ไฟนอลแฟนตาซี XII

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไฟนอลแฟนตาซี XII
The original Japanese cover art of Final Fantasy XII
ผู้ออกแบบ ยาสุมิ มัตสึโนะ (original concept)
อากิโตชิ คาวาซึ (executive producer)
ฮิโรชิ มินางาวะ (director)
ฮิโรยูกิ อิโต้ (design director)
ไดสุเกะ วาตานาเบะ (scenario writer)
ฮิโตชิ ซาคิโมโตะ (music composer)
โยชิทากะ อามาโนะ (image illustrator, title logo designer)
อากิฮิโกะ โยชิดะ (character designer)
ผู้จัดจำหน่าย สแควร์เอนิกซ์
ออกจำหน่าย JP 16 มีนาคม 2549
NA 31 ตุลาคม 2549
AU 22 กุมภาพันธ์ 2550
EU 23 กุมภาพันธ์ 2550
INT 9 สิงหาคม 2550
แนวเกม RPG
จำนวนผู้เล่น ผู้เล่นเดี่ยว
การจัดเรตติง CERO: A (ทุกเพศทุกวัย)
INT B (อายุ 12 ปีขึ้นไป)
ESRB: T (Teen) (13+)
OFLC (AU): M (15+)
PEGI: 16+
USK: 12+
ระบบปฏิบัติการ เพลย์สเตชัน 2
อุปกรณ์ ดูอัลช็อกคอนโทรลเลอร์

ไฟนอลแฟนตาซี XII (ญี่ปุ่น: ファイナルファンタジーXII Fainaru Fantajī Tuerubu ทับศัพท์จาก Final Fantasy XII ?) เป็นเกมอาร์พีจีในชุดไฟนอลแฟนตาซี สำหรับเครื่องเกมเพลย์สเตชัน 2 สร้างสรรค์และวางจำหน่ายโดยค่ายสแควร์เอนิกซ์ และนับเป็นภาคที่ 12 ในซีรีส์ไฟนอลแฟนตาซี ออกวางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2549 ที่ผ่านมา โดยทำยอดจำหน่ายไปแล้วขณะนี้มากกว่า 2 ล้านชุดในประเทศญี่ปุ่น[1] ซึ่งในประเทศไทยก็ได้ออกวางจำหน่ายไปแล้วเช่นกัน ส่วนวันวางจำหน่ายของเวอร์ชันภาษาอังกฤษในทวีปอเมริกาเหนือ อยู่ในช่วงเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 โดยไฟนอลแฟนตาซี XII เป็นไฟนอลแฟนตาซี ภาคหลักภาคแรกที่เป็นแนวเล่นคนเดียว นับจากไฟนอลแฟนตาซี X ซึ่งออกวางจำหน่ายไปเมื่อปี พ.ศ. 2544 เรื่องราวบางส่วนในภาคนี้ได้ถูกนำเสนอไปแล้วในเกม ไฟนอลแฟนตาซี แทคติกส์ แอดวานซ์ สำหรับเครื่องเกมบอยแอดวานซ์

ไฟนอลแฟนตาซี XII ได้เพิ่มเติมระบบการเล่นใหม่มากมายในซีรีส์นี้ ระบบการต่อสู้ไม่ได้เป็นการแบ่งเป็น 2 ฝ่ายอย่างเดิม และยังได้เพิ่มเติมระบบแกมบิท (Gambit) ที่ทำให้สามารถควบคุมตัวละครตัวอื่นได้อย่างอัตโนมัติ รวมไปถึงระบบสอบใบอนุญาต (License) ที่ทำให้ต้องตัดสินใจว่าความสามารถไหน หรืออุปกรณ์ใด ที่ตัวละครนั้นๆมีความต้องการในการใช้ก่อน[2][3] ไฟนอลแฟนตาซี XII ยังได้นำเอาระบบการเล่นในภาคก่อนมาผสมผสานด้วย อาทิเช่น มนต์อสูร โจโกโบะ และเรือเหาะ เกมนี้ได้รับการประเมินจากนักวิจารณ์ด้วยคะแนนที่สูงมาก และได้รางวัลเกมยอดเยี่ยมแห่งปี จากนิตยสารเกมหลายฉบับ และจะมีภาคต่อของภาคนี้ในชื่อ ไฟนอลแฟนตาซี XII รีเวแนนท์ วิงส์ (Final Fantasy XII: Revenant Wings) ซึ่งวางจำหน่ายในรูปแบบเกมสำหรับเครื่องนินเทนโด ดีเอส ในวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2550 ที่ประเทศญี่ปุ่น[4]

ประวัติความเป็นมาในการสร้าง[แก้]

ระบบแกมบิท

การสร้างเกมไฟนอลแฟนตาซี XII ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2544[5] ซึ่ง ยาสุมิ มัตสึโนะ (Yasumi Matsuno) ผู้สร้างไฟนอลแฟนตาซี แทคติกส์ รับหน้าที่เป็นทั้งโปรดิวเซอร์และไดเร็กเตอร์ เพื่อทุ่มเทให้กับการสร้างไฟนอลแฟนตาซี XII แต่เนื่องมาจากปัญหาสุขภาพของเขา[6] ฮิโรยูกิ อิโต้ (Hiroyuki Itō) และ ฮิโรชิ มินางาวะ (Hiroshi Minagawa) จึงเข้าช่วยในงานของไดเร็กเตอร์ ในขณะที่ อากิโทชิ คาวาซึ (Akitoshi Kawazu) แห่งเกมตระกูลซาก้า (SaGa) เป็นหัวหน้าโปรดิวเซอร์ร่วมกับ โยอิจิ วาดะ (Yōichi Wada) ประธานสแควร์เอนิกซ์[7] ทว่าการเสียชีวิตของมัตสึโนะ ได้สร้างความเสียใจให้กับ ฮิโรโนบุ ซากางุจิ ผู้เขียนบทเป็นอย่างมาก ซึ่งเขาปฏิเสธที่จะเล่นไฟนอลแฟนตาซี XII ก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ[8]

ความคิดที่จะยกเลิกระบบศัตรูที่ปรากฏตัวออกมาแบบสุ่ม ในระหว่างการเดินทางในดันเจี้ยนหรือนอกเมือง ซึ่งเป็นแนวคิดดั้งเดิมของเกม RPG ได้ถูกผลักดันขึ้นตั้งแต่แรกในกระบวนการพัฒนา[9] ซึ่งแนวคิดนี้เองได้นำไปสู่การพัฒนาระบบการต่อสู้แบบรอบทิศทาง ซึ่งทำให้ผู้เล่นสามารถสำรวจเส้นทางได้ โดยที่ไม่ถูกซีนการต่อสู้มาขัดขวาง ระบบแกมบิท (ตัวละครแต่ละตัวมีหน้าที่เฉพาะ ในสถานการณ์ต่างๆ) ได้นำมาเป็นส่วนแก้ปัญหาในจุดนี้อ้างอิงผิดพลาด: ไม่มีการปิด </ref> สำหรับป้ายระบุ <ref> อิโต้ ได้แนวความคิดระบบแกมบิท มาจากการเล่นอเมริกันฟุตบอล ที่ผู้เล่นแต่ละคนจะมีหน้าที่เฉพาะ ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป รวมไปถึงการออกแบบระบบใบอนุญาต (licenses) ที่มีที่มาจากการที่ดัลมัสก้าถูกราชอาณาจักรอาร์เคเดียยึดครอง จึงต้องทำตามกฎที่เข้างวดของราชอาณาจักรอาร์เคเดียอ้างอิงผิดพลาด: ไม่มีการปิด </ref> สำหรับป้ายระบุ <ref>

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 เพื่อเป็นการโปรโมทไฟนอลแฟนตาซี XII ทางสแควร์เอนิกซ์จึงได้แถมแผ่นเดโมของเกมนี้ ไปกับแผ่นเกมดราก้อนเควสต์ VIII รุ่นที่ออกวางขายในอเมริกาเหนือ[10] ซึ่งในระหว่างการพัฒนาเป็นภาษาอังกฤษ อเล็กซานเดอร์ โอ สมิท (Alexander O. Smith) ที่เคยทำงานในเกม วาแกรนต์สตอรี่ (Vagrant Story) และไฟนอลแฟนตาซี X ทำหน้าที่เป็นทั้งโปรดิวเซอร์และนักแปล[11] รวมไปถึงอยู่เบื้องหลังในการตรวจสอบความหมายในบทภาษาญี่ปุ่นซึ่งเขียนโดย ไดสุเกะ วาตานาเบะ (Daisuke Wanatabe) และ มิวะ โชดะ (Miwa Shōda) สมิทได้ตัดสินใจที่จะใช้ภาษาอังกฤษในสำเนียงที่หลากหลาย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในพื้นที่[12][13] รวมไปถึงการขัดเกลาสำนวนให้เป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังรองรับระบบไวด์สกรีน 16:9 และมีมาตรฐานการจัดระดับเกมที่เล่นได้ในทุกระดับอายุ (CERO rating) [14]

ระบบการเล่น[แก้]

ระบบการต่อสู้

ระหว่างการเล่นเกม ผู้เล่นจะทำการควบคุมตัวละครในเกม โดยเห็นเป็นมุมมองบุคคลที่สาม (third-person perspective) ในการที่จะพูดคุย สำรวจ หรือต่อสู้กับศัตรู สิ่งที่แตกต่างกับไฟนอลแฟนตาซีภาคอื่นๆ คือ ในภาคนี้จะทำการควบคุมด้วย อนาล็อกด้านขวา และสามารถมองได้รอบถึง 360ํ ในขณะที่อยู่ในเมือง ผู้เล่นจะสามารถเห็นได้ ในมุมมองของ วาน เท่านั้น แต่ในระหว่างการต่อสู้นั้น (นอกเมือง) ผู้เล่นจะสามารถเลือกตัวละครใดมาเล่นก็ได้

