ประเทศเม็กซิโก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

Estados Unidos Mexicanos
เอสตาโดส อูนีโดส เมคีกาโนส
สหรัฐเม็กซิโก
ธงชาติเม็กซิโก ตราแผ่นดินของเม็กซิโก
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
คำขวัญไม่มี
เพลงชาติHimno Nacional Mexicano
ที่ตั้งของเม็กซิโก
เมืองหลวง
(และเมืองใหญ่สุด)
เม็กซิโกซิตี
19°03′N 99°22′W
ภาษาราชการ ภาษาสเปน
รัฐบาล สหพันธ์สาธารณรัฐ
  ประธานาธิบดี เฟลีเป กัลเดรอน
เอกราช
  ประกาศ
เป็นที่ยอมรับ
จาก สเปน
16 กันยายน พ.ศ. 2353
27 กันยายน พ.ศ. 2364 
เนื้อที่
 -  ทั้งหมด 1,972,550 กม.² (ลำดับที่ 15)
 -  พื้นน้ำ (%) ร้อยละ 2.5
ประชากร
 -  2550 ประมาณ 108,700,891 (อันดับที่ 11)
 -  2548 สำรวจ 103,263,388 
 -  ความหนาแน่น 55/กม.² (อันดับที่ 142)
GDP (PPP) 2549 ประมาณ
 -  รวม 1.149 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (อันดับที่ 12)
 -  ต่อประชากร 11,249 ดอลลาร์สหรัฐ (อันดับที่ 63)
GDP (ราคาปัจจุบัน) 2549 ประมาณ
 -  รวม 840.012 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (อันดับที่ 14)
 -  ต่อประชากร 8,066 ดอลลาร์สหรัฐ (อันดับที่ 55)
HDI (2550) 0.829 (สูง) (อันดับที่ 52)
สกุลเงิน เปโซ (MXN)
เขตเวลา (UTC-8 to -6)
รหัสอินเทอร์เน็ต .mx
รหัสโทรศัพท์ +52

เม็กซิโก (อังกฤษ: Mexico) หรือชื่อทางการคือสหรัฐเม็กซิโก (United Mexican States) (สเปน: México; Estados Unidos Mexicanos) เป็นประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ มีพรมแดนจรดสหรัฐอเมริกาทางเหนือ และจรดเบลีซและกัวเตมาลาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เม็กซิโกเป็นประเทศที่อยู่ทางเหนือสุดและตะวันตกสุดของภูมิภาคลาตินอเมริกา และเป็นประเทศที่มีผู้ใช้ภาษาสเปนมากที่สุดในโลก

เนื้อหา

[แก้] ที่มาของชื่อ

รูปของเม็กซิโก-เตนอชตีตลานจากMendoza codex

หลังจากได้รับเอกราชจากประเทศสเปน ก็มีการตกลงว่าจะตั้งชื่อประเทศใหม่แห่งนี้ตามชื่อเมืองหลวงคือ กรุงเม็กซิโกซิตี (Mexico City) ซึ่งมีชื่อดั้งเดิมในสมัยก่อตั้งว่า "เม็กซิโก-เตนอชตีตลาน" (Mexico-Tenochtitlan) โดยมาจากชื่อของชนเผ่าเม็กซิกา (Mexica) ชนกลุ่มหลักในอารยธรรมอัซเตก (Aztec civilization) อีกทอดหนึ่ง ส่วนต้นกำเนิดของชื่อเม็กซิกานั้นยังไม่ทราบชัดเจน มีการตีความไปหลาย ๆ ทาง บางคน[1] กล่าวว่ามาจากคำในภาษานาอวตล์ว่า "เมซิตล์" (Mexitl) หรือ "เมซิตลี" (Mexitli) ซึ่งเป็นชื่อลับของเทพเจ้าวิตซีโลโปชตลี (Huitzilopochtli) เทพเจ้าแห่งสงครามและผู้คุ้มครองชาวอัซเตก (หรือชาวเม็กซิกา) เม็กซิโกจึงอาจจะแปลว่า "สถานที่ซึ่งเมซิตล์สถิตอยู่" อีกข้อสมมุติฐานหนึ่งกล่าวว่าMexiko มาจากคำmetztli ("พระจันทร์") ,xictli ("สะดือ", "ศูนย์กลาง" หรือ "ลูกชาย") และคำปัจจัย-co (สถานที่) ซึ่งโดยรวม ๆ แล้วแปลได้ว่า "สถานที่ใจกลางพระจันทร์" หรือ "สถานที่ใจกลางทะเลสาบพระจันทร์" ทะเลสาบพระจันทร์นี้หมายถึงทะเลสาบเตซโกโก (Lake Texcoco) ระบบทะเลสาบที่เชื่อมถึงกัน (โดยมีทะเลสาบเตซโกโกตั้งอยู่ตอนกลาง) ในบริเวณนี้มีรูปร่างเหมือนกระต่าย ซึ่งเป็นรูปเดียวกับที่ชาวอัซเตกเห็นจากพระจันทร์ และเตนอชตีตลานนั้นก็ตั้งอยู่บนเกาะใจกลาง (หรือสะดือ) ของทะเลสาบ (หรือกระต่าย/พระจันทร์) เหล่านี้พอดี[2] นอกจากนี้ยังมีข้อสมมุติฐานที่กล่าวว่าชื่อนี้มาจากคำว่า "เมกตลี" (Mectli) ซึ่งเป็นชื่อของเทพธิดาประจำดอกโคม (maguey) [2]

