโซเวียตระหว่างการรบในสงครามต่อเนื่อง และนำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกด้วยเงื่อนไขที่เสียเปรียบ[189][190] และทำให้ฟินแลนด์เปลี่ยนมาอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรแทน

ถึงต้นเดือนกรกฎาคม กองทัพเครือจักรภพ ซึ่งตั้งมั่นอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถคลายวงล้อมของกองทัพญี่ป่นที่รัฐอัสลัมลงได้ และสามารถผลักดันให้กองทัพญี่ปุ่นถอยไปได้จนถึงแม่น้ำชินด์วินด์ [191] ขณะที่กองทัพจีนสามารถยึดเมืองมิตจีนาในประเทศพม่าได้ ส่วนทางด้านประเทศจีน กองทัพญี่ปุ่นเริ่มได้รับชัยชนะอย่างมาก จากการยึดเมืองฉางชาไว้ได้ในที่สุดในตอนกลางเดือนมิถุนายน และยึดเมืองเหิงหยางได้เมื่อต้นเดือนสิงหาคม[192] จากนั้นจึงได้เคลื่อนทัพต่อไปยังมณฑลกวางสี สามารถเอาชนะกองกำลังหลักของจีนได้ที่กุ้ยหลินและหลิวโจวเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน [193] และประสบความสำเร็จในการเชื่อมต่อกองทัพญี่ปุ่นในจีนและในคาบสมุทรอินโดจีนในกลางเดือนธันวาคม [194]

ด้านสมรภูมิมหาสมุทรแปซิฟิก กองทัพอเมริกันยังคงกดดันแนวป้องกันของญี่ปุ่นตามหมู่เกาะต่างๆ ต่อไป กลางเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1944 กองทัพอเมริกันได้ทำการโจมตีหมู่เกาะมาเรียน่าและปาเลา และได้รับชัยชนะเด็ดขาดต่อราชนาวีจักรวรรดิญี่ปุ่นในยุทธนาวีทะเลฟิลิปปินส์ภายในเวลาไม่กี่วัน ตอนปลายเดือนตุลาคมกองทัพอเมริกันยกพลขึ้นบกที่เกาะเลเต และหลังจากนั้นไม่นาน กองทัพเรือของสัมพันธมิตรก็ได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ต่อกองทัพญี่ปุ่นอีกครั้งในยุทธนาวีอ่าวเลเต [195]

[แก้] ฝ่ายอักษะล่มสลาย ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ชัย

ทหารอเมริกันพบกับทหารโซเวียตทางตะวันออกของแม่น้ำเอลเบ

วันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1944 กองทัพเยอรมันทำการตีโต้ที่ป่าอาร์เดนเนอร์กับฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตก ซึ่งกินเวลาไปหกสัปดาห์จนกระทั่งกองทัพเยอรมันถูกตีจนพ่ายแพ้กลับไป ส่วนในแนวรบด้านตะวันออก กองทัพโซเวียตโจมตีถึงฮังการี และกองทัพเยอรมันจำเป็นต้องทิ้งกรีซและยูโกสลาเวีย[196] ขณะที่ในอิตาลี กองทัพสัมพันธมิตรยังคงยันกัน ไม่สามารถตีผ่านแนวป้องกันของเยอรมันได้

กลางเดือนมกราคม ค.ศ. 1945 สหภาพโซเวียตโจมตีโปแลนด์ สามารถผลักดันกองทัพเยอรมันจากแม่น้ำวิซตูล่าถึงแม่น้ำโอเดอร์ และยึดครองปรัสเซียตะวันออก [197]

4 กุมภาพันธ์ ผู้นำของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และสหภาพโซเวียต ได้เข้าร่วมการประชุมที่ยอลต้า ซึ่งได้ข้อสรุปถึงการแบ่งปันดินแดนของเยอรมนีภายหลังสงคราม [198] และกำหนดเวลาที่สหภาพโซเวียตจะเข้าโจมตีญี่ปุ่น [199]

ในเดือนกุมภาพันธ์ กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกได้เข้าสู่แผ่นดินของเยอรมนีและเข้าประชิดแม่น้ำไรน์ ขณะที่กองทัพโซเวียตโจมตีโพเมอราเนียตะวันออก ถึงเดือนมีนาคม กองทัพสัมพันธมิตรตะวันตกได้ข้ามแม่น้ำไรน์ทั้งทางเหนือและทางใต้ของแคว้นไรน์-รูร์ และสามารถล้อมกองทัพเยอรมันขนาดใหญ่ไว้ในกระเป๋าแห่งรูร์ ส่วนด้านกองทัพโซเวียตสามารถรุกเข้าถึงกรุงเวียนนา ในที่สุดกองทัพสัมพันธมิตรตะวันดกก็สามารถตีฝ่าแนวป้องกันของเยอรมันได้ และกวาดมาจากเยอรมนีตะวันตกในตอนต้นของเดือนเมษายน ค.ศ. 1945 ขณะที่ปลายเดือนเดียวกัน กองทัพโซเวียตเข้าถล่มกรุงเบอร์ลิน กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกและกองทัพสหภาพโซเวียตได้มาบรรจบกันเมื่อวันที่ 26 เมษายน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 เมษายน ประธานาธิบดีแฟรงกลิน รูสเวลล์ถึงแก่อสัญกรรม ผู้ที่มารับตำแหน่งต่อก็คือ แฮร์รี เอส. ทรูแมน ขณะที่เบนิโต มุสโสลินีถูกสังหารโดยขบวนการกู้ชาติอิตาลีในวันที่ 28 เมษายน [200] และอีกสองวันให้หลังฮิตเลอร์ก็ยิงตัวตาย[201] และสืบทอดอำนาจต่อให้แก่พลเรือเอกโดนิตช์

หลังจากนั้น กองทัพเยอรมันในอิตาลีได้ยอมแพ้ในวันที่ 29 เมษายน ส่วนเยอรมนียอมแพ้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ซึ่งได้ถือว่าเป็นวันแห่งชัยชนะในทวีปยุโรป [202] แต่ทว่ากองทัพเยอรมันยังคงรบกับกองทัพโซเวียตในแนวรบด้านตะวันออกต่อไปจนกระทั่งวันที่ 8 พฤษภาคม (ในวันนี้ถือว่าเป็น "วันแห่งชัยชนะในแนวรบด้านตะวันออก") ส่วนกองทัพเยอรมันที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดได้ทำการสู้รบแบบกองโจรกับกองทัพโซเวียตในกรุงปรากต่อไป จนกระทั่งยอมจำนนเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม

ระเบิดปรมาณูซึ่งถูกทิ้งที่เมืองนางาซากิ
ทหารโซเวียตโบกธงค้อนเคียวเหนือรัฐสถาไรซ์ตาร์กของเยอรมนี

ทางด้านมหาสมุทรแปซิฟิก กองทัพสหรัฐอเมริกาได้รุกเข้าสู่ฟิลิปปินส์ หลังจากได้ชัยในเกาะเลเตเมื่อปลายปี 1944 จากนั้นก็ยกพลขึ้นบกที่ลูซอนเมื่อเดือนมกราคม 1945 และที่เกาะมินดาเนาเมื่อเดือนมีนาคม [203] ขณะที่กองทัพผสมอังกฤษและจีนสามารถเอาชนะกองทัพญี่ปุ่นได้ในพม่าตอนเหนือ ตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงเดือนมีนาคม จากนั้นก็รุกถึงกรุงย่างกุ้งเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม [204]

กองทัพอเมริกันยังคงมุ่งหน้าเข้าสู่ญี่ปุ่น สามารถยึดเกาะอิโวจิมาในเดือนมีนาคม และเกาะโอกินาวาในเดือนมิถุนายน [205] ขณะที่เครื่องบินทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาได้ทำลายเมืองต่างๆ ของญี่ป่น และเรือดำน้ำอเมริกันก็เข้าปิดล้อมเกาะญี่ปุ่น ทำให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคมในญี่ปุ่น [206] แต่เหล่าผู้นำของญี่ปุ่นได้ตัดสินใจที่จะสู้ต่อไป และหวังว่าความพ่ายแพ้อันนองเลือดจะเกิดแก่กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร และจากนั้นก็จะจบลงด้วยการเจรจาสันติภาพ

วันที่ 11 กรกฎาคม เหล่าผู้นำของฝ่ายสัมพันธมิตรได้เข้าประชุมกันที่เมืองพอตสดัม ประเทศเยอรมนี ได้ข้อสรุปว่าที่ประชุมให้การรับรองเกี่ยวกับข้อตกลงต่างๆ กับเยอรมนี [207] และย้ำถึงความจำเป็นของญี่ปุ่นที่จะต้องยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำกล่าวในตอนต้นว่า "อีกทางเลือกหนึ่งของญี่ปุ่นก็คือหายนะเหลือแสน" ("the alternative for Japan is prompt and utter destruction") [208] ภายหลังจากการประชุมนี้ สหราชอาณาจักรได้มีการเลือกตั้งทั่วไปปี 1945 และคลีเมนต์ แอตลีย์ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรแทน วินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีคนเดิม

ญี่ปุ่นได้ปฏิเสธข้อเสนอที่พอตสดัม สหรัฐอเมริกาจึงตัดสินใจทิ้งระเบิดปรมาณูทั้งสองลูกบนแผ่นดินญี่ปุ่น ที่เมืองฮิโรชิมา (6 สิงหาคม) และเมืองนางาซากิ (9 สิงหาคม) ด้านสหภาพโซเวียตก็ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และโจมตีแมนจูเรียของญี่ปุ่นระหว่างปฏิบัติการพายุสิงหาคมในวันที 8 สิงหาคม ซึ่งเป็นผลมาจากการประชุมที่ยอลต้า เนื่องจากญี่ปุ่นเกรงกลัวต่ออำนาจของสหภาพโซเวียต ญี่ปุ่นจึงตัดสินใจยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข ในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 หลังจากนั้นในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นได้เซ็นสัญญายอมจำนนอย่างเป็นทางการ ในวันนี้จึงถือได้ว่าเป็นจุดจบของสงครามโลกครั้งนี้อย่างแท้จริง[202]

[แก้] ประเทศไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง

เส้นทางการโจมตีประเทศไทยของญี่ปุ่นในสงครามมหาเอเชียบูรพา

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล จอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร ลัทธิชาตินิยมได้ถูกปลูกฝังในใจของประชาชนไทย

วันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) คณะนิสิตและนักศึกษาได้เดินขบวนและเรียกร้องให้รัฐบาลเรียกร้องดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงคืนจากฝรั่งเศส ซึ่งเสียไปหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ.112[209] จากการสนับสนุนอย่างท่วมท้นของประชาชนไทย รัฐบาลจึงได้ส่งกองทัพข้ามแม่น้ำโขงไปโจมตีประเทศลาวและกัมพูชา ซึ่งขณะนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของอินโดจีนฝรั่งเศส[210] การรบที่เป็นที่กล่าวขานมาก คือ ยุทธนาวีเกาะช้าง[211] ซึ่งก็ทำให้เรือรบฝรั่งเศสไม่กล้าเข้ามาในอ่าวไทยอีก การสู้รบยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งญี่ปุ่นเป็นผู้เข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในการเจรจาสงบศึก[211] และภายหลังสงครามไทย-ฝรั่งเศสสิ้นสุดเมื่อ พ.ศ. 2484 ไทยก็ได้ดินแดนเพิ่มเข้ามาอีก 4 จังหวัด คือ จังหวัดนครจัมปาศักดิ์ จังหวัดลานช้าง จังหวัดพิบูลสงครามและจังหวัดพระตะบอง เหตุการณ์ครั้งนี้ภายหลังได้ชื่อว่า "กรณีพิพาทอินโดจีน"

หลังสงคราม ได้เป็นที่คาดหมายว่า ญี่ปุ่นจะตราทัพเข้าสู่ไทยในอนาคต รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงครามจึงมีการรณรงค์ให้ประชาชนทำงาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และเสริมสร้างเศรษฐกิจ โดยมีคำขวัญว่า "'งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" และรัฐบาลยังได้เปิดเพลงปลุกใจซึ่งถูกกระจายเสียงโดยสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

วันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1941 (พ.ศ. 2484) กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกในหลายจังหวัดของภาคกลางและภาคใต้ แต่ก็ได้รับการต้านทานอย่างหนักของทหารไทยและยุวชนทหาร[212] ทางด้านรัฐบาลได้รับคำขู่จากอัครราชทูตญี่ปุ่นให้เปิดดินแดน เนื่องจากมองเห็นว่ากองทัพไทยไม่อาจต้านกองทัพญี่ปุ่นไว้ได้นาน จึงยอมยุติการต่อสู้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม[213] และได้ตกลงลงนามร่วมเป็นพันธมิตรของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ขณะเดียวกัน ในต่างประเทศ มีผู้ที่ไม่อาจยอมรับต่อการตัดสินใจของรัฐบาล หนึ่งในนั้น คือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้ประกาศขบวนการเสรีไทยขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม เนื่องจากท่านมีความเห็นว่าสหรัฐอเมริกามีขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสูงกว่า ทางด้านในประเทศเองก็มีบุคคลจากคณะราษฎรภายในประเทศไทยที่ดำเนินการต่อต้านญี่ปุ่นในทางลับ เช่น ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งต่อมาได้เกิดเป็นขบวนการเสรีไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ[213]

ทางด้านฝ่ายสัมพันธมิตรก็เริ่มเข้ามาทิ้งระเบิดภายในพระนครเมื่อย่างเข้า ค.ศ. 1942 (พ.ศ. 2485) [214] หลังจากนั้น รัฐบาลไทยก็ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1942 (พ.ศ. 2485) [215][216]

หลังจากญี่ปุ่นได้ยอมจำนนเมื่อ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) นายควง อภัยวงศ์ซึ่งได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ออก "ประกาศสันติภาพ"[217] มีผลให้การประกาศสงครามของไทยต่อฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นโมฆะ ทำให้ประเทศไทยไม่ตกอยู่ในฐานะผู้แพ้สงคราม แต่ทางฝ่ายอังกฤษไม่ยอมรับ และเรียกร้องสิทธิจากไทยในฐานะของผู้แพ้สงคราม นายควง อภัยวงศ์ได้ลาออกจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และร้องขอให้ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ด้านม.ร.ว.เสนีย์ก็สามารถเจรจากับอังกฤษและสามารถตกลงกันได้ในที่สุด[218]

[แก้] หลังสงคราม

วินสตัน เชอร์ชิลล์โบกมือให้แก่ฝูงชนชาวอังกฤษ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1945

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรได้ก่อตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้น เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1945 ด้วยความพยายามที่จะรักษาสันติภาพทั่วโลก [219][220]

ผลจากสงครามโลกครั้งที่สองมิได้เปลี่ยนแปลงพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่งมากนัก ไม่มีชาติใดสิ้นสภาพหรือเกิดรัฐขึ้นมาใหม่ในระยะแรก ผู้ชนะสงครามได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพลเรือนแทนการเปลี่ยนแปลงพรมแดน ซึ่งก็ได้ทำให้เกิดโศกนาฎกรรมแก่ชาวเยอรมันในสหภาพโซเวียตและชาวญี่ปุ่นในสหรัฐอเมริกา[221]

ต่อมา สันติภาพที่เพิ่งจะได้มาก็ได้ก่อให้เกิดความยุ่งยาก[222] มีหลายปัญหาที่ยังไม่ได้สะสาง และความต้องการของนานาประเทศต่างขัดแย้งกันเอง ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสัมพันธมิตรตะวันตกและสหภาพโซเวียตได้เสื่อมลงตั้งแต่ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สองจะจบลงแล้ว[223][224] และชาติมหาอำนาจแต่ละฝ่ายต่างก็เริ่มการขยายอิทธิพลของตนเองอย่างรวดเร็ว [225] ทวีปยุโรปได้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ด้วยอิทธิพลของฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกและสหภาพโซเวียต ซึ่งวินสตัน เชอร์ชิลล์ได้ตั้งชื่อไว้ว่า "ม่านเหล็ก" (Iron Curtain) โดยม่านเหล็กดังกล่าวได้ลากผ่านประเทศเยอรมนีและประเทศออสเตรีย[226] ในทวีปเอเชีย สหรัฐอเมริกาได้เข้ายึดครองญี่ปุ่น และดำเนินการปกครองหมู่เกาะต่าง ๆ ของญี่ปุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตก ขณะที่สหภาพโซเวียตก็เข้ายึดครองหมู่เกาะซาคาลินและหมู่เกาะคูริล ส่วนประเทศเกาหลีภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นนั้น ได้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนโดยทั้งสองขั้วมหาอำนาจด้วยเช่นกัน ความตึงเครียดที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ทำให้สหรัฐอเมริกาได้ก่อตั้งพันธมิตรนาโต้ และทางสหภาพโซเวียตก็ได้ก่อตั้งสนธิสัญญาวอร์ซอขึ้น ทั้งสององค์การทางทหารนี้อาจถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเย็น [227][224]

ผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่นเดินทางมาเซ็นสัญญายอมจำนนต่อผู้แทนสหรัฐอเมริกาบนเรือมิสซูรี่ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 1945

ในพื้นที่หลายส่วนของโลก ความขัดแย้งต่าง ๆ ยังคงดำเนินต่อไปเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองปิดฉากลง ในประเทศจีน พรรคชาตินิยมก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้กลับมาทำสงครามกลางเมืองอีกครั้ง ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์ผู้ชนะได้ก่อตั้งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนบนจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนพรรคชาตินิยมผู้พ่ายแพ้ก็ได้ล่าถอยไปยังเกาะไต้หวันซึ่งยังอยู่ภายใต้การปกครองของตนเอง ที่ประเทศกรีซก็ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นเช่นกันระหว่างฝ่ายนิยมกษัตริย์ ซึ่งได้ความช่วยเหลือจากอังกฤษและสหรัฐอเมริกา และฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ โดยฝ่ายนิยมกษัตริย์เป็นฝ่ายได้ชัย หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นไม่นาน ก็เกิดสงครามเกาหลีขึ้น ระหว่างเกาหลีเหนือซึ่งได้รับการหนุนหลังโดยจีนและสหภาพโซเวียต กับเกาหลีใต้ภายใต้ความช่วยเหลือของชาติตะวันตก ซึ่งทึ่สุดแล้วจบลงด้วยสนธิสัญญาหยุดยิงและการแบ่งเขตแดนที่แนวเส้นขนานที่ 38 องศาเหนือ