ผู้เล่นสามารถที่จะสำรวจอิวาลิซ ได้ในหลายทางไม่ว่าจะเป็นการเดินเท้า ขี่โจโกโบะ นั่งเรื่อเหาะ หรือเคลื่อนย้ายในพริบตาโดยใช้ เกจคริสตัล (gate crystals) และผู้เล่นยังสามารถหาข่าว และข้อมูลประวัติเบื้องลึกของ อิวาลิซ ผ่านทางระบบการสะสมจำนวนการล่าศัตรูแต่ละชนิดโดยเฉพาะ (bestiary) ไฟนอลแฟนตาซี XII ยังได้ปรับปรุงระบบการได้มาซึ่งเงินกิล ซึ่งศัตรูส่วนมากจะดรอบของที่เรียกว่า ลูท (Loot) ออกมา แล้วเราต้องนำลูทไปขายที่ตลาดบาซาร์ (Bazaar) ก่อนจึงจะได้เงินกิลมา และเมื่อขายลูทครบเงื่อนไข จะสามารถซื้อของในราคาพิเศษ ซึ่งอาจจะเป็นสินค้าแพ็ครวมลดราคา หรือสินค้าพิเศษที่หาไม่ได้จากที่อื่นได้จากตลาดบาร์ซ่าอีกด้วย

ระบบเสียง[แก้]

ฮิโตชิ ซาคิโมโตะ (Hitoshi Sakimoto) รับหน้าที่ในเรื่องระบบเสียงในเกมแทบทั้งหมด ซึ่งภายหลังการออกจากวงการของ โนบุโอะ อุเอมัตสึ (Nobuo Uematsu) ได้สานต่องานในปี พ.ศ. 2547 และทำเรื่องเพลงประจำไฟนอลแฟนตาซี XII ได้อย่างไพเราะยอดเยี่ยมกว่าเดิมมีการเรียบเรียงเสียงประสานที่สมบูรณ์แบบอย่างที่อุเอมัตสึไม่เคยทำได้มาก่อนทั้งจังหวะทั้งเครื่องดนตรีและความสมจริงในแต่ละฉากของเกมส์ แต่ว่าจากประสบการณ์ของซาคิโมโตะ เขาพบความยากลำบากในการที่จะ สร้างความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เพราะในดนตรีของซากิโมโตนั้นไม่ค่อยมีความเป็นเอกภาพเท่าของอุเอมัตสึ เพราะดนตรีของเขาเต็มไปด้วยความหลากหลายจินตนาการมากกว่าความมีเอกภาพ เจ้าตัวยังบอกอีกว่าชอบเพลง"The Cerobi Steppe" และอุเอมัตสึก็ได้แต่งเพลงให้เพลงนึงชื่อว่า "Kiss me Good-Bye" ได้รับการสร้างสรรขึ้นให้กับเกมไฟนอลแฟนตาซี XII ซึ่งมีทั้งเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษ ขับร้องโดย แองเจล่า อากิ (Angela Aki) อุเอมัตสึ ให้ความเห็นว่า " สไตล์การเล่นคีย์บอร์ดพร้อมกับร้องเพลงไปด้วย ของอากิ ทำให้เขานึกถึงดาราในดวงใจ สมัยที่เขายังเป็นเด็กอยู่ " เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เขาเลือกอากิ เพลง Kiss me Good-Bye เวอร์ขั่นภาษาอังกฤษ ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศญี่ปุ่น และอเมริกาเหนือ ซึ่งมีนักไวโอลิน ทาโร่ ฮาคาเซะ ร่วมบรรเลงกับวงซิมโฟนิก โพเอ็ม "โฮป" (Symphonic Poem "Hope") ซึ่งบรรเลงในเสียงซาวนด์แทรกในเกมนี้อีกด้วย

ตัวละคร[แก้]

วาน[แก้]

นักพากย์อังกฤษ นักพากย์ญี่ปุ่น
บ๊อบบี้ เอ็ดเนอร์ โคเฮ ทาเคดะ

วาน (ヴァン ; Vaan) เป็นเด็กกำพร้าอายุ 17 ปี ชนเผ่ามนุษย์ (Hume) เขาได้เสียพ่อแม่ของเขาจากกาฬโรค ไปเมื่อตอนที่เขาอายุ 12 ปี หลังจากนั้นเขาก็ได้สูญเสีย เร็กส์ พี่ชายของเขาไปเมื่อสองปีก่อน ในช่วงที่จักรวรรดิอาร์เคเดีย ได้ทำการบุกโจมตีอาณาจักรดัลมัสก้า เขาได้อาศัยและทำงานช่วยเหลืองานจิปาถะให้กับมิเกโล่ (Migelo) เพื่อเลี้ยงชีพ โดยมีเพเนโล่เป็นเพื่อนสาวคนสนิทที่โตมาด้วยกัน เวลาว่างๆ วานจะคอยล้วงกระเป๋าพวกทหารอาร์เคเดีย วานเป็นคนที่ร่าเริง และในกลุ่มเพื่อนเขามักจะคิดว่าเขาเป็นหัวหน้าเสมอ วานฝันใฝ่มาตลอดว่าเขาจะเป็นสลัดอากาศและมีเรือเหาะเป็นของตนเอง (หลังจากที่การต่อสู้ของวานและพรรคพวกของเขาจบลง) เขามักจะฝึกฝนตนเองโดยการกำจัดพวกหนูที่อยู่ในท่อระบายน้ำเสมอ ผู้เฒ่าดาลัน จึงตั้งชื่อเล่นให้ว่า วาน แรทส์เบน (Vaan Ratsbane)

อาเชเลีย บนาร์กิน ดัลมัสก้า[แก้]

นักพากย์อังกฤษ นักพากย์ญี่ปุ่น
แครี วาห์ลเกรน มิเอะ โซโนซากิ

เลดี้แอช หรือ อาเช่ ในภาคภาษาญี่ปุ่น มีชื่อเต็มว่า อาเชเลีย บนาร์กิน ดัลมัสก้า (アーシェ・バナルガン・ダルマスカ ; Ashelia B'nargin Dalmasca) เป็นเจ้าหญิงวัย 19 ปี ที่เคยครองอาณาจักรดัลมัสก้า เป็นบุตรสาวคนเดียวของพระราชารามินัส และเป็นทายาทคนสุดท้ายของจอมกษัตริย์เรธวอลล์ เธออภิเษกสมรสกับลอร์ดราสเลอร์ (Rasler Heios Nabradia) ภายหลังจากที่ จักรวรรดิอาร์เคเดียได้รุกราน เธอสูญเสียสามี บิดา รวมไปถึงอาณาจักร ทำให้เธอเป็นม่ายทั้งที่ยังสาว การแต่งงานของเธอประชาชนเชื่อว่าเป็นเหตุผลทางการเมือง แต่เธอยังคงสวมแหวนแต่งงานมาตลอด 2 ปี นับจากวันที่เธอสูญเสียสามี ประชาชนเชื่อว่าเธอตรอมใจตายแล้ว แต่ก็เป็นเพียงแค่ข่าวลวง

อามาเลีย (Amalia) เป็นชื่อที่เลดี้แอช ใช้ในการเข้าร่วมกับกองกำลังต่อต้าน เธอมุ่งเป้าไปที่การล้างแค้นให้กับประชาชน และอาณาจักรของตน ทำให้ออคคิวเรียเลือกเธอให้เป็นจอมกษัตริย์คนต่อไป พร้อมทั้งสั่งให้เธอทำลายจักรวรรดิอาร์เคเดีย และเวแนท (Venat) ให้สิ้นซาก ออคคิวเรียจะคอยใช้ร่างของลอร์ดราสเลอร์ เพื่อชี้นำเลดี้แอช ให้ทำอย่างที่ตนต้องการ และมอบเนธิไซต์ที่ทรงพลังให้เลดี้แอช เพื่อให้เธอครอบครองทั้งอิวาลิซ เหมือนที่บรรพบุรุษของเธอเคยทำมาก่อน แต่ในท้ายที่สุดเธอก็ปฏิเสธที่จะทำตามที่ออคคิวเรียต้องการ และเลือกทางเดินของตัวเอง

บาช[แก้]

บาช
นักพากย์อังกฤษ นักพากย์ญี่ปุ่น
คีธ เฟอร์กูสัน ริกิยะ โคยามะ

บาช ฟอน รอนเซนเบิร์ก (バッシュ・フォン・ローゼンバーグ ; Basch fon Ronsenburg) อายุ 36 ปี เป็นหัวหน้าอัศวินของอาณาจักรดัลมัสก้า เกิดที่ราชอาณาจักรแลนดิส (Landis) มีพี่น้องฝาแฝดชื่อ โนอา (Noah) หลังจากที่จักรวรรดิอาร์เคเดียยึดครองบ้านเกิด บาชหนีมาอยู่ที่ดัลมัสก้า และการเป็นคนที่รู้จักและรักใครของชาวเมือง ในขณะที่จักรวรรดิอาร์เคเดียเข้าโจมตีป้อมปราการนัลบินา (Nalbina Fortress) บาชรับหน้าที่ในการป้องกัน ป้อมปราการสำคัญนี้ เขาร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับ ลอร์ดราสเลอร์ ที่อาสาไปช่วยปกป้องป้อมปราการนี้ด้วย แต่กองกำลังของอาร์เคเดียมากเกินกว่าจะต้านทานได้ ลอร์ดราสเลอร์ถูกยิงเข้าที่สำคัญ บาชได้พยายามนำลอร์ดราสเลอร์ออกจากสนามรบ หลังจากจักรวรรดิอาร์เคเดีย บุกเข้ายึดครองเกือบสำเร็จ บาชกับกัปตันอซีลัส (Captain Azelas) เข้าโจมตีป้อมปราการนัลบินา เพื่อหวังจะช่วยชีวิตพระราชารามินัส ที่ถูกกองกำลังอาร์เคเดียควบคุมตัว แต่เวย์น โซลิดอร์ ได้วางแผนที่จะให้ร้ายบาช รออยู่แล้ว โนอาน้องชายฝาแฝดของบาช ใช้ชื่อใหม่ว่า แกบรานธ์ (Gabranth) ควบคุมตัวบาชได้ แล้วปลอมตัวเป็นบาช สังหารพระราชารามินัส และทำร้ายเร็กส์ (Reks) พี่ชายของวานจนบาดเจ็บสาหัส เพื่อให้เร็กส์เป็นพยานสำคัญ บาชถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ และถูกมาร์ควิสออนดอร์ตัดสินประหารชีวิต แต่อันที่จริงแล้ว เขาเพียงแต่ถูกจองจำไว้ที่นัลบินาดันเจี้ยน (Nalbina Dungeons) เพื่อให้แน่ใจว่ามาร์ควิสออนดอร์ จะยังคงภักดีต่อจักรวรรดิอาร์เคเดีย ถ้ามาร์ควิสออนดอร์ทรยศ เวย์น โซลิดอร์ก็จะประกาศว่าบาชยังมีชีวิตอยู่ เพื่อทำลายชื่อเสียงของมาร์ควิสออนดอร์

