ไขมันในเลือดสูง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาวะไขมันในเลือดสูงเกิน
(Hyperlipidemia)
การจำแนกและทรัพยากรภายนอก
ICD-10 E78
ICD-9 272.0-272.4
DiseasesDB 6255
MeSH D006949

ภาวะไขมันในเลือดสูง (อังกฤษ: Hyperlipidemia) เป็นความผิดปกติที่พบบ่อยกับประชาชนในประเทศไทย เนื่องจากการดำเนินชีวิตของคนในประเทศคล้ายกับประเทศตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุที่ทำให้บุคคลเกิดภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ หรือภาวะไขมันในเลือดสูง มาจากหลายสาเหตุ อาทิเช่น กรรมพันธุ์ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ อายุที่มากขึ้น การขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ สาเหตุต่างๆเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะดังกล่าว

ไขมันในเลือดที่มีความสำคัญทางการแพทย์แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ คอเลสเตอรอล (cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (triglycerides) ซึ่งจะอยู่ในรูปของโครงสร้างพิเศษที่ขนถ่ายไขมันทั้งสองตัว จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เรียกว่า ไลโปโปรตีน (lipoprotein) มี 5 ชนิด ได้แก่ chylomicron, VLDL , IDL , LDL และ HDL ซึ่งการเกิดโรคนั้นเกิดจากภาวะที่เลือดมีคอเลสเตอรอลชนิดให้โทษ (LDL) สูงและมีคอเลสเตอรอลชนิดให้คุณ (HDL) ต่ำ ความผิดปกตินี้จะนำไปสู่ การเกิดหลอดเลือดแดงแข็งและตีบแคบ โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมอง ทำให้มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและสมองขาดเลือด เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต และอาจเสียชีวิตได้

การรักษา[แก้]

การรักษาที่ไม่ต้องใช้ยา เช่น

 ควบคุมอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น ไขมันสัตว์ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง หอยนางรม ปลาหมึก กุ้ง หนังเป็ด หนังไก่ และถ้าผู้ป่วยมีไตรกลีเซอร์ไรด์สูงด้วย ควรระวังอาหารพวก แป้ง น้ำตาล เครื่องดื่มที่มีรสหวาน ผลไม้รสหวานจัด

 รับประทานอาหารประเภทเนื้อปลา เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน นมพร่องมันเนย

 หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา เบียร์ เพราะแอลกอฮอล์ทำให้มีการสะสมไขมันตามเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้น

 หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมัน หรือใช้น้ำมันจากพืชแทนน้ำมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งจะมีกรดไลโนเลอิก เป็นตัวนำคอเลสเตอรอลไปเผาผลาญ

 ควรรับประทานอาหารพวกผักต่างๆ และผลไม้บางชนิดที่ให้ใยและกาก เช่น คะน้า ฝรั่ง ส้ม เม็ดแมงลัก เพื่อให้ร่างกายได้รับกากใยมากขึ้น กากใยเหล่านี้จะช่วยในการดูดซึมของไขมันสู่ร่างกายน้อยลง

 การออกกำลังกาย จะช่วยลดปริมาณไขมันในเลือดและเพิ่มระดับของ HDL ควรทำอย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ๆ ละ 20 – 30 นาที การออกกำลังกายที่ดี เช่น การเดินเร็ว จ๊อกกิ้ง เต้นรำ ขี่จักรยาน

 งดสูบบุรี่ เพราะจะทำให้ HDL ในเลือดต่ำลงและบุหรี่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด

การใช้ยาในการรักษาแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆดังนี้

 Inhibitors of bile acid absorption เช่น cholestyramine , colestipol (Bile acid binding resins)

 Inhibitors of cholesterol absorption เช่น ezetimibe , colesevelam

 Inhibitors of cholesterol synthesis เช่น simvastatin , pravastatin , lovastatin , rosuvastatin

 Fibrates เช่น gemfibrozil , bezafibrate , fenofibrate , clofibrate , ciprofibrate

 niacin

กลุ่มยา ระดับไขมัน อาการไม่พึงประสงค์
Inhibitors of bile acid absorption

เช่น cholestyramine , colestipol

ลดTC 20-25%

ลดLDL 20-35%

เพิ่มTG 5-20%

รบกวนระบบทางเดินอาหาร

ท้องผูก

Fibrates

เช่น gemfibrozil , bezafibrate , fenofibrate , clofibrate , ciprofibrate


ลดTC 10%

ลดLDL 10%

ลดTG 40-55%

เพิ่มHDL 10-25%

ปวดกล้ามเนื้อ

ไม่สบายท้อง

นิ่วในถุงน้ำดี

Inhibitors of cholesterol synthesis

เช่น simvastatin , pravastatin , lovastatin , rosuvastatin

ลดTC 15-35%

ลดLDL 20-40%

ลดTG 7-25%

เพิ่มHDL 2-15%

ปวดกล้ามเนื้อ

เพิ่ม enzyme ในตับ

niacin ลดTC 25%

ลดLDL 20%

ลดTG 40%

เพิ่มHDL 20%

ร้อนวูบวาบ

ไม่สบายท้อง

พิษต่อตับ

น้ำตาลในเลือดสูง

กรดยูริกในเลือดสูง

ยาปัจจุบันโดยเฉพาะกลุ่ม Fibrate เช่น clofibrate ทำให้เกิดมะเร็ง หรือ gemfibrozil ที่เมื่อใช้ร่วมกับ Statin แล้วจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการเป็น Rhabdomyolysis มากกว่าการใช้ยาชนิดอื่นๆ

การที่มีการพัฒนายาในกลุ่ม Fibrate ขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็น active metabolites ของ fenofibrate ก็เพื่อแก้ปัญหาในการเกิดมะเร็ง และ Rhabdomyolysis ถึงแม้ว่าการใช้ร่วมกับ Statin จะทำให้เกิด Rhabdomyolysis แต่หากใช้ Statin ในขนาด low dose ก็จะสามารถลดปัจจัยเสี่ยงนี้ได้

ยากลุ่ม fenofibrate จะอยู่ในรูป prodrug จะต้องอาศัย enzyme และความสามารถของตับในการแปรรูปยาให้อยู่ในรูป active form ทำให้ไม่สามารถคาดเดาระดับของยาในเลือดได้ เช่น หากมี enzyme ที่ใช้ในการแปรรูปยามากก็จะทำให้มีระดับยาในเลือดสูง หรือถ้ามีน้อยเกินไปก็อาจไม่ให้ผลในการรักษา fenofibric acid จะแก้ปัญหานี้ได้ เพราะคุณสมบัติที่เป็น active metabolites เมื่อรับประทานยา ก็จะออกฤทธิ์ได้เลย โดยไม่ต้องอาศัย enzyme หรือความสามารถในการทำงานของตับ ทำให้สามารถคาดเดาระดับยาในเลือด ง่ายต่อการปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

อ้างอิง[แก้]

  • Armstrong E, J, Safo P, K,Sacks F, M.pharmacology of cholesterol and lipoprotein metabolism. In: Golon D, Tashjian A, JR, Armstrong E, Galanter J, Armstrong A. Arnaout R, eds. Principles of pharmacology: the pathophysiologic basis of drug therapy. Philadephia: Lippincott Williams&Wilkins; 2005:357-73
  • Bays H. Existing and investigational combination drug therapy for high-density lipoprotein cholesterol. Am J Cardiol 2002;90:32K.
  • Drug Information Handbook 12th Edition