โอะดะ โนะบุนะงะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางมาจาก โอดะ โนะบุนะงะ)
โอะดะ โนะบุนะงะ
織田信長
23 มิถุนายน ค.ศ. 1534(1534-06-23)21 มิถุนายน ค.ศ. 1582 (47 ปี)
Odanobunaga.jpg
โอะดะ โนะบุนะงะ, ภาพวาดในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16
ที่เกิด ปราสาทนะโงะยะ, แคว้นโอะวะริ
ที่ตาย วัดฮนโนจิ, เกียวโต

โอะดะ โนะบุนะงะ (ญี่ปุ่น: 織田 信長 Oda Nobunaga23 มิถุนายน ค.ศ. 1534 - 21 มิถุนายน ค.ศ. 1582 ?) เป็น ไดเมียว และหนึ่งในสามผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเซงโงะกุ เป็นหนึ่งในสามผู้รวบรวมญี่ปุ่นจากความแตกแยกในยุคเซงโงะกุ

เนื้อหา

ยุคก่อนสงครามยุคเซงโงะกุ [แก้]

ญีปุ่นในช่วงปี ค.ศ. 1500 - 1600 เกิดสงครามครั้งใหญ่ ทำให้ประเทศชาติมีแต่ความหายนะ อำนาจของ โชกุน ผู้ปกครองประเทศถูกแก่งแย่งชิงอำนาจซึ่งกันและกัน ทำให้โชกุนในสมัยนั้นคือ "ตระกูลอะชิคะงะ" ถูกแย่งชิงอำนาจการปกครอง ทำให้บรรดาไดเมียวทั้งหลายที่ปกครองหัวเมืองต่าง ๆ พากันกระด้างกระเดื่อง ประกาศตั้งตนเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับการปกครองของโชกุนทำให้ญี่ปุ่นในยุคสมัยนั้นก้าวเข้าสู่สภาวะ สงครามกลางเมือง ของประเทศญี่ปุ่น ที่มีระยะเวลายาวนานกว่า 100 ปี

ในยุคเซงโงะกุ ในช่วงมืดของญี่ปุ่นได้มีขุนพลนักรบผู้หนึ่งเป็นผู้ผลิกผันโฉมหน้า ประวัติศาสตร์ ของญี่ปุ่น โอะดะ โนะบุนะงะ ก้าวขึ้นมามีอำนาจเหนือสุด เป็นผู้คุมประเทศญี่ปุ่นที่อยู่ในช่วงระหว่างสงคราม

ประวัติ [แก้]

โอะดะ โนะบุนะงะ เกิดเมื่อค.ศ. 1534 ที่ปราสาทนะโงะยะ มีชื่อว่า คิปโปชิ (吉法師 Kippōshi ?) เป็นบุตรชายคนที่สองของ โอะดะ โนะบุฮิเดะ (織田信秀 Oda Nobuhide ?) ไดเมียวแห่งแคว้นโอะวะริ (尾張 Owari ?) จังหวัดไอจิในปัจจุบัน เป็นบุตรคนโตสุดที่เกิดกับภรรยาเอกของโนะบุฮิเดะ คือ นางโดะตะ-โงเซ็ง (土田御前 Dota-Gōzen ?)

วัยเยาว์และการสืบทอดแคว้นโอะวะริ [แก้]

ในฐานะที่เป็นบุตรคนโตสุดที่เกิดกับภรรยาเอก ทำให้คิปโปชิเป็นอันดับหนึ่งในการสืบทอดแคว้นโอะวะริต่อจากโนะบุฮิเดะบิดาของตน ซึ่งได้มอบหมายให้ที่ปรึกษาคนสนิทของตนคือ ฮิระเตะ มะซะฮิเดะ (平手政秀 Hirate Masahide ?) เป็นอาจารย์คอยฝึกวิชาความรู้ให้แก่คิปโปชิ แต่ว่าคิปโปชิกลับมีพฤติกรรมที่ประหลาด เอาแต่ใจตนเอง และไม่อยู่ในกรอบประเพณี ทำให้เป็นที่ไม่พอใจของบรรดาซะมุไรข้ารับใช้ของตระกูลโอะดะ รวมทั้งมารดาของคิปโปชิเอง จนทำให้คิปโปชิมีชื่อกระฉ่อนไปทั่วภูมิภาคคันไซว่า "คนโง่แห่งโอะวะริ" (尾張の大うつけ Owari no Ōutsuke ?) แต่ด้วยการสนับสนุนของบิดาและมะซะฮิเดะผู้เป็นอาจารย์ทำให้คิปโปชิยังคงสถานะเป็นทายาทของตระกูลโอะดะอยู่ได้