เพเนโล่[แก้]

นักพากย์อังกฤษ นักพากย์ญี่ปุ่น
แคทเธอรีน เทเบอร์ ยูนะ มิคุนิ

เพเนโล่ หรือ พันเนโล่ ในภาคภาษาญี่ปุ่น (パンネロ ; Penelo) เป็นเด็กกำพร้าอายุ 17 ปี ทำงานเป็นแดนเซอร์ที่ตลาดบาซาร์ เธอเรียนรู้ศิลปะป้องกันตัวจากพี่ชายของเธอที่เป็นทหารที่เสียชีวิตไปแล้ว เพเนโล่สามารถรับกับสถานการณ์เฉพาะหน้า และสถานการณ์ที่กดดันได้ดี เธอรู้จักกับวานมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก และเป็นเหมือนพี่น้องกับวาน ครอบครัวของเธออุปการะวานไว้ หลังจากที่ครอบครัวของวานเสียชีวิตไป เพเนโล่ค่อนข้างจะชอบวาน และเมื่อทั้งคู่เติบโตขึ้นมาด้วยกัน ยิ่งคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากขึ้น

บัลเธียร์[แก้]

นักพากย์อังกฤษ นักพากย์ญี่ปุ่น
กิเดียน เอเมอรี ฮิโรอากิ ฮิราตะ

บัลเธียร์ หรือ บัลแฟลร์ ในภาคภาษาญี่ปุ่น (バルフレア ; Balflear, Balthier) เป็นมนุษย์อายุ 22 ปี สลัดอากาศที่มีชื่อเสียงไปทั่วอิวาลิซ มีเรือเหาะดัดแปลงพิเศษ ชื่อ ซตรอล (Strahl) มีคู่หูเป็นเวียร่า ชื่อ ฟราน (Fran) พวกเขาไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับสงคราม อย่างไรก็ตามการที่เขาหมายตาเมจิกไซต์ที่มีชื่อว่า ก็อดเดสส์เมจิกไซต์ (Goddess's Magicite) ที่อยู่ที่ท้องพระคลังของปราสาทดัลมัสก้า ซึ่งถูกวานขโมยตัดหน้าไป แต่จากเหตุการณ์ความวุ่นวายที่กองกำลังต่อต้าน จะลอบสังหารเวย์น โซลิดอร์ ทำให้ทั้ง 3 คนต้องหนีไปทางท่อระบายน้ำใต้เมือง และวาน บัลเธียร์ แฟรน นำไปสู่การเข้าร่วมกับกองกำลังต่อต้าน หลังจากที่ได้พบกับอเมเลียโดยบังเอิญ

บัลเธียร์ เดิมชื่อว่า ฟามรัน มิด บูนันซา (Ffamran Mid Bunansa) ลูกชายของดอกเตอร์ซิด (Cidolfus Demen Bunansa) เขาเติบโตขึ้นมาภายใต้การปกครองของพ่อ ที่ลุ่มหลงในความลึกลับของเนธิไซต์ดอกเตอร์ซิดพยายามที่จะให้เขาได้เป็นจัดจ์ เมจิสเตอร์ (Imperial Judge) แต่เขาปฏิเสธ และเลือกที่จะมีอิสรภาพมากกว่า จึงตัดพ่อตัดลูกกับดอกเตอร์ซิด และได้มาเป็นสลัดอากาศที่มีชื่อเสียงภายใต้ชื่อใหม่ว่า บัลเธียร์ ซึ่งค่าหัวของบัลเธียร์ เป็นที่เชื้อเชิญให้เหล่านักล่าค่าหัว คอยตามรังควาน หนึ่งในนั้น คือ บากัมนัน (Ba'Gamnan) นักล่าค่าหัวที่มีชื่อเสียงด้านความโหดร้าย และวิปริต แต่มีฝีมือสูง บัลเธียร์พยายามไม่ยุ่งเกี่ยวกับเนธิไซต์เพื่อจะได้ไม่เป็นเหมือนพ่อ แต่ว่าภายหลังแล้วก็ต้องมาพัวพันจนได้ เมื่อรู้ว่าก็อดเดสเมจิกไซต์ที่ตนพยายามขโมย ที่จริงแล้วคือ ดัสก์ชาร์ด (Dusk Shard) หนึ่งในเนธิไซต์ที่ทรงพลังที่สุดในอิวาลิซ ที่ดอกเตอร์ซิดต้องการ ถึงขนาดร่วมมือกับเวย์น โซลิดอร์ เพื่อรุกรานดัลมัสก้า เพียงแค่ต้องการครอบครองเนธิไซต์เท่านั้น

ฟราน[แก้]

เฟรน Fran
นักพากย์อังกฤษ นักพากย์ญี่ปุ่น
นิโคล แฟนทิล ริกะ ฟุคามิ

ฟราน (フラン ; Fran) เป็นนักรบเผ่าเวียร่า (viera) ไม่ทราบอายุที่แน่ชัด แต่ว่าอายุขัยของเผ่าเวียร่า สูงกว่ามนุษย์หลายเท่า อีกทั้งเวียร่ายังมีสัมผัสที่ว่องไวกับมิสต์ (Mist) ซึ่งมิสต์คือพลังงานที่ออกมาจากเมจิกไซต์ทุกชนิด รวมไปถึงเนธิไซต์ด้วย เวียร่าสามารถพูดคุย กับต้นไม้ได้ และรู้ความหมายของสายลม และเสียงกระซิบของป่า เฟรนเกิดที่หมู่บ้าน อิรัป (Eruyt Village) เป็นหมู่บ้านลึกลับที่หลบซ่อนจากสายตามนุษย์ มีเพียงเวียร่าเท่านั้นที่รู้วิธีเข้า เธอต้องการอิสรภาพ จึงละทิ้งกฎแห่งป่า ออกมาที่อิวาลิซเมื่อ 50 ปีที่แล้ว และภายหลังได้พบกับบัลเธียร์ และกลายเป็นคู่หูกัน หลังจากที่เธอถูกขับออกจากป่าเป็นเวลานาน ทำให้เธอไม่สามารถรับฟังเสียงของต้นไม้ได้อีกต่อไป สำหรับเวียร่าแล้ว เป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่มากนัก เธอเองยังคงกลัวว่าป่าจะเกลียดเธอ ที่เธอทอดทิ้งป่ามา แต่เธอเองก็ไม่มีวันเข้าใจเสียงของป่าได้อีกเป็นครั้งที่สอง

ลาร์ซา เฟอร์รินัส โซลิดอร์[แก้]

นักพากย์อังกฤษ นักพากย์ญี่ปุ่น
จอห์นนี่ แมคคีโอว์น ยูกะ อิมาอิ

ลาร์ซา เฟอร์รินัส โซลิดอร์ (ラーサー・ファルナス・ソリドール ; Larsa Ferrinas Solidor) ลูกชายคนที่ 4 ของจักรพรรดิกรามิส (Emperor Gramis) เป็นน้องชายของ เวย์น โซลิดอร์ (Vayne Solidor) ลาร์ซานับถือพ่อของเขาที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และนับถือเวย์น ผู้เป็นพี่ชายมาก ลาร์ซาอายุเพียง 12 ปี และถูกเลี้ยงดูให้ห่างจากเรื่องราวของสงคราม ลาร์ซาได้รับความเชื่อถือจากสภาสูงของจักรวรรดิอาร์เคเดีย มากกว่าเวย์น โซลิดอร์ สภาสูงจะให้ลาร์ซาเป็นจักรพรรดิคนต่อไป เพราะคิดว่าจะสามารถควบคุมลาร์ซาได้ง่ายกว่า อีกทั้งสภาสูงยังหวาดกลัวเวย์น โซลิดอร์ ที่เชี่ยวชาญการบัญชาการรบ และน่ากลัวกว่าลาร์ซา ถึงแม้ว่าลาร์ซาจะอายุยังน้อย แต่มีภาวะผู้นำสูง สามารถหาทางแก้ปัญหาการปกครองที่ยากลำบากได้ ลาซาร์ตัดสินใจเข้าร่วมเดินทางกับเลดี้แอช (อาเช่) เพื่อหาหนทางยับยั้งสงคราม และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

เวย์น คารูดัส โซลิดอร์[แก้]

