ปรีดี พนมยงค์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
| ปรีดี พนมยงค์ (Pridi Banomyong) | |
|
นายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 7
|
|
| ดำรงตำแหน่ง สมัยที่ 1: 24 มีนาคม พ.ศ. 2489 - 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 (ลาออก) สมัยที่ 2: 7 มิถุนายน พ.ศ. 2489 - 11 มิถุนายน พ.ศ. 2489 (ลาออก) |
|
| สมัยก่อนหน้า | พันตรี ควง อภัยวงศ์ |
|---|---|
| สมัยถัดไป | พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ |
|
|
|
| เกิด | 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2443 ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา |
| ถึงแก่อสัญกรรม | 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 (82 ปี) ชานกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส |
| สังกัดพรรค | พรรคสหชีพ |
| สมรสกับ | ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ |
| ลายมือชื่อ | |
ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์ (11 พฤษภาคม พ.ศ. 2443 — 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2526) หรือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ผู้นำคนสำคัญของประเทศไทย หัวหน้าคณะราษฎรสายพลเรือน ผู้อภิวัฒน์การปกครองของสยามจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย เป็นนายกรัฐมนตรี[1] 3 สมัย และรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ อีกหลายสมัย ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง และเป็น "ผู้ประศาสน์การ" คนแรกและคนเดียวของมหาวิทยาลัยฯ
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผู้นำขบวนการเสรีไทยต่อต้านกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นผู้แพ้สงคราม นอกจากนี้ยังเคยดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์[2]ในรัชกาลที่ 8 และได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่องในฐานะ "รัฐบุรุษอาวุโส"[3] ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งทางการเมืองอันทรงเกียรติสูงสุด
ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้มีคุณูปการแก่ชาติอย่างมากมาย แต่กลับกลายเป็นบุคคลที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ด้วยข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงในกรณีสวรรคต รัชกาลที่ 8 และภัยคุกคามจากคณะรัฐประหาร พ.ศ. 2490 เป็นเหตุให้ต้องลี้ภัยการเมืองไปยังประเทศจีนและฝรั่งเศสรวมระยะเวลากว่า 30 ปี ไม่ได้กลับสู่มาตุภูมิอีกเลยจนถึงแก่อสัญกรรม ใน พ.ศ. 2526
ในปี พ.ศ. 2543 องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้ประกาศยกย่องปรีดี พนมยงค์ ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก และบรรจุชื่อของท่านไว้ใน ปฏิทินบุคคลสำคัญของโลก (ปี ค.ศ. 2000-2001)
[แก้] ประวัติ
[แก้] ชาติกำเนิด
ปรีดี พนมยงค์ เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2443 ณ เรือนแพหน้าวัดพนมยงค์ ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรคนที่ 2 ของ นายเสียง และ นางลูกจันทน์ พนมยงค์ ซึ่งมีอาชีพทำนา บรรพบุรุษข้างบิดาสืบเชื้อสายมาจากพระนมในสมัยกรุงศรีอยุธยา ชื่อ "ประยงค์" (เล่าสืบต่อกันมาว่า พระนมประยงค์ เป็นผู้สร้างวัดในที่สวนของตัวเอง ห่างจากกำแพงพระราชวังด้านตะวันตกโดยตั้งชื่อตามผู้สร้างว่า วัดพระนมยงค์ หรือ วัดพนมยงค์ ซึ่งต่อมาเมื่อมีการประกาศพระราชบัญญัติขนานนามสกุล พ.ศ. 2456 ทายาทจึงได้ใช้นามสกุลว่า "พนมยงค์" ซึ่งตระกูลพนมยงค์ได้อุปถัมภ์วัดนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน)
[แก้] การศึกษา
เริ่มศึกษาหนังสือไทยที่บ้านครูแสง ตำบลท่าวาสุกรี และสำเร็จการศึกษาในระดับประถมที่โรงเรียนวัดศาลาปูน อำเภอกรุงเก่า จากนั้นไปศึกษาชั้นมัธยมเตรียมที่โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร แล้วย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า หรือปัจจุบันคือ โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จนสอบไล่ได้ชั้นมัธยม 6 (ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดสำหรับหัวเมือง) แล้วไปศึกษาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย อีก 6 เดือน จึงลาออกเพื่อกลับไปช่วยบิดาทำนา
พ.ศ. 2460 ปรีดีเข้าศึกษาที่โรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม และศึกษาภาษาฝรั่งเศสที่เนติบัณฑิตยสภากับ อาจารย์เลเดแกร์ (E.Ladeker) ที่ปรึกษาศาลต่างประเทศ จนสอบไล่วิชากฎหมายชั้นเนติบัณฑิตได้ ใน พ.ศ. 2462 แต่ตามข้อบังคับสมัยนั้นยังเป็นเนติบัณฑิตไม่ได้เพราะอายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงต้องรอจนอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ใน พ.ศ. 2463 ปรีดีจึงได้เป็นสมาชิกสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา
ต่อมาได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงยุติธรรมให้ทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส โดยเข้าศึกษาวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยกอง (Université de Caen) สอบไล่ได้ปริญญารัฐเป็น "บาเชอลิเอร์" กฎหมาย (Bachelier en Droit) และได้ปริญญารัฐเป็น "ลิซองซิเอ" กฎหมาย (Licencié en Droit)
หลังจากศึกษาสำเร็จในระดับปริญญาโทแล้ว ปรีดีได้ย้ายไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกสาขานิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยปารีส (Université de Paris) จนสำเร็จใน พ.ศ. 2469 ด้วยคะแนนเกียรตินิยมดีมาก (Trés Bien) นับเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ปริญญาเอกแห่งรัฐ (Doctorat d'État) เป็น "ดุษฎีบัณฑิตกฎหมาย" (Docteur en Droit) ฝ่ายนิติศาสตร์ (Sciences Juridiques) นอกจากนี้ท่านยังสอบไล่ได้ประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงในสาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง (Diplôme d'Etudes Supérieures d'Economie Politique) อีกด้วย
[แก้] เริ่มก่อตั้งคณะราษฎร