ชื่อของเมืองนี้ได้รับการถอดเสียงเป็นภาษาสเปนว่าMéxico พร้อมกับเสียงของตัว x ในภาษาสเปนยุคกลางซึ่งแทนเสียงเสียดแทรกหลังปุ่มเหงือกไม่ก้อง /ʃ/ แต่ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 เสียงนี้และเสียงเสียดแทรกหลังปุ่มเหงือกก้อง /ʒ/ ซึ่งแทนด้วยตัว j ได้เกิดการวิวัฒนาการกลายเป็นเสียงเสียดแทรกเพดานอ่อนไม่ก้อง /x/[3] การเปลี่ยนแปลงเสียงตัวอักษรดังกล่าวนี้ได้ทำให้มีการสะกดชื่อประเทศนี้เป็นMéjico ในสิ่งพิมพ์ภาษาสเปนจำนวนมากโดยเฉพาะในประเทศสเปน แต่ในประเทศเม็กซิโกและประเทศอื่น ๆ ที่ใช้ภาษาสเปนยังคงใช้การสะกดแบบเดิมคือMéxico จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้ ราชบัณฑิตยสถานสเปน (Real Academia Española) ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมการใช้ภาษาสเปนในประเทศสเปนได้ตัดสินว่า การสะกดทั้งสองแบบเป็นที่ยอมรับได้ในภาษาสเปน แต่การสะกดที่เป็นแบบแผนกว่าก็คือMéxico[4] ปัจจุบันสิ่งพิมพ์ส่วนใหญ่ในประเทศที่ใช้ภาษาสเปนทั้งหมดก็ถือตามกฎใหม่นี้ แม้ว่าจะยังมีการใช้รูปMéjico อยู่บ้างก็ตาม[5] ส่วนในภาษาอังกฤษ ตัว x ในคำว่า Mexico ไม่ได้แทนทั้งเสียงดั้งเดิมหรือเสียงปัจจุบันตามที่ปรากฏในภาษาสเปน แต่จะแทนเสียงควบกล้ำ /ks/

[แก้] ประวัติศาสตร์

[แก้] สมัยก่อนอาณานิคม

สถาปัตยกรรมมายาที่อุชมัล (Uxmal)

เมื่อเกือบสามพันปีก่อน ดินแดนประเทศเม็กซิโกเป็นแหล่งอารยธรรมของชาวพื้นเมืองอเมริกันที่ยิ่งใหญ่หลายกลุ่ม เช่น ออลเมก (Olmec) เป็นกลุ่มที่มีวัฒนธรรมสมัยแรกเริ่มสุด ประมาณ 2,300 ปีก่อนคริสตกาล อยู่ทางภาคกลางของค่อนไปทางใต้ของเม็กซิโกปัจจุบัน มายา (Mayan) มีอำนาจอยู่ประมาณระหว่างปี ค.ศ. 200 ถึง ค.ศ. 900 ตั้งถิ่นฐานอยู่บนคาบสมุทรยูกาตังในนครรัฐที่ปกครองโดยกษัตริย์ มายามีอายุร่วมสมัยเดียวกับอารยธรรมเตโอตีอัวกาน (Teotihuacán) หลังจากเมืองเตโอตีอัวกานเสื่อมอำนาจทางการเมืองลงไป พวกตอลเตก (Toltecs) ก็ขึ้นมามีอำนาจแทนในราวปี ค.ศ. 700 อิทธิพลของอารยธรรมตอลเตกพบได้ตั้งแต่ภาคใต้ของสหรัฐอเมริกาลงไปจนถึงคอสตาริกาในปัจจุบัน ผู้ปกครองตอลเตกที่มีชื่อเสียงคือ เกตซัลโกอัตล์ (Quetzalcoatl) ภายหลังอารยธรรมตอลเตกก็ล่มสลายลงไปและสืบทอดต่อมาโดยพวกอัซเตกที่เรียกจักรวรรดิของตนเองว่าเม็กซิกา

กษัตริย์ที่มีชื่อเสียงของอัซเตกได้แก่ พระเจ้ามอกเตซูมาที่ 2 (Moctezuma II) เมื่อถึงปี ค.ศ. 1519 เตนอชตีตลาน เมืองหลวงของจักรวรรดิอัซเตก (เม็กซิกา) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรถึงประมาณ 350,000 คน ซึ่งกรุงลอนดอนในขณะนั้นมีประชากรเพียง 80,000 คนเท่านั้น เตนอชตีตลานเป็นที่ตั้งของกรุงเม็กซิโกซิตีในปัจจุบัน

[แก้] สมัยอาณานิคม

จักรวรรดิอัซเตก

นักสำรวจชาวสเปนมาถึงเม็กซิโกในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยฟรันซิสโก เอร์นันเดซ เด กอร์โดบา (Francisco Hernández de Córdoba) ได้สำรวจชายฝั่งทางใต้ของเม็กซิโกในปี ค.ศ. 1517 ตามมาด้วยการสำรวจของควน เด กรีคัลบา (Juan de Grijalva) ในปี ค.ศ. 1518 ผู้พิชิตดินแดนในสมัยแรกคนสำคัญคือ เอร์นัง กอร์เตส (Hernán Cortés) ซึ่งเข้ามาถึงในปี ค.ศ. 1519 จากทางเมืองชายฝั่งที่เขาตั้งชื่อให้ว่า "ปวยร์โตเดลาบียารีกาเดลาเบรากรุซ" (ปัจจุบันคือ เวรากรูซ)