นักพากย์อังกฤษ นักพากย์ญี่ปุ่น
อีไลจาห์ อเล็กซานเดอร์ โนบุโอะ โทบิตะ

เวย์น คารูดัส โซลิดอร์ (ヴェイン・カルダス・ソリドール ; Vayne Carudas Solidor) ลูกชายคนที่ 3 ของจักรพรรดิกรามิส เป็นพี่ชายของลาร์ซา เฟรินัส โซลิดอร์ อายุ 27 ปี เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นหนึ่งในสมาชิกของ เฮาส์โซลิดอร์ (House Solidor) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีอำนาจปกครองจักรวรรดิอาร์เคเดีย เฮาส์โซลิดอร์ปกครองจักรวรรดิอาร์เคเดียมา 4 รุ่นแล้ว เวย์น โซลิดอร์ มีฐานะเทียบเท่ากับเจ้าชาย แต่เวย์นไม่เคยสนใจที่จะให้ใครมาเคารพเขาในฐานะนั้น แต่จะให้ยอมสยบในอำนาจที่แท้จริงมากกว่า เวย์นร่วมมือกับดอกเตอร์ซิด ในการวิจัยทางทหารที่เป็นความลับ แม้แต่สภาสูงยังรู้น้อยมากเกี่ยวกับสิ่งที่เวย์นทำ เวย์นเป็นอีกคนที่สามารถพูดคุย และมองเห็นเวแนท (Venat) เวแนทกับออคคิวเรียเป็นเหมือนเทพ ที่คอยควบคุมประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติบนอิวาลิซ เพียงแต่เวแนททรยศออคคิวเรีย ซึ่งเวแนทได้เลือกให้เวย์นเป็นจอมจักรพรรดิ แต่ออคคิวเรียเลือกให้เลดี้แอชเป็นจอมกษัตริย์ เวย์นได้ใช้ข้อมูลเกี่ยวกับเนธิไซต์จากเวแนท ให้ดอกเตอร์ซิดพัฒนาเป็น แมนูแฟกเท็ด เนธิไซต์ (manufacted Nethicite) ซึ่งเป็นอาวุธที่ทรงพลังใกล้เคียงกับเนธิไซต์ของออคคิวเรีย เพียงแต่มนุษย์สามารถสังเคราะห์ได้เอง และควบคุมได้ ซึ่งเวย์นได้ใช้เป็นอาวุธหลัก ในการรุกรานอาณาจักรอื่นๆ

มาร์ควิส เฮลิม ออนดอร์ ที่ 4[แก้]

นักพากย์อังกฤษ นักพากย์ญี่ปุ่น
ทอม เคน อาคิโอะ โนจิมะ

มาร์ควิส เฮลิม ออนดอร์ ที่ 4 (ハルム・オンドール4世 ; Marquis Halim Ondore IV) เป็นนายกรัฐมนตรีของนครลอยฟ้าบูเจอร์บา (Bhujerba) อยู่ในตระกูลขุนนางชั้นสูงที่ปกครองบูเจอร์บามาหลายรุ่น มีศักดิ์เป็นอาของเลดี้แอช เป็นคนที่ให้พรในงานอภิเษกสมรสระหว่างเลดี้แอชกับลอร์ดราสเลอร์ และยังเป็นคนทำพิธีไว้อาลัยในงานศพ ของลอร์ดราสเลอร์เช่นกัน มีข่าวลือว่าออนดอร์ให้การสนับสนุนกองกำลังต่อต้าน แต่ออนดอร์ ก็ยอมอ่อนข้อ ให้กับจักรวรรดิอาร์เคเดีย เพราะต้องการรักษาความสงบ และคงไว้ซึ่งความเป็นกลาง ข่าวการตายของบาช ฟอน รอนเซนเบิร์ก เป็นเพียงแค่เครื่องมือของเวย์น โซลิดอร์ เพื่อใช้ให้ออนดอร์เป็นหุ่นเชิดเท่านั้น ซึ่งภายหลังเหตุการณ์กองเรือที่ 8 ลีไวอาทัน ของจักรวรรดิอาร์เคเดียถูกทำลาย จากแรงระเบิดของดอว์นชาร์ด (Dawn Shard) ออนดอร์ก็เริ่มจะแสดงจุดยืนที่แน่นอนในการต่อต้านจักรวรรดิอาร์เคเดีย โดยเริ่มจากการยกเลิกการขายเมจิกไซต์ให้กับจักรวรรดิอาร์เคเดีย พร้อมทั้งปิดเหมืองลูซู (Lhusu Mines) หนึ่งในเหมืองที่มีเมจิกไซต์คุณภาพสูงที่สุดบนอิวาลิซ ทั้งยังรวมมือกับจักรวรรดิโรซาร์เรียน (Rozarrian Empire) ในการสนับสนุนกองกำลังต่อต้าน และออนดอร์ยังทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายเนื้อเรื่องระหว่างการดำเนินเรื่องในแต่ละช่วงอีกด้วย

ราสเลอร์ เฮออส นาบราเดีย[แก้]

นักพากย์อังกฤษ นักพากย์ญี่ปุ่น
แอนดรูว์ ฟิลพอต ยาสึยูกิ คาเซะ

ราสเลอร์ เฮออส นาบราเดีย (ラスラ・ヘイオス・ナブラディア ; Rasler Heios Nabradia) เป็นเจ้าชายแห่งราชวงศ์นาบราเดีย และเป็นสามีของเลดี้แอช เจ้าหญิงแห่งอาณาจักรดัลมัสก้า หลังจากที่ลอร์ดราสเลอร์อภิเษกสมรสได้ไม่นาน ดัลมัสก้าก็ถูกรุกรานโดยจักรวรรดิอาร์เคเดีย ลอร์ดราสเลอร์อาสาไปป้องกันป้อมปราการนัลบินา ซึ่งเป็นป้อมสำคัญ ภายหลังจากที่ทราบข่าวร้ายจากกัปตันบาช วอน รอนเซนเบิร์กว่า เมืองนาบุดิส บ้านเกิดของลอร์ดราสเลอร์ และเป็นเมืองหน้าด่านก่อนที่จะถึงดัลมัสก้าพินาศแล้ว จากการรบที่ป้อมปราการนัลบินา ลอร์ดราสเลอร์ถูกยิงเข้าที่จุดสำคัญ เป็นเหตุให้สิ้นพระชมน์ในเวลาต่อมา ซึ่งในระหว่างการดำเนินเรื่อง จะปรากฏตัวมาให้เลดี้แอชเห็นในรูปวิญญาณบ่อยครั้ง ซึ่งบางครั้ง วานก็มองเห็นเหมือนกัน แต่ที่จริงแล้วเป็นเพียงภาพลวงตาที่ออคคิวเรียสร้างขึ้น เพื่อชี้นำเลดี้แอชให้ทำตามที่พวกออคคิวเรียต้องการ

อัลซิด มาร์เกรซ[แก้]

นักพากย์อังกฤษ นักพากย์ญี่ปุ่น
เดวิด แรสเนอร์ โนริโอะ วากาโมโตะ

อัลซิด มาร์เกรซ (アルシド・マルガラス ; Al-Cid Margrace) สมาชิกของเฮาส์มาร์เกรซ กลุ่มผู้ที่ปกครองจักรวรรดิโรซาร์เรียน อัลซิดได้ร่วมมือกับลาร์ซา ที่จะยับยั้งสงคราม แต่ว่าการตายของจักรพรรดิกรามิส ทำให้ความหวังยิ่งริบหรี่ลง อัลซิดมีความสามารถในการหาข่าวสูง ซึ่งเขาจะมีผู้ช่วยเป็นผู้หญิง คอยติดตามข้างกายอยู่เสมอ อัลซิดเรียกพวกผู้ช่วยที่พึ่งพาได้นี้ว่า นกน้อย (birds) หลังจากที่อัลซิด รู้ว่าไม่มีทางยับยั้งสงครามได้ เขาจึงได้ให้สัญญากับเลดี้แอช ว่าจะชะลอแผนการโจมตีของจักรวรรดิโรซาร์เรียนให้นานที่สุด เพื่อยืดเวลาให้เลดี้แอช พร้อมทั้งบอกกับเลดี้แอชว่าหากผ่านพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายนี้ไปได้ อัลซิดจะขอเชิญเลดี้แอช ไปเยี่ยมชมที่จักรวรรดิโรซาร์เรียนอย่างเป็นทางการ

กรามิส กานา โซลิดอร์[แก้]

นักพากย์อังกฤษ นักพากย์ญี่ปุ่น
โรเจอร์ แอล แจ็กสัน ฮิเดคัตสึ ชิบาตะ

กรามิส กานา โซลิดอร์ (グラミス・ガンナ・ソリドール ; Gramis Gana Solidor) เป็นจักรพรรดิองค์ที่ 4 ของ จักรวรรดิอาร์เคเดีย และเป็นพ่อของเวย์น กับ ลาร์ซา โซลิดอร์ สุขภาพร่างกายของเขาเริ่มย่ำแย่ อันเนื่องมาจากการตรากตรำงานหนัก สภาสูงจึงเสนอให้ลาร์ซาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งจักพรรดิ ซึ่งจักรพรรดิกรามิสก็ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด จักรพรรดิกรามิสเป็นคนสั่งให้เวย์น สังหารลูกชายคนโต 2 คนซึ่งเป็นพี่ชายของเวย์นในอดีต เหตุการณ์นี้ยังคงทำให้จักรพรรดิกรามิสเสียใจอยู่ และทำให้เวย์นโหดร้ายมากขึ้น เนื่องจากว่าจักรพรรดิกรามิสไม่ยอมสละอำนาจ ในที่สุดเขาก็ถูกเวย์นลอบสังหาร โดยเวย์นจัดฉากให้คนลงมือ คือหนึ่งในสภาสูง แล้วทำการลิดรอนอำนาจจากสภาสูงอีกที แล้วแต่งตั้งตัวเองเป็นจอมเผด็จการ เนื่องจากเวย์นเชี่ยวชาญการรบ การยึดอำนาจของเวย์น จึงไม่ได้ทำให้ประชาชนเกลียดชังเขาเลย

เร็กส์[แก้]