หลายประเทศซึ่งถูกชาติตะวันตกยึดครองเป็นอาณานิคม ได้ประกาศเอกราชและแยกตัวออกมาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากความสูญเสียทรัพยากรของชาติตะวันตก ทำให้อิทธิพลจากภายนอกอ่อนแอลง โดยการแยกตัวดังกล่าวได้เกิดขึ้นอย่างสันติในหลายประเทศ ยกเว้นในเวียดนามซึ่งทำให้ฝรั่งเศสต้องกระโจนเข้าสู่สงครามเวียดนาม มาดากัสการ์อันนำไปสู่การจลาจลในมาดากัสการ์ อินโดนีเซียสู่การปลดแอกอินโดเนเซีย และแอลจีเรียขยายวงเป็นสงครามอัลจีเรีย ในอีกหลายพื้นที่ในโลก ทำให้เกิดเป็นประเทศใหม่ขึ้นมามากมาย ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมและศาสนา การประกาศเอกราชที่โดดเด่นมาก คือ ปาเลสไตน์ในอาณัติอังกฤษ อันนำไปสู่การก่อตั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์ และในอินเดียก็เกิดการแตกออกเป็นสองประเทศ คือ อินเดียและปากีสถาน[228]

ส่วนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองพบว่าในหลายประเทศมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เช่น เยอรมนีตะวันตก[229] อิตาลี[230] สหราชอาณาจักร[231] ฝรั่งเศส[232] สหภาพโซเวียต[233]และญี่ปุ่น[234] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกาที่มีผลผลิตทางอุตสาหกรรมคิดเป็นครึ่งหนึ่งของโลก โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจโลกได้ฟื้นคืนกลับมาเหมือนก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1953[235]

[แก้] ผลกระทบของสงคราม

[แก้] ความสูญเสียและความทารุณ

แผ่นภูมิแท่งแสดงจำนวนผู้เสียชีวิตของพลเรือนและทหารของฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะ

ได้มีการประมาณว่ามีผู้เสียชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่สองเป็นจำนวนมากกว่า 60 ล้านคน ประกอบไปด้วยทหารอย่างน้อย 22 ล้านคน และพลเรือนอย่างน้อย 40 ล้านคน[236][237][238] สาเหตุเสียชีวิตของพลเรือนส่วนใหญ่นั้นมาจากโรคระบาด การอดอาหาร การฆ่าฟัน และการทำลายพืชพันธุ์ ด้านสหภาพโซเวียตสูญเสียประชากรราว 27 ล้านคนระหว่างช่วงสงคราม คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของความสูญเสียทั้งหมดระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง[239] จากความสูญเสีย 85% เป็นของฝ่ายสัมพันธมิตร และ 15% เป็นของฝ่ายอักษะ มีการประมาณว่ามีพลเรือนราว 12 ล้านคนเสียชีวิตในค่ายล้างเผ่าพันธุ์ของนาซี 1.5 ล้านคนจากการทิ้งระเบิด และสาเหตุอื่นๆ ในยุโรปอีก 7 ล้านคน รวมไปถึงอีก 7.5 ล้านคนในจีน[240] โดยเหตุการณ์ที่โด่งดังได้แก่ การสังหารหมู่ที่นานกิง[241] ความสูญเสียนั้นไม่ปรากฏแน่ชัด เนื่องจากไม่ค่อยมีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร และจากความสูญเสียดังกล่าวนั้น 6 ล้านคนเป็นเชื้อชาติยิว ซึ่งถูกสังหารระหว่างการล้างชาติพันธุ์โดยนาซี[242] และด้านทหารญี่ปุ่นก็ได้สังหารพลเรือนราว 3 ล้านถึง 10 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ระหว่างสงครามโลกครั้งทีสอง[243]

นอกจากนั้น เรื่องของการใช้อาวุธชีวภาพและอาวุธเคมียังได้ถูกนำมาตัดสินด้วย ทหารอิตาลีได้ใช้แก๊สมัสตาร์ดในการรุกรานเอธิโอเปีย[244] ส่วนญี่ปุ่นได้ใช้อาวุธดังกล่าวในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง[245] และในสงครามชายแดนโซเวียต-ญีปุ่น[246] โดยทั้งเยอรมนีและญี่ปุ่นได้มีการทดลองอาวุธกับพลเรือนและเชลยสงครามจำนวนมาก[247][248]

ขณะที่การตัดสินคดีความอาชญากรรมสงครามของฝ่ายอักษะถูกชำระความ แต่ว่าอาชญากรรมของฝ่ายสัมพันธมิตรกลับตรงกันข้าม[249] ตัวอย่างอาชญากรรมสงคราม เช่น การถ่ายเทพลเรือนในสหภาพโซเวียต คำสั่งแผนกบริหารที่ 9066 การสังหารพลเรือนอย่างโหดร้ายของทหารโซเวียตในโปแลนด์ และการทิ้งระเบิดใส่เมืองเดรสเดนจนมีผู้เสียชีวิตในหลักแสน

นอกจากนั้น ยังมีความสูญเสียบางประการที่เป็นผลทางอ้อมของสงคราม อย่างเช่น ทุพภิกขภัยในแคว้นเบงกอล (1943)

[แก้] ดินแดนที่ถูกยึดครอง

ภาพทหารกองโจรของโซเวียตในแนวรบด้านตะวันออก

ในทวีปยุโรป การยึดครองถูกแบ่งออกเป็นสองประเภท บริเวณยุโรปตะวันตก ยุโรปเหนือและยุโรปกลาง เยอรมนีได้ออกนโยบายทางเศรษฐกิจซึ่งได้ผลตอบแทนกว่า 69.5 ล้านล้านไรซ์มาร์กจนกระทั่งสิ้นสุดสงคราม (ซึ่งยังไม่รวมถึง การปล้นของนาซี[250]) รายได้ของนาซีเยอรมนีในดินแดนยึดครองนั้นคิดเป็นกว่า 40% ของรายได้จากภาษีในแผ่นดินเยอรมนี และเป็นรายได้คงที่ตลอดช่วงเวลาของสงคราม[251]

ทางยุโรปตะวันออก ไม่เหมือนกับทางยุโรปตะวันตก นโยบายเชื้อชาติของพรรคนาซีนั้นได้ก่อให้เกิดความเลวร้ายต่างๆ กับ "ชนชั้นต่ำกว่ามนุษย์" ในแนวรบด้านตะวันออก จึงเต็มไปด้วยการฆาตกรรมและการสังหารหมู่[252] และถึงแม้ว่าจะมีขบวนการกู้ขาติเกิดขึ้นมากมายในประเทศที่ถูกยึดครอง แต่ก็ยังไม่สามารถก่อให้เกิดผลกระทบโดยรวมต่อการขยายตัวของนาซีเยอรมนีได้ จนกระทั่งถึงปี 1943[253][254]

ในทวีปเอเชีย ญี่ปุ่นได้พยายามจะสร้างวงไพบูลย์มหาเอเชียบูรพาขึ้น และมีจุดรปะสงค์ที่ตจะปลดปล่อยชาติที่ต้องตกเป็นอาณานิคมของชาติมหาอำนาจในทวีปยุโรป[255] ถึงแม้ว่ากองทัพญี่ปุ่นนั้นจะได้รับการต้อนรับจากนักต่อสู้เพื่อเอกราชในหลายดินแดน แต่ว่าเนื่องจากการกระทำที่โหดร้ายได้เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อญี่ปุ่นไปเสีย[256] ระหว่างการทำการรบของญี่ปุ่นนั้นได้รับน้ำมันกว่า 4 ล้านแกลลอนจากการล่าถอยของฝ่ายสัมพันธมิตร ในปี 1943 ญี่ปุ่นได้ผลผลิตจากบริษัทอินเดียตะวันออกกว่า 50 ล้านแกลลอน ซึ่งมากกว่าผลผลิตในปี 1940 กว่า 76%[256] นอกจากนั้นญี่ปุ่นยังได้เพิ่มผลผลิตของตนด้วยการใช้แรงงานทาสชาวจีนกว่า 10 ล้านคนในแมนจูกัว[257] และชาวอินโดเนเซียอีกระหว่าง 4 ถึง 10 ล้านคน[258]

[แก้] แนวหลังและอุตสาหกรรม

กราฟเปรียบเทียบอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมของฝ่ายอักษะเมื่อเทียบกับฝ่ายสัมพันธมิตรระหว่างปี 1938-1945

ในทวีปยุโรป ตอนช่วงเวลาเริ่มต้นของสงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรนั้นมีความได้เปรียบทั้งทางด้านจำนวนประชากรและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในปี 1938 ฝ่ายสัมพันธมิตรมีประชากรมากกว่าฝ่ายอักษะ 30% และอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศมากกว่าฝ่ายอักษะ 30% ซึ่งทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เปรียบทางยุทธศาสตร์มากกว่า 5:1 ในด้านจำนวนประชากรและอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมคิดเป็น 2:1[259]

ในทวีปเอเชีย จีนนั้นมีประชากรเป็นหกเท่าของญี่ปุ่น และมีอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศมากกว่าญี่ปุ่นไป 89% แต่ถ้าหากรวมเอาอาณานิคมของญี่ปุ่นเข้าไปด้วย ความแตกต่างของจำนวนประชากรจะลดลงเหลือเพียงสามเท่าและความก้าวหน้าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศลดลงเหลือ 38%[259]

ถึงแม้ว่าความแตกต่างระหว่างทั้งสองฝ่ายจะมีมาก แต่ว่าฝ่ายอักษะก็สามารถตัดกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรได้ด้วยการโจมตีสายฟ้าแลบหลายครั้ง จนลดลงต่ำสุดในปี 1940 แต่ว่าหลังจากที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเข้าสู่สงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรก็มีความได้เปรียบอย่างมากจนสิ้นสงคราม[260]