ด้วยความเชื่อว่ากอร์เตสเป็นเกตซัลโกอัตล์ (กษัตริย์เทพเจ้าในตำนานอัซเตก ซึ่งมีการทำนายไว้ว่าพระองค์จะทรงกลับมาในปีเดียวกับที่กอร์เตสมาถึงพอดี) ชาวอัซเตกจึงไม่ได้ต่อต้านเขาและยังต้อนรับเป็นอย่างดี แต่อีกสองปีต่อมา (ค.ศ. 1521) กรุงเตนอชตีตลานก็ถูกพิชิตโดยกองทัพพันธมิตรระหว่างสเปนและตลัชกัลเตก (Tlaxcaltec) ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของอัซเตก การที่สเปนยึดเมืองหลวงของจักรวรรดิอัซเตกได้นั้นเป็นจุดเริ่มต้นยุคอาณานิคมที่นานเกือบ 300 ปีของเม็กซิโกในฐานะนิวสเปน อย่างไรก็ตาม กว่าสเปนจะยึดดินแดนเม็กซิโกได้ทั้งหมดนั้นก็ยังต้องใช้เวลาอีก 2 ศตวรรษหลังจากการตีกรุงเตนอชตีตลานได้ เนื่องจากต้องสู้รบกับชนพื้นเมืองกลุ่มอื่น ๆ ที่ยังคงก่อการจลาจลและโจมตีดินแดนของสเปนอยู่

[แก้] เอกราชและสงคราม

มีเกล อีดัลโก ผู้ก่อตั้งขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชเม็กซิโก

ในวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1810 นักบวชชาวเม็กซิโกชื่อ มีเกล อีดัลโก (Miguel Hidalgo) ได้ประกาศเอกราชจากสเปนที่เมืองโดโลเรส รัฐกวานาวาโต[6] เป็นตัวเร่งให้เกิดสงครามประกาศเอกราชเม็กซิโก ซึ่งในที่สุดเมื่อปี ค.ศ. 1821 ชาวสเปนได้ออกไปจากประเทศและทำให้เม็กซิโกกลายมาเป็นประเทศเอกราช ผู้นำคนแรกของเม็กซิโก อะกุสติง เด อีตูร์บีเด (Agustín de Iturbide) ได้รับการสถาปนาเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเม็กซิโก (ที่ 1) แต่ด้วยเหตุที่ว่าประชาชนไม่พอใจ อีก 2 ปีต่อมาเม็กซิโกจึงเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐ โดยมีกวาดาลูเป บิกโตเรีย (Guadalupe Victoria) เป็นประธานาธิบดีคนแรก

บุคคลที่มีความสำคัญอีกคนหนึ่งในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือ นายพลอันโตเนียว โลเปซ เด ซานตา อันนา (Antonio López de Santa Anna) ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเม็กซิโกอยู่หลายครั้ง เขาได้ประกาศยกเลิกระบบสหพันธรัฐโดยรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางแทน รัฐต่าง ๆ ถูกลดฐานะลงเป็นจังหวัดและไม่มีสิทธิ์ในการปกครองตนเอง ก่อให้เกิดความไม่สงบไปทั่วประเทศ รัฐต่าง ๆ ได้แก่ ยูกาตัง ตาเมาลีปัส และนวยโวเลอองได้ประกาศเอกราช ในที่สุดรัฐโกอาวีลาและเทกซัสก็ได้ประกาศแยกตัวออกมาเมื่อปี ค.ศ. 1836 ยุทธการที่แอละโม (Battle of the Alamo) ที่มีชื่อเสียงได้เกิดขึ้นในสงครามครั้งนี้ ต่อมาสหรัฐอเมริกาได้ผนวกสาธารณรัฐเทกซัสเข้าเป็นรัฐหนึ่งของตน ทำให้เกิดความขัดแย้งเรื่องพรมแดนกับเม็กซิโกและเกิดสงครามระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐอเมริกาขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1846-1848 เม็กซิโกเป็นฝ่ายแพ้สงครามและต้องเสียดินแดนอีกถึง 1 ใน 3 ให้สหรัฐอเมริกาตามสนธิสัญญาสงบศึก ส่วนซานตา อันนาถูกเนรเทศไปอยู่ในประเทศต่าง ๆ ในลาตินอเมริกา (แต่กลับเม็กซิโกในบั้นปลายชีวิต)

วิวัฒนาการดินแดนของเม็กซิโก

ระหว่างปี ค.ศ. 1858 และ ค.ศ. 1861 เกิดสงครามภายในขึ้นระหว่างฝ่ายเสรีนิยมกับฝ่ายอนุรักษนิยม ในที่สุด เบนีโต คัวเรซ (Benito Juárez) ผู้นำจากฝ่ายเสรีนิยมก็เป็นฝ่ายชนะและดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ในทศวรรษ 1960 ฝรั่งเศสได้เข้ารุกรานเม็กซิโกและสถาปนาแมกซิมิเลียนแห่งฮับสบูร์ก (Maximilian of Habsburg) ขึ้นเป็นจักรพรรดิแมกซิมิเลียนที่ 1 แห่งจักรวรรดิเม็กซิโก (ที่ 2) แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับ ต่อมาพระองค์ทรงถูกสำเร็จโทษหลังจากที่กองกำลังสาธารณรัฐสามารถยึดเมืองหลวงได้ในปี ค.ศ. 1867 และคัวเรซก็กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งจนถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 1872