ในเวลานั้นตระกูลโอะดะต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากแคว้นข้างเคียงที่ทรงกำลังอำนาจ อันได้แก่ ตระกูลอิมะงะวะ ผู้ปกครองสามแคว้นทางตะวันออกของโอะวะริ และตระกูลไซโต (斎藤 Saitō ?) ผู้ปกครองแคว้นมิโนะ (美濃 Mino ?) ทางตอนเหนือ ในค.ศ. 1546 เมื่ออายุสิบสองปี คิปโปะชิผ่านพิธีเง็มปุกุได้รับชื่อว่า โอะดะ โนะบุนะงะ โนะบุฮิเดะบิดาร่วมกับมะซะฮิเดะผูกสัมพันธ์กับตระกูลไซโตแห่งแคว้นมิโนะ โดยการส่งมะซะฮิเดะเดินทางไปสู่ขอนางโน-ฮิเมะ (濃姫 Nōhime ?) บุตรสาวของไซโต โดซัง (斎藤道三 Saitō Dōsan ?) ไดเมียวผู้ปกครองแคว้นมิโนะ มาเป็นภรรยาของโนะบุนะงะ

นอกจากนี้โนะบุนะงะยังได้มีโอกาสได้สัมผัสกับอาวุธชนิดใหม่ในขณะนั้น คือ ปืน ซึ่งผลิตและนำเข้าโดยชาวโปรตุเกสที่เกาะทะเนะงะชิมะ ทางตอนใต้ของเกาะคีวชู

ในค.ศ. 1551 โนะบุฮิเดะผู้เป็นบิดาถึงแก่กรรม โนะบุนะงะได้อาละวาดกลางงานศพของบิดาของตน ทำให้บรรดาข้ารับใช้ของตระกูลโอะดะไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง และทำให้มะซะฮิเดะรู้สึกผิดอย่างมากที่ทำการสั่งสอนโนะบุนะงะไม่ดีพอ จึงกระทำการเซ็ปปุกุเสียชีวิตเพื่อชดใช้ความผิด เหตุการณ์นี้ทำให้โนะบุนะงะเสียใจอย่างมาก เมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งไดเมียวแห่งโอะวะิริ โนะบุนะงะยังคงอ่อนด้อยประสบการณ์ ทำให้การปกครองของแคว้นตกอยู่ในมือของโอะดะ โนะบุโตะโมะ (織田信友 Oda Nobutomo ?) ผู้ซึ่งมาจากสาขาย่อยของตระกูลโอะดะและเป็นผู้ปกครองปราสาทคิโยะซุ (清洲城 Kiyosu-jō ?) ในค.ศ. 1554 ชิบะ โยะชิมุเนะ (斯波義統 Shiba Yoshimune ?) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นชูโงแห่งแคว้นโอะวะริ (ได้รับการแต่งตั้งมาจากรัฐบาลโชกุนมุโระมะชิ) ทราบว่าโนะบุโตะโมะวางแผนลอบสังหารโนะบุนะงะ จึงนำความมาบอกแก่โนะบุนะงะ เมื่อโนะบุโตะโมะทราบว่าแผนของตนรั่วไหลจึงสังหารโยะชิมุเนะไป แต่ในปีต่อมาค.ศ. 1555 โนะบุนะงะได้ชิงลงมือทำการลอบสังหารโนะบุโตะโมะเสียก่อนที่ปราสาทคิโยะซุ

