ภาษาอาหม
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
| อาหม (Ahom) | ||
|---|---|---|
| พูดใน: | รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย | |
| ภูมิภาค: | เอเชียใต้ | |
| การสูญหาย: | ภาษาตาย ปัจจุบันใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาของชาวอาหม | |
| ตระกูลภาษา: | ไท-กะได คำ-ไท บี-ไท ไท-เสก อาหม (Ahom) |
|
| ระบบการเขียน: | อักษรอาหม | |
| รหัสภาษา | ||
| ISO 639-1: | ไม่มี | |
| ISO 639-2: | — | |
| ISO 639-3: | aho | |
| หมายเหตุ: บทความนี้มีสัญลักษณ์สัทอักษรสากลปรากฏอยู่ คุณอาจต้องการไทป์เฟซที่รองรับยูนิโคดเพื่อการแสดงผลที่สมบูรณ์ | ||
ภาษาอาหม เป็นหนึ่งในกลุ่มภาษาย่อยไทพายัพ ซึ่งเป็นภาษาในกลุ่ม ไท-กะได, คำ-ไท, บี-ไท, ไท-เสก. อยู่ในตระกูลภาษาไท-กะได ซึ่งภาษาอาหมนั้นมีสิ่งที่น่าสนใจก็คือ อาหมมีอักษร และถ้อยคำของตนใช้สื่อสารทั้งพูดและเขียนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ชาวอาหมในปัจจุบันนั้นหันไปใช้ภาษาอัสสัม ซึ่งอยู่ในภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียนแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำที่บันทึกจารึกไว้ในคัมภีร์ในบทสวดในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ก็พบว่าชาวไทอาหมยังใช้ภาษาไทได้อย่างสมบูรณ์
เนื้อหา |
[แก้] ยุคเสื่อมของภาษาอาหม
ชาวอาหมไม่เคยคิดว่าตัวเองต่ำต้อย จนกระทั่งกษัตริย์อาหมยอมรับวัฒนธรรมฮินดู นำระบบวรรณะมาใช้ เพราะถูกพราหมณ์ยกยอ และนำพิธีกรรมต่างๆ มารองรับสถานะให้กษัตริย์มีฐานะที่สูงขึ้น เมื่อนำพิธีกรรมต่างๆมาใช้ ภาษาก็เปลี่ยนไปตามพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีกรรม ทั้งที่ชาวอาหมแท้ๆนั้นมีจำนวนไม่มากนัก และภาษาอัสสัมก็ครอบงำสำคม รวมไปถึงราชสำนักเพื่อเข้าถึงฮินดู จนลุกลามไปยังขุนนาง และราษฎรต่างๆ ครั้นตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ อังกฤษก็ถอดกษัตริย์อาหมออก และให้อำนาจแก่พราหมณ์ และขุนนางฮินดูแทน ภาษาอาหมจึงใช้กันจำกัดลงเรื่อยๆ จนเป็นภาษาตายไม่มีใครใช้ในชีวิตประจำวัน กลุ่มนักบวชเทวไท (Deotai) ซึ่งเป็นนักบวชตามความเชื่อลัทธิฟ้าหลวง แม้จะพยายามรักษาประเพณี พิธีกรรมต่างๆ แต่ก็ทำได้จำกัด และนักบวชก็ขาดคนพูดอาหมด้วย และไม่มีใครเข้าใจได้ชัดเจน
[แก้] โคลงกลอนอาหม
กลอนอาหมที่มีเรื่องเกี่ยวกับการสร้างโลก ซึ่งเป็นกลอนไทยที่มีจำนวนพยางค์เลขคี่เขียนแบบกลอนหัวเดียว ลงท้ายวรรคคู่ด้วยสระเสียงเดียวกัน เหมือนเพลงลำตัด หรือเพลงเรือ สรุปคือ กลอนหก และกลอนแปดของไทยเป็นลูกผสมระหว่างกลอนไทยที่มีจำนวนพยางค์เป็นเลขคี่ แต่ต่อมาใช้เลขคู่แบบปัฐยาวัตของอินเดีย และคำสวดของอาหม ก็คล้ายกับ แหล่ ของไทยด้วย
[แก้] ลักษณะของภาษาอาหม