ผู้สืบทอดอำนาจของคัวเรซอยู่ฝ่ายเสรีนิยมเช่นกันจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1876 ฝ่ายอนุรักษนิยมนำโดยปอร์ฟีรีโอ ดีอัซ (Porfirio Díaz) [ซึ่งเป็นนายพลผู้เคยได้ชัยชนะในการรบกับฝรั่งเศสมาก่อน] ได้ก่อกบฏขึ้นอีกและขับไล่รัฐบาลเสรีนิยมที่มาจากการเลือกตั้งออกไปได้ ปอร์ฟีรีโอได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีปกครองประเทศอยู่กว่า 30 ปี เขาทำให้ประเทศมั่งคั่งขึ้น แต่คนจนในประเทศกลับยิ่งจนลง ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมได้นำไปสู่การปฏิวัติเม็กซิโก (Mexican Revolution) ในปี ค.ศ. 1910 นำโดยฟรันซิสโก อี. มาเดโร (Francisco I. Madero) ดีอัซประกาศลาออกในปี ค.ศ. 1911 และมาเดโรได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 1913 เกิดรัฐประหารนำโดยนายพลฝ่ายอนุรักษนิยมชื่อว่าบิกโตเรียโน อวยร์ตา (Victoriano Huerta) มาเดโรถูกล้มล้างอำนาจและถูกฆาตกรรม ก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองซึ่งมีผู้เข้าร่วมอีกจำนวนหนึ่ง เช่น เอมีเลียว ซาปาตา (Emilio Zapata) และปันโช บียา (Pancho Villa) โดยทั้งสองจัดตั้งกองกำลังของตนเอง แต่กองทัพภายใต้รัฐธรรมนูญที่นำโดยเบนุสเตียโน การ์รันซา (Venustiano Carranza) ก็สามารถยุติสงครามลงได้ในที่สุดและได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อปี ค.ศ. 1917 แต่การ์รันซาก็ถูกทรยศและลอบสังหารในปี ค.ศ. 1920 อัลบาโร โอเบรกอน (Álvaro Obregón) วีรบุรุษอีกคนหนึ่งจากสงครามการปฏิวัติได้ขึ้นดำรงตำหน่งประธานาธิบดีแทน และปลูตาร์โก เอลีอัส กาเยส (Plutarco Elías Calles) ก็ได้สืบต่ออำนาจ อย่างไรก็ตามโอเบรกอนได้ชัยชนะในการเลือกตั้งอีกครั้งในปี ค.ศ. 1928 แต่กลับถูกลอบสังหารก่อนจะได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ในปี ค.ศ. 1929 กาเยสได้จัดตั้งพรรคปฏิวัติแห่งชาติ (PNR) ขึ้น และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคปฏิวัติสถาบัน (Partido Revolucionario Institucional: PRI) ซึ่งจะกลายเป็นพรรคที่มีอำนาจมากที่สุดในช่วงเวลาอีก 70 ปีถัดมา

[แก้] สมัยใหม่และสมัยปัจจุบัน

ระหว่างปี ค.ศ. 1940 และ ค.ศ. 1980 เป็นช่วงที่เม็กซิโกมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องซึ่งนักประวัติศาสตร์บางคนเรียกว่า "มหัศจรรย์เม็กซิโก" (El Milagro Mexicano) [7] การที่รัฐเข้าครอบครองสิทธิที่จะทำผลประโยชน์จากแร่และโอนอุตสาหกรรมน้ำมันเข้าสู่บริษัทปิโตรเลียมเปเมกซ์ (PEMEX) ซึ่งเป็นกิจการของรัฐในช่วงที่ลาซาโร การ์เดนัส เดล รีโอ (Lázaro Cárdenas del Río) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้นเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมจากประชาชนมาก แต่ก็เป็นการจุดปัญหาทางการทูตกับประเทศต่าง ๆ ที่พลเมืองของตนต้องสูญเสียธุรกิจซึ่งถูกยึดหรือบังคับซื้อไปโดยรัฐบาลของการ์เดนัส

แม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมก็ยังคงเป็นสาเหตุที่ทำให้บ้านเมืองยังไม่สงบสุขนัก นอกจากนี้ นักการเมืองที่มีตำแหน่งบริหารของพรรคปฏิวัติสถาบันก็เริ่มลุแก่อำนาจ ไม่ฟังเสียงประชาชน และบางครั้งก็ดำเนินการกดขี่อย่างรุนแรง[8] ตัวอย่างของพฤติการณ์ดังกล่าวนี้ได้แก่ กรณีสังหารหมู่ตลาเตลอลโก (Tlatelolco Massacre) [9] ในปี ค.ศ. 1968 ที่กำลังตำรวจและทหารได้กราดกระสุนใส่กลุ่มนักศึกษาที่เดินขบวนต่อต้านรัฐบาล