ปีต่อมาค.ศ. 1556 ไซโต โยะชิตะซึ (斎藤義龍 Saitō Yoshitatsu ?) ทำการก่อกบฏต่อบิดาของตนคือไซโตโดซัง ไซโตโดซังขอให้โนะบุนะงะผู้เป็นลูกเขยยกทัพเข้าไปยังแคว้นมิโนะเพื่อช่วยเหลือตนแต่ไม่ทันการ โดซังถูกสังหารในที่รบและโยะชิตะซึจึงขึ้นเป็นไดเมียวแห่งมิโนะคนใหม่ ในปีเดียวกันนั้นเองน้องชายของโนะบุนะงะคือ โอะดะ โนะบุยุกิ (織田信行 Oda Nobuyuki ?) ก่อกบฏหมายจะขึ้นเป็นผู้นำตระกูลโอะดะด้วยการสนับสนุนของชิบะตะ คะซึอิเอะ (柴田勝家 Shibata Katsuie ?) ฮะยะชิ ฮิเดะซะดะ (林秀貞 Hayashi Hidesada ?) รวมทั้งมารดาของโนะบุนะงะเอง โนะบุนะงะสามารถเอาชนะทัพของน้องชายตนเองได้ในยุทธการอิโน (稲生の戦い Inō no tatakai ?) โนะบุนะงะไว้ชีวิตขุนพลทั้งสองแต่ต้องการที่จะสังหารโนะบุยุกิน้องชาย แต่ด้วยการร้องขอของมารดาโนะบุนะงะจึงได้ไว้ชีวิตโนะบุยุกิ ปรากฏว่าในปีต่อมาค.ศ. 1557 โนะบุยุกิวางแผนยึดอำนาจอีกครั้ง โนะบุนะงะจึงแกล้งว่าป่วยให้โนะบุยุกิมาพบตนที่ปราสาทคิโยะซุ แล้วทำการสังหารโนะบุยุกิไปเสีย

ยุทธการโอะเกะฮะซะมะ [แก้]

ในค.ศ. 1560 อิมะงะวะ โยะชิโมะโตะ (今川義元 Imagawa Yoshimoto ?) ไดเมียวผู้ทะเยอทะยานแห่งตระกูลอิมะงะวะซึ่งปกครองดินแดนทางตะวันออกของโอะวะริ ต้องการที่จะยกทัพไปยึดอำนาจยังเมืองเกียวโต ซึ่งเส้นทางเดินทัพจะต้องผ่านแคว้นโอะวะริ ขุนพลคนสำคัญทั้งหลายแห่งตระกูลโอะดะต่างมีความเห็นว่าตระกูลอิมะงะวะมีกำลังอำนาจควรจะปล่อยให้เดินทัพผ่านโอะวะริไปโดยสวัสดิภาพ แต่โนะบุนะงะยืนกรานที่จะเข้าขัดขวางทัพของโยะชิโมะโตะ ในระหว่างที่ทัพของโยะชิโมะโตะกำลังพักอยู่นั้น โนะบุนะงะได้นำทัพเข้าโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัว ในยุทธการโอะเกะฮะซะมะ (桶狭間の戦い Okehazama-no-tatakai ?) เป็นเหตุให้โยะชิโมะโตะถูกสังหาร เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้โนะบุนะงะมีชื่อเสียงไปทั่วญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นเพียงแค่ไดเมียวของแคว้นเล็กแต่สามารถยับยั้งการยึดอำนาจของไดเมียวผู้ทรงอำนาจอย่างอิมะงะวะ โยะชิโมะโตะได้

ปีต่อมาค.ศ. 1561 ไซโต โยะชิตะซึ ไดเมียวแห่งมิโนะถึงแก่กรรม ไซโต ทะซึโอะกิ (斎藤龍興 Saitō Tatsuoki ?) ผู้เป็นบุตรชายอายุเพียงสิบสี่ปีและไร้ความสามารถขึ้นเป็นไดเมียวแห่งมิโนะคนต่อมา โนะบุนะงะเห็นเป็นโอกาสจึงนำทัพเข้ารุกรานแคว้นมิโนะ จนสามารถเข้ายึดปราสาทอินะบะยะมะ (稲葉山 Inaba-yama ?) อันเป็นที่มั่นของตระกูลไซโตได้ในค.ศ. 1567 ทำให้โนะบุนะงะสามารถเข้าครอบครองแคว้นมิโนะได้ แล้วจึงเปลี่ยนชื่อปราสาทใหม่เป็น ปราสาทกิฟุ (岐阜 Gifu ?) จังหวัดกิฟุในปัจจุบัน โนะบุนะงะพำนักที่ปราสาทกิฟุ และประกาศนโยบายรวบรวมญี่ปุ่นที่แตกแยกออกเป็นแคว้นต่างๆให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้การปกครองของตน พร้ิอมคติพจน์ที่ว่า เท็งกะ ฟุบุ (天下布武 Tenka fubu ?) แปลว่า ปกครองแผ่นดินด้วยการทหาร

เส้นทางสู่เกียวโต [แก้]