ในขณะที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศส ปรีดีได้ร่วมกับเพื่อนอีก 6 คนรวมเป็น 7 คน ประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกเพื่อก่อตั้งคณะราษฎรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ณ หอพักแห่งหนึ่งย่าน "Rue Du Sommerard" กรุงปารีส ผู้ร่วมประชุมประกอบด้วย ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี, ร.ท.แปลก ขิตตะสังคะ (แปลก พิบูลสงคราม), ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี, นายตั้ว ลพานุกรม, หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี), นายแนบ พหลโยธิน โดยมีวัตถุประสงค์คือเปลี่ยนการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เปลี่ยนการปกครองของกษัตริย์ที่อยู่เหนือกฎหมายมาเป็นการปกครองที่มีกษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย และการดำเนินเพื่อให้สยามบรรลุหลัก 6 ประการคือ
- รักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศให้มั่นคง
- รักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายตอ่กันลดลงให้มาก
- บำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ พร้อมกับวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
- ให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน
- ให้ราษฎรมีเสรีภาพที่ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวแล้ว
- ให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
[แก้] การสมรสและครอบครัว
นายปรีดี พนมยงค์ ได้สมรสกับ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ สกุลเดิม ณ ป้อมเพชร์ ธิดา มหาอำมาตย์ตรี พระยาชัยวิชิตวิศิษฎ์ธรรมธาดา (ขำ ณ ป้อมเพชร์) กับ คุณหญิงเพ็ง (สุวรรณศร) เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2471 มีบุตร-ธิดาทั้งหมด 6 คน คือ นางสาวลลิตา พนมยงค์, นายปาล พนมยงค์, นางสาวสุดา พนมยงค์, นายศุขปรีดา พนมยงค์, นางดุษฎี บุญทัศนกุล, นางวาณี สายประดิษฐ์ (สมรสกับนายสุรพันธ์ สายประดิษฐ์ บุตรชาย กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ "ศรีบูรพา")
[แก้] เริ่มต้นการทำงาน
เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2470 ปรีดีเริ่มทำงานในตำแหน่งผู้พิพากษาประจำกระทรวงยุติธรรม ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเลขานุการกรมร่างกฎหมายและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "หลวงประดิษฐ์มนูธรรม" (พ.ศ. 2471) ต่อมาใน พ.ศ. 2475 ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการประจำกรมร่างกฎหมาย[4]
ในช่วงที่รับราชการในกระทรวงยุติธรรมนี้ ปรีดีได้รวบรวมกฎหมายไทยตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในสภาพกระจัดกระจายให้มารวมเป็นเล่มเดียว ใช้ชื่อว่า “ประชุมกฎหมายไทย” หนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์นิติสาส์นซึ่งเป็นโรงพิมพ์ส่วนตัวของท่านเอง
นอกจากงานที่กรมร่างกฎหมายแล้ว ท่านยังเป็นอาจารย์ผู้สอนที่โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรมอีกด้วย ในชั้นแรกได้สอนวิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ว่าด้วยลักษณะหุ้นส่วน บริษัทและสมาคม ต่อมาได้สอนวิชากฎหมายระหว่างประเทศ แผนกคดีบุคคล ลูกศิษย์ของท่านในช่วงดังกล่าวนี้ได้แก่ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายจิตติ ติงศภัทิย์ นายดิเรก ชัยนาม นายเสริม วินิจฉัยกุล นายเสวต เปี่ยมพงศ์สานต์ นายไพโรจน์ ชัยนาม นายจินดา ชัยรัตน์ นายโชติ สุวรรณโพธิ์ศรี และนายศิริ สันตะบุตร
ใน พ.ศ. 2474 ปรีดีเป็นคนแรกที่เริ่มสอนวิชากฎหมายปกครอง (Droit Administratif) กล่าวกันว่าวิชากฎหมายปกครองนี้ เป็นวิชาที่สร้างชื่อเสียงเป็นอย่างมากทั้งนี้เพราะสาระของวิชานี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิชากฎหมายมหาชน ซึ่งอธิบายถึงหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยอันเป็นหัวใจของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งการสอนวิชาดังกล่าวนี้ต้องอาศัยความกล้าหาญและมุ่งมั่นทางการเมืองอยู่ไม่น้อย เมื่อคำนึงถึงว่าในขณะนั้นประเทศไทยยังปกครองอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์
ในขณะเดียวกันท่านก็ได้อาศัยการสอนที่โรงเรียนกฎหมายฯ ปลุกจิตสำนึกนักศึกษาให้สนใจเป็นขั้นๆ ถึงความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนระบบการปกครองจากระบบเดิมให้เป็นระบบราชาธิปไตยภายใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังได้เปิดอบรมทบทวนวิชากฎหมายที่บ้านถนนสีลมเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์กับนักศึกษาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จึงมีลูกศิษย์หลายคนเข้าร่วมเป็นสมาชิกและผู้สนับสนุนคณะราษฎร
[แก้] อภิวัฒน์การปกครอง
วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ปรีดีร่วมกับสมาชิกคณะราษฎรที่ประกอบด้วยกลุ่มทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีรัฐธรรมนูญใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศและให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ได้สำเร็จโดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อ ในการปฏิบัติการครั้งนี้มีพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นหัวหน้าคณะและเป็นผู้อ่านประกาศคณะราษฎรต่อหน้าเหล่าทหารและประชาชน ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า
หลังจากนั้นคณะราษฎรโดยนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำสายพลเรือน ได้จัดให้มีการประชุมระหว่างคณะราษฎร และเสนาบดี ปลัดทูลฉลอง ขึ้น ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อชี้แจง จุดประสงค์ หลักการระบอบใหม่ กฎหมายพระธรรมนูญการปกครองแผ่นดินโดยย่อ และขอความร่วมมือในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนับว่าเป็นการอภิวัฒน์การปกครองครั้งสำคัญยิ่งของสังคมไทย นำมาสู่การได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในระดับที่มากขึ้น หลักฐานแห่งประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้ถูกถ่ายทอดมาถึงปัจจุบันบนลานพระบรมรูปทรงม้าด้านสนามเสือป่า เป็นหมุดทองเหลืองฝังอยู่กับพื้นถนน เขียนข้อความไว้ว่า
|
[แก้] บทบาทและผลงานในขณะดำรงตำแหน่งทางการเมือง
[แก้] นิติบัญญัติและการวางรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ปรีดีเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดวางรูปแบบการปกครอง ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเป็นผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ โดยเป็นผู้ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475[5] ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 พร้อมกันนั้นยังมีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 อันเป็นรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของสยาม[6] ที่ใช้เป็นบรรทัดฐานของการปกครองในระบอบใหม่
ในขณะเดียวกัน ปรีดีก็ได้รับแต่งตั้งจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นเลขาธิการ (คนแรก) ของสภาผู้แทนราษฎรสยาม ด้วยตำแหน่งดังกล่าวทำให้ท่านมีบทบาทด้านนิติบัญญัติในการวางหลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคให้แก่ราษฎร โดยเป็นผู้ยกร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งฉบับแรก และเป็นผู้ริเริ่มให้สตรีมีสิทธิ์ในการออกเสียงเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนราษฎรได้เช่นเดียวกับเพศชาย (Universal Suffrage)[7] นับว่าก้าวหน้ากว่าประเทศฝรั่งเศสซึ่งเพิ่งเปิดโอกาสให้สตรีมีสิทธิ์เช่นนี้ได้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
จากการที่ได้ไปศึกษาในประเทศฝรั่งเศส ปรีดีสนับสนุนแนวคิดเรื่องศาลปกครอง และก็เป็นผู้นำเอาวิชา "กฎหมายปกครอง" (Droit Administratif) มาสอนเป็นคนแรก ณ โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม แนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความต้องการให้ราษฎรสามารถตรวจสอบฝ่ายปกครองได้ และมีสิทธิในทางการเมืองเท่าเทียมกับข้าราชการอย่างแท้จริง
เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วท่านจึงผลักดันให้รัฐบาลยกฐานะกรมร่างกฎหมายและสถาปนาขึ้นเป็น "คณะกรรมการกฤษฎีกา"[8] ทำหน้าที่ยกร่างกฎหมายและเป็นที่ปรึกษากฎหมายของแผ่นดิน ทั้งยังพยายามผลักดันให้ "คณะกรรมการกฤษฎีกา" ทำหน้าที่ "ศาลปกครอง" อีกด้วย แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เนื่องจากวัฒนธรรมในทางอำนาจนิยมของรัฐไทยยังมีอยู่หนาแน่น ความพยายามในการตั้งศาลปกครองของปรีดีจึงประสบอุปสรรคมาโดยตลอด
ในปี พ.ศ. 2476 ได้เสนอ "เค้าโครงการเศรษฐกิจ" หรือที่เรียกกันว่า "สมุดปกเหลือง" ต่อรัฐบาลเพื่อใช้เป็นนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ[9] ตามเจตนารมณ์หลัก 6 ประการของคณะราษฎร โดยดำเนินเศรษฐกิจแบบสหกรณ์ แต่ไม่ทำลายกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของเอกชน ซึ่งท่านได้ชี้แจงไว้ว่า
ปรีดียังได้วางหลักการประกันสังคม คือให้การประกันแก่ราษฎรตั้งแต่เกิดจนตายว่า เมื่อราษฎรผู้ใดไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้เจ็บป่วย พิการ หรือชรา ไม่สามารถทำงานได้ ก็จะได้รับความอุปการะเลี้ยงดูจากรัฐบาล ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนในหมวดที่ 3 แห่งเค้าโครงการเศรษฐกิจ ในชื่อร่าง พ.ร.บ."ว่าด้วยการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร" แต่น่าเสียดายที่ความคิดดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ กว่าประเทศไทยจะยอมรับให้มีนโยบายประกันสังคม ก็เป็นเวลาอีก 60 ปีต่อมา
เค้าโครงการเศรษฐกิจนี้ถูกคัดค้านอย่างหนักจากพลังเก่าของสังคมสยามในยุคนั้น เพราะไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจซึ่งเจ้าขุนมูลนายยังเป็นผู้คุมอำนาจอยู่
[แก้] การกระจายอำนาจการปกครอง
ปรีดีเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการร่างพระราชบัญญัติระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 เพื่อให้รูปแบบและระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น
เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พ.ศ. 2476 - พ.ศ. 2478) ก็ได้ริเริ่มให้มีการจัดตั้ง "เทศบาล" ทั่วราชอาณาจักรสยาม ตาม พ.ร.บ.เทศบาล โดยมุ่งหวังให้การปกครองทัองถิ่นเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยและได้กวดขันให้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านและกำนันตาม พ.ร.บ.ปกครองท้องที่ และจัดตั้งกรมโยธาเทศบาลเพื่อสอดคล้องกับการปกครองเทศบาลและสร้างทางท้องที่หลายจังหวัด นอกจากนี้ท่านยังได้สร้างโรงพยาบาลหลายแห่ง รวมทั้งจัดให้มีเรือพยาบาลตามลำน้ำโขงโดยใช้สลากกินแบ่งของท้องที่ สร้างฝายและพนังหลายแห่งเพื่อช่วยชาวนาและเกษตรกร สร้างทัณฑนิคมเพื่อให้ผู้พ้นโทษแล้วมีที่ดินของตน ฯลฯ[10]
[แก้] ด้านการศึกษา
ในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปรีดีได้สถาปนา "มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง" (มธก.) ขึ้นเมื่อ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 และได้รับแต่งตั้งเป็น "ผู้ประศาสน์การ"[11] (พ.ศ. 2477 - พ.ศ. 2490) คนแรกและคนเดียวของมหาวิทยาลัย เพื่อสนองเจตนารมณ์ข้อสุดท้ายของหลัก 6 ประการที่ว่า "จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร" ด้วยเห็นว่าในขณะนั้น สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่มีอยู่มิได้เปิดกว้างเพื่อชนส่วนใหญ่ ดังนั้นมหาวิทยาลัยใหม่ตามแนวความคิดของท่าน จึงเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดกว้างเพื่อราษฎร เป็นตลาดวิชา ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการศึกษาเล่าเรียนเท่าเทียมกัน ปรีดีกล่าวไว้ในวันสถาปนามหาวิทยาลัยว่า
มหาวิทยาลัยแห่งนี้มิได้ใช้งบประมาณแผ่นดินแต่อย่างใด หากอาศัยเงินที่มาจากค่าสมัครเข้าเรียนของนักศึกษาทั่วราชอาณาจักรและดอกผลที่ได้มาจากธนาคารแห่งเอเซียเพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม (Bank of Asia) ซึ่งปรีดีเป็นผู้ก่อตั้ง โดยให้มหาวิทยาลัยถือหุ้นถึง 80% นอกจากนี้ปรีดียังได้ยกกิจการโรงพิมพ์นิติสาส์นของท่านให้แก่มหาวิทยาลัยเพื่อพิมพ์เอกสารตำราคำสอนแก่นักศึกษา นับว่าเป็นสถาบันที่มีเสรีภาพทางวิชาการและเป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐอย่างแท้จริง
ผลิตผลของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านสงครามและต่อสู้เพื่อสันติภาพ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มหาวิทยาลัยเป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการใหญ่ขององค์การต่อต้านญี่ปุ่น หรือต่อมาเรียกว่าขบวนการเสรีไทย