ช่วงท้ายสงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถช่วงชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจได้ด้วยการเข้ายึดแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และปัจจัยอื่นๆ เยอรมนีและญี่ปุ่นจำเป็นต้องเกณฑ์สตรีเข้าใช้แรงงาน[261][262] เยอรมนีและญี่ปุ่นนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้เตรียมการอย่างเหมาะสมสำหรับการรบแบบยืดเยื้อและไม่มีขีดความสามารถใด ๆ เลยที่จะทำเช่นนั้น[263][264] โดยการทำสงครามของเยอรมนีและญี่ปุ่นจำเป็นต้องอาศัยแรงงานจากประเทศที่ตนเองสามารถยึดครองได้มาใช้แรงงาน[265] โดยพบว่าเยอรมนีได้มีการใช้แรงงานทาสกว่า 12 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากยุโรปตะวันออก[266] และญี่ปุ่นได้มีการใช้แรงงานทาสชาวเอเชียกว่า 18 ล้านคน[267]

[แก้] ค่ายกักกันและการใช้แรงงานทาส

การล้างชาติพันธุ์โดยนาซีได้สังหารชาวยิวในทวีปยุโรปเป็นจำนวนอย่างน้อย 6 ล้านคน รวมไปถึงเชื้อชาติอื่นๆ อีกที่ถูกพวกนาซีลงความเห็นว่าเป็นพวกที่ "ไม่คู่ควร" หรือ "ต่ำกว่ามนุษย์" (รวมไปถึงผู้ที่ทุพพลภาพ ผู้ที่มีอาการป่วยทางจิต เชลยสงครามโซเวียต พวกรักร่วมเพศ สมาคมฟรีเมสัน ผู้นับถือลัทธิพยานพระเยโฮวาห์และชาวยิปซี) โดยเป็นส่วนหนึ่งของถอนรากถอนโคนอย่างจงใจ และได้รับการดำเนินการโดยรัฐบาลฟาสซิสต์นาซี นำโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มีกรรมกรและคนงานราว 12 ล้านคน - โดยส่วนมากมาจากยุโรปตะวันออก - ได้ถูกว่าจ้างให้มาทำงานให้เศรษฐกิจสงครามของนาซีเยอรมนี[268]

นอกเหนือจากค่ายกักกันของนาซีแล้ว ยังมีค่ายกูลัก หรือค่ายแรงงานของสหภาพโซเวียต ซึ่งได้นำไปสู่ความตายของพลเรือนจำนวนมากในดินแดนยึดครองของฝ่ายนาซีเยอรมนีและสหภาพโซเวียต ได้แก่ โปแลนด์ ลิธัวเนีย แลตเวียและเอสโตรเนีย รวมไปถึงเชลยสงครามของเยอรมัน และยังมีชาวโซเวียตบางส่วนที่คาดว่าเป็นผู้สนับสนุนของฝ่ายนาซี[269] จากหลักฐานพบว่าเชลยสงครามของโซเวียตกว่า 60% ของทั้งหมดได้เสียชีวิตระหว่างสงคราม[270] เชลยศึกโซเวียตที่รอดชีวิตและหลบหนีเข้าสู่มาตุภูมิจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ (ดูเพิ่ม: คำสั่งหมายเลข 270) [271]

ศพคนตายกองทับซ้อนกันในค่าย 731 ซึ่งเป็นหน่วยวิจัยพัฒนาอาวุธชีวภาพของญี่ปุ่น

ค่ายเชลยสงครามของญี่ปุ่นเองก็มีผู้เสีบชีวิตเป็นจำนวนมาก และยังมีการตั้งเป็นค่ายแรงงาน ภายหลังจากการตัดสินของศาลทหารพิเศษนานาชาติแห่งภาคพื้นตะวันออกไกล (เดิมชื่อ ศาลพิเศษโตเกียว) ได้ลงมติว่าอัตราการเสียชีวิตของเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรคิดเป็น 27.1% (ในจำนวนนี้เป็นทหารสหรัฐอเมริกา 37%) [272] คิดเป็นเจ็ดเท่าของอัตราเดียวกันของค่ายแรงงานของนาซีเยอรมนีและอิตาลี[273] แต่จำนวนดังกล่าวนั้นมีสูงมาก โดยเฉพาะกับเชลยสงครามชาวจีน[274] หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารสหราชอาณาจักรได้รับการปล่อยตัว 37,853 นาย ทหารเนเธอร์แลนด์ 28,500 นาย ทหารสหรัฐอเมริกา 14,473 นาย แต่พบว่าทหารจีนถูกพบว่าได้รับการปล่อยตัวเพียง 56 นาย[275]

อ้างอิงจากการศึกษาร่วมกันของนักประวัติศาสตร์ ได้สรุปว่า มีชาวจีนมากกว่า 10 ล้านคนถูกเกณฑ์โดยกองทัพญี่ปุ่น และถูกใช้แรงงานอย่างทาส เพื่อวงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา ทั้งในแมนจูกัวและทางภาคเหนือของประเทศจีน[276] ห้องสมุดรัฐสภาแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประมาณว่าในเกาะชวาว่าชาวอินโดนีเซียกว่า 4 ถึง 10 ล้านคนต้องถูกบังคับให้ทำงานแก่กองทัพญี่ปุ่นระหว่างสงคราม ชาวอินโดนีเซียบนเกาะชวากว่า 270,000 คนได้ถูกส่งไปทำงานในดินแดนที่ญี่ปุ่นยึดครองอยู่ในเอเชียอาคเนย์ ซึ่งมีเพียง 52,000 คนเท่านั้นที่สามารถกลับคืนสู่ถิ่นเดิมได้[277]

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1942 ประธานาธิบดีรูสเวลล์ได้ลงนามในแผนการหมายเลข 9066 ซึ่งได้ทำการกักตัวชาวญี่ปุ่น ชาวอิตาลี ชาวเยอรมัน และผู้อพยพบางส่วนจากหมู่เกาะฮาวาย ซึ่งหลบหนีหลังจากการโจมตีที่ฐานทัพเรือเพริ์ล ฮาเบอร์ในช่วงเวลาระหว่างสงครามเป็นจำนวนมาก โดยตัวเลขของชาวญี่ปุ่นซึ่งถูกกักตัวโดยสหรัฐอเมริกาและแคนาดามีจำนวนกว่า 150,000 คน รวมไปถึงชาวเยอรมันและชาวอิตาลีซึ่งอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาเกือบ 11,000 คน

ขณะเดียวกัน ก็การใช้แรงงานโดยฝ่ายสัมพันธมิตรเช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นในดินแดนตะวันออก อย่างเช่นในโปแลนด์[2] แต่ยังมีผู้ใช้แรงงานอีกกว่าล้านคนในตะวันตก ในเดือนธันวาคม 1945 หลักฐานของฝรั่งเศสได้ระบุว่ามีเชลยสงครามชาวเยอรมันกว่า 2,000 คน ตายหรือพิการทุกเดือนในการอบัติเหตุการเก็บกวาดทุ่นระเบิด[278]

นักโทษผู้ทรมานในค่ายกักกันเมาน์ธิวเซน-กูเซนประเทศออสเตรีย ในปี 1945

[แก้] อาวุธเคมีและอาวุธเชื้อโรค

แม้จะมีสนธิสัญญาระหว่างชาติที่คัดค้านต่อการใช้ก๊าซพิษของญี่ปุ่น และกองทัพแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ใช้อาวุธเคมีหลายครั้ง ซึ่งถูกลงนามโดยสันนิบาตชาติเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 1938 แล้วก็ตาม แต่ว่ายังได้มีการใช้ก๊าซพิษและอาวุธชีวภาพกับพลเรือนชาวเอชียซึ่งถูกมองว่า "ต่ำกว่า" ตามคำโฆษณาของกองทัพญี่ปุ่น และจากการศึกษาของนักประวัติศาตร์พบว่าการจะใช้อาวุธเคมีจะต้องมีคำสั่งโดยตรง (rinsanmei) จากสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตเท่านั้น ดังตัวอย่างเช่นพระองค์ได้ทรงอนุญาตให้มีการใช้ก๊าซพิษกับค่าย 375 ระหว่างยุทธการอู่ฮั่น ระหว่างเดือนสิงหาคมจนถึงเดือนตุลาคม 1938[279] ทางด้านอิตาลีก็ได้มีการใช้ซัลเฟอร์มัสตาร์ด ระหว่างการทัพในเอธิโอเปีย

ส่วนอาวุธเชื้อโรคก็ได้ถูกทดลองกับมนุษย์ภายในค่ายกักกันของกองทัพแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ดังเช่นภายในค่าย 731 และได้ถูกรวบรวมโดยพระราชกฤษฎีกาภายในกองทัพกุนทวงในปี 1936 อาวุธเหล่านี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายภายในจีน และทหารผ่านศึกชาวญี่ปุ่นบางคน ก็ได้ใช้กับทหารมองโกเลียและทหารโซเวียตช่วงปี 1939 ระหว่างยุทธการคัลคนิน กอล[280] และตามหลักฐานของออสเตรเลียได้ระบุไว้ว่ามีการทดลองก๊าซไซยาไนต์กับเชลยสงครามชาวออสเตรเลียและชาวดัตช์ระหว่างเดือนพฤษจิกายน 1944 บนหมู่เกาะไค[281]

[แก้] การทิ้งระเบิดตามยุทธวิธี

แผ่นภูมิแท่งแสดงระเบิดของกองทัพอากาศสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาที่ทิ้งเหนือแผ่นดินเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