กล่าวถึงเหตุการณ์ในเมืองเกียวโต รัฐบาลโชกุนอะชิกะงะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของตระกูลมิโยะชิ ค.ศ. 1565 โชกุนอะชิกะงะ โยะชิเตะรุ (足利義輝 Ashikaga Yoshiteru ?) ได้ถูกสองขุนพลได้แก่ มะซึนะงะ ฮิซะฮิเดะ (松永久秀 Matsunaga Hisahide ?) และมิโยะชิ โยะชิซึงุ (三好義継 Miyoshi Yoshitsugu ?) ยกทัพมาสังหารยังที่พัก โนะบุนะงะพำนักอยู่ที่ปราสาทกิฟุได้หนึ่งปี จนกระทั่งในค.ศ. 1568 อะชิกะงะ โยะชิอะกิ (足利義昭 Ashikaga Yoshiaki ?) ผู้เป็นน้องชายของโชกุนโยะชิเตะรุได้ร้องขอให้โนะบุนะงะยกทัพไปยังเกียวโตเพื่อทำการแก้แค้นให้แก่พี่ชายของตนโดยการสังหารขุนพลทั้งสอง

โนะบุนะงะจึงเตรียมการยกทัพไปยึดเมืองเกียวโต แต่เส้นทางเดินทัพไปยังเกียวโตต้องผ่านแคว้นโอมิ (近江 Ōmi ?) จังหวัดชิงะในปัจจุบัน ซึ่งมีไดเมียวตระกูลรกกะกุ (六角 Rokkaku ?) ปกครองอยู่และปฏิเสธที่จะให้ทัพของโนะบุนะงะผ่านแคว้นของตน โนะบุนะงะจึงทำสงครามกับตระกูลรกกะกุและสามารถเอาชนะและกำจัดตระกูลรกกะกุออกไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว และเดินทัพสามารถเข้ายึดเมืองเกียวโตได้ในฤดูหนาวค.ศ. 1568 ฮิซะฮิเดะและตระกูลมิโยะชิเข้าสวามิภักดิ์ต่อโนะบุนะงะ โนะบุนะงะจึงตั้งให้โยะชิอะกิเป็นโชกุนคนใหม่เพื่อที่จะเป็นหุ่นเชิดของตน จากความดีความชอบในการช่วยเหลือโชกุนโยะชิอะกิในครั้งนี้โนะบุนะงะได้รับข้อเสนอเป็นตำแหน่งในราชสำนักเกียวโตและในบะกุฟุซึ่งโนะบุนะงะปฏิเสธไปทั้งหมด และมีความเห็นว่าการเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้่องหลังที่แท้จริงนั้นสำคัญกว่าตำแหน่งทางพิธีการ

รวมอำนาจในภูมิภาคคันไซ [แก้]

แต่ทว่าโชกุนโยะชิอะกิไม่พอใจการที่ตนตกอยู่ภายใต้อำนาจของโนะบุนะงะ และต้องการที่จะมีอำนาจเต็มในการปกครอง จึงได้ร้องขอไปยังอะซะกุระ โยะชิกะเงะ (朝倉義景 Asakura Yoshikage ?) ไดเมียวแห่งแคว้นเอะจิเซง จังหวัดฟุกุอิ ในปัจจบัน ให้ยกทัพมาขับไล่โนะบุนะงะออกจากเกียวโตและคืนอำนาจให้แก่โชกุน ความทราบถึงโนะบุนะงะ จึงส่งฮะชิบะ ฮิเดะโยะชิ (ต่อมาคือ โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ) นำทัพเข้าบุกแคว้นเอะจิเซงและเอาชนะตระกูลอะซะกุระได้ในยุทธการคะเนะงะซะกิ (金ヶ崎の戦い Kanegasaki no Tatakai ?) ค.ศ. 1570