ภายหลังจากที่ปรีดีถูกขับให้พ้นจากวงการเมืองไทยแล้ว รัฐบาลอำนาจนิยมเข้าครอบครองและได้เปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัย โดยตัดคำว่า "วิชา" และ "การเมือง" ออก เหลือเพียง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อไม่ให้นักศึกษายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทั้งยังทำการขายหุ้นทั้งหมดของมหาวิทยาลัย จนไม่มีความสามารถที่จะเลี้ยงตัวเองได้ กลายเป็นมหาวิทยาลัยปิดที่ต้องอาศัยงบประมาณจากรัฐบาล[12]
[แก้] ด้านการต่างประเทศ
ในเวลานั้นสยามยังอยู่ภายใต้บังคับของสนธิสัญญาระหว่างประเทศอันไม่เป็นธรรม ที่รัฐบาลสมัยสมบูรณายาสิทธิราชย์ได้ทำไว้กับประเทศต่าง ๆ ถึง 13 ประเทศ ในนามของสนธิสัญญาทางไมตรีพาณิชย์และการเดินเรือ
เมื่อภารกิจด้านการปกครองในกระทรวงมหาดไทยเข้ารูปเข้ารอยแล้ว ปรีดีได้ก้าวเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ (พ.ศ. 2478 - พ.ศ. 2481) เป็นผู้นำในการทวงอำนาจอธิปไตยของประเทศกลับคืนมา โดยยึดหลักเอกราชทั้งในทางการเมือง การศาล และเศรษฐกิจ ในระยะเวลา 3 ปีที่ดำรงตำแหน่ง ท่านได้ใช้ความพยายามทางการทูตเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคที่สยามได้ทำไว้กับประเทศมหาอำนาจ 12 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ สเปน โปรตุเกส เดนมาร์ก สวีเดน อิตาลี เบลเยียม และนอร์เวย์ ตามลำดับ ซึ่งประเด็นหลักในการแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคมีอยู่ 2 ประเด็น คือ
- สิทธิสภาพนอกอาณาเขต (extraterritorialiry) คือคนในบังคับของต่างประเทศไม่ต้องขึ้นต่อศาลสยาม ทำให้สยามสูญเสียเอกราชในทางศาล
- ภาษีร้อยชักสาม คือรัฐบาลสยามสามารถเรียกเก็บภาษีศุลกากรขาเข้าได้เพียงไม่เกินร้อยละ 3 เท่านั้น ทำให้สยามขาดรายได้เข้าประเทศเท่าที่ควรจะได้ นับเป็นการสูญเสียเอกราชในทางเศรษฐกิจ
ปรีดีได้ใช้ยุทธวิธีบอกเลิกสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับประเทศคู่สัญญาเหล่านั้น และได้ยื่นร่างสนธิสัญญาฉบับใหม่โดยอาศัยหลัก "ดุลยภาพแห่งอำนาจ" จนสามารถยกเลิกสนธิสัญญาดังกล่าวได้สำเร็จ ทำให้สยามได้เอกราชทางศาลและเอกราชทางเศรษฐกิจกลับคืนมา และมีสิทธิเสมอภาคกับนานาประเทศทุกประการ[13]
หนังสือพิมพ์ สเตรตไทม์ ของสิงคโปร์กล่าวยกย่อง ปรีดีไว้ในบทบรรณาธิการว่า "ดร. ปรีดี พนมยงค์ เสมือนหนึ่งเป็น แอนโทนี อีเดน" (รัฐมนตรีต่างประเทศคนสำคัญของรัฐบาลอังกฤษ)
[แก้] ด้านการคลัง
เมื่อปรีดีเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2484) ได้ตั้งปณิธานที่จะใช้เครื่องมือทางการคลังสร้างความมั่นคงให้แก่ชาติ สร้างความเป็นธรรมและความสุขสมบูรณ์แก่ราษฎร[9] โดยแถลงต่อรัฐสภาว่าจะปรับปรุงระบบการเก็บภาษีให้เป็นธรรมแก่สังคม และได้บรรลุภารกิจในด้านการจัดเก็บภาษีอากรที่สำคัญ ดังนี้
- ช่วยเหลือราษฎรที่ต้องแบกรับภาษีที่ไม่เป็นธรรม ด้วยการยกเลิกเงินภาษีรัชชูปการ และอากรค่านา (เงินส่วย) ซึ่งชาวนาต้องเสียแก่เจ้าศักดินา เป็นต้น[14]
- จัดระบบเก็บภาษีอากรที่เป็นธรรมในระบอบประชาธิปไตยโดนสถาปนา "ประมวลรัษฎากร" (Revenue Code) เป็นแบบฉบับครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งรวมบทบัญญัติเกี่ยวกับภาษีอากรทางตรง
- ออก พรบ.ภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นภาษีก้าวหน้า กล่าวคือผู้ใดมีรายได้มากก็เสียภาษีมากหากมีรายได้น้อยก็เสียภาษีน้อย และผู้ใดบริโภคเครื่องบริโภคที่ไม่จำเป็นแก่การดำรงชีพก็ต้องเสียภาษีอากรมากตามลำดับ
ในด้านการสร้างเสถียรภาพทางการเงินและการคลังของประเทศ ปรีดีคาดการณ์ว่าอาจเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นในไม่ช้า เงินปอนด์สเตอร์ลิงซึ่งสยามประเทศใช้เป็นทุนสำรองเงินตราอาจจะลดค่าลงได้ ท่านพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่าภายใต้สถานการณ์ของโลกที่มีความไม่แน่นอนนั้น การเก็บรักษาทุนสำรองของชาติเอาไว้เป็นทองคำแท่งน่าจะเป็นนโยบายที่เหมาะสม และเห็นว่าอังกฤษซึ่งอยู่ในสถานะสงครามกับเยอรมนีในยุโรปแล้วตั้งแต่ปี 2482 มีแนวโน้มว่าจะต้องเผชิญหน้ากับญี่ปุ่นในเอเชียแปซิฟิกด้วยในอนาคตอันใกล้ อันจะมีผลกระทบต่อสถานภาพของเงินปอนด์สเตอร์ลิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น จึงได้จัดการเอาเงินปอนด์ที่เป็นเงินทุนสำรองเงินตราจำนวนหนึ่งซื้อทองคำแท่งหนัก 1 ล้าน ออนซ์ ในราคาออนซ์ละ 35 เหรียญสหรัฐฯ นำมาเก็บไว้ในห้องนิรภัยกระทรวงการคลัง นอกจากนี้ยังได้โอนเงินปอนด์เพื่อแลกซื้อเงินดอลลาร์และทองคำแท่งเก็บไว้ที่สหรัฐอเมริกาอีกส่วนหนึ่ง ทำให้เสถียรภาพของค่าเงินบาทในเวลานั้นมั่นคงที่สุดแม้ว่าเป็นระยะใกล้จะเกิดสงครามเต็มทีแล้ว ทองคำแท่งจำนวนดังกล่าวยังคงเก็บรักษาไว้เป็นทุนสำรองเงินบาทอยู่จนทุกวันนี้ (ในปัจจุบันทองคำในตลาดโลกมีมูลค่าราว 1,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์)
เมื่อได้ปรับปรุงระบบภาษีอากรให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคมขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว อีกทั้งระบบการเงินของประเทศก็มีความมั่นคงด้วยทุนสำรองเงินตราอันประกอบด้วยทองคำและเงินตราต่างประเทศในสกุลที่ทั่วโลกยอมรับ ปรีดีในฐานะผู้รับผิดชอบบริหารนโยบายการเงินการคลังของประเทศ ก็ได้รื้อฟื้นเรื่องการจัดตั้งธนาคารกลางหรือธนาคารแห่งชาติ ซึ่งได้เคยปรารภไว้แล้วใน “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” มาพิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง โดยจัดตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทยขึ้นก่อน และเร่งฝึกพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ให้พร้อมในการบริหารธนาคารชาติ ต่อมาจึงได้จัดตั้ง "ธนาคารชาติไทย" ขึ้น ในปี พ.ศ. 2483 หรือต่อมารู้จักกันในนาม "ธนาคารแห่งประเทศไทย"[15][16] เพื่อทำหน้าที่เป็นธนาคารชาติของรัฐโดยสมบูรณ์
[แก้] บทบาทในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะอุบัติขึ้น นายปรีดี พนมยงค์ เล็งเห็นว่าลัทธิเผด็จการทหารกำลังจะจุดชนวนให้เกิดสงครามโลก จึงอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "พระเจ้าช้างเผือก" (The King of The White Elephant) เพื่อสื่อทัศนะสันติภาพและคัดค้านการทำสงครามผ่านไปยังนานาประเทศ โดยแสดงจุดยืนอย่างแจ่มชัดด้วยพุทธภาษิตที่ปรากฏในภาพยนตร์ที่ว่า "นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ" (ไม่มีสุขใดเสมอด้วยความสงบสันติ) ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังสื่อให้เห็นว่าชาวสยามพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อต่อด้านสงครามรุกรานอย่างมีศักดิ์ศรี