ในทศวรรษ 1970 การบริหารของประธานาธิบดีลุยส์ เอเชเบร์รีอา (Luis Echeverría) ไม่เป็นที่น่าพอใจอย่างมาก เนื่องจากเขาตัดสินใจก้าวเดินผิดทั้งในเวทีระดับชาติและระดับนานาชาติ แต่กระนั้น ในทศวรรษนี้เองที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงขึ้นเป็นครั้งแรกในกฎหมายการเลือกตั้งของเม็กซิโก นำไปสู่ความเคลื่อนไหวเพื่อทำให้ระบบการเลือกตั้งที่แต่เดิมเป็นแบบอำนาจนิยมมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น[10][11] ในขณะที่ราคาน้ำมันขึ้นไปอยู่ที่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์และอัตราดอกเบี้ยก็ค่อนข้างต่ำนั้น รัฐบาลก็ได้สร้างการลงทุนอย่างมาดในบริษัทน้ำมันที่ตนเองเป็นเจ้าของด้วยความพยายามจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมา อย่างไรก็ตาม การกู้ยืมที่มากเกินไปและการจัดการรายได้จากน้ำมันอย่างไม่ถูกต้องนั้นได้นำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อและก่อให้วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อปี ค.ศ. 1982 ในปีนั้น ราคาน้ำมันตกฉับพลัน อัตราดอกเบี้ยถีบตัวสูงขึ้น และรัฐบาลก็ยังผิดนัดชำระหนี้อีกด้วย ประธานาธิบดีมีเกล เด ลา มาดริด (Miguel de la Madrid) ต้องใช้วิธีการลดค่าเงินตราทางอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้ยอดคงเหลือในบัญชีปัจจุบันมีเสถียรภาพ

แม้ว่าในระดับเทศบาล นายกเทศมนตรีคนแรกที่ไม่ได้มาจากพรรคปฏิวัติสถาบันจะได้รับการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947[12] แต่ก็ต้องรอจนถึงปี ค.ศ. 1989 ที่ผู้ว่าการรัฐคนแรกที่ไม่ได้มาจากพรรคปฏิวัติสถาบันจะได้รับการเลือกตั้งเข้าทำหน้าที่ อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลหลายแห่งอ้างว่าในปี ค.ศ. 1988 ทางพรรคได้โกงการเลือกตั้งเพื่อป้องกันไม่ให้กูเวาเตม็อก การ์เดนัส (Cuauhtémoc Cárdenas) ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากฝ่ายซ้ายชนะการเลือกตั้งระดับชาติครั้งนี้ โดยคะแนนเสียงส่วนมากเป็นของการ์โลส ซาลีนัส (Carlos Salinas) ซึ่งนำไปสู่การต่อต้านขนานใหญ่ในเมืองหลวง[13] ซาลีนัสเริ่มลงมือปฏิรูปเสรีนิยมใหม่ (ทุนนิยม) โดยได้มีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน ควบคุมเงินเฟ้อ และลงเอยด้วยการลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) กับสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งมีผลบังคับในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1994 อย่างไรก็ตามในวันเดียวกันนี้เอง กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสตา (Ejército Zapatista de Liberación Nacional: EZLN) ซึ่งมีสมาชิกเป็นชนพื้นเมืองอินเดียนก็ได้เริ่มก่อการกบฏต่อต้านรัฐบาลสหพันธรัฐขึ้นที่รัฐเชียปัส (หนึ่งในรัฐที่ยากจนที่สุดของประเทศ) ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และยังคงดำเนินการเพื่อต่อต้านลัทธิเสรีนิยมใหม่และโลกาภิวัตน์โดยไม่ใช้ความรุนแรงต่อมาถึงปัจจุบัน อนึ่ง เนื่องจากเป็นปีที่จะมีการเลือกตั้ง (ในกระบวนการซึ่งภายหลังถือว่ามีความโปร่งใสที่สุดในประวัติศาสตร์เม็กซิโกนั้น) เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างไม่เต็มใจที่จะลดค่าเงินเปโซ อันจะทำให้เกิดการสูญสิ้นเงินสำรองแห่งชาติอย่างรวดเร็ว และในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1994 หนึ่งเดือนหลังจากที่ประธานาธิบดีเอร์เนสโต เซดีโย (Ernesto Zedillo) ขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากอดีตประธานาธิบดีซาลีนัส ก็เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจขึ้นในประเทศ

(อดีต) ประธานาธิบดีฟอกซ์และประธานาธิบดีบุชในการลงนามเพื่อการเป็นหุ้นส่วนทางความมั่นคงและความรุ่งเรืองแห่งอเมริกาเหนือ

ด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน รวมทั้งการปฏิรูปเศรษฐกิจในระดับมหภาคที่เริ่มโดยประธานาธิบดีเซดีโย เศรษฐกิจก็กระเตื้องขึ้นอย่างรวดเร็วและการเจริญเติบโตก็อยู่ที่เกือบร้อยละ 7 เมื่อถึงสิ้นปี ค.ศ. 1999[14] การปฏิรูปเลือกตั้งแบบเบ็ดเสร็จเพื่อเพิ่มการเป็นผู้แทนของพรรคในสมัยการบริหารของเซดีโย รวมทั้งความไม่พอใจพรรคปฏิวัติสถาบันหลังเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจได้ทำให้ทางพรรคเสียคะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาดในรัฐสภาไปเมื่อปี ค.ศ. 1997 ต่อมาในปี ค.ศ. 2000 หลังจากที่บริหารประเทศอยู่ 71 ปี พรรคปฏิวัติสถาบันก็ได้พ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับบีเซนเต ฟอกซ์ (Vicente Fox) จากพรรคฝ่ายค้านคือ พรรคภารกิจแห่งชาติ (Partido Acción Nacional: PAN)