กล่าวถึงตระกูลอะซะกุระ มีพันธมิตรสำคัญเป็นตระกูลอะซะอิแห่งแคว้นโอมิ ซึ่งขณะนั้นมีผู้นำคือไดเมียวอะซะอิ นะงะมะซะ (浅井長政 Azai Nagamasa ?) ผู้เป็นน้องเขยของโนะบุนะงะเนื่องจากนะงะมะซะได้สมรสกับนางโออิจิ (お市 (Ōichi?)) ผู้เป็นน้องสาวของโนะบุนะงะ โนะบุนะงะคาดหวังว่านะงะมะซะจะเห็นแก่นางโออิจิไม่มาทำสงครามกับตน แต่นะงะมะซะเห็นแก่พันธมิตรกับตระกูลอะซะกุระจึงเข้าช่วยตระกูลอะซะกุระในการสงครามกับโนะบุนะงะ โนะบุนะงะสามารถเอาชนะทัพของทั้งสองตระกูลได้ในยุทธการอะเนะงะวะ (姉川の戦い Anegawa-no-tatakai ?) อีกสามปีต่อมา ค.ศ. 1573 โนะบุนะงะนำทัพเข้าล้อมปราสาทฮิกิดะ (疋壇城 Hikida-jō ?) ของโยะชิกะเงะ และปราสาทโอะดะนิ (小谷城 (Odani-jō?)) ของนะงะมะซะ และโนะบุนะงะสามารถเข้ายึดปราสาททั้งสองได้ในที่สุด โยะชิกะเงะหลบหนีไปยังปราสาทอิชิโจดะนิ (一乗谷城 (Ichijōdani-jō?)) ส่วนนะงะมะซะกระทำการเซ็ปปุกุเสียชีวิต โนะบุนะงะยกทัพตามไปปิดล้อมปราสาืทอิชิโจดะนิ จนกระทั่งเข้ายึดปราสาทได้ และโยะชิกะเงะกระทำการเซ็ปปุกุเสียชีวิตไปเช่นเดียวกับนะงะมะซะ

นอกจากนี้ โนะบุนะงะยังทำการปราบปรามกบฎอิกโก อิกกิ (一向一揆 (Ikkō-ikki?)) อันเป็นการรวมตัวกันของพระสงฆ์และชาวบ้านท้องถิ่นเพื่อต่อต้านการปกครองของชนชั้นซะมุไร มีฐานที่มั่นอยู่ที่วัดฮงงัง (本願寺 (Hongan-ji?)) บนเขาอิชิยะมะ (石山 (Ishiyama?)) เมืองโอซะกะในปัจจุบัน ในค.ศ. 1570 โนะบุนะงะยกทัพเข้าทำการปิดล้อมเขาอิชิยะมะแต่ถูกทัพของอิกโก-อิกกิขับไล่ออกไปได้ ปีต่อมาค.ศ. 1571 โนะบุนะงะยกทัพเข้าโจมตีเมืองนะงะชิมะ (長島 (Nagashima?)) จังหวัดมิเอะในปัจจุบัน อันเป็นฐานที่มั่นอีกแห่งหนึ่งของอิกโก-อิกกิ หลังการโจมตีหลายครั้งในที่สุดเมืองนะงะชิมะก็เสียให้แก่โนะบุนะงะในค.ศ. 1574 ในค.ศ. 1576 โนะบุนะงะยกทัพเข้าทำการปิดล้อมเขาอิชิยะมะอีกครั้ง จนกระทั่งโนะบุนะงะสามารถเข้ายึดวัดฮงงังบนเขาอิชิยะมะได้ในค.ศ. 1580 หลังจากการปิดล้อมอยู่นานถึงสี่ปี เป็นการปิดล้อมครั้งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น กบฎอิกโก-อิกกิจึงถูกปราบลงได้สำเร็จ

รวมทั้งโนะบุนะงะยังได้ทำการปราบโซเฮ (僧兵 (Sōhei?)) หรือพระนักรบ อันเป็นกองกำลังทหารที่สำคัญในภูมิภาคคันไซมาแต่ยุคเฮอัง มีฐานที่มั่นที่วัดเองยะกุ (延暦寺 (Enryaku-ji?)) บนเขาฮิเอะอิ (比叡 (Hiei?)) จังหวัดชิงะในปัจจุบัน เนื่องจากโซเฮได้ให้หารสนับสนุนแก่ตระกูลอะซะกุระและตจระกูลอะซะอิในการต่อต้านโนะบุนะงะ ในค.ศ. 1571 โนะบุนะงะเข้ายึดเขาฮิเอะอิ ทำการกวาดล้างพระนักรบไปจนหมดสิ้น และในค.ศ. 1573 โนะบุนะงะทำการปลดโชกุนอะชิกะงะ โยะชิอะกิ ออกจากตำแหน่ง ล้มเลิกระบอบการปกครองของโชกุน เป็นการสิ้นสุดรัฐบาลโชกุนมุโระมะชิที่มีมายาวนานถึงสองร้อยกว่าปี

รวมอำนาจในภูมิภาคตะวันออก [แก้]