ปลายปี พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นเปิดแนวรบในสงครามมหาเอเชียบูรพาเพื่อครองความเป็นมหาอำนาจในเอเชีย หลังจากที่บุกจู่โจมฐานทัพเรือเพิร์ลฮาร์เบอร์ของสหรัฐฯและดินแดนในครอบครองของอังกฤษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว เช้ามืดวันที่ 8 ธันวาคม ญี่ปุ่นก็ยกพลขึ้นบกตามแนวชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย และส่งกองกำลังภาคพื้นดินบุกเข้าประเทศไทยทางกัมพูชา รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ตกลงทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นเพื่อให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่านแผ่นดินไทย และในที่สุดก็ร่วมวงไพบูลย์กับญี่ปุ่นประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 อันเป็นการละเมิดต่อประกาศพระบรมราชโองการให้ปฏิบัติตามความเป็นกลาง พ.ศ. 2482[17]
ฝ่ายอังกฤษจึงประกาศสงครามกับไทยเพื่อเป็นการตอบโต้ อย่างไรก็ตามปรีดีในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชการที่ 8 ไม่เห็นด้วยกับการให้ญี่ปุ่นละเมิดอธิปไตยและแสดงจุดยืนให้ปรากฏโดยเป็นผู้นำในการจัดตั้งองค์การต่อต้านญี่ปุ่น หรือต่อมาเรียกว่า "ขบวนการเสรีไทย" ประกอบด้วยคนไทยทุกชั้นวรรณะ ทั้งที่อยู่ในประเทศและอยู่ต่างประเทศ ท่านไม่ยอมลงนามในประกาศสงครามนั้นด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่า หากลงนามไปแล้วก็ยากที่จะให้ประเทศสัมพันธมิตรเชื่อถือการปฏิบัติการของขบวนการเสรีไทย
กระแสความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของรัฐบาลจอมพล ป. ได้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในหมู่ชนทุกเหล่า แต่รัฐบาลถือว่าตนเองมีความชอบธรรมในการปราบปรามผู้ที่ไม่เห็นด้วย โดยมีบทลงโทษตั้งแต่การจำคุกไปจนถึงการประหารชีวิต อีกทั้งกองทัพญี่ปุ่นที่เข้ามาประจำการในประเทศ ก็ใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวต่อผู้ที่ต้องสงสัยว่าดำเนินกิจกรรมต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น ดังนั้นปฏิบัติการต่อต้านรัฐบาลและญี่ปุ่นผู้รุกราน จึงต้องเป็นงาน "ใต้ดิน" ที่ปิดลับ
ปรีดีในฐานะผู้สำเร็จราชการฯ และหัวหน้าเสรีไทยในรหัสนามว่า "รูธ" (Ruth) ต้องทำงานเสี่ยงตายในสองบทบาทตลอดเวลา 3 ปีกว่าของสงครามมหาเอเชียบูรพา โดยถือความลับสุดยอดเป็นหัวใจของการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ภารกิจของเสรีไทยบรรลุเป้าหมายให้ได้ คือ
- ต่อสู้กับญี่ปุ่นผู้รุกราน
- ปฏิบัติการให้ฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองเจตนารมณ์ที่แท้จริงของราษฎรไทย
- ให้สัมพันธมิตรรับรองว่าประเทศไทยไม่ตกเป็นฝ่ายแพ้สงครามร่วมกับญี่ปุ่น
ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2488 ปรีดีแจ้งให้สัมพันธมิตรทราบว่า เสรีไทยจำนวน 8 หมื่นคนทั่วประเทศพร้อมที่จะลุกฮือขึ้นเพื่อทำสงครามกับทหารญี่ปุ่นอย่างเปิดเผย แต่ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ขอร้องให้ชะลอแผนนี้ไว้ก่อน ด้วยเหตุผลทางแผนยุทธศาสตร์ของทหารฝ่ายสัมพันธมิตร ในที่สุดฝ่ายญี่ปุ่นก็ยอมแพ้สงครามอย่างไม่มีเงื่อนไขในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2488 หลังจากเครื่องบินของสหรัฐอเมริกาไปทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ
เมื่อญี่ปุ่นได้ยอมจำนน ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงได้แจ้งให้ผู้สำเร็จราชการฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยว่า สัมพันธมิตรไม่ถือว่าประเทศไทยเป็นผู้แพ้สงคราม ประเทศไทยไม่ต้องถูกยึดครอง รัฐบาลไทยไม่ต้องยอมจำนน กองทัพไทยไม่ต้องวางอาวุธ และขอให้ท่านรีบออกแถลงการณ์ ปฏิเสธการประกาศสงครามระหว่างไทยกับสัมพันธมิตร เพื่อลบล้างข้อผูกพันทั้งหลายทั้งปวงที่รัฐบาลไทยในสมัยหนึ่งได้ทำไว้กับญี่ปุ่น
วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ออกประกาศสันติภาพในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล[18] ว่าการประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 เป็นโมฆะ ไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย และประเทศไทยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับสหประชาชาติในการสถาปนาสันติภาพในโลกนี้ ต่อมารัฐบาลได้ประกาศให้วันที่ 16 สิงหาคม ของทุกปีเป็น "วันสันติภาพไทย"
ภายหลังจากการประกาศสันติภาพ ตัวแทนพลพรรคเสรีไทยจากทั่วประเทศกว่า 8,000 นาย ได้เดินสวนสนามผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน โดยมีนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และหัวหน้าขบวนการเสรีไทยเป็นประธาน เมื่อสิ้นสุดภารกิจลงแล้ว ปรีดีได้ประกาศยกเลิกขบวนการเสรีไทย[19] โดยมีสุนทรพจน์บางตอนว่า
[แก้] ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี[1] (24 มีนาคม พ.ศ. 2489) ท่านได้ใช้ความรู้ความสามารถเจรจาต่อรองกับฝ่ายสัมพันธมิตรในปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงกับอังกฤษ เรื่องสัญญาสมบูรณ์แบบ และการเจรจาให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งเพิกถอนเงินซึ่งได้ถูกกักกันไว้ในสหรัฐฯ ทำให้ประเทศไทยสามารถแก้ไขสถานะผู้แพ้สงครามได้สำเร็จอย่างละมุนละม่อม สามารถเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติอย่างเต็มภาคภูมิ
[แก้] รัฐบุรุษอาวุโส
ด้วยคุณูปการที่เป็นผู้นำในการกอบกู้บ้านเมืองในยามคับขันนี้เอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่องนายปรีดี พนมยงค์ ไว้ในฐานะ "รัฐบุรุษอาวุโส"[3] ซึ่งถือได้ว่าเป็นตำแหน่งทางการเมืองอันทรงเกียรติสูงสุด ดังที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2488 ว่า
[แก้] ลี้ภัยรัฐประหาร