การทิ้งระเบิดตามยุทธวิธีระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองจำนวนมหาศาลโดยทั้งกองทัพอากาศฝ่ายอักษะและฝ่ายสัมพันธมิตรได้พรากเอาชีวิตของพลเรือนไปกว่าแสนคน ทางด้านการทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาได้พรากเอาชีวตพลเรือนชาวเยอรมันไปกว่า 600,000 คนในการทิ้งระเบิดตามหัวเมืองของเยอรมนี[282] และที่สำคัญที่สุด คือ การทิ้งระเบิดที่เมืองเดรสเดน ทางด้านกรุงลอนดอนได้ถูกทิ้งระเบิดอย่างหนักจากลุควาฟเฟิล ช่วงเดือนกันยายน 1940 จนถึงเดือนพฤษภาคม 1941 ระหว่างการโจมตีสายฟ้าแลบบนแผ่นดินบริเตน และเป็นครั้งแรกที่มีการใช้ระเบิดปรมาณูในการรบ โดยมีสองลูกที่ถูกทิ้งบนแผ่นดินญี่ปุ่น คือ เมืองฮิโรชิมา ("ลิตเติลบอย") และอีกสามวันต่อมาที่เมืองนางาซากิ ("แฟตแมน") ระเบิดปรมาณูทั้งสองลูกได้คร่าชีวิตพลเรือนชาวญี่ปุ่นไปกว่า 200,000 คน[283]

[แก้] อาชญากรรมสงคราม

นับตั้งแต่ปี 1945 ถึง 1951 มีนายทหารเยอรมันและญี่ปุ่นจำนวนมากได้ถูกดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมสงคราม โดยถูกตั้งข้อหาว่าได้ก่ออาชญากรรมต่อต้านสันติภาพ ก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ การทำสงครามเพื่อการรุกราน และข้อหาอื่นๆ นายทหารอาวุโสเยอรมันจำนวนมากได้หลบหนีขณะที่ฝ่ายสัมพันธมิตรมีการพิจารณาจำเลยนูเริมเบิร์ก และนายทหารญี่ปุ่นในศาลทหารพิเศษนานาชาติแห่งภาคพื้นตะวันออกไกล รวมไปถึงอาชญากรรมอื่นๆ ในเขตเอเชียและมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนนายทหารชั้นผู้น้อยลงมาก็ถูกตัดสินว่าผิดในข้อหาที่เบาลงมา แต่กลับไม่มีการให้ความสำคัญกับการละเมิดกฎหมายนานาชาติกับฝ่ายสัมพันธมิตรใดๆ เลย (ดูตัวอย่าง การรุกรานโปแลนด์ของสหภาพโซเวียต ในปี 1941) รวมไปถึงอาญชากรสงครามฝ่ายสัมพันธมิตร และการทิ้งระเบิดตามหัวเมืองสำคัญของฝ่ายอักษะ หรือสหภาพโซเวียตในยุโรปตะวันออก

[แก้] การพัฒนาเทคโนโลยีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] เชิงอรรถ

  1. ^ สงครามโลกครั้งที่สองไม่สามารถกำหนดช่วงเวลาการเกิดสงครามได้อย่างชี้ชัดได้ แต่นักประวัติศาสตร์ตะวันตกนิยมเลือกใช้วันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939
  2. ^ คำว่าสงครามโลกครั้งที่สองในภาษาอังกฤษนั้น ในเอกสารอย่างเป็นทางการของสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพใช้คำว่า "Second World War" ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกาใช้คำว่า "World War II" แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคำนี้โดยทั่วไปแล้วสามารถใช้แทนกันได้
  3. ^ หรืออาจจะแบ่งได้เป็น "กลุ่มประเทศมี" (Have Countries) กับ "กลุ่มประเทศไม่มี" (Have not Countries) คือ การแบ่งประเทศออกเป็นสองกลุ่มโดยแบ่งตามอาณานิคมและทรัพยากรธรรมชาติในครอบครอง ซึ่งเป็นผลมาจากสนธิสัญญาแวร์ซาย นับเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่สงครามโลกในภายหลัง; แหล่งที่มา: สุปราณี มุขวิชิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 385
  4. ^ หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จักรวรรดิอังกฤษมีพื้นที่ 13,290,634 ตารางไมล์ มีประชากร 489,773,541 คน (คิดเป็น 25% ของประชากรโลก) ฝรั่งเศสมีพื้นที่ 4,830,000 ตารางไมล์ มีพลเมือง 106,000,000 คน เนเธอร์แลนด์มีพื้นที่ 735,000 ตารางไมล์ มีพลเมือง 50,000,000 คน ส่วนเยอรมนีผู้แพ้สงคราม มีพื้นที่ลดเหลือเพียง 1,000,000 ตารางไมล์ มีพลเมืองเหลือ 12,000,000 คน; แหล่งที่มา: น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 93
  5. ^ According to D.Glantz, The Soviet‐German War 1941–45 "By 1 November [the Wehrmacht] had lost fully 20% of its committed strength (686,000 men), up to 2/3 of its 1/2-million motor vehicles, and 65 percent of its tanks. The German Army High Command (OKH) rated its 136 divisions as equivalent to 83 full-strength divisions."
  6. ^ According to Ernest May (The United States, the Soviet Union and the Far Eastern War. The Pacific Historical Review. V. 24. No. 2. (1955) p.156) Churchill pointed out:"Russian declaration of war on Japan would be greatly to our advantage, provided, but only provided, that Russians are confident that will not impair their Western Front"
  7. ^ ปฏิบัติการครั้งนี้ "เป็นความพ่ายแพ้อย่างฉิบหายที่สุดแห่งกองทัพเยอรมันทั้งหมดในสงครามโลกครั้งที่สอง", The operation "was the most calamitous defeat of all the German armed forces in World War II". แหล่งที่มา: Zaloga, Bagration 1944: The destruction of Army Group Centre, 7.