หลังจากที่โนะบุนะงะวางรากฐานอำนาจในเมืองเกียวโตภูมิภาคคันไซได้อย่างมั่นคงแล้ว จึงหันความสนใจไปทางตะวันออก ในขณะนั้นภาคตะวันออกของญี่ปุ่นมีไดเมียวผู้ทรงอำนาจสองคนกำลังแย่งชิงความเป็นใหญ่ได้แก่ ทะเกะดะ ชิงเง็น (武田信玄 (Takeda Shingen?)) ไดเมียวแห่งแคว้นคะอิ (甲斐 (Kai?)) จังหวัดยะมะนะชิในปัจจุบัน และอุเอะซุงิ เค็งชิง (上杉謙信 (Uesugi Kenshin?)) ไดเมียวแห่งแคว้นเอะจิโงะ (越後 (Echigo?)) จังหวัดนิอิงะตะในปัจจุบัน ในค.ศ. 1572 โชกุนโยะชิอะกิได้ร้องขอให้ทะเกะดะชิงเง็นช่วยปราบโนะบุนะงะ ชิงเง็นจึงยกทัพเข้ารุกรานแคว้นโทะโตะมิ อันเป็นดินแดนของโทะกุงะวะ อิเอะยะซุ โนะบุนะงะจึงส่งอิเอะยะซุไปทำการปราบทะเกะดะชิงเง็๋น ปรากฏว่าประสบกับความพ่ายแพ้ราบคาบต่อตระกูลทะเกะดะในยุทธการมิกะตะงะฮะระ (ญี่ปุ่น: 三方ヶ原の戦い Mikatagahara-no-tatakai ?) แต่โชคก็เข้าข้างโนะบุนะงะเมื่อชิงเง็นได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันในปีต่อมาค.ศ. 1573 ทะเกะดะ คะซึโยะริ (ญี่ปุ่น: 武田勝頼 Takeda Katsuyori ?) ไดเมียวแห่งคะอิคนใหม่ยังอายุน้อยขาดประสบการณ์ ได้ยกทัพตระกูลทะเกะดะเข้าปิดล้อมปราสาทนะงะชิโนะ (ญี่ปุ่น: 長篠城 Nagashino-jō ?) ของตระกูลโทะกุงะวะในค.ศ. 1575 แต่พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง ในค.ศ. 1582 อิเอะยะซุจึงสามารถเอาชนะตระกูลทะเกะดะได้ในยุทธการเทมโมะกุซัน (ญี่ปุ่น: 天目山の戦い Temmokuzan-no-tatakai ?) ทะเกะดะ คะซึโยะริกระทำการเซ็ปปุกุเสียชีวิตไป

การปกครอง [แก้]

โอะดะ โนะบุนะงะ, ภาพสเก็ตช์โดย โจวันนี นีโกเลา (Giovanni Nicolao) นักบวชในคณะเยซูอิตชาวอิตาลีในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16

โนะบุนะงะเป็นผู้เริ่มก่อตั้ง "กองกำลังทหารอะชิงะรุ" ซึ่งมาจากบรรดาชาวบ้านธรรมดาที่อยากมีส่วนร่วมกับบ้านเมืองในการทำสงคราม ให้โอกาสผู้ที่อยากเป็นทหารแต่ไม่มีโอกาสได้เป็น ซึ่งจะแตกต่างจากไดเมียวคนอื่น ๆ กองกำลังของโนะบุนะงะจึงเป็นกองทัพที่มาจากชาวบ้านธรรมดา ไม่เหมือนกองกำลังอื่นๆ ของไดเมียวที่มีแต่ ซามูไร จำนวนมาก

กองกำลังอะชิงะรุแม้จะมาจากชาวบ้านธรรมดา แต่ทว่าพวกเขามาด้วยใจที่รักบ้านเมือง แตกต่างจากซามูไรที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง กองกำลังอะชิงะรุนั้นแม้มีศักยภาพในการทำสงครามไม่แพ้พวกซามูไร แต่ก็แตกต่างกับซามูไรผู้มีเกียรติและศักดิ์ศรีเป็นที่ตั้ง ที่ยอมพลีชีพในสงครามอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ถ้าถูกจับตัวได้จะไม่มีการซัดทอดโดยเด็ดขาด ยอมแม้แต่จะฮาราคีรีตัวเองเพื่อไม่ต้องตายโดยน้ำมือผู้อื่น

กองกำลังอะชิงะรุพ่ายแพ้สงครามบ้างเป็นครั้งคราวเพราะความกลัวตาย ทำให้โนะบุนะงะต้องวางแผนในการทำสงครามใหญ่ ในระหว่างนั้นมีชาวโปรตุเกส เข้ามาติดต่อค้าขายกับญี่ปุ่น และเผยแผ่ศาสนาคริสต์ และปืน อาวุธที่ช่างโปรตุเกสนำมาด้วย หลังจากได้ศึกษาปืนของชาวโปรตุเกสแล้ว โนะบุนะงะมองเห็นว่าอาวุธชนิดนี้สามารถสร้างกองกำลังที่แข็งแกร่งให้แก่ตนได้