ภาษาอาหม กับภาษาในศิลาจารึกสุโขทัยของไทย ต่างก็เป็นภาษาไทยุคเก่า ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมากกว่าภาษาถิ่นไทยในปัจจุบัน และในภาษาอาหมไม่มีการใช้คำราชาศัพท์ คำที่ใช้พูดกับคนธรรมดาก็ใช้พูดกับกษัตริย์ หรือเจ้าได้
[แก้] ภาษาอาหมในปัจจุบัน
แม้ว่าภาษาอาหมจะมีการฟื้นฟูอย่างน้อย 3 ช่วงเวลา ช่วงที่ 1 ในสมัยพระเจ้าจักรธวัช สิงห์ในช่วงปี ค.ศ. 1663 -1663 ช่วงที่ 2 ในยุคหลังจากอังกฤษเข้าปกครองในรัฐอัสสัมราวปี ค.ศ. 1826 และช่วงที่ 3 ตั้งแต่ ค.ศ. 1980 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการฟื้นฟูภาษาไท และตั้ง สมาคมวรรณกรรมไทตะวันออก (Eastern Tai Literary Association) ที่เมืองกูวาฮาติ โดยสมคมมุ่งมั่นปฏิบัติให้พัฒนาการเรียน เขียนอ่านภาษาอาหม พร้อมกันนี้ให้สนับสนุนให้ค้นคว้าศึกษาเอกสารโบราณของชาวอาหมอย่างจริงจัง
[แก้] ตัวอย่างคำอาหม
- เกา = ฉัน(กู)
- โปเกา = พ่อตา
- ไป,ไปกะ = คำบอกลาไป
- ไปคัน = ไปอย่างรวดเร็ว
- ไป่ = ไผ่
- เปล่า = ว่าง
- เป่า = เป่าลม
- มุง = เมือง
- เจ้ = เมืองที่มีคูน้ำล้อมรอบ (ตรงกับคำว่า แจ้ ในคำเมือง เช่น แจ้ห่ม)
- มู = ฤดู, อากาศ,เวลา
- มูหนาว = ฤดูหนาว
- มูเหนียว = เวลานี้, เดี๋ยวนี้
- มะพุก = พรุ่งนี้
- ไหม้ = เผา
- ถ้า = คอย
- ปินไหง่ = ฝุ่นละออง (ตรงกับคำว่า ไหง่ ในภาษาอีสาน ซึ่งปัจจุบันมีใช้แถบชนบท)
- จี = จดจำ (ตรงกับคำว่า จือจำ ในภาษาอีสาน)
- ถัก = เย็น, ถัก
- เล็ง = วิ่ง
- ญม = ยิ้ม
- กำ = ข้อห้าม
- อาย = เข้าอาย
- อ้าย = พี่ชาย
- อ้า = เปิดออก, เปิดเผยออก
- อา = น้องของพ่อ
- ที่ไฟ = ไฟ
- บินหวัด = เป็นหวัด
- บอร์ = ใหญ่, กว้าง
- คนม้า = คนเลว คนชั่ว
- งอนตา = คิ้ว
- คิ้ว = ฟัน
- ม่านตา = แว่นตา
- คีบตีน = รองเท้า
- แรงไฟ = รถไฟ
- โง = วัว
- แรงโง = เกวียน
- แรงน่อง = รถสามล้อ
- ริก = เรียก
- ด้ำ = ผีบ้านผีเรือน (เช่น ผีซ้ำ ด้ำพลอย)
- มอยด้ำ = เนินดินฝังพระอัฐิกษัตริย์อาหม
- หมอรู้หมอแสง = ปุโรหิต
- หมอลิกหมอลาย = อาลักษณ์
[แก้] คำนับจำนวน เวลา
ในการนับเลขอาหมโดยเฉพาะการนับทั้งหมด แต่มีสำเนียงเพี้ยนจากภาษาไทยไปบ้าง
- เอ็ด = หนึ่ง
- ฉอง = สอง
- ฉาม = สาม
- ฉี่ = สี่
- ห่า = ห้า
- หรุก = หก
- จิด = เจ็ด
- เป็ด = แปด
- เก่า = เก้า
- ฉิบ = สิบ
[แก้] คำทักทาย
- เปอ่องเลเล = มีความหมายว่าจงเจริญ (ซึ่งมาจากภาษาพม่าซ้อนคำไทอาหมเดิม เนื่องจาก เป แปลว่า ชนะ รวมกับคำว่า อ่อง ซึ่งเป็นภาษาพม่าที่แปลว่า ชนะ เช่นเดียวกัน ส่วนคำว่า เล เป็นคำลงท้ายแบบเดียวกับหางเสียง ครับ, ค่ะ)
- คุปต่าง = กราบไหว้(ในบทบูชาบรรพชน)
- คุปต่าง ชมโหลง = ขอบคุณ
[แก้] ดูเพิ่ม
[แก้] อ้างอิง
- บุญยงค์ เกศเทศ."คนไท"ในชมพูทวีป.กรุงเทพ:หลักพิมพ์. หน้า 80-81
- บรรจบ พันธุเมธา. กาเลหม่านไต (2504)
- ประเสริฐ ณ นคร. การสร้างโลกตามคติไทอาหม และความรู้จากไทอาหม
- วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์. ภาษาเชิงประวัติ:วิวัฒนาการภาษาไทย และภาษาอังกฤษ. หน้า 213-229
|
||||||||||||||||||||||||||