องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
-
"ส.ส.ท." เปลี่ยนทางมาที่นี่ สำหรับสมาคม ดูที่ สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)
| ประเภท | หน่วยงานของรัฐ และหน่วยบริการสาธารณะ |
|---|---|
| ก่อตั้งเมื่อ | 15 มกราคม พ.ศ. 2551 |
| สำนักงานใหญ่ | อาคารชินวัตรทาวเวอร์ 3 ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย |
| บุคลากรหลัก | ศ.เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม (ประธานกรรมการนโยบายฯ) นายเทพชัย หย่อง (ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.) บุญชาย ศิริโภคทรัพย์ (ผู้อำนวยการสถานีฯ) ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม (ประธานสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ) |
| อุตสาหกรรม | สื่อสารมวลชน |
| ผลิตภัณฑ์ | สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย สถานีวิทยุไทย สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ |
| รายได้ | โปรดดู ทุนของไทยพีบีเอส |
| จำนวนพนักงาน | 1,000 คน |
| คำขวัญ | สื่อสาธารณะที่สร้างเสริมคุณภาพ และ คุณธรรม |
| เว็บไซต์ | http://www.thaipbs.or.th http://thai-pbs.hi5.com http://sapa.thaipbs.or.th/ |
องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือเรียกโดยย่อว่า "ส.ส.ท." (อังกฤษ: Thai Public Broadcasting Service : TPBS) เป็นหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย[1] มีหน้าที่เป็นสื่อสาธารณะด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ด้วยทุน ทรัพย์สิน และรายได้ของตน ภายในวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสังคมให้มีคุณภาพและคุณธรรมผ่านข่าวสารที่เที่ยงตรง เพื่อผลิตรายการข่าวสารที่มีสารประโยชน์ทางด้านการศึกษาและสาระบันเทิงในสัดส่วนที่เหมาะสม ทั้งนี้ โดยปราศจากอคติทางการเมืองและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ และโดยยึดถือประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก
องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการจัดตั้ง สถานีโทรทัศน์สาธารณะ ขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ที่ต้องการจะนำช่องสัญญาณระบบยูเอชเอฟ ออกอากาศช่อง 29 ซึ่งเดิมเป็นสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ที่ถูกสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรียึดคืนสัมปทาน หลังจากบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ผู้ได้รับสัมปทาน และบริหารกิจการสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ไม่ชำระค่าสัมปทาน และค่าปรับกว่า 97,000 ล้านบาท โดยนำช่องสัญญาณนี้มาจัดทำเป็น สถานีโทรทัศน์สาธารณะ ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ของวงการสื่อสารมวลชนไทย ภายหลังจากที่แนวความคิดของ สถานีโทรทัศน์เสรี ล้มเหลว ทั้งนี้ ส.ส.ท. ได้รับการจัดตั้งขึ้น โดยได้เข้ามาบริหารคลื่นความถี่ช่อง 29 ซึ่งในขณะนั้น เป็นของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ซึ่งได้ดำเนินการสถานีโทรทัศน์เป็นการชั่วคราว และได้เตรียมความพร้อมเป็นเวลา 1 เดือน ก่อนที่สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ (หรือชื่อในขณะนั้นคือ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส) จะเริ่มออกอากาศอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 หลังจากผ่านการทดลองออกอากาศเป็นเวลา 2 สัปดาห์
เนื้อหา |
[แก้] ประวัติ
กำเนิดขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เริ่มขึ้นเมื่อคำสั่งศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2549 ที่ว่า ไอทีวี ต้องจ่ายค่าสัมปทานกว่า 1 แสนล้านบาท โดยลดค่าสัมปทานตั้งแต่ 1 เมษายน 2547 - 12 ธันวาคม 2549 โดยลดจากปีละ 1000 ล้านบาท เป็น 500 ล้านบาท ต่อปี โดยศาลปกครองมีคำสั่งว่า ต้องกลับไปจ่ายค่าสัมปทานปีละ 1000 ล้านบาท ต่อปีเหมือนเดิม และต้องปรับผังรายการในช่วงพาร์มไทม์ ( 19.30 - 21.30 น. ) โดยต้องมีสาระ ร้อยละ 70 บันเทิง ร้อยละ 30 ตั้งแต่ 1 เมษายน 2547 กลับไปขอเรื่องต่อ อนุญาโตตุลาการว่ามีสาระ ร้อยละ 50 บันเทิง ร้อยละ 50 และหลังจากนั้นทางไอทีวี หาค่าปรับมาจ่ายสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีไม่ได้ โดยต้องยึดสัมปทาน กลับมาเป็นของรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2550 และต้องออกอากาศในชื่อใหม่ คือ ทีไอทีวี โดยออกอากาศตั้งแต่ 8 มีนาคม 2550 - 14 มกราคม 2551 โดยสีแดงเป็นสีประจำสถานีเหมือนเดิม กลางปีพ.ศ. 2550 คณะรัฐมนตรีของรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ มีมติให้ทีไอทีวี เป็นทีวีสาธารณะ และ ต้องร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้ โดย กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่ง ที่25/2551 ลงวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2551 สั่งให้บริษัท ไอทีวี จำกัด ยุติการแพร่ภาพออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ของตนเป็นการถาวร อันเนื่องมาจากกรณีพิพาทเกี่ยวกับสัมปทานและคลื่นความถี่ระหว่างรัฐและบริษัท เพื่อให้รัฐรับกิจการไปดำเนินการแทน ซึ่งก่อนหน้าที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้กำกับดูแลอยู่เป็นการชั่วคราวแล้วและเปลี่ยนชื่อสถานีโทรทัศน์พิพาทจาก "ไอทีวี" เป็น "ทีไอทีวี" โดยองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ซึ่งมีผลใช้บังคับในวันเดียวกันนั้น ได้รับโอนกิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้ สิทธิ คลื่นความถี่ และภาระผูกพันของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมาดำเนินการต่อ ทั้งนี้ ตามความในมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว[2][3]
[แก้] วัตถุประสงค์การดำเนินงาน
ตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มาตรา 7 นั้น กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ดังต่อไปนี้
- ดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ที่จะสนับสนุนการพัฒนาสังคมที่มีคุณภาพและคุณธรรม บนพื้นฐานของความเป็นไทย โดยผ่านทางบริการข่าวสารที่เที่ยงตรง รอบด้านสมดุล และซื่อตรงต่อจรรยาบรรณ
- ผลิตรายการทางด้านข่าวสาร สารประโยชน์ทางด้านการศึกษา และสาระบันเทิง ที่มีสัดส่วนอย่างเหมาะสมและมีคุณภาพสูง เน้นความหลากหลายในมิติต่าง ๆ โดยมุ่งดำเนินการอย่างปราศจากอคติทางการเมืองและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ และยึดถือผลประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ
- ส่งเสริมให้ความรู้แก่ประชาชนให้ก้าวหน้าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกเพื่อประโยชน์ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผ่านทางการให้บริการข่าวสารและสารประโยชน์อื่น
- ส่งเสริมเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารเพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนได้รับข่าวสารอย่างเท่าเทียมกัน
- สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อมในการกำหนดทิศทางการให้บริการขององค์การเพื่อประโยชน์สาธารณะ
- สนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์อื่น
ทั้งนี้ วัตถุประสงค์การดำเนินงานตามข้อ 2 - 5 จะต้องคำนึงถึงการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมของประชาชน
[แก้] โครงสร้างการบริหาร
ตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 นั้น กำหนดโครงสร้างการบริหารงานในส.ส.ท. ไว้เป็น 2 ส่วน คือ คณะกรรมการนโยบาย และคณะกรรมการบริหาร อย่างไรก็ดี ตามบทเฉพาะกาลของพรบ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธาณะแห่งประเทศไทย มาตรา 58 กำหนดให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมกาจำนวนไม่เกินห้าคนเพื่อปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการนโยบายชั่วคราวของส.ส.ท.ไปพลางก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบาย โดยที่การสรรหาคณะกรรมการนโยบายนั้น ให้สรรหาภายใน 180 วันนับแต่วันที่พรบ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธาณะแห่งประเทศไทยใช้บังคับ โดยให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นหน่วยงานธุรการในการสรรหา
[แก้] คณะกรรมการนโยบาย
คณะกรรมการนโยบายมีทั้งหมด 9 คน ได้แก่ประธานกรรมการ และกรรมการอื่นๆอีกไม่เกิน 8 คน ซึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ประกอบด้วย
-
- ด้านสื่อสารมวลชน จำนวน 2 คน
- ด้านบริหารจัดการองค์กร จำนวน 3 คน
- ด้านประชาสังคม จำนวน 4 คน
ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบาย มีหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบาย ให้ความเห็นชอบในแผนการดำเนินงาน แผนการจัดผังรายการ และแผนงบประมาณขององค์การ กำหนดระเบียบการดำเนินงาน และคุ้มครองสวัสดิภาพ และความอิสระในการทำงานของพนักงานในองค์การ รวมถึงการควบคุมดำเนินงานคณะกรรมการบริหาร โดยที่คณะกรรมการนโยบายมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี
[แก้] คณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
ด้านบริหารจัดการองค์กร
- ศ.เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม (ประธาน)
- นางจินตนา พันธุฟัก
- นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป
ด้านประชาสังคม
- นายกมล กมลตระกูล
- นายจอน อึ๊งภากรณ์
- นางมัทนา หอมลออ
- ผศ.ดร.อรศรี งามวิทยาพงศ์
ด้านสื่อสารมวลชน
- นายสมชัย สุวรรณบรรณ
- นางเอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์
[แก้] คณะกรรมการบริหาร
คณะกรรมการบริหารมีทั้งหมด 11 คน ประกอบด้วยผู้อำนวยการเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง ผู้บริหารระดับรองผู้อำนวยการจำนวนไม่เกิน 6 คน และกรรมการบริหารจำนวนไม่เกิน 4 คน ทำหน้าที่ในการควบคุมดูแลการผลิตรายการของสถานีโทรทัศน์ ควบคุมการดำเนินงานขององค์การ จัดทำแผนการดำเนินงาน รวมไปจนถึงประเมินคุณภาพของรายการ ทั้งนี้คณะกรรมการบริหารมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปีเช่นเดียวกับคณะกรรมการนโยบาย
[แก้] คณะกรรมการบริหาร องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.)
- นายเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ประธานกรรมการบริหาร
- ผศ.ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการบริหาร
- ผศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรมการบริหาร
- รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์ คณบดีคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรรมการบริหาร
- นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.ด้านบริหาร กรรมการบริหาร
- นางพรรณิภา โสตถิพันธุ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.ด้านประชาสังคม กรรมการบริหาร
- นายเถกิง สมทรัพย์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.ด้านสื่อสาธารณะ กรรมการบริหาร
- นายบุญชาย ศิริโภคทรัพย์ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย กรรมการบริหาร
[แก้] ทุนขององค์การฯ
ตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มาตรา 11 นั้น กำหนดแหล่งที่มาของเงินทุนที่จะใช้ในการบริหารงานส.ส.ท.ไว้ดังต่อไปนี้
-
- เงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บตามมาตรา ๑๒
- เงินและทรัพย์สินที่ได้รับโอนมาตามมาตรา ๕๗ หรือตามกฎหมายอื่น (ในที่นี้ เงินและทรัพย์สินตามมาตรา 57 คือเงิน และทรัพย์สินของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีเดิม)