ในปี ค.ศ. 1544 โนะบุนะงะก็สั่งให้ช่างชาวญี่ปุ่นแกะและสร้างปืนตามแบบฉบับของชาวโปรตุเกส โดยก่อตั้งโรงงานผลิตอาวุธขึ้น สั่งให้ช่างชาวญี่ปุ่นผลิตปืนขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อไดเมียวทั้งหลาย เห็นศักยภาพอาวุธปืนของโอะดะ ต่างพากันหันมาเปลี่ยนอาวุธจากเดิมคือ ดาบ, ธนู หรือธนูเพลิง มาเป็นอาวุธปืนเช่นเดียวกับโนะบุนะงะแทบทั้งสิ้น เพราะอาวุธปืนนั้นสามารถฝึกฝนการใช้งานได้อย่างง่าย ไม่เหมือนกับดาบหรือธนูที่ต้องใช้ระยะเวลาฝึกฝนอย่างยาวนาน

แม้ศัตรูอย่าง อะชิคะงะ โยะชิอะกิ อดีตโชกุนผู้เป็นหุ่นเชิดของโนะบุนะงะจะถูกกำจัดไปแล้ว แต่โนะบุนะงะกลับยังมีศัตรูจำนวนมากที่เป็นปรปักษ์กับเขา หนึ่งในศัตรูตัวฉกาจของเขาคือ พระ นักพรต และนักรบ พระนักรบและนักพรตจำนวนมากต่อต้านและท้าทายอำนาจของโนะบุนะงะ เขาทำสงคราม กวาดล้างพระนักรบหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งการรบกันระหว่างพระนักรบและโนะบุนะงะครั้งที่สำคัญที่สุดคือ การบุกเข้าทำลายล้างสำนักสงฆ์ของพระนักรบบนเทือกเขาฮิเออัน ซึ่งเป็นพุทธสถานที่เก่าแก่ มีอายุหลายพันปี

ในการทำสงครามกวาดล้างสำนักสงฆ์ของกลุมกบฏอิคโค อิคิ โนะบุนะงะสั่งการให้กองกำลังทหารจำนวนมากกว่า 30,000 นาย เข้าโอบล้อมเทือกเขาฮิเออันก่อนจะตีโอบตะลุยขึ้นไปยังวัดซะกะโมะโตะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ของอิคโค อิคิ และเป็นจุดศูนย์กลางของพระนักรบ และการกวาดล้างพระนักรบในครั้งนี้เองที่โนะบุนะงะได้แสดงความโหดร้ายออกมาอย่างชัดเจน เขาออกคำสั่งให้ฆ่าทุกคนที่อาศัยอยู่บนเทือกเขาฮิเออันจนหมดสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงหรือเด็กทารก สั่งให้กองกำลังทหารของตน เผาทำลายบ้านเรือนทุกหลังจนวอดวาย และให้กองกำลังทหารของเขาบุกโจมตีพระพุทธสถานแห่งอื่น ๆ ที่มีทีท่าว่าจะก่อการกบฏต่อเขา

จากการทำสงครามกับสำนักสงฆ์ที่โนะบุนะงะได้แสดงความเหี้ยมโหดออกมาอย่างชัดเจน ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของเขากระฉ่อนไปทั่ว ถึงกระนั้นโนะบุนะงะก็ยังคงเป็นขุนพลนักรบที่มีวัสัยทัศน์กว้างไกล เขาไม่ได้ทำลายเมืองซะคะอิ ซึ่งเป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจของญี่ปุ่น นอกจากไม่ทำลายแล้วยังยื่นมือเข้าช่วยเหลือแก่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่ประกอบการค้าขายรายใหญ่ๆ ของเมืองซะคะอิ เขาวางรากฐานของการค้าและเศรษฐกิจอย่างดี โดยให้สิทธิพิเศษแก่พ่อค้าแม่ค้าในด้านภาษีอากร ควบคุมการชั่ง การตวง และวัดสิ่งของให้ได้ตามระบบมาตรฐานของประเทศ ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นในขณะนั้นไม่ได้มีแต่ด้านมืดด้านเดียวอย่างที่ควรจะเป็น โอะดะ โนะบุนะงะอาจจะดูโหดร้าย สร้างศัตรูไว้มากมาย แต่เขาก็ยังสามารถยืนหยัดต่อสู้มาอย่างโชกโชน จวบจนวาระสุดท้ายของเขา ก่อนที่จะจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของคนสนิทของเขาเอง อะเคะจิ มิสึฮิเดะ