นักพากย์อังกฤษ นักพากย์ญี่ปุ่น
ยูริ โลเวนธัล ฮิเดกิ ทาซากะ

เร็กส์ (レックス ; Reks) เป็นพี่ชายของวาน เข้าร่วมในภารกิจช่วยเหลือพระราชารามินัส จากการถูกจักรวรรดิอาร์เคเดียบังคับให้ยอมแพ้ จากการพบกับบาชและวอสเลอร์โดยบังเอิญ ในขณะที่เร็กส์ต่อสู้ป้องกันป้อมปราการนัลบินาอย่างสุดความสามารถ แต่ว่าเมื่อเร็กส์ไปถึง ก็พบว่าพระราชารามินัสสิ้นพระชนม์แล้ว ทั้งยังถูกบาชทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส เร็กส์จึงเป็นพยานปากสำคัญ ในการยืนยันว่าบาชลอบสังหารพระราชารามินัส ภายหลังได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล แต่ก็เสียชีวิตก่อนที่วานจะมาเยี่ยม

วอสเลอร์ ยอร์ก อซีลาส[แก้]

นักพากย์อังกฤษ นักพากย์ญี่ปุ่น
โนแลน นอร์ธ มาซากิ เทราโซมะ

วอสเลอร์ ยอร์ก อซีลาส (ウォースラ・ヨーク・アズラス ; Vossler York Azelas) เป็นหัวหน้าอัศวินแห่งอาณาจักรดัลมัสก้า และเป็นคู่หูที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับ กัปตันบาช ฟอน รอนเซนเบิร์ก ภายหลังจากที่อาณาจักรดัลมัสก้าพ่ายแพ้ วอสเลอร์เป็นคนอารักขาเลดี้แอช และพาไปหลบซ่อนตัวในที่ปลอดภัย ทั้งยังรวบรวมเหล่าผู้ที่จงรักภักดีต่อพระราชารามินัสและเลดี้แอช มาตั้งเป็นกองกำลังต่อต้าน วอสเลอร์มีทักษะการรบที่สูง ผ่านความเป็นความตายมากับบาชนับครั้งไม่ถ้วน ถือว่าเป็นคนสำคัญคนหนึ่งในกองกำลังต่อต้าน และจะคอยวางแผนการที่สำคัญ รวมทั้งฝึกฝนกำลังคน วอสเลอร์จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อกอบกู้อาณาจักรดัลมัสก้ากลับคืนมาให้ได้

เนื้อเรื่อง[แก้]

แผนที่อิวาลิซ (Ivalice)

ไฟนอลแฟนตาซี XII ดำเนินเรื่องอยู่บนโลกเสมือนจริงชื่อว่า อิวาลิซ (Ivalice) โดยเริ่มต้นที่อาณาจักรดัลมัสก้า ในเมืองหลวงที่ชื่อ ราบานัสต้า กำลังมีงานเฉลิมฉลองการอภิเษกสมรส ระหว่างเลดี้แอช เจ้าหญิงแห่งอาณาจักร ดัลมัสก้า กับเจ้าชายราสเลอร์ แห่งอาณาจักรนาบราเดีย ซึ่งภายหลังงานอภิเษกไม่นาน อาณาจักรดัลมัสก้าก็ถูกรุกรานโดยจักรวรรดิอาร์เคเดีย ทำให้เกิดสงครามขึ้น อาณาจักรนาบราเดียกับอาณาจักรดัลมัสก้า ร่วมเป็นพันธมิตร กันต่อต้านการรุกรานของจักรวรรดิอาร์เคเดีย ในระหว่างการรบเจ้าชายราสเลอร์เสียชีวิต เป็นผลให้พระราชารามินัสแห่งอาณาจักรดัลมัสก้า ถูกบังคับให้เซ็นสัญญายอมแพ้ และมีแผนการที่จะสังหารพระองค์ทิ้งหลังจากสละอำนาจ เหล่าอัศวินของอาณาจักรดัลมัสก้า พยายามสุดชีวิตที่จะขัดขวางแผนการนี้ กัปตันบาช หัวหน้ากองทัพอัศวินแห่ง อาณาจักรดัลมัสก้า เป็นผู้ลงมือสังหารพระราชารามินัส โดยมี เร็กส์ ทหารหนุ่มวัย 17 ปีที่พยายามขัดขวางแผนการลอบสังหาร เป็นพยานในที่เกิดเหตุ เป็นผลให้ มาร์ควิส ออนดอร์ ประกาศให้กัปตันบาช ฟอน รอนเซนเบิร์ก ต้องโทษกบฏ พร้อมทั้งประกาศข่าวว่า เลดี้แอช ตรอมใจตาย อันเนื่องมาจากสูญเสียบิดา สามี และอาณาจักรในเวลาเดียวกัน

2 ปีให้หลัง วาน น้องชายของเร็กส์ ได้วางแผนที่จะเข้าไปขโมยของ ในท้องพระคลังของปราสาทดัลมัสก้า ในงานต้อนรับการมาเยือนของ เวย์น โซลิดอร์ บุตรชายคนโตของจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิอาร์เคเดีย แต่แผนการของ วานถูกคัดค้านอย่างหนักจาก เพเนโล่ เพื่อนสาวคนสนิทที่โตมาด้วยกัน ในระหว่างที่วานลอบเข้าไปในท้องพระคลังได้สำเร็จ จากการช่วยเหลือของ ผู้เฒ่าดาร์ลัน (Old Dalan) วานได้พบกับบัลเธียร์ และ แฟรน ที่หมายตาเมจิกไซต์ ซึ่งวานขโมยมาได้เหมือนกัน ระหว่างนั้นเหล่ากองกำลังต่อต้านได้เปิอฉากโจมตี เพื่อลอบสังหาร เวย์น โซลิดอร์ แต่กลับถูกซ้อนแผน โดยเวย์น โซลิดอร์ใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ แล้วให้กองเรือเหาะอิฟรีท เตรียมซุ่มโจมตีพวกกองกำลังต่อต้าน ในระหว่างการหลบหนีทั้ง 3 คนได้ตกลงไปในท่อระบายน้ำใต้ดินของราบานัสต้า และได้พบกับ อเมเลีย หัวหน้าของกองกำลังต่อต้าน ทั้งหมดจึงตัดสินใจร่วมกันหลบหนี อย่างไรก็ตามกองทหารอาร์เคเดียก็จับกุมได้ทั้งหมด โดยวาน บัลเธียร์ และแฟรน ถูกส่งตัวไปที่นัลบิน่าดันเจี้ยน ในขณะที่ อเมเลีย ถูกแยกตัวไปที่อื่น ทั้ง 3 คนได้หลบหนีออกจากนันบินาดันเจี้ยน และได้พบกับ กัปตันบาช ฟอน รอนเซนเบิร์ก ที่ขอให้ช่วย พร้อมทั้งอธิบายว่าเขาถูกใส่ความโดยน้องชายฝาแฝด แกบรานธ์ และที่เขาไม่ถูกประหารชีวิต ก็เพื่อจะแบล็กเมล์ ออนดอร์ ให้เงียบไว้ ซึ่งตอนแรกวานไม่เชื่อ เพราะว่าเร็กส์ พี่ชายของตนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ภายหลังวานก็เข้าใจ

หลังจากหนีออกมาได้ วานอยากจะโชว์ของที่ขโมยมาได้ให้เพเนโล่ดู จึงได้รู้ว่าเพเนโล่ถูกนักล่าค่าหัว บากัมนัน ลักพาตัวไปที่นครลอยฟ้าบูเจอร์บา เพื่อที่จะล่อบัลเธียร์ออกมา ทั้งหมดจึงได้ตัดสินใจไปช่วยเพเนโล่ ซึ่งเมื่อไปถึงบูเจอร์บา ก็ได้พบกับเด็กหนุ่มลึกลับ เลอมอนท์ (Lamont) ที่อาสาจะนำทางไปยังในเหมือง ที่ๆ เพเนโล่ถูกจับตัวไป ภายหลังจากเข้าไปเจอพวกบากัมนัน แล้วหนีมาได้จึงรู้ว่าเพเนโล่ยังปลอดภัยอยู่ แต่อยู่ที่อื่น พร้อมทั้งรู้อีกว่าเลอมอนท์ ที่จริงแล้วก็คือ น้องชายของ เวย์น โซลิดอร์ ที่มีชื่อว่า ลาร์ซา เฟอร์รินัส โซลิดอร์ บาชตัดสินใจเข้าพบ ออนดอร์ และอธิบายเรื่องทั้งหมดพร้อมทั้งเรื่องอเมเลีย แต่ออนดอร์กลับควบคุมตัวทั้งหมด ส่งให้ จัดจ์กีส (Judge Ghis) ไปควบคุมที่เรือเหาะ ลีไวอาทัน (Leviathan) ซึ่งวานยื่นขอเสนอส่งมอบเมจิกไซต์ที่ขโมยมาได้ให้ จัดจ์กีส แลกกับการไม่ประหารชีวิต ซึ่งเมจิกไซต์อันนี้มีความสำคัญ คือเป็นสิ่งที่ใช้ยืนยันฐานะที่แท้จริงของเลดี้แอช และเป็นเหมือนเครื่องหมายแห่งกษัตริย์ (Dusk shard) ของอาณาจักรดัลมัสก้า

ลีไวอาทัน เรือรบระดับ เดรดนอท (Dreadnought Leviathan)