- ทุนประเดิมที่รัฐจ่ายให้เป็นการอุดหนุนตามมาตรา ๖๐ (รัฐประเดิมทุนให้ได้สูงสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาท)
- ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าบริการ หรือค่าตอบแทนอื่นใดในการให้บริการ
- เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่ได้รับจากผู้สนับสนุนองค์การ
- รายได้หรือการหาประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การ
- ดอกผลที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินขององค์การ
สำหรับการรับเงินตามข้อ 5 ต้องไม่เป็นการกระทำที่ทำให้องค์การขาดความเป็นอิสระในการดำเนินงาน หรือให้กระทำการอันขัดหรือแย้งต่อวัตถุประสงค์ขององค์การ และการรับเงินตามข้อ 2 และ 3 ต้องนำไปใช้ในการสนับสนุนพัฒนาศักยภาพ และให้โอกาสสร้างสรรค์แก่ผู้ผลิตรายการอิสระในอัตราที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด แต่ต้องไม่เกินร้อยละสิบของรายได้ดังกล่าว ทั้งนี้ รายได้ของส.ส.ท. ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง และกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
[แก้] ที่มาของเงินบำรุงองค์การฯ ตามมาตรา 12
ถือเป็นมิติใหม่ประการหนึ่งของวงการสื่อสารมวลลชน จากการที่พรบ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธาณะแห่งประเทศไทย กำหนดให้ส.ส.ท. มีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงองค์การจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในอัตราร้อยละ 1.5 ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ และจัดสรรให้เป็นรายได้ขององค์การ โดยให้มีรายได้ สูงสุดปีงบประมาณละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจปรับเพดานสูงสุดของเงินได้ทุกๆ 3 ปี) ถือเป็นการจัดเก็บภาษีจากกลุ่มผู้ที่ค้า และจำหน่ายสุรา กับบุหรี่มาให้เป็นเงินบำรุงองค์การ ซึ่งเป็นมาตรการใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้มีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ดี การจัดเก็บเงินบำรุงองค์การนี้ กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิตเป็นผู้ดำเนินการจัดส่งรายได้ส่วนนี้เพื่อมาเป็นเงินบำรุงองค์การ โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เว้นแต่ว่าจะเกินกว่าที่กำหนด จึงนำส่งส่วนที่เหลือเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป
[แก้] อัตลักษณ์ขององค์การฯ
[แก้] หน่วยงานในสังกัด
[แก้] สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย
-
ดูบทความหลักที่ สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ
สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย เริ่มแพร่ภาพออกอากาศครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 ภายใต้ชื่อ สถานีโทรทัศน์ไอทีวี และ สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ซึ่งทั้ง 2 สถานีโทรทัศน์เดิมนั้น เป็นยุคของสถานีโทรทัศน์เสรี และได้ออกอากาศในฐานะที่เป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะ อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2551 และ 1 เดือนหลัง คือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ในปีเดียวกันนั้น สถานีฯ ก็ได้ออกอากาศอย่างเป็นทางการ ทางสถานีฯ ได้ส่งสัญญาณออกอากาศทางโทรทัศน์สีในระบบยูเอชเอฟ ช่อง 29 ซึ่งเครื่องส่งที่กรุงเทพฯ และในภูมิภาคดังกล่าวนั้น เคยเป็นทรัพย์สมบัติเดิมของ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เคยเป็นเจ้าของมาก่อน และในอนาคต จะสามารถจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ในส่วนภูมิภาค ในระยะเวลาอันใกล้
สถานีฯ ได้นำเสนอการรายงานข่าวสาร สาระบันเทิง รายการเพื่อเด็กและเยาวชน และรายการความรู้ ที่บริหารด้วยความเป็นไทย มีความสมดุล ซื่อตรงต่อจรรยาบรรณ โดยมุ่งดำเนินการโดยปราศจากอคติทางการเมือง และผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ เป็นต้น