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 2005 ฟอกซ์ได้ลงนามในการเป็นหุ้นส่วนทางความมั่นคงและความรุ่งเรืองแห่งอเมริกาเหนือ (Security and Prosperity Partnership of North America) ในการเลือกตั้งปี ค.ศ. 2006 ฐานะของพรรคปฏิวัติสถาบันก็ยิ่งอ่อนแอลงและกลายเป็นพรรคที่มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเป็นอันดับที่ 3 รองจากพรรคภารกิจแห่งชาติและพรรคปฏิวัติประชาธิปไตย (Partido de la Revolución Democrática: PRD) ซึ่งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันนั้น เฟลีเป กัลเดรอน (Felipe Calderón) จากพรรคภารกิจแห่งชาติได้ประกาศชัยชนะโดยได้รับคะแนนเสียงเฉือนขาดอันเดรส มานวยล์ โลเปซ โอบราดอร์ (Andrés Manuel López Obrador) ตัวแทนจากพรรคปฏิวัติประชาธิปไตยไปเพียงนิดเดียว อย่างไรก็ตาม โลเปซ โอบราดอร์ได้ประท้วงการเลือกตั้ง และประกาศจัดตั้ง "รัฐบาลทางเลือก" (alternative government) [15]

[แก้] การเมือง

(

)

[แก้] การแบ่งเขตการปกครอง

เม็กซิโกแบ่งออกเขตการปกครองออกเป็น'31 รัฐ (states -estados)' และ'1 เขตสหพันธ์ (Federal District -Distrito Federal)' แต่ละรัฐมีรัฐธรรมนูญเป็นของตนเองและประชาชนเป็นผู้เลือกผู้ว่าการรัฐ ส่วนเฟเดอรัลดิสตริกต์เป็นเขตการปกครองรูปแบบพิเศษ และเป็นที่ตั้งของกรุงเม็กซิโกซิตี เมืองหลวงของประเทศ

แผนที่แสดงรัฐต่าง ๆ ของประเทศเม็กซิโก

1. อากวัสกาเลียนเตส
2. บาฮากาลิฟอร์เนีย
3. บาฮากาลิฟอร์เนียซูร์
4. กัมเปเช
5. เชียปัส
6. ชีวาวา
7. โกอาวีลา
8. โกลีมา
9. ดูรังโก
10. กวานาวาโต
11. เกร์เรโร

12. อีดัลโก
13. ฮาลิสโก
14. เม็กซิโก
15. มิโชอากัง
16. มอเรโลส
17. นายาริต
18. นวยโวเลออง
19. โออาซากา
20. ปวยบลา
21. เกเรตาโร
22. กินตานาโร

23. ซันลุยส์โปโตซี
24. ซีนาโลอา
25. โซโนรา
26. ตาบัสโก
27. ตาเมาลีปัส
28. ตลัซกาลา
29. เวรากรูซ
30. ยูกาตัง
31. ซากาเตกัส
32. เมคีโก เด.เอเฟ. (เฟเดอรัลดิสตริกต์)

รูปแบบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น แบ่งเป็น 31 รัฐ และ 1 เขตนครหลวง (Federal District) ประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศและประมุขฝ่ายบริหารไม่มีรองประธานาธิบดี ประธานาธิบดีมีอำนาจแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี


ประมุขของประเทศ - ประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศและหัวหน้ารัฐบาล มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว นาย Vicente Fox Quesada จากพรรค National Action Party (PAN) ซึ่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2543 เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2543 ทั้งนี้ จะมีการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 กรกฎาคม 2549

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ระบบสองสภา (Congress) ได้แก่ วุฒิสภา (Senate) และสภาผู้แทนราษฎร (Chamber of Deputies) วุฒิสมาชิกมีจำนวน 128 คน ดำรงตำแหน่งคราวละ 6 ปี สำหรับสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวมทั้งสิ้น 500 คน โดย 300 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และที่เหลือมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วน (party

list) มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี


ฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีเป็นประมุขฝ่ายบริหารและเป็นผู้เลือกคณะรัฐมนตรี


ระบบการศาล ประกอบด้วยศาลระดับรัฐและศาลสหพันธ์


นโยบายต่างประเทศที่สำคัญ

รัฐบาลเม็กซิโกชุดปัจจุบันมีนโยบายยกเลิกการใช้นโยบายเสรีนิยมใหม่ ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนๆ ยึดถือมาเป็นเวลานาน และหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจมหภาคเป็นเป้าหมายหลัก ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญต่อการเป็นสมาชิกเขตการค้าเสรีทวีปอเมริกาเหนือ หรือ NAFTA โดยพยายามสนับสนุนให้ NAFTA ขยายความร่วมมือในประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากการค้า อาทิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นโยบายคนเข้าเมือง ฯลฯ

เม็กซิโกมี คตล. NAFTA และจัดทำ FTA ทั้งหมด 12 ฉบับ กับ 43 ประเทศ (ส่วนใหญ่จากภูมิภาค