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคต รัฐบาลนายปรีดีที่เพิ่งชนะเลือกตั้งหลังการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 ได้ขอความเห็นชอบต่อสภาฯ ว่า ผู้ที่จะขึ้นครองราชย์สืบสันตติวงศ์ควรได้แก่สมเด็จพระอนุชา (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช) เมื่อสภามีมติเห็นชอบแล้ว ปรีดีก็ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ทั้งที่เพิ่งได้รับโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2489[20] ก่อนการสวรรคต 1 วัน ด้วยเหตุผลว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงแต่งตั้งตนเป็นนายกรัฐมนตรีได้สวรรคตเสียแล้ว แต่หลังจากนั้นสภาผู้แทนราษฎรก็สนับสนุนให้ปรีดี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเป็นสมัยที่ 3[21] 11 มิถุนายน พ.ศ. 2489
กรณีสวรรคต รัชกาลที่ 8 ถูกศัตรูทางการเมืองของปรีดี ซึ่งเชื่อกันว่าประกอบด้วยกลุ่มทหารที่สูญเสียอำนาจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน และกลุ่มอำนาจเก่า ฉวยโอกาสนำมาใช้ทำลายปรีดีทางการเมือง โดยการกระจายข่าวไปตามหนังสือพิมพ์ ร้านกาแฟ และสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งส่งคนไปตะโกนในศาลาเฉลิมกรุงว่า "ปรีดีฆ่าในหลวง" ซึ่งเป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก กลายเป็นกระแสข่าวลือ และนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของปรีดีในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2489 โดยหลังจากนั้น หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มนายปรีดี ให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน
ต่อมาในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 คณะรัฐประหาร ประกอบด้วย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ พ.อ.กาจ กาจสงคราม พ.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.อ.ถนอม กิตติขจร พ.ท.ประภาส จารุเสถียร และ ร.อ.สมบูรณ์ (ชาติชาย) ชุณหะวัณ ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ จากรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ด้วยสาเหตุที่รัฐบาลไม่สามารถคลี่คลายคดีสวรรคต การลดบทบาทของกองทัพ และปัญหาทางเศรษฐกิจ[22] หลังจากยึดอำนาจสำเร็จ คณะรัฐประหารนำกำลังทหารพร้อมรถถังบุกยิงทำเนียบท่าช้างวังหน้าซึ่งปรีดีและครอบครัวอาศัยอยู่ แล้วพยายามจะจับกุมตัวปรีดี แต่ปรีดีทราบข่าวก่อนเพียงไม่กี่นาทีจึงหนีทัน และได้ลี้ภัยการเมือง ไปยังประเทศสิงคโปร์ จนถึงปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2491 จึงออกเดินทางต่อไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน
พ.ศ. 2492 ปรีดีกลับมาประเทศไทยเพื่อทำการยึดอำนาจคืนจากรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในเหตุการณ์ "ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์" (26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492) แต่กระทำการไม่สำเร็จ (เรียกกันว่า "กบฏวังหลวง") จึงต้องลี้ภัยไปอยู่สาธารณรัฐประชาชนจีน จนถึง พ.ศ. 2513 จึงย้ายไปอยูที่ประเทศฝรั่งเศส จนถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 ณ บ้านพักชานกรุงปารีส ขณะที่ปรีดีเสียชีวิตเป็นช่วงของรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
[แก้] ปัจฉิมวัย
21 ปีที่ลี้ภัยการเมืองในสาธารณรัฐประชาชนจีนและอีก 13 ปีในประเทศฝรั่งเศส เป็นชีวิตที่ผันผวนพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนและญาติมิตร ต้องอาศัยขันติธรรม ความเข้มแข็ง และความอดทนเป็นที่ตั้ง ซึ่งปรีดีได้ยึดถือในพุทธวจนะที่เป็นสัจธรรม อันเป็นคติเตือนใจตนตลอดเวลาว่า “อโถ สุจิณฺณสฺส ผลํน นสสติ” (ผลของกรรมดีที่ก่อไว้นั้น ย่อมไม่สูญหาย) และ “ธมฺโมหเว รกฺติ ธมฺมจารี” (ธรรมะย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม)ระหว่างที่อยู่ในต่างแดนก็ยังไม่วายถูกโฆษณาใส่ความว่าสมคบการปลงพระชนม์ในหลวง รัชการที่ 8 ซึ่งท่านก็ได้ดำเนินการฟ้องร้องผู้ใส่ความหมิ่นประมาทต่อศาลยุติธรรม และศาลก็ตัดสินให้ชนะทุกคดี
ขณะพำนักอยู่ในประเทศจีน ปรีดีได้มีโอกาสพบปะสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำพรรคและรัฐบาลจีนไม่ว่าจะเป็น ประธานเหมา เจ๋อตง นายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล จอมพลเฉินยี่ นายเติ้ง เสี่ยวผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน นอกจากนี้นายปรีดียังได้พบปะสนทนากับผู้นำกอบกู้เอกราชของชาติในอินโดจีน อาทิ ประธานโฮจิมินห์ นายกรัฐมนตรีฝ่ามวันดง เจ้าสุวรรณภูมา เจ้าสุภานุวงศ์ และเจ้าสีหนุ โดยเฉพาะมิตรภาพระหว่างนายปรีดีกับประธานโฮจิมินห์นั้น ยืนยาวมาตั้งแต่สมัยที่ท่านผู้นี้ต่อสู้กับฝรั่งเศส
ต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2513 โจวเอินไหลได้อำนวยความสะดวกให้ปรีดีเดินทางจากประเทศจีนไปยังกรุงปารีส ด้วยความช่วยเหลือจากนายกีโยม จอร์จ-ปีโก (Guillaume Georges- Picot) มิตรเก่าที่มีตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตถาวรของประเทศฝรั่งเศส และโดยได้รับความเห็นชอบจากประธานาธิบดี ชาร์ลส์ เดอ โกลล์ (Charles De Gaulle) ปรีดีจึงได้พำนักอยู่ ณ ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงปลายชีวิตอย่างสันติสุข ท่านสนใจศึกษาพุทธศาสนา โดยเฉพาะหนังสือเรื่อง กฎบัตรของพุทธบริษัท จากสำนักโมกขพลารามไชยา นั้น นายปรีดีจะพกในกระเป๋าเสื้อนอกติดตัวอยู่ตลอดเวลา ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต
เวลา 11 นาฬิกาเศษ ของวันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 ณ บ้านอองโตนี ชานกรุงปารีส ปรีดี พนมยงค์ สิ้นใจอย่างสงบด้วยอาการหัวใจวายขณะกำลังเขียนหนังสืออยู่ที่โต๊ะทำงาน[23]
[แก้] งานเขียน
ปรีดีเป็นผู้ใฝ่หาความรู้ทางด้านวิทยาการต่าง ๆ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ขณะพำนักอยู่ในประเทศจีน ได้ศึกษาค้นคว้าเพื่อรู้แจ้งเห็นจริงทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติ รวมทั้งผลงานของเมธีทางด้านปรัชญาและสังคมศาสตร์ เช่น มาร์กซ เองเกลส์ เลนิน สตาลิน และเหมาเจ๋อตง ในเชิงเปรียบเทียบสภาพสังคมไทยทุกแง่ทุกมุม ระบอบเศรษฐกิจ การเมือง ทัศนะสังคม ประวัติศาสตร์ ชนชาติ ศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณี ฯลฯ แล้วได้เรียบเรียงเป็นบทความ ซึ่งได้ตีพิมพ์ในโอกาสต่อมา