บนลีไวอาทัน ทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือจาก วอสเลอร์ ทหารคนสนิทของบาช ที่มาร์ควิสออนดอร์ส่งตัว เข้ามาแทรกซึมในเรือเหาะลีไวอาทัน ทั้งหมดได้เข้าช่วยเหลือ อเมเลีย ซึ่งรู้ภายหลังว่า ที่แท้จริงเธอคือ เลดี้แอช เจ้าหญิงแห่งอาณาจักรดัลมัสก้า เพเนโล่ได้รับการช่วยเหลือจาก ลาร์ซา ทั้งหมดได้หนีออกจากเรือเหาะลีไวอาทัน แต่ว่าก็ล้มเหลวที่จะพิสูจน์ฐานะที่แท้จริงว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ เพราะหากปราษจากดัสก์ชาดแล้ว แกรสเคลเทียร์อนาสตาซิส ซึ่งเป็นเหมือนพระสันตะปาปา ที่แค่เพียงชายตามอง แม้แต่จอมกษัตริย์หรือจักรพรรดิ์จะนิ่งฟัง ซึ่งหากปราศจากดัสก์ชาด แกรนเคลเทียร์ก็ไม่สามารถประกาศให้เลดี้แอชเป็นราชินีที่ชอบธรรมได้ เลดี้แอชจึงจำเป็นต้องหาหลักฐานอื่น นอกเหนือจากดัสก์ชาร์ดที่ถูกยึดไป เลดี้แอชเล่าให้ฟังว่า ในสมัยอดีตจอมกษัตริย์เรธวอลล์ (Dynast-King Raithwall) ได้ครอบครอง ดอว์นชาร์ด ซึ่งมีแต่ผู้สืบสายเลือดของพระองค์เท่านั้น ที่จะหาเจอและควบคุมพลังได้ ซึ่งได้ถูกเก็บซ่อนไว้ในสุสานจอมกษัตริย์ เรธวอลล์ ซึ่งภายหลังจากเอาดอว์นชาร์ดมาได้ ก็ถูกจัดจ์กีส ตามจับตัวได้อย่างรวดเร็ว จึงรู้ว่าแท้จริงแล้ววอสเลอร์ทรยศ ไปเข้ากับจักรวรรดิอาร์เคเดีย

ทั้งหมดจึงถูกจับกุมตัวไปที่เรือเหาะชีวา (Shiva) หนึ่งในกองเรือลีไวอาทัน จัดจ์กีสต้องการทดสอบดูว่า ดอว์นชาร์ด เป็นของจริงหรือไม่จึงพิสูจน์กับเครื่องปฏิกรณ์ในเรือเหาะ นักวิจัยพบว่า ดอว์นชาร์ด ปล่อยพลังงานมหาศาลออกมา จึงยืนยันได้ว่าเป็นของจริง แต่ในขณะนั้นเองแฟรน ซึ่งเป็นเผ่าเวียร่า มีสัมผัสที่ว่องไวกับ มิสต์ ซึ่งมิสต์ คือพลังงานที่ปล่อยออกมาจากเมจิกไซต์ทุกชนิด มิสต์มหาศาลที่ถูกแผดเผาของ ดอว์นชาร์ด ทำให้เฟรนคลั่ง แล้วมีพลังมากขึ้น จึงอาละวาด ทำให้ทั้งหมดได้โอกาสที่จะหนี ถึงแม้ว่าจัดจ์กีสจะใช้เวทเข้าขัดขวาง แต่ว่าเพเนโล่ได้รับของที่ระลึกอย่างหนึ่งจากลาร์ซา ที่เรียกว่า ไดแฟกเท็ดเนธิไซต์ (deifacted Nethicite) ซึ่งมีคุณสมบัติต่างจากเมจิกไซต์ โดยไดแฟกเท็ดเนธิไซต์จะดูดพลังเวททำให้เวทของจัดจ์กีส ใช้ไม่ได้ผล ทั้งหมดจึงหลบหนี ออกมาได้หวุดหวิด แต่ว่าพลังงานมหาศาลของดอว์นชาร์ด ควบคุมไม่ได้ จึงเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงทำลายกองเรือลีไวอาทันทั้งกองเรือ วอสเลอร์กับจัดจ์กีสเสียชีวิต ในเหตุการณ์นี้ ซึ่งพวกเลดี้แอชได้ดอว์นชาร์ดกลับคืนมาภายหลังการระเบิด

เลดี้แอช หวังจะใช้พลังของ ดอว์นชาร์ด เข้าต่อสู้กับจักรวรรดิอาร์เคเดีย แต่ว่าไม่รู้วิธีใช้ เฟรนจึงแนะนำให้ไปปรึกษาของเผ่าการีฟ (Garif) ที่เคยได้รับพลังจากเมจิกไซต์ชนิดนี้เหมือนกัน ทั้งหมดจึงเดินทางไปทางตอนใต้ผ่านทาง ออสโมนเพลน (Ozmone Plain) เมื่อได้พบกับหัวหน้าเผ่า จึงได้รู้ประวัติของเนธิไซต์พิเศษที่ทรงพลัง เดิมที่ ออคคิวเรีย ผู้เป็นอมตะ (Occuria) เปรียบเสมือนพระเจ้าของอิวาลิซ ได้มอบเมจิกไซต์ที่ทรงพลังให้กับเผ่าการีฟ แต่ว่าเผ่าการีฟรักสงบ และเลือกที่จะอยู่กับธรรมชาติ ไม่ฝักใฝ่ในพลังอำนาจจึงเพียงแต่นำเนธิไซต์มาบูชาเท่านั้น ออคคิวเรียไม่พอใจอย่างมาก จึงยึดเนธิไซต์คืน แล้วมอบให้กับมนุษย์หนึ่งในนั้นคือ จอมกษัตริย์เรธวอลล์ ซึ่งจอมกษัตริย์เรธวอลล์ ได้ใช้พลังของดอว์นชาร์ดปกครองอิวาลิซอย่างร่มเย็น สมกับที่ออคคิวเรียได้คาดหวังไว้ หลังจากหัวหน้าเผ่าการีฟตรวจดูดอว์นชาร์ดที่เลดีแอชครอบครองอยู่ ก็บอกได้แต่เพียงว่าเสียใจด้วย เพราะพลังมหาศาลที่มีอยู่ได้สูญสิ้นไปแล้ว พร้อมทั้งขออภัยที่เขาไม่สามารถช่วยอะไร ผู้สืบสายเลือดจอมกษัตริย์เรธวอลล์ที่ยิ่งใหญ่ได้มากนัก

ณ ที่หมู่บ้ายการีฟ ลาร์ซา โซลิดอร์ ได้ดักรอที่จะพบกับเลดี้แอช พร้อมทั้งเสนอให้เลดี้แอชไปที่ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เบอร์โอมิเซสส (Mt. Bur-Omisace) เพื่อหาทางหยุดยั้งสงครามที่จะเกิดขึ้น โดยยื่นขอเสนอว่าหากไม่เชื่อใจ ก็ให้จับกุมตัวเองไว้เป็นตัวประกันก็ได้ แต่ทางที่จะไปต้องผ่านป่า กอลมอร์จังเกิ้ล (Golmore Jungle) ซึ่งเป็นอาณาเขตของเวียร่า และเวียร่าตัดขาดจากมนุษย์ ได้ใช้พลังเวทปิดกั้นเส้นทางไว้ ทำให้แฟรน ต้องไปขอร้องโจเท (Jote) หัวหน้าเผ่าเวียร่า ซึ่งเป็นพี่สาวของแฟรน ให้เปิดทางให้ พร้อมทั้งอำลาน้องสาวมิยาน (Mjrn) มิยานอยากออกไปดูโลกภายนอกเหมือนแฟรน แต่เฟรนห้ามไว้ พร้อมทั้งบอกว่าเวียร่าที่ละทิ้งป่า จะไม่สามารถพูดคุยกับต้นไม้ได้อีก ซึ่งโดยปกติเวียร่าจะสามารถเข้าใจต้นไม้และสายลมได้ ภายหลังโจเท คุยกับป่าเพื่อเปิดทางให้ พวกเลดี้แอชก็มุ่งหน้าไปที่เบอร์โอมิเซสส

เมื่อไปถึงเบอร์โอมิเซส เลดี้แอชก็ได้เข้าพบกับ แกรน คิลเทียส อนาสตาซิส (Gran Kiltias Anastasis) ผู้ที่ปราชญ์แห่งความฝัน ซึ่งสามารถมองเห็นความฝันของผู้อื่นได้ ขณะเดียวกันลาร์ซา โซลิดอร์ ได้แนะนำให้เลดี้แอชรู้จักกับ อัลซิด มาร์เกรซ หนึ่งในผู้ปกครองจักรวรดิโรซาร์เรียน ที่เป็นศัตรูกับจักรวรรดิอาร์เคเดียมาช้านาน ได้ปรึกษาร่วมกันเพื่อหาทางหยุดยั้งสงคราม แกรนเคลเธียร์อนาสตาเซีย ได้มองเห็นว่าความฝันของทุกคนไม่ต้องการให้เกิดสงคราม แต่ทำนายว่าได้เห็นความฝัน เวย์น โซลิดอร์ ได้รับจารึกชื่อในหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะจอมกษัตริย์ เลดี้แอชจึงบอกถึงความฝันของตน ที่จะหาพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าเมจิกไซต์ แกรนเคลเธียร์อนาสตาเซีย จึงได้แนะนำให้ไปเอา ดาบแห่งราชา (Sword of Kings) ที่สามารถทำลายเนธิไซต์ได้ แต่ลาร์ซา โซลิดอร์ได้เสนอว่าเขาจะอาสา เจรจากับจักรพรรดิกรามิส ให้รับรองเลดี้แอช ในฐานะเจ้าหญิงแห่งดัลมัสก้าเอง เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า แต่อัลซิด ก็บอกข่าวร้ายให้ลาร์ซา รู้ไว้ว่าจักรพรรดิกรามิส ถูก เวย์น โซลิดอร์ ลอบปลงพระชนม์ และเข้ายึดอำนาจทั้งหมดรวมทั้งกำจัดสภาสูง พร้อมทั้งแต่งตั้งตัวเองเป็นจอมเผด็จการแล้ว ทำให้ลาร์ซารู้สึกช็อคอย่างมาก