ลาตินฯ และ EU ส่วนประเทศในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น) และกำลังเจรจา FTA กับสิงคโปร์ และการพิจารณาความเป็นไปได้ในการทำ FTA กับออสเตรเลีย นอกจากนี้ ยังมีบทบาทแข็งขันใน เช่น องค์การรัฐอเมริกัน (Organization of the American States—OAS) APEC และ WTO

นโยบายการต่างประเทศเม็กซิโกจะยังคงสอดคล้องกับแนวทางของสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเม็กซิโกและเป็นประเทศภาคีใน NAFTA และความร่วมมือผู้นำ NAFTA ใน Security and Prosperity Partnership of North America (SPP) อย่างไรก็ดี คสพ. ของทั้งสองประเทศย่ำแย่ลงเมื่อสหรัฐฯ จะปฏิรูป กม. ตรวจคนเข้าเมืองโดยจะให้สร้างกำแพงกั้นชายแดนที่ติดกับเม็กซิโกยาว 700 ไมล์ และกำหนดให้ผู้ลักลอบเข้าเมืองและพำนักในสหรัฐฯ มีความผิดทางอาญา ทั้งนี้ รัฐบาลเม็กซิโกรับที่จะควบคุมบริเวณชายแดนให้มากขึ้นและผลักดันให้สภาของสหรัฐฯ พิจารณาความเป็นไปได้ของ guest worker program ซึ่งให้โอกาสผู้ที่ลักลอบเข้าเมืองสามารถพำนักอาศัยหรือรับสิทธิทำงานในสหรัฐฯ ได้ชั่วคราว

ส่วนในเวทีระหว่างประเทศ เม็กซิโกเน้นการเข้าไปมีบทบาทเชิงรุกในทุกเวทีการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นที่อยู่ในความสนใจ ได้แก่ สิทธิมนุษยชน ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย ขจัดความยากจน และกระบวนการส่งเสริมสันติภาพ ความสำเร็จที่สำคัญของเม็กซิโกในเวทีระหว่างประเทศคือได้รับเลือกเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ประจำปี 2545-2546 และได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีการค้าขององค์การการค้าโลก ในเดือนกันยายน 2546 ด้วย

สถานทูตประจำประเทศไทย ชั้น 20 อาคารไทยวาห์ 1

20/60-62 ถ.สาธรใต้

กทม. 10120

โทร. 02-285-0995, 02-285-0815 (-8)

[แก้] เศรษฐกิจ

อัตราการเจริญเติบโต ร้อยละ 2.7 (2548)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 670.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2548) GDP per capita 6,298 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี

โครงสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 4

(ข้าวโพด ถั่วแดง เมล็ดพืชให้น้ำมัน พืชสำหรับเลี้ยงสัตว์ ผลไม้ ฝ้าย กาแฟ อ้อย พืชผักเมืองหนาว)

ภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 26.5 (ปิโตรเลียมและเหมืองแร่)

ภาคบริการ ร้อยละ 69.5 (การค้าและการท่องเที่ยว การคมนาคมขนส่ง)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 3.3 (2548)

ดุลบัญชีเดินสะพัด –8.97 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2548)

เงินทุนสำรองระหว่างประเทศและทองคำ 68.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2548)

หนี้สาธารณะ ร้อยละ 39.1 ของ GDP (2548)

อัตราการว่างงาน ร้อยละ 3.6 (2548)

ทรัพยากรธรรมชาติ ปิโตรเลียม เงิน ทองแดง ทองคำ ตะกั่ว สังกะสี ก๊าซธรรมชาติ ป่าไม้

อุตสาหกรรม อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม ยาสูบ เคมีภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า

ปิโตรเลียม เหมืองแร่ สิ่งทอ เสื้อผ้า เครื่องยนต์ การท่องเที่ยว

เกษตรกรรม ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าว ถั่ว ฝ้าย กาแฟ ผลไม้ มะเขือเทศ ปลา

นโยบายเศรษฐกิจหลัก ส่งเสริมการค้าเสรี จัดตั้งเขตการค้าเสรีทวิภาคี ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ

แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และควบคุมอัตราเงินเฟ้อ (Inflation target)

การค้าระหว่างประเทศ (2548)

การส่งออก 213.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

การนำเข้า 223.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้านำเข้าหลัก สินค้าวัตถุดิบ และสินค้ากึ่งสำเร็จรูป สินค้าประเภททุน ผลิตภัณฑ์เคมี ปิโตรเคมี

ยางและพลาสติก อุปกรณ์การขนส่งและชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น

สินค้าส่งออกหลัก สินค้าอุตสาหกรรม น้ำมันปิโตรเลียม

[แก้] ประชากร

ประชากร : 107,449,525 คน โครงสร้างอายุ : 0-14 ปี -- 30.6% (ชาย 16,770,957/หญิง 16,086,172) 15-64 ปี -- 63.6% (ชาย 33,071,809/หญิง 35,316,281) 65 ปี และสูงกว่า -- 5.8% (ชาย 2,814,707/หญิง 3,389,599) อัตราการเจริญเติบโตของประชากร : 1.16%

สัญชาติ : ชาวเม็กซิกัน (Mexican)

กลุ่มชนพื้นเมือง : เมสติโซ (ผิวขาวผสมอินเดียแดงพื้นเมือง) 60%, อเมริกาอินเดียแดง 30%, คอเคเชียน 9% และอื่นๆ 1%