งานเขียนชิ้นสำคัญของปรีดีที่นำพุทธปรัชญามาวิเคราะห์วิวัฒนาการของมนุษยสังคมคือ "ความเป็นอนิจจังของสังคม" ซึ่งได้รับการตีพิมพ์หลายครั้งและเป็นที่สนใจของผู้ที่ต้องการศึกษาอยู่ตลอดมา เพราะข้อความที่เขียนอันเป็นสัจจะอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทุกยุคทุกสมัย[23]
[แก้] ผลงานบางส่วน
- บันทึกข้อเสนอเรื่อง ขุดคอคอดกระ, กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501
- ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้าและ 21 ปีที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐราษฎรจีน (Ma vie mouvementee et mes 21 ans d' exil en Chine Populaire)
- ความเป็นมาของชื่อ “ประเทศสยาม” กับ “ประเทศไทย”
- จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม
- ประชาธิปไตย เบื้องต้นสำหรับสามัญชน
- ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเบื้องต้นกับการร่างรัฐธรรมนูญ
- ปรัชญาคืออะไร
- “ความเป็นไปบางประการในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” ใน บางเรื่องเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์…
- บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบบประชาธิปไตย
- ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับเอกภาพของชาติและประชาธิปไตย
- ความเป็นเอกภาพกับปัญหาสามจังหวัดภาคใต้, สหพันธ์นิสิตนักศึกษาชาวปักษ์ใต้แห่งประเทศไทย, 2517
- อนาคตของเมืองไทยกับสถานการณ์ของประเทศเพื่อนบ้าน, ประจักษ์การพิมพ์, 2518
[แก้] คำกล่าวถึง ปรีดี พนมยงค์
"ผู้อภิวัฒน์การปกครองของประเทศไทย หัวหน้าขบวนการเสรีไทย เป็นผู้มีคุณูปการแก่ชาติอย่างมากมาย แต่กลับกลายเป็นบุคคล ที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีมากที่สุดคนหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ สุดท้ายกลายเป็น "คนดีที่เมืองไทยไม่ต้องการ" ด้วยความที่ว่าการอภิวัฒน์ครั้งนั้นทำให้คนกลุ่มชนชั้นนำหลายกลุ่มหรือกลุ่มอำนาจเก่าเสียผลประโยชน์ ทำให้ถูกโยนข้อหาสุดท้ายต้องลี้ภัยการเมืองไปยังประเทศฝรั่งเศสแล้วไม่ได้กลับมาใช้ชีวิตในเมืองไทยอีกเลย
งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ปี พ.ศ. 2526 ชาวธรรมศาสตร์ได้ขึ้นภาพแปรอักษรเพื่อระลึกถึงปรีดีความว่า "พ่อสร้างชาติด้วยสมองและสองแขน พ่อสร้างแคว้นธรรมศาสตร์ประกาศศรี พ่อของข้านามระบือชื่อปรีดี แต่คนดีเมืองไทยไม่ต้องการ"
[แก้] คำวิจารณ์ตัวเองของปรีดี
ปรีดี พนมยงค์ ให้สัมภาษณ์นิตยสาร เอเชียวีก ฉบับวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2523 ก่อนถึงอสัญกรรมไม่ถึง 3 ปี ไว้ดังนี้
[แก้] การเชิดชูเกียรติ
- ถนนประดิษฐ์มนูธรรม เป็นถนนเลียบทางพิเศษฉลองรัช (ทางด่วนสายรามอินทรา-อาจณรงค์) มีความยาว 12 กิโลเมตร ตั้งชื่อตามราชทินนามของปรีดี "หลวงประดิษฐ์มนูธรรม"
- ถนนปรีดี พนมยงค์ มีอยู่ 3 สาย คือที่ถนนสุขุมวิท 71, ถนนใจกลางเมืองพระนครศรีอยุธยา และภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
- สะพานปรีดี-ธำรง สะพานข้ามแม่น้ำป่าสักอันเป็นทางเข้าออกหลักของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ตั้งตามชื่อคนดีศรีอยุธยาสองท่านคือนายปรีดี พนมยงค์ และ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์
- วันปรีดี พนมยงค์ ทุกวันที่ 11 พฤษภาคม เป็นวันคล้ายวันเกิดของปรีดี ในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล เมื่อ ค.ศ. 2000 ปรีดีได้รับการประกาศยกย่องจากยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก และได้มีการบรรจุชื่อไว้ในปฏิทินเฉลิมฉลองบุคคลสำคัญของยูเนสโก
- หอสมุดปรีดี พนมยงค์ เป็นหอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเนื้อที่รวมประมาณ 10,000 ตารางเมตร และมีหนังสือจำนวนมากกว่า 7 แสนเล่ม
- อนุสรณ์สถานปรีดี พนมยงค์ มีอยู่สองที่คือ บริเวณที่ดินถิ่นกำเนิดของปรีดี จ.พระนครศรีอยุธยา และ ห้องอนุสรณ์สถานบนตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ วิทยาลัยนานาชาติ มีศักดิ์เทียบเท่าหนึ่งคณะในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ คณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ ฯพณฯ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์
- นกปรีดี (Chloropsis aurifrons pridii) เป็นชื่อนกชนิดย่อยของนกเขียวก้านทองหน้าผากสีทอง ที่สถาบันสมิธโซเนียนแห่งสหรัฐอเมริกาตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่นายปรีดี พนมยงค์
[แก้] เครื่องราชอิสริยาภรณ์
(เรียงตามลำดับเกียรติ)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ (น.ร.)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นสูงสุด ปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสูงสุด มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)
เหรียญรัตนาภรณ์ ชั้น 1
เหรียญดุษฎีมาลา เข็มราชการแผ่นดิน
เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
[แก้] เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ
- สายสะพายอาทิตย์อุทัย ชั้นที่ 1 Order of the Rising Sun ,1st Class รับพระราชทานจากสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต เมื่อ พ.ศ. 2478 [24]
- เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เยอรมันอีเกิ้ล ชั้นสูงสุด Grand Cross of the German Eagle (Grosskreuz des Deutschen Adlerordens)
- เครื่องรัฐอิสริยาภรณ์ เลชียงดอนเนอร์ ชั้นสูงสุด Grand-Croix de Légion d'honneur จากรัฐบาลมหาชนรัฐฝรั่งเศส พ.ศ. 2482
- เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เลโอปอลด์ ชั้นสูงสุด Le Grand Cordon de l'odre de Leopold จากสมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งเบลเยี่ยม
- เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซันตีโมริซิโอ เอ ลัซซาโร ชั้นสูงสุด Cavaliere di Gran Croce del Ordine dei Santi Maurizio e Lazzaro จากสมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งอิตาลี จักรพรรดิแห่งเอธิโอเปีย
- เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เซนท์ไมเกิล และเซนท์ยอร์ช ชั้นสูงสุด The Insignia of an Honorary Grand Cross of The Most Distinguished Order of St.Michael and St.George จากสมเด็จพระเจ้ากรุงอังกฤษ พ.ศ. 2482