ภายหลังจากได้ดาบแห่งราชามา เลดี้แอชก็กลับมาที่เบอร์โอมิเซสอีกครั้ง พบว่าแกรนเคลเธียร์อนาสตาซิส ถูกฆ่าโดยจัดจ์เบอร์แกน (Judge Bergan) ส่วนลาร์ซาถูกส่งตัวกลับจักรวรรดิอาร์เคเดียแล้ว กลังจากที่พวกเลดี้แอชต่อสู้กับจัดจ์บาเกน จัดจ์บาเกนสูญเสียพลังที่จะควบคุม แมนูแฟกเท็ดเนธิไซต์ จนถูกพลังทำลายร่างตัวเอง ซึ่งแมนูแฟกเท็ดเนธิไซต์เป็นเนธิไซต์ที่สังเคราะห์ขึ้นมาเป็นผลสำเร็จ จากการวิจัยของ ดอกเตอร์ซิด แห่งศูนย์วิจัยแดรกลอร์ ประจำจักรวรรดิอาร์เคเดีย ซึ่งดอกเตอร์ซิดมีความคลั่งไคล้ในเนธิไซต์และวิจัยอยู่หลายปี การวิจัยก้าวหน้าอย่างมาก เพราะได้รับความช่วยเหลือจากเวแนท หนึ่งในผู้ที่รอบรู้เรื่องเนธิไซต์ที่สุด และเคยเป็นพวกออคคิวเรียมาก่อนแต่ทรยศ ถ้าออคคิวเรียเทียบเท่ากับพระเจ้า เวแนทก็เทียบเท่ากับซาตานของอิวาลิซ พวกเลดี้แอชจึงตัดสินใจ เดินทางไปที่ศูนย์วิจัยแดรกลอร์ ซึ่งเมื่อลอบเข้าไปถึงก็ได้พบกับ สลัดอากาศเรดดัส (Reddas) ที่บุกเข้ามาก่อน ภายหลัจากการต่อสู้กับดอกเตอร์ซิดที่มีพลังของ แมนูแฟกเท็ดเนธิไซต์แล้วเอาชนะมาได้ ดอกเตอร์ซิดบอกว่าเขาจะไปเอาเนธิไซต์ชิ้นใหม่ ที่เมืองมายากิรูเวกัน (Giruvegan) เลดี้แอชก็ตัดสินใจที่จะไปขัดขวาง พร้อมทั้งหวังที่จะได้เนธิไซต์ชิ้นใหม่เหมือนกัน

เลดี้แอชไปที่เมืองมายากิรูเวกัน ได้พบกับออคคิวเรีย และออคคิวเรียได้เลือกที่จะให้เลดี้แอชเป็นจอมกษัตริย์คนต่อไป พร้อมทั้งมอบดาบแห่งพันธสัญญา (The Treaty Blade) ที่จะใช้ตัด ซันคริสต์ (Sun-Cryst) ศูนย์กลางพลังงานของเนธิไซต์ทุกชิ้นที่ถูกตัดมา ซึ่งในอดีตจอมกษัตริย์เรธวอลล์ ได้ดาบแห่งพันธสัญญาตัดซันคริสต์ เพื่อเอาดอว์นชาร์ด มาก่อนแล้ว ออคคิวเรียได้บอกให้เลดี้แอชรับเอาพลัง แล้วไปทำลายล้างจักรวรรดิอาร์เคเดีย ล้างแค้นให้ตนเอง รวมทั้งกำจัดเวแนท แต่เลดี้แอชยังลังเลที่จะทำตาม ยังไงก็ตามทั้งหมดยังไม่รู้ว่าซันคริสต์อยู่ที่ไหน จึงไปปรึกษากัยเรดดัส ที่เมืองท่า บัลฟอนเฮม (Balfonheim)

ที่บัลฟอนเฮม เรดดัสได้บอกว่า ตนได้ขโมย สกายสโตน (Skystone) มาจากศูนย์วิจัยแดรกลอร์ ซึ่งสกายสโตนจะทำให้เรือเหาะบินข้าม ยาจ์ด (Jagd) ได้ ซึ่งยาจ์ด คือบริเวณที่มีมิสต์หนาแน่นมาก จนกลอเซียริง อุปกรณ์สำคัญของเรือเหาะทุกชนิดไม่ทำงาน ทำให้เรือเหาะไม่สามารถบินข้ามได้ แต่ดอกเตอร์ซิดได้วิจัย สกายสโตนออกมา ทำให้จักรวรรดิอาร์เคเดียมีความมั่นใจมาก จนถึงกับกล้ารุกรานอาณาจักรอื่นๆ เรดดัสพบว่าถึงแม้มี สกายสโตน แต่ก็มีอยู่หนึ่งที่ๆ เรือเหาะของเขาเข้าไปไม่ได้ คือ ฟาโร ออฟ ริโดรานา (Pharo of Ridorana) ซันคริสต์น่าจะอยู่ที่นั่น จึงได้มอบสกายสโตนให้บัลเธียร์ เพราะเรือเหาะของบัลเธียร์ที่ชื่อ ชตรอล สร้างขึ้นที่ศูนย์วิจัยแดรกลอร์ น่าจะใช้สกายสโตนได้ดีกว่า เรดดัสจึงขออาสาช่วยเหลือเลดี้แอชในครั้งนี้ด้วย

เมื่อไปถึงริโดรานาชั้นบนสุด ก็พบซันคริสต์ เลดี้แอชใช้ดาบแห่งพันธสัญญาทำลายม่านพลัง แล้วกำลังตัดสินใจที่จะทำลายซันคริสต์ แต่จัดจ์แกบรานธ์มาขัดขวางพร้อมทั้งบอกว่า ตนคือคนที่สังหารพระราชารามินัส พ่อของเลดี้แอช เป็นคนที่ทำให้ดัลมัสก้าต้องล่มสลาย เพื่อยุให้เลดี้แอชรับเอาเนธิไซต์อันใหม่ แต่เลดี้แอชปฏิเสธที่จะทำ พร้อมทั้งทิ้งดอว์นชาร์ดที่หมดพลังให้กับแกบรานธ์ เพราะว่าหากซันคริสต์ถูกทำลาย เมจิกไซต์ทุกชิ้นที่ตัดจากซันคริสต์ ก็จะหมดพลังไปด้วย ในตอนนั้นเองดอกเตอร์ซิดก็เข้ามารับเอาดอว์นชาร์ด ให้เวแนทใช้พลังของ ดอว์นชาร์ด ดัสก์ชาร์ด และมิดไลท์ชาร์ด ดูดพลังทั้งหมดไปที่ป้อมปราการลอยฟ้าบาฮามุท (Bahamut) พวกเลดี้แอชได้ต่อสู้กับดอกเตอร์ซิด ที่มีพลังมหาศาลจากแมนูแฟกเท็ดเนธิไซต์ เมื่อเอาชนะได้ดอกเตอร์ซิดก็เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ เลดี้แอชกับวานพยายามที่จะทำลายซันคริสต์ แต่มิสต์ที่ทะลักออกมารุนแรงเกินกว่าที่จะเข้าไปได้ แฟรนเตือนว่าให้รีบหนีไปให้เร็วที่สุด เรดดัสจึงบอกให้ทุกคนหนีไปให้หมด และเรดดัสยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อทำลายซันคริสต์

หลังจากเหตุการณ์การตายของเรดดัส พวกเลดี้แอชเตรียมตัวรับกับสงครามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จากเหตุการณ์การระเบิดของกองเรือลีไวอาทัน ทำให้ออนดอร์ ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาด ไม่สามารถอยู่เป็นกลางได้อีกต่อไป ออนดอร์เลือกที่จะสนับสนุนกองกำลังต่อต้านและเลดี้แอช โดยมีสภาสูงของจักรวรรดิโรซาร์เรียนเป็นพันธมิตร ซึ่งออนดอร์ได้เคยมาขอมิดไลท์ชาร์ด จากเรดดัส แต่เรดดัสปฏิเสธที่จะให้ใช้พลังของเนธิไซต์ซึ่งภายหลังจึงได้ทราบว่า เรดดัสที่จริงก็คือ จัดจ์เซคท์ (Judge Magister Foris Zecht) ซึ่งได้รับคำสั่งให้ไปจู่โจมนาบูดิส โดยรับเอามิดไลท์ชาร์ด มาจากดอกเตอร์ซิด โดยที่ไม่รู้ความร้ายกาจของมัน ซึ่งขณะเดียวกันดอกเตอร์ซิดก็ต้องการทดสอบเรื่องนี้เช่นกัน พลังทำลายที่เกินคาด ทำให้เมืองนาบูดีส เมืองหลวงแห่งอาณาจักรนาบราเดีย พินาศในพริบตา เมื่อปราศจากเมืองหน้าด่านที่สำคัญ จึงเหลือเพียงป้อมนัลบินาเท่านั้น ก่อนที่จะถึงราบานัสต้า เมืองหลวงของดัลมัสก้า ซึ่งพลังของมิดไลท์ชาร์ดนี่เอง ที่เป็นตัวแปรสำคัญที่จักรวรรดิอาร์เคเดีย รุกรานดัลมัสก้าได้อย่างง่ายได้ เรดดัสต้องการชดเชยความผิดพลาดที่ตนทำไปในอดีต จึงได้ยอมสละชีวิตเพื่อทำลายซันคริสต์