ศาสนา : โรมันคาทอลิก 89% โปรแตสแตนท์ 6% และอื่นๆ 5%

ภาษา : สเปน (ราชการ) และ ภาษาพื้นเมืองได้แก่ ภาษามายัน (Mayan) และภาษานาวาท์ล (Nahautl)

การศึกษา : ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปสามารอ่านและเขียนได้ 92.2% ของประชากรทั้งหมด (ชาย 94% หญิง 90.5%) โดยมีมหาวิทยาลัยของรัฐที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดคือ National Autonomous University of Mexico (NAUM) ซึ่งก่อตั้งในปี 2094 (1551) และ มีนักศึกษาได้ 269,000 คน

[แก้] เมืองใหญ่

อันดับที่ เมือง รัฐ ประชากร ภาค
(ไม่เป็นทางการ)
1 เม็กซิโกซิตี เฟเดอรัลดิสตริกต์ 19.23 ล้านคน ตะวันออกเฉียงใต้
2 กวาดาลาฮารา ฮาลิสโก 4.10 ล้านคน ตะวันตก
3 มอนเตร์เรย์ นวยโวเลออง 3.66 ล้านคน ตะวันออกเฉียงเหนือ
4 ปวยบลา ปวยบลา 2.11 ล้านคน ตะวันออก
5 โตลูกา เม็กซิโก 1.61 ล้านคน กลางตอนใต้
6 ตีฮัวนา บาฮากาลิฟอร์เนีย 1.48 ล้านคน ตะวันตกเฉียงเหนือ
7 เลออง กวานาวโต 1.43 ล้านคน กลาง
8 ซิวดัดฮัวเรซ ชีวาวา 1.31 ล้านคน ตะวันตกเฉียงเหนือ
9 ตอร์เรออง โกอาวีลา 1.11 ล้านคน ตะวันออกเฉียงเหนือ
10 ซันลุยส์โปโตซี ซันลุยส์โปโตซี 0.96 ล้านคน กลาง
11 เกเรตาโร เกเรตาโร 0.92 ล้านคน กลาง
12 เมรีดา ยูกาตัง 0.90 ล้านคน ตะวันออกเฉียงใต้
13 เม็กซิกาลี บาฮากาลิฟอร์เนีย 0.85 ล้านคน ตะวันตกเฉียงเหนือ
14 อากวัสกาเลียนเตส อากวัสกาเลียนเตส 0.81 ล้านคน กลาง
15 ตัมปีโก ตาเมาลีปัส 0.80 ล้านคน ตะวันออกเฉียงเหนือ
16 กูเอร์นาวากา มอเรโลส 0.79 ล้านคน กลาง
17 อากาปุลโก เกร์เรโร 0.79 ล้านคน ใต้
18 ชีวาวา ชีวาวา 0.78 ล้านคน ตะวันออกเฉียงเหนือ
19 กูเลียกัง ซีนาโลอา 0.76 ล้านคน ตะวันตกเฉียงเหนือ

[แก้] ดูเพิ่ม

(

)

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ Nombre del Estado de México. Government of the State of Mexico. สืบค้นวันที่ 2007-10-03 Aguilar-Moreno, Manuel (2006). Handbook to Life in the Aztec World. Facts of Life, Inc.. pp. 19. ISBN 0-8160-5673-0. 
  2. ^ 2.0 2.1 (สเปน)
  3. ^ Evolution of the pronunciation of "x". Real Academia Española.
  4. ^ Diccionario Panhispánico de Dudas. Real Academia Española.
  5. ^ Mexico. Online Dictionary. Merriam-Webster.
  6. ^ Catholic Encylopedia Miguel Hidalgo Biography. Catholic Encyclopedia. สืบค้นวันที่ 2007-09-30
  7. ^ The Mexican Miracle: 1940-1968. World History from 1500. Emayzine. สืบค้นวันที่ 2007-09-30
  8. ^ Krauze, Enrique (January-February 2006). Furthering Democracy in Mexico. Foreign Affairs. Retrieved on 2007-10-07.
  9. ^ Elena Poniatowska (1975). Massacre in Mexico (Original "La noche de Tlatelolco"). Viking, New York. ISBN 0-8262-0817-7. 
  10. ^ Schedler, Andreas (2006). Electoral Authoritarianism: The Dynamics of Unfree Competition. L. Rienner Publishers. ISBN 1-5882-6440-8. 
  11. ^ Crandall, R.; Paz and Roett (2004). "Mexico's Domestic Economy: Policy Options and Choices". Mexico's Democracy at Work. Lynne Reinner Publishers. pp. 160. ISBN 0-8018-5655-8. 
  12. ^ Efemérides (Important dates). National Action Party. สืบค้นวันที่ 2007-10-03 (สเปน)
  13. ^ Photius Geographic.org, "Mexico The 1988 Elections", (Sources: The Library of the Congress Country Studies, CIA World Factbook)
  14. ^ Cruz Vasconcelos, Gerardo. Desempeño Histórico 1914–2004 (PDF). สืบค้นวันที่ 2007-02-17 (สเปน)
  15. ^ Reséndiz, Francisco (2006) , "Rinde AMLO protesta como "presidente legítimo"",El Universal (สเปน)

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

Commons
คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่นๆ เกี่ยวกับ:
ประเทศเม็กซิโก


ภาษาอื่น