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ Hartmann, Frederick H. The relations of nations, pg. 312
  2. ^ James Bradley, Ron Powers. Flags of Our Fathers, pg. 58
  3. ^ Tucker, Spencer; Roberts, Priscilla Mary. Encyclopedia of World War II: A Political, Social, and Military History, pg. 771; note, however, that Tucker's own view is that 191 is most convenient; p. 9.
  4. ^ Chickering, Roger; Förster, Stig; Greiner, Bernd. A World at Total War: Global Conflict and the Politics of Destruction, 1937-1945, pg. 64
  5. ^ Fiscus, James W. Critical Perspectives on World War II, pg. 44
  6. ^ Kantowicz, Edward R. The Rage of Nations, pg. 346
  7. ^ Greer, Gordon B. What Price Security?, pg. 28
  8. ^ 8.0 8.1 น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 80
  9. ^ Jim Dunnigan. Dirty Little Secrets of World War II: Military Information No One Told You About the Greatest, Most Terrible War in History, William Morrow & Company, 1994. ISBN 0-688-12235-3
  10. ^ Mayer, E. (2000) "World War II" course lecture notes on Emayzine.com (Victorville, California: Victor Valley College)
  11. ^ Coleman, P. (1999) "Cost of the War," World War II Resource Guide (Gardena, California: The American War Library)
  12. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 184
  13. ^ Keegan, John (1989), The Second World War, Glenfield, Auckland 10, New Zealand: Hutchinson .
  14. ^ "World War II". The Columbia Encyclopedia (6th). (2007). เรียกข้อมูลวันที่ 2008-03-10. 
  15. ^ Hakim, Joy (1995). A History of Us: War, Peace and all that Jazz. New York: Oxford University Press. ISBN 0-19-509514-6. 
  16. ^ 16.0 16.1 น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 75
  17. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 73
  18. ^ Shaw, Anthony. World War II Day by Day, pg. 35
  19. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 67
  20. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 68
  21. ^ Myers, Ramon; Peattie, Mark. The Japanese Colonial Empire, 1895-1945, pg. 458
  22. ^ 22.0 22.1 22.2 ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 137
  23. ^ Wouk, Herman. The Winds of War, pg. 72
  24. ^ สุปราณี มุขวิธิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 388
  25. ^ ประทุมพร วัชรเสถียร, ยุโรปตะวันออก ความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียต, สำนักพิมพ์ ไทยวัฒนาพานิช จำกัด, หน้า 13
  26. ^ Brody, J. Kenneth. The Avoidable War: Pierre Laval and the Politics of Reality, 1935-1936, pg. 4
  27. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 131
  28. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 133
  29. ^ เจฟเฟอรี เรคคอร์ด. Appeasement Reconsidered: Investigating the Mythology of the 1930s, น. 50
  30. ^ ไมเคิล แมนเดลบอม. The Fate of Nations: The Search for National Security in the Nineteenth and Twentieth Centuries, น. 96
  31. ^ เดวิด เอฟ. ชมิทซ์. Henry L. Stimson: The First Wise Man, น. 124
  32. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 74
  33. ^ อลิสัน คิตสัน. Germany 1858-1990: Hope, Terror, and Revival, น. 231
  34. ^ สุปราณี มุขวิธิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 392
  35. ^ แอนโทนี พี. อดัมทไวท์. The Making of the Second World War, น. 52
  36. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 135
  37. ^ สุปราณี มุขวิธิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 393-394
  38. ^ สุปราณี มุขวิธิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 393
  39. ^ เฮเลน เกรแฮม. The Spanish Civil War: A Very Short Introduction, น. 110
  40. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 151
  41. ^ Robert Melvin Spector. World Without Civilization: Mass Murder and the Holocaust, History, and Analysis, pg. 257
  42. ^ โดนัลด์ เอฟ. บัสกี. Communism in History and Theory: Asia, Africa, and the Americas, น. 10
  43. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 139
  44. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์ หน้า 79
  45. ^ เจริญ ไชยชนะ, สงครามโลกครั้งที่ ๒, สำนักพิมพ์เสริมวิทย์บรรณาธิการ, หน้า 2
  46. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์ หน้า 81
  47. ^ 47.0 47.1 น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์ หน้า 83
  48. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์ หน้า 86-87
  49. ^ 49.0 49.1 น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 91
  50. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, อารัมภบท
  51. ^ Twitchett, Denis; Fairbank, John K. The Cambridge history of China, pg. 566
  52. ^ Coox, Alvin D. Nomonhan: Japan Against Russia, 1939, pg. 189
  53. ^ Amnon Sella. Khalkhin-Gol: The Forgotten War Journal of Contemporary History, Vol. 18, No. 4, Military History (Oct., 1983), pp. 651-687
  54. ^ Collier, Martin; Pedley, Philip. Germany 1919-45, pg. 144
  55. ^ 55.0 55.1 เจริญ ไชยชนะ, สงครามโลกครั้งที่ ๒, เสริมวิทย์บรรณาการ, หน้า 21
  56. ^ Kershaw, Ian. Hitler, 1936-1945: Nemesis, pg. 173
  57. ^ เจริญ ไชยชนะ, สงครามโลกครั้งที่ ๒, เสริมวิทย์บรรณาการ, หน้า 22
  58. ^ Lowe, C. J.; Marzari, F. Italian Foreign Policy 1870-1940, pg. 330
  59. ^ เจริญ ไชยชระ, พ.ท. สัญญา คล้ายจินดา, บุญทรง สราวุธ, ประวิทย์ สมนาวงศ์, ประลอง รัชเวทย์, ชุด ผู้นำสงคราม (War Leader) : มุสโสลินี, เสริมวิทย์บรรณาคาร, หน้า 28
  60. ^ Michael Jabara Carley (1993). End of the 'Low, Dishonest Decade': Failure of the Anglo-Franco-Soviet Alliance in 1939. Europe-Asia Studies 45 (2), 303-341.
  61. ^ Sharp, Alan; Stone, Glyn. Anglo-French Relations in the Twentieth Century, pg 195-197
  62. ^ Max Beloff. The Foreign Policy of Soviet Russia, vol. II, 1936–41. Issued under the auspices of the Royal Institute of International Affairs, Oxford University Press, 1949.
  63. ^ Rudolf Schlesinger. The Foreign Policy of Soviet Russia. Soviet Studies, Vol. 1, No. 2, (Oct., 1949) , pp. 140-150. พิมพ์ที่: Taylor & Francis, Ltd.
  64. ^ E. H. Carr., From Munich to Moscow. I., Soviet Studies, Vol. 1, No. 1, (Jun., 1949), pp. 3-17. Published by: Taylor & Francis, Ltd.
  65. ^ Day, Alan J.; East, Roger; Thomas, Richard. A Political and Economic Dictionary of Eastern Europe, pg. 405
  66. ^ เจริญ ไชยชระ, พ.ท. สัญญา คล้ายจินดา, บุญทรง สราวุธ, ประวิทย์ สมนาวงศ์, ประลอง รัชเวทย์, ชุด ผู้นำสงคราม (War Leader) : มุสโสลินี, เสริมวิทย์บรรณาคาร, หน้า 29
  67. ^ Williams, Peter; Wallace, David. Unit 731: Japan's Secret Biological Warfare in World War II, pg. 64
  68. ^ May, Ernest R. Strange Victory: Hitler's Conquest of France, pg. 93
  69. ^ Zaloga, Steven J. Poland 1939: The Birth of Blitzkrieg, pg. 80
  70. ^ Jowett, Philip S. The Japanese Army, 1931-45, pg. 14
  71. ^ Hanhimäki, Jussi M. Containing Coexistence: America, Russia, and the "Finnish Solution", หน้า 13
  72. ^ 72.0 72.1 72.2 72.3 Hsiung, James Chieh; Levine, Steven I. China's Bitter Victory: The War with Japan, 1937-1945, pg. 16
  73. ^ Bilinsky, Yaroslav. Endgame in NATO's Enlargement: The Baltic States and Ukraine, pg. 9
  74. ^ Commager, Henry Steele. The Story of the Second World War, pg. 30
  75. ^ Reynolds, David. From World War to Cold War: Churchill, Roosevelt, and the International History of the 1940s, pgs. 76, 77
  76. ^ 76.0 76.1 Kennedy, David M. Freedom from Fear: The American People in Depression and War, 1929-1945, pg. 439
  77. ^ Militärgeschichtliches Forschungsamt. Germany and the Second World War - Volume 2: Germany's Initial Conquests in Europe, pg. 311
  78. ^ Brown, David. The Road to Oran: Anglo-French Naval Relations, September 1939-July 1940, pg. xxx
  79. ^ Kelly, Nigel; Rees, Rosemary; Shuter, Jane. Twentieth Century World, pg. 38
  80. ^ Goldstein, Margaret J. World War II, pg. 35
  81. ^ Mercado, Stephen C. The Shadow Warriors of Nakano: A History of the Imperial Japanese Army's Elite Intelligence School, pg. 109
  82. ^ Brown, Robert J. Manipulating the Ether: The Power of Broadcast Radio in Thirties America, pg. 91
  83. ^ Morison, Samuel Eliot. History of United States Naval Operations in World War II, pg. 60
  84. ^ Maingot, Anthony P.The United States and the Caribbean: Challenges of an Asymetrical Relationship, pg. 52
  85. ^ Bilhartz, Terry D.; Elliott, Alan C.Currents in American History: A Brief History of the United States, pg. 179
  86. ^ Weinberg, Gerhard L. A World at Arms: A Global History of World War II, pg. 200
  87. ^ Weinberg, Gerhard L. A World at Arms: A Global History of World War II, pg. 201
  88. ^ Murray, Williamson; Millett, Allan Reed. A War to Be Won: Fighting the Second World War, pg. 165
  89. ^ Knell, Hermann. To Destroy a City: Strategic Bombing and Its Human Consequences in World War II, pg. 205
  90. ^ Clogg, Richard. A Concise History of Greece, pg. 118
  91. ^ Jackson, Ashley. The British Empire and the Second World War, pg. 106
  92. ^ Weinberg, Gerhard L. A World at Arms: A Global History of World War II, pg. 229
  93. ^ Watson, William E. Tricolor and Crescent: France and the Islamic World, pg. 80
  94. ^ Jackson, Ashley. The British Empire and the Second World War, pg. 154
  95. ^ Stewart, Vance. Three Against One: Churchill, Roosevelt, Stalin Vs Adolph Hitler, pg. 159
  96. ^ The London Blitz, 1940. Eyewitness to History (2001). สืบค้นวันที่ 2008-03-11