[แก้] สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ
-
ดูบทความหลักที่ สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ
เป็นส่วนหนึ่งของ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ที่มีสมาชิก 50 คน ที่คัดเลือกจากผู้สมัครจากแต่ละกลุ่ม มากลุ่มละ 4 คน และคณะกรรมนโยบายมาคัดเลือกอีกทีหนึ่งโดยคัดเลือกให้เลือกเพียง 50 คนที่ กฎหมาย เพื่อเป็นกลไลในการรับฟังความคิด นอกจากนี้ยังผู้ตรวจสอบภายในและศูนย์เพื่อนทีวีไทย เพื่อให้ทีวีไทย วิทยุไทย และสื่อใน องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เป็นสิ่งที่ตอบสนองคนทุกกลุ่มได้อย่างชัดเจนและเป็นธรรม
[แก้] สถานีวิทยุไทย
-
ดูบทความหลักที่ สถานีวิทยุไทย
สถานีวิทยุไทย ถือว่าเป็นองค์กรใหม่ ของ ส.ส.ท. ในปัจจุบัน อยู่ในช่วงขั้นเตรียมการจัดตั้งสถานีฯจริง และออกอากาศร่วมกันกับ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งอื่นไปก่อน และในอนาคต เมื่อ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) อนุมัติคลื่นความถี่ส่งได้แล้วนั้น สถานีฯ ก็พร้อมที่ออกอากาศอย่างเป็นทางการ ในระยะต่อไป
ตอนนี้กำลังทดลองออกอากาศโดย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์และมูลนิธเครื่อข่ายเพื่อครอบครัวของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยใช้ชื่อว่า " คลื่นวิทยุไทย:เพื่อเด็กและครอบครัว คลื่นแห่งการเรียนรู้อย่างรื่นรมย์ " โดยทดลองออกอากาศทาง FM 105 MHz ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552 และ ออกอากาศอย่างเป็นทางการวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
[แก้] สถานีประชาชน
-
ดูบทความหลักที่ สถานีประชาชน
เป็นรายการโทรทัศน์เพื่อชุมชน การร้องเรียน ปัญหาต่าง ๆ ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์เวลา 14.05น. - 15.00 น. ออกอากาศพร้อมกันทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย และ สถานีวิทยุไทย เพื่อเด็กและครอบครัว
[แก้] โครงการในอนาคต
- ที่ทำการของสถานีแห่งใหม่ ส.ส.ท. เตรียมซื้อที่ดิน บสก. ติดกับสโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต ราคา 500 ล้านบาท คาดว่าสร้างเสร็จ ประมาณ ปี พ.ศ. 2554
- สถานีโทรทัศน์ทีวีไทยแต่ละภูมิภาค คล้ายกับ สทท.เอ็นบีที โดยให้แต่ละท้องที่ ผลิตรายการในแต่ละท้องถิ่น
- สถานีวิทยุสาธารณะ โดยมีชื่อลำลองว่า “วิทยุไทย”
- คลื่นวิทยุไทย:เพื่อเด็กและครอบครัว FM 105 MHz คลื่นแห่งการเรียนรู้อย่างรื่นรมย์
- การปรับปรุงเว็บไซด์ของทีวีไทย
[แก้] ดูเพิ่ม
- ไอทีวี (บริษัทมหาชน)
- สถานีโทรทัศน์ไอทีวี
- สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี
- คลื่นวิทยุไทย:เพื่อเด็กและครอบครัว FM 105 MHz คลื่นแห่งการเรียนรู้อย่างรื่นรมย์
- ทีวีไทย
- สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ
- นักข่าวพลเมือง[1]
พระราชบัญญัติ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑
[แก้] อ้างอิง
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551, เล่ม 125, ตอน 8ก, 14 มกราคม พ.ศ. 2551, หน้า 1
- ^ คำสั่งกรมประชาสัมพันธ์ ที่ 25/2551 เรื่อง ให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ ระบบ ยู เอช เอฟ ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 เดลินิวส์ออนไลน์ 14 มกราคม 2551 21:01 น.
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551, เล่ม 125, ตอน 8ก, 14 มกราคม พ.ศ. 2551, หน้า 1
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- เว็บไซต์องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
- ราชกิจจานุเบกษา ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
|
|||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||||||