- เหรียญแห่งเสรีภาพ ชั้นสูงสุด Medal of Freedom (Gold Palm) รับพิธีประดับเหรียญจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ณ กระทรวงกลาโหม กรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2489
- เครื่องราชอิสริยาภรณ์ วาซา ชั้นสูงสุด แห่งสวีเดน The Royal Order of Vasa (Commander Grand Cross) จากพระเจ้ากรุงสวีเดน King Gustave พ.ศ. 2490
[แก้] ดูเพิ่ม
[แก้] อ้างอิง
- ^ 1.0 1.1 ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศตั้งนายกรัฐมนตรี, หน้า ๑๑๘, ตอนที่ ๑๖, เล่ม ๖๓, วันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, หน้า ๗๓๐, ตอนที่ ๔๕, เล่ม ๖๑, วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๗
- ^ 3.0 3.1 ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่อง นายปรีดี พนมยงค์ เป็นรัฐบุรุษอาวุโส, หน้า ๖๙๙, ตอนที่ ๗๐, เล่ม ๖๒, วันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศ ตั้งกรรมการกรมร่างกฎหมาย, หน้า ๓๑๓, เล่ม ๔๙, วันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๕
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, พระพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕, หน้า ๑๖๖, เล่ม ๔๙, วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕, หน้า ๓๑๓๑, ตอนที่ ๐ง, เล่ม ๔๙, วันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕
- ^ ประมาณ อดิเรกสาร, Unseen ราชครู, สื่อวัฏสาร, หน้า 186, ธันวาคม 2547, ISBN 974-92685-3-9
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา พุทธศักราช ๒๔๗๖, หน้า ๗๗๙, ตอนที่ ๐ก, เล่ม ๕๐, วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖
- ^ 9.0 9.1 ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ กับเศรษฐกิจแห่งประเทศไทย, เว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข
- ^ ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของ นายปรีดี พนมยงค์, หน้า 49, สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก, 2545, ISBN 974-7834-15-4
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศ ตั้งกรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการโดยคุณวุฒิ ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง พ.ศ. ๒๔๗๖, หน้า ๒๐๕, ตอนที่ ๐ง, เล่ม ๕๑, วันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๗
- ^ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์กับมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง, เว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การแก้ไขสนธิสัญญากับนานาประเทศเป็นผลสำเร็จนับเป็นความชอบในราชการของชาติควรตราไว้เป็นสำคัญ, หน้า ๓๗๘๙, ตอนที่ ๐ง, เล่ม ๕๕, วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๑
- ^ ประมาณ อดิเรกสาร, Unseen ราชครู, สื่อวัฏสาร, หน้า 185, ธันวาคม 2547, ISBN 974-92685-3-9
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติ ธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕, หน้า ๙๗๑, ตอนที่ ๓๐, เล่ม ๕๙, วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๕
- ^ เว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย, ประวัติธนาคารแห่งประเทศไทย
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ ให้ปฏิบัติตามความเป็นกลาง พุทธศักราช ๒๔๘๒, หน้า ๘๔๗, ตอนที่ ๐ก, เล่ม ๕๖, วันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๒
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ สันติภาพ, หน้า ๕๐๓, ตอนที่ ๔๔ก, เล่ม ๖๒, วันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๘
- ^ ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ กับขบวนการเสรีไทย, เว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศตั้งนายกรัฐมนตรี ฉบับพิเศษ, หน้า ๔๓, ตอนที่ ๓๘, เล่ม ๖๓, วันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศตั้งนายกรัฐมนตรี ฉบับพิเศษ, หน้า ๑, ตอนที่ ๔๒, เล่ม ๖๓, วันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙
- ^ ประมาณ อดิเรกสาร, Unseen ราชครู, สื่อวัฏสาร, ธันวาคม 2547, ISBN 974-92685-3-9
- ^ 23.0 23.1 วาณี สายประดิษฐ์, นายปรีดีในต่างแดน, เว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข
- ^ ปรีดี พนมยงค์. Ma Vie Movementee et mes 21 Ans D' Exil en Chine Populaire, แปลและเรียบเรียงโดย วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร จากหนังสือ บางหน้าของประวัติศาสตร์ ประสบการณ์ของบุคคลสำคัญต่าง ๆ ในอดีต -- กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์พิทยาคาร, พ.ศ. 2522
- ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของ นายปรีดี พนมยงค์, สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก, 2545, ISBN 974-7834-15-4
- ประวัตินายปรีดี พนมยงค์ จากจีโอซิตี
- ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ปรีดี-พูนศุข รวบรวมประวัติ ภาพ และผลงานของ ปรีดี พนมยงค์ และภรรยา พูนศุข พนมยงค์
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- สถาบันปรีดี พนมยงค์
- บทความเกี่ยวกับปรีดี รวบรวมโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์
- ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ปรีดี-พูนศุข รวบรวมประวัติ ภาพ และผลงานของ ปรีดี พนมยงค์ และภรรยา พูนศุข พนมยงค์
- Pridi Banomyong's Commemorative Homepage
- 100 ปีชาตกาล ปรีดี พนมยงค์
- 100 ปีของสามัญชน นาม ปรีดี พนมยงค์ นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 182 เดือน เมษายน 2543
- สัมภาษณ์นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส เมื่อปี พ.ศ. 2525 ในโอกาสครบรอบ 50 ปี การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
- ฟังเพลง ดาวแห่งโดม (ปรีดี พนมยงค์) ของคาราบาว
| สมัยก่อนหน้า | ปรีดี พนมยงค์ | สมัยถัดไป | ||
|---|---|---|---|---|
| ควง อภัยวงศ์ | นายกรัฐมนตรีไทย (24 มีนาคม พ.ศ. 2489 – 23 สิงหาคม พ.ศ. 2489) |
พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์) |
|
||||||||
|
||||||||||||||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||