  97. ^ Joes, Anthony James. Resisting Rebellion: The History And Politics of Counterinsurgency, pg. 224
  98. ^ Fairbank, John King. China: A New History, pg. 320
  99. ^ Garver, John W. Chinese-Soviet Relations, 1937-1945: The Diplomacy of Chinese Nationalism, pg. 114
  100. ^ Weinberg, Gerhard L. A World at Arms: A Global History of World War II, pg. 195
  101. ^ Amnon Sella. "Barbarossa": Surprise Attack and Communication. Journal of Contemporary History, Vol. 13, No. 3, (Jul., 1978), pp. 555-583.
  102. ^ Kershaw, Ian. Fateful Choices, pp.66–69.
  103. ^ Jonathan Steinberg. The Third Reich Reflected: German Civil Administration in the Occupied Soviet Union, 1941-4 The English Historical Review, Vol. 110, No. 437 (Jun., 1995), pp. 620-651
  104. ^ Milan Hauner. Did Hitler Want a World Dominion? Journal of Contemporary History, Vol. 13, No. 1 (Jan., 1978), pp. 15-32
  105. ^ Cynthia A. Roberts. Planning for War: The Red Army and the Catastrophe of 1941. Europe-Asia Studies, Vol. 47, No. 8 (Dec., 1995), pp. 1293-1326
  106. ^ Alan F. Wilt. Hitler's Late Summer Pause in 1941. Military Affairs, Vol. 45, No. 4 (Dec., 1981), pp.187-191.
  107. ^ David M. Glantz The Soviet‐German War 1941–45Myths and Realities: A Survey Essay.
  108. ^ Hitler Can Be Beaten. The New York Times: Aug 5, 1941
  109. ^ Brian P. Farrell. Yes, Prime Minister: Barbarossa, Whipcord, and the Basis of British Grand Strategy, Autumn 1941. The Journal of Military History, Vol. 57, No. 4 (Oct., 1993), pp. 599-625
  110. ^ Pravda, Alex; Duncan, Peter J. S. Soviet-British Relations Since the 1970s, pg. 29
  111. ^ Heptulla, Najma. The Logic of Political Survival, pg. 131
  112. ^ 112.0 112.1 Louis, William Roger. More Adventures with Britannia: Personalities, Politics and Culture in Britain, pg. 223
  113. ^ Gannon, James. Stealing Secrets, Telling Lies: How Spies and Codebreakers Helped Shape the Twentieth Century, pg. 76
  114. ^ AFLMA Year in Review, pg. 32
  115. ^ AFLMA Year in Review, pg. 33
  116. ^ Irvine H. Anderson, Jr. De Facto Embargo on Oil to Japan: A Bureaucratic Reflex. The Pacific Historical Review, Vol. 44, No. 2 (May, 1975), p. 201.
  117. ^ Northrup, Cynthia Clark. The American economy: a historical encyclopedia, pg. 214
  118. ^ Lightbody, Bradley. The Second World War: Ambitions to Nemesis, pg. 125
  119. ^ Morgan, Patrick M. Strategic Military Surprise: Incentives and Opportunities, pg. 51
  120. ^ Gerald R. Kleinfeld. Hitler's Strike for Tikhvin. Military Affairs, Vol. 47, No. 3 (Oct., 1983), pp. 122-128
  121. ^ Shukman, Harold. Stalin's Generals, p.113
  122. ^ Burroughs, William James. Climate: Into the 21st Century, pg. 115
  123. ^ Klaus Reinhardt ; Karl B. Keenan. Moscow-The Turning Point: The Failure of Hitler's Strategy in the Winter of 1941-42. Berg, 1992. ISBN 0854966951. P.227.
  124. ^ A. S. Milward. The End of the Blitzkrieg. The Economic History Review, New Series, Vol. 16, No. 3 (1964), pp. 499-518.
  125. ^ Louis Rotundo. The Creation of Soviet Reserves and the 1941 Campaign. Military Affairs, Vol. 50, No. 1 (Jan., 1986), pp. 21-28.
  126. ^ Whymant, Robert. Stalin's Spy: Richard Sorge and the Tokyo Espionage Ring, pg. 314
  127. ^ Raymond L. Garthoff. The Soviet Manchurian Campaign, August 1945. Military Affairs, Vol. 33, No. 2 (Oct., 1969), p. 312.
  128. ^ Welch, David. Modern European History, 1871-2000: A Documentary Reader, pg. 102
  129. ^ Thurman,M. J.; Sherman, Christine. War Crimes: Japan's World War II Atrocities, pg. 68
  130. ^ Mingst, Karen A.;Karns, Margaret P. United Nations in the Twenty-First Century, pg. 22
  131. ^ Dunn, Dennis J. Caught Between Roosevelt & Stalin: America's Ambassadors to Moscow, pg. 157
  132. ^ Klam, Julie. The Rise of Japan and Pearl Harbor, pg. 27
  133. ^ Hill, J. R.; Ranft, Bryan. The Oxford Illustrated History of the Royal Navy, pg. 362
  134. ^ Hill, J. R.; Ranft, Bryan. The Oxford Illustrated History of the Royal Navy, pg. 362
  135. ^ Hsiung, James Chieh; Levine, Steven I. China's Bitter Victory: The War with Japan, 1937-1945, pg. 158
  136. ^ Chun, Clayton K. S. The Doolittle Raid 1942: America's First Strike Back at Japan, pg. 88
  137. ^ Gooch, John. Decisive Campaigns of the Second World War, pg.52
  138. ^ Molinari, Andrea. Desert Raiders: Axis and Allied Special Forces 1940-43, pg. 91
  139. ^ Welch, David. Modern European History, 1871-2000: A Documentary Reader, pg. 102
  140. ^ Mitcham, Samuel W.; Mitcham, Samuel W. Jr. Rommel's Desert War: The Life and Death of the Afrika Korps, pg. 31
  141. ^ Glantz, David M. From the Don to the Dnepr: Soviet Offensive Operations, December 1942-August 1943, pg. 215
  142. ^ Maddox, Robert James. The United States and World War II, pgs. 111-112
  143. ^ Salecker, Gene Eric. Fortress Against the Sun: The B-17 Flying Fortress in the Pacific, pg. 186
  144. ^ Ropp, Theodore. War in the Modern World, pg. 368
  145. ^ Weinberg, Gerhard L. A World at Arms: A Global History of World War II, pg. 339
  146. ^ Gilbert, Adrian. The Encyclopedia of Warfare: From Earliest Times to the Present Day, pg. 259
  147. ^ Swain, Bruce. A Chronology of Australian Armed Forces at War 1939-45, pg. 197
  148. ^ Hane, Mikiso. Modern Japan: A Historical Survey, pg. 340
  149. ^ Marston, Daniel. The Pacific War Companion: From Pearl Harbor to Hiroshima, pg. 111
  150. ^ Brayley, Martin. The British Army, 1939-45, pg. 9
  151. ^ Read, Anthony. The Devil's Disciples: Hitler's Inner Circle, pg. 764
  152. ^ Badsey, Stephen. The Hutchinson Atlas of World War II Battle Plans: Before and After, pgs. 235-236
  153. ^ Black, Jeremy. World War Two: A Military History, pg. 119
  154. ^ Shukman, Harold. Stalin's Generals, pg. 142
  155. ^ Paxton, Robert O. Vichy France: Old Guard and New Order, 1940-1944, pg. 313
  156. ^ Rich, Norman. Hitler's War Aims: Ideology, the Nazi State, and the Course of Expansion, pg. 178
  157. ^ Penrose, Jane. The D-Day Companion, pg. 129
  158. ^ Thomas, David Arthur. A Companion to the Royal Navy, pg. 265
  159. ^ 159.0 159.1 Ross, Steven T. American War Plans, 1941-1945: The Test of Battle, pg. 38
  160. ^ Thomas, Nigel. German Army 1939-1945 (2) : North Africa & Balkans, pg. 8
  161. ^ Bonner, Kit; Bonner, Carolyn. Warship Boneyards, pg. 24
  162. ^ Collier, Paul. The Second World War (4) : The Mediterranean 1940-1945, pg. 11
  163. ^ Thompson, John Herd; Randall, Stephen J. Canada and the United States: Ambivalent Allies, pg. 164
  164. ^ Freedom from Fear: The American People in Depression and War, 1929-1945, pg. 610
  165. ^ Rottman, Gordon L. World War II Pacific Island Guide: A Geo-Military Study, pg. 228
  166. ^ Lightbody, Bradley. The Second World War: Ambitions to Nemesis, pg. 224
  167. ^ Zeiler, Thomas W. Unconditional Defeat: Japan, America, and the End of World War II, pg. 60
  168. ^ Craven, Wesley Frank; Cate, James Lea. The Army Air Forces in World War II, Volume Five - The Pacific, Matterhorn to Nagasaki, pg. 207
  169. ^ Hsiung, James Chieh; Levine, Steven I. China's Bitter Victory: The War with Japan, 1937-1945, pg. 163
  170. ^ Coble, Parks M. Chinese Capitalists in Japan's New Order: The Occupied Lower Yangzi, 1937-1945, pg. 85
  171. ^ O'Reilly, Charles T. Forgotten Battles: Italy's War of Liberation, 1943-1945, pg. 32
  172. ^ McGowen, Tom. Assault From The Sea: Amphibious Invasions in the Twentieth Century, pgs. 43-44
  173. ^ Lamb, Richard. War in Italy, 1943-1945: A Brutal Story, pgs. 154-155
  174. ^ Hart, Stephen; Hart, Russell. The German Soldier in World War II, pg. 151
  175. ^ Blinkhorn, Martin. Mussolini and Fascist Italy, pg. 52
  176. ^ Read, Anthony; Fisher, David. The Fall of Berlin, pg. 129
  177. ^ Havighurst, Alfred F. Britain in Transition: The Twentieth Century, pg. 344
  178. ^ Read, Anthony. The Devil's Disciples: Hitler's Inner Circle, pg. 804
  179. ^ Glantz, David M. From the Don to the Dnepr: Soviet Offensive Operations, December 1942-August 1943, pgs. 216-217
  180. ^ Glantz, David M. From the Don to the Dnepr: Soviet Offensive Operations, December 1942-August 1943, pgs. 216-217
  181. ^ Chubarov, Alexander. Russia's Bitter Path to Modernity: A History of the Soviet and Post-Soviet Eras, pg. 122
  182. ^ Zaloga, Steven J. US Armored Units in the North African and Italian Campaigns 19422-45, pg. 81
  183. ^ Badsey, Stephen. Normandy 1944: Allied Landings and Breakout, pg. 91
  184. ^ Estonian State Commission on Examination of Policies of Repression (2005). The White Book: Losses inflicted on the Estonian nation by occupation regimes. 1940 – 1991. Estonian Encyclopedia Publishers. 
  185. ^ Mart Laar. "Sinimäed 1944: II maailmasõja lahingud Kirde-Eestis". Tallinn: Varrak, 2006
  186. ^ Berend, Tibor Iván. Central and Eastern Europe, 1944-1993: Detour from the Periphery to the Periphery, pg. 8
  187. ^ Wiktor, Christian L. Multilateral Treaty Calendar - 1648-1995, pg. 426
  188. ^ Wiest, Andrew A.; Barbier, M. K. Strategy and Tactics Infantry Warfare pgs. 65, 66
  189. ^ Wiktor, Christian L. Multilateral Treaty Calendar - 1648-1995, pg. 426