อัลซิดบอกข่าวร้ายว่า ถึงแม้ว่าซันคริสต์จะถูกทำลายแต่จักรวรรดิอาร์เคเดีย มีแมนูแฟกเท็ดเนธิไซต์ ที่มีพลังไม่ด้อยไปกว่าเนธิไซต์มากนัก ทั้งยังสร้าง บาฮามุท ป้อมปราการลอยฟ้าขนาดมหึมาที่ดูดพลังงานมหาศาลจากซันคริสต์ไว้ อีกทั้งยังมีกองเรือรบขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยเห็นมาในประวัติศาสตร์ ซึ่งเวย์น โซลิดอร์ ต้องการให้เกิดสงครามขึ้น เพื่อดึงให้จักรวรรดิโรซาร์เรียนและกองกำลังต่อต้าน มาสู้ด้วยกำลังทั้งหมดเท่าที่มี แล้วจึงจะทำลายทุกคนต่อหน้าประชากรชาวราบานัสต้า ทำให้เลดี้แอชตระหนักได้ว่าพื้นที่การรบ คือ น่านฟ้าเหนือเมืองราบานัสต้า เมืองหลวงของดัลมัสก้า

ในขณะที่สงครามเริ่มเปิดฉากขึ้น พวกเลดี้แอช ลอบเข้าไปในป้อมปราการลอยฟ้าบาฮามุทสำเร็จ จากการที่บัลเธียร์ใช้ความขำนาญในการขับชตรอล เรือเหาะดัดแปลงพิเศษของเขา พวกเลดี้แอช เข้าต่อสู้กับเวย์น โซลิดอร์ที่มีทั้งพลังของแมนูแฟกเท็ดเนธิไซต์และพลังของเวแนท โดยทุกคนรวมไปถึงลาร์ซา โซลิดอร์ และแกบรานธ์ที่กลับใจมารับใช้ลอร์ดลาร์ซาด้วยชีวิตเหมือนเดิม แม้ว่าจะถูกเวย์น โซลิดอร์ปลดออกจากตำแหน่ง ภายหลังจากเอาชนะเวย์น โซลิดอร์ และกำจัดเวแนทได้แล้ว เลดี้แอชก็หนีออกมาจากบาฮามุท และประกาศว่าสงครามยุติแล้ว โดยมีลาร์ซา โซลิดอร์ยืนยัน เพราะว่าเมื่อเวย์น โซลิดอร์ตาย กองทัพทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การควบคุมชองลาร์ซา โซลิดอร์ ลาร์ซาและเลดี้แอช ประกาศอิสรภาพต่อจักรวรรดิอาร์เคเดีย ภายใต้การรับรองของลาร์ซา โซลิดอร์ ทั้ง 2 ฝ่ายจึงหยุดยิง แต่ว่าจากการสู้รบ กลอเซียริงของป้อมปราการลอยฟ้าบาฮามุทถูกทำลาย ทำให้บาฮามุทจะตกลงกลางเมืองหลวง จัดจ์ซาร์กาบาท (Judge Magister Zargabaath) กัปตันของกองเรืออเล็กซานเดอร์ของอาร์เคเดีย ตัดสินใจจะเข้าพุ่งชนบาฮามุท แล้วให้มาร์ควิสออนดอร์ระดมยิงเข้ามาที่อเล็กซานเดอร เพื่อให้แรงระเบิดผลักให้บาฮามุทพ้นจากตัวเมืองราบานัสตา ระหว่างนั้นมีการติดต่อมาจากบัลเธียร์ ที่ยังอยู่ในบาฮามุทกับแฟรน ว่าให้มาร์ควิสออนดอร์ยับยั้งจัดจ์ซากาบาทไว้ เพราะว่าตนกำลังซ่อมกลอเซียริงอยู่ หลังจากที่พอทำให้กลอเซียริงทำงานจนลอยออกนอกเขตได้ บาฮามุทก็ไปตกที่นอกตัวเมือง พวกเลดี้แอชหนีออกมาได้ แต่บัลเธียร์กับเฟรนหายสาบสูญ

หลังจากนั้น 1 ปี ราบานัสต้ากลับมาเป็นเมืองที่คึกคัก เหมือนกับก่อนที่จะถูกจักรวรรดิอาร์เคเดียยึดครอง เลดี้แอชจะทำการเข้ารับพิธีสวมมงกุฎ และสถาปณาเป็นราชินี กัปตันบาช วอน รอนเซนเบิร์ก รักษาสัญญาที่ให้กับแกบรานธ์ น้องชายของตนที่จะปกป้องลอร์ดลาร์ซา จึงเข้ารับตำแหน่งเป็น จัดจ์ เมจิสเตอร์ คอยอารักขาอยู่ข้างกายลาร์ซา ลาร์ซา เฟอร์รินัส โซลิดอร์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นจักรพรรดิคนใหม่ แห่งจักรวรรดิอาร์เคเดีย วานกับเพเนโล่ได้รับเรือเหาะเป็นของตนเอง ทั้งยังคอยดูแล ชตรอล จนกว่าบัลเธียร์จะกลับมา ซึ่งเมื่อวานขับเรือเหาะมาถึงที่จอด ก็พบว่า ชตรอล หายไปแล้ว ซึ่งที่จริงคือ บัลเธียร์กับแฟรนมาเอาคืนไปแล้ว พร้อมทั้งยังฝากจดหมายให้วาน และฝากวานคืนแหวนแต่งงานของเลดี้แอช ที่บัลเธียร์คิดเป็นค่าจ้างในการช่วยเลดี้แอชตามหาดอว์นชาร์ด บริเวณที่บาฮามุทตกลง ได้ดัดแปลงให้เป็นอนุสรณ์สถานที่งดงาม มีพวกเวียร่าที่เริ่มเปิดใจและออกมาจากป่า มาใช้ชีวิตอยู่ที่อิวาลิซมากขึ้น เมื่อซันคริสต์ถูกทำลาย ยุคสมัยที่ออคคิวเรียคอยบงการโชคชะตาและประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติบนอิวาลิซ ก็ยุติลง

มนต์อสูร (Esper)[แก้]

ความโดดเด่นของมนต์อสูรของภาคนี้คือ อสูรแต่ละตัวจะเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ประจำราศีต่างๆ ตามตำราจักรราศีของตะวันตก

ชื่อ ชื่อหัวเรื่อง ราศี ธาตุ พลังชีวิต ระดับ
เบริอัส ปีศาจ ราศีเมษ ไฟ 10 1
ซาเลร่า เทวทูตแห่งความตาย ราศีเมถุน ความตาย 25
มาทีอุส ราชินีแห่งการทำลาย ราศีมีน น้ำแข็ง
อาดราเมเลค จักรพรรดิ์พิโรธ ราศีมังกร สายฟ้า
เควเคลน เจ้าแห่งมลทิน ราศีพฤศจิก พิษ 50 2
ชูมิฮาซ่า ผู้หักหลัง ราศีธนู วิญญาณ
ซีโรมัส นักโทษทรราช ราศีกรกฎ แรงโน้มถ่วง
เอ็กโซดัส ต้นไม้แห่งคำพิพากษา ราศีตุลย์ เวท
แฮชแมลิม ผู้ควบคุม ราศีสิงห์ ดิน
เคออส ราชาแห่งการเกิดใหม่ ราศีพฤษภ ลม 90 3
แฟมฟริท เมฆาทมิฬ ราศีกุมภ์ น้ำ
อัลทีมา นางฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ราศีกันย์ แสง
โซดิแอค เจ้าแห่งคำบัญชา ราศีที่ 13 คนแบกงู ความมืด 200

อ้างอิง[แก้]

Review scores
Publication Score Review
Edge
9 of 10
print
Eurogamer
10 of 10
= 69380 →
Famitsu
40 of 40
print
GamePro
5 of 5
GameSpot
9.0 of 10
IGN
9.5 of 10
OPM
10 of 10
print
RPGFan
97 of 100
X-Play
5 of 5
Metacritic
92 of 100
Notes:
*Provides aggregate scores.
  1. Square Enix Conference Report, GameWatch (24 พ.ค. 2549) เรียกข้อมูลเมื่อ 19 ก.ย. 2550
  2. Jeremy Dunham, Final Fantasy XII review, IGN.com (27 ต.ค. 2006) เรียกข้อมูลเมื่อ 19 ก.ย. 2550
  3. Greg Kasavin, Final Fantasy XII for PlayStation 2 Review, GameSpot.com; CNET Networks (31 ต.ค. 2006) เรียกข้อมูลเมื่อ 19 ก.ย. 2550
  4. IGN Staff, TGS 2006: Final Fantasy XII Update, IGN.com (21 ก.ย. 2549) เรียกข้อมูลเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2550
  5. John Ricciardi, Final Fantasy XII Launches in Japan, 1UP.com (15 มี.ค. 2549) เรียกข้อมูลเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2550
  6. Hirohiko Niizumi, FFXII producer steps down, GameSpot.com (1 ส.ค. 2548) เรียกข้อมูลเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2550
  7. Anoop Gantayat, Changes to Final Fantasy XII Staff, IGN.com (1 ส.ค. 2548) เรียกข้อมูลเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2550
  8. EGM staff, Electronic Gaming Monthly 216, มิถุนายน 2550 (ภาษาอังกฤษ) , Ziff Davis Publishing Holdings Inc., หน้า 53
  9. บทสัมภาษณ์ ฮิโรยูกิ อิโต้, Final Fantasy XII Collector's Edition Bonus DVD [DVD], Tokyo: Square Enix (พ.ศ. 2549)
  10. Anoop Gantayat, Hands On: Final Fantasy XII, IGN.com (18 ธ.ค. 2549) เรียกข้อมูลเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2550
  11. Jeffrey Loor, The latest installment..., Ars Technica (1 พ.ย. 2550) เรียกข้อมูลเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2550
  12. Brad Shoemaker, E3 06: Final Fantasy XII English Version Update, GameSpot.com (11 พ.ค. 2549) เรียกข้อมูลเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2550
  13. บทสัมภาษณ์ อเล็กซานเดอร์ โอ สมิท, Final Fantasy XII Collector's Edition Bonus DVD [DVD], Tokyo: Square Enix (พ.ศ. 2549)
  14. Andrew Alfonso, TGS 2006: Final Fantasy XII Dev Team Interview, IGN.com (23 ก.ย. 2549) เรียกข้อมูลเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2550

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]