  190. ^ Steven H. Newton (1995). Retreat from Leningrad : Army Group North, 1944/1945. Atglen, Philadelphia: Schiffer Books. 
  191. ^ Marston, Daniel. The Pacific War Companion: From Pearl Harbor to Hiroshima, pg. 120
  192. ^ Jowett, Philip S. The Japanese Army, 1931-45, pg. 8
  193. ^ Howard, Joshua H. Workers at War: Labor in China's Arsenals, 1937-1953, pg. 140
  194. ^ Drea, Edward J. In the Service of the Emperor: Essays on the Imperial Japanese Army, pg. 54
  195. ^ Cook, Chris; Bewes, Diccon. What Happened Where: A Guide to Places and Events in Twentieth-Century History, pg. 305
  196. ^ Weinberg, Gerhard L. A World at Arms: A Global History of World War II, pp.758 & 820.
  197. ^ Glantz, David M. The Soviet-German War 1941-1945: Myths and Realities: A Survey Essay pg. 85
  198. ^ Solsten, Eric. Dwight Germany: A Country Study , pgs. 76-77
  199. ^ United States Dept. of State. The China White Paper, August 1949, pg. 113
  200. ^ O'Reilly, Charles T. Forgotten Battles: Italy's War of Liberation, 1943-1945, pg. 244
  201. ^ Kershaw, Ian. Hitler, 1936-1945: Nemesis, pg. 823
  202. ^ 202.0 202.1 Donnelly, Mark. Britain in the Second World War, pg. xiv
  203. ^ Chant, Christopher. The Encyclopedia of Codenames of World War II, pg. 118
  204. ^ Drea, Edward J. In the Service of the Emperor: Essays on the Imperial Japanese Army, pg. 57
  205. ^ Jowett, Philip S. The Japanese Army, 1931-45, pg. 6
  206. ^ Poirier, Michel Thomas (1999-10-20). Results of the German and American Submarine Campaigns of World War II. U.S. Navy. สืบค้นวันที่ 2008-04-13
  207. ^ Williams, Andrew J. Liberalism and War: The Victors and the Vanquished, pg. 90
  208. ^ Miscamble, Wilson D. From Roosevelt to Truman: Potsdam, Hiroshima, and the Cold War, pg. 201
  209. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 445
  210. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 447-449
  211. ^ 211.0 211.1 ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 449
  212. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 223,426
  213. ^ 213.0 213.1 ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 427
  214. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 434
  215. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 427-428
  216. ^ http://www.history.com/encyclopedia.do?articleId=226140
  217. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 429
  218. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 436
  219. ^ http://www.un.org/aboutun/history.htm
  220. ^ Yoder, Amos. The Evolution of the United Nations System, pg. 39
  221. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 162
  222. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 159
  223. ^ Kantowicz, Edward R. Coming Apart, Coming Together, pg. 6
  224. ^ 224.0 224.1 ประทุมพร วัชรเสถียร, ยุโรปตะวันออก ความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียต, สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด, หน้า 20
  225. ^ A Constructed Peace: The Making of the European Settlement, 1945-1963, pg. 33
  226. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 160
  227. ^ Leffler, Melvyn P.; Painter, David S. Origins of the Cold War: An International History, pg. 318
  228. ^ Conteh-Morgan, Earl. Collective Political Violence: An Introduction to the Theories and Cases of Violent Conflicts, pg. 30
  229. ^ Dornbusch, Rudiger; Nölling, Wilhelm P.; Layard, Richard G. Postwar Economic Reconstruction and Lessons for the East Today, pg. 29
  230. ^ Bull, Martin J.; Newell, James. Italian Politics: Adjustment Under Duress, pg. 21
  231. ^ Emadi-Coffin, Barbara. Rethinking International Organization: Deregulation and Global Governance, pg. 64
  232. ^ Harrop, Martin. Power and Policy in Liberal Democracies, pg. 23
  233. ^ Smith, Alan. Russia And the World Economy: Problems of Integration, pg. 32
  234. ^ Harrop, Martin. Power and Policy in Liberal Democracies, pg. 49
  235. ^ Harper, Damian. China, pg. 46
  236. ^ World War II: Combatants and Casualties (1937 — 1945). สืบค้นวันที่ 2007-04-20
  237. ^ Source List and Detailed Death Tolls for the Twentieth Century Hemoclysm. สืบค้นวันที่ 2007-04-20
  238. ^ World War II Fatalities. สืบค้นวันที่ 2007-04-20
  239. ^ Leaders mourn Soviet wartime dead.
  240. ^ J. M. Winter, "Demography of the War", in Dear and Foot, ed., Oxford Companion to World War, p 290.
  241. ^ Chang, Iris. The Rape of Nanking: The Forgotten Holocaust of World War II, pg. 102
  242. ^ Florida Center for Instructional Technology (2005). Victims. A Teacher's Guide to the Holocaust. University of South Florida. สืบค้นวันที่ 2008-02-02
  243. ^ Rummell, Statistics, [1]
  244. ^ Hilton, Laura J. Encyclopedia of World War II: A Political, Social, and Military History, pg. 319
  245. ^ Hal Gold, Unit 731 testimony, Tuttle, 1996, p.75-77; Hilton, Laura J. Encyclopedia of World War II: A Political, Social, and Military History, pg. 320
  246. ^ Harris, Sheldon H. Factories of Death: Japanese Biological Warfare,1932-1945, and the American Cover-up, pg. 74
  247. ^ Sabella, Robert ; Li, Feifei; Li, Fei Fei; Liu, David. Nanking 1937: Memory and Healing, pg. 69
  248. ^ Japan tested chemical weapons on Aussie POW: new evidence, http://search.japantimes.co.jp/member/nn20040727a9.html
  249. ^ Aksar, Yusuf. Implementing International Humanitarian Law: From the Ad Hoc Tribunals to a Permanent International Criminal Court, pg. 45
  250. ^ Liberman, Peter. Does Conquest Pay?: The Exploitation of Occupied Industrial Societies, pg. 42
  251. ^ Milward, Alan S. War, Economy, and Society, 1939-1945, pg. 138
  252. ^ Perrie, Maureen; Lieven, D. C. B.; Suny, Ronald Grigor. The Cambridge History of Russia, pg. 232
  253. ^ Hill, Alexander. The War Behind The Eastern Front: The Soviet Partisan Movement In North-West Russia 1941-1944, pg. 5
  254. ^ Christofferson, Thomas Rodney; Christofferson, Michael Scott. France During World War II: From Defeat to Liberation, pg. 156
  255. ^ Ikeo, Aiko. Economic Development in Twentieth Century East Asia: The International Context, pg. 107
  256. ^ 256.0 256.1 Militärgeschichtliches Forschungsamt. Germany and the Second World War - Volume VI: The Global War, pg. 266
  257. ^ Zhifen Ju, "Japan's atrocities of conscripting and abusing north China draftees after the outbreak of the Pacific war", 2002
  258. ^ (DOCID+id0029) Library of Congress, 1992, "Indonesia: World War II and the Struggle For Independence, 1942–50; The Japanese Occupation, 1942–45" Access date: February 9, 2007
  259. ^ 259.0 259.1 Harrison, Mark. The Economics of World War II: Six Great Powers in International Comparison, pg. 3
  260. ^ Harrison, Mark. The Economics of World War II: Six Great Powers in International Comparison, pg. 2
  261. ^ Hughes, Matthew; Mann, Chris. Inside Hitler's Germany: Life Under the Third Reich, pg. 148
  262. ^ Bernstein, Gail Lee. Recreating Japanese Women, 1600-1945, pg. 267
  263. ^ Lindberg, Michael; Daniel, Todd. Brown-, Green- and Blue-Water Fleets: the Influence of Geography on Naval Warfare, 1861 to the Present, pg. 126
  264. ^ Cox, Sebastian. The Strategic Air War Against Germany, 1939-1945, pg. 84
  265. ^ Unidas, Naciones. World Economic And Social Survey 2004: International Migration, pg. 23
  266. ^ http://www.dw-world.de/dw/article/0,2144,1757323,00.html
  267. ^ Zhifen Ju, "Japan's atrocities of conscripting and abusing north China draftees after the outbreak of the Pacific war", 2002, (DOCID+id0029) Library of Congress, 1992, "Indonesia: World War II and the Struggle For Independence, 1942–50; The Japanese Occupation, 1942–45"
  268. ^ Final Compensation Pending for Former Nazi Forced Laborers.
  269. ^ Gulag: Understanding the Magnitude of What Happened.
  270. ^ Soviet Prisoners of War: Forgotten Nazi Victims of World War II.
  271. ^ The warlords: Joseph Stalin.
  272. ^ Japanese Atrocities in the Philippines.
  273. ^ Yuki Tanaka, Hidden Horrors, 1996, p.2,3.
  274. ^ Akira Fujiwara, Nitchû Sensô ni Okeru Horyo Gyakusatsu, Kikan Sensô Sekinin Kenkyû 9, 1995, p.22
  275. ^ Tanaka, ibid., Herbert Bix, Hirohito and the Making of Modern Japan, 2001, p.360
  276. ^ Zhifen Ju, "Japan's atrocities of conscripting and abusing north China draftees after the outbreak of the Pacific war", 2002
  277. ^ Zhifen Ju, "Japan's atrocities of conscripting and abusing north China draftees after the outbreak of the Pacific war", 2002
  278. ^ S. P. MacKenzie "The Treatment of Prisoners of War in World War II" The Journal of Modern History, Vol. 66, No. 3. (Sep., 1994), pp. 487-520.
  279. ^ Yoshiaki Yoshimi and Seiya Matsuno, Dokugasusen Kankei Shiryō II (Materials on poison gas Warfare), Kaisetsu, Jūgonen sensō gokuhi shiryōshū, Funi Shuppankan, 1997
  280. ^ Hal Gold, Unit 731 testimony, p.64–65, 1996.
  281. ^ Japan tested chemical weapon on Aussie POW: new evidence. The Japan Times (2007-07-27). เรียกข้อมูลเมื่อวันที่ 2007-06-10
  282. ^ Germany's forgotten victims.
  283. ^ The Atomic Bombings of Hiroshima and Nagasaki.

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

Commons:Category
คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่นๆ เกี่ยวกับ:
สงครามโลกครั้งที่สอง