สิ้นสุดการปกครอง [แก้]

โอะดะ โนะบุนะงะลงโทษอะเคะจิ มิสึฮิเดะ ต่อหน้าคณะขุนศึก, ภาพอุกิโยะสมัยเมจิ

โนะบุนะงะครองอำนาจในสมัยเอโดะยาวนานกว่า 48 ปี ก็ถึงคราวสูญสิ้นอำนาจ โดยถูกอะเคะจิ มิสึฮิเดะ นายทหารแม่ทัพคนสนิทของ โอะดะ โนะบุนะงะ เป็นผู้สังหารเนื่องจากถูกโนะบุนะงะทำให้อับอายต่อหน้านายทหาร

ในปี ค.ศ. 1582 เกิดสงครามที่คีวชู โนะบุนะงะจึงส่งกองกำลังทหารจากเกียวโตไปปราบปราม ระหว่างทางมิสึฮิเดะได้ตลบหลังโนะบุนะงะ นำกำลังทหารของตนเองย้อนกลับมายังปราสาทอะชิซึ เพื่อล้างแค้นความอับอายขายหน้าที่โนะบุนะงะได้สร้างไว้แก่ตน

อะเคะจิ มิสึฮิเดะ คุมกองกำลังทหารจำนวนมาก เข้าตีโอบล้อมโนะบุนะงะที่เดินทางออกจากปราสาทอะชิซึ ไปพักอยู่ที่วัดฮนโนจิ จากการถูกตลบย้อนหลังด้วยนายทหารคนสนิท ทำให้โนะบุนะงะโกรธแค้นและด้วยศักดิ์ศรีของโนะบุนะงะยอมทำฮาราคีรี หรือการคว้านท้องตนเองเพื่อไม่ให้ชีวิตของตนต้องถูกผู้อื่นประหาร เป็นการปิดฉากนักรบผู้เป็นตำนานของญี่ปุ่นอย่างสมศักดิ์ศรี

อะเคะจิ มิสึฮิเดะ นำกองกำลังทหารย้อนกลับไปยังปราสาทนิโจซึ่ง โอะดะ โนะบุทะดะ ผู้เป็นบุตรชายของโนะบุนะงะครอบครองอยู่ และบุกทำลายล้างปราสาทนิโจก่อนจะสังหารโนบุทาดะเสียชีวิต สิ้นสุดการปกครองอำนาจของตระกูลโอะดะซึ่งยังไม่บรรลุเป้าหมายการรวมประเทศญี่ปุ่น หลังจากล้มล้างทำลายตระกูลโอะดะสำเร็จแล้ว อะเคะจิ มิสึฮิเดะก็ถูกลอบสังหารเช่นเดียวกันที่เมืองยะมะซะกิ จากกองกำลังทหารและนักรบซามูไรของตระกูลโอะดะซึ่งนำโดยโทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ นายทหารคนสนิทของโนะบุนะงะอีกคนที่นำกำลังทหารมาล้างแค้นให้แก่นายของเขา ก่อนจะเป็นผู้รวบรวมประเทศญี่ปุ่นต่อจากโนะบุนะงะ

ครอบครัว [แก้]

  • บิดา: โอะดะ โนะบุฮิเดะ (織田信秀 Oda Nobuhide ? ค.ศ. 1510 - 1551)
  • มารดา: โดะตะ-โงเซ็ง (土田御前 Dota-Gōzen ? ? - ค.ศ. 1594)
  • พี่น้อง:
    • โอะดะ โนะบุฮิโระ (織田信広 Oda Nobuhiro ? - ค.ศ. 1574)
    • โอะดะ โนะบุยุกิ (織田信行 Oda Nobuyuki ? ค.ศ. 1536 - 1557) มารดาเดียวกัน
    • โอะดะ โนะบุกะเนะ (織田信包 Oda Nobukane ? ค.ศ. 1543 - 1614) มารดาเดียวกัน
    • โอะดะ โนะบุฮะรุ (織田信治 Oda Nobuharu ? ค.ศ. 1545 - 1570)
    • โอะดะ โนะบุโตะกิ (織田信時 Oda Nobutoki ? - ค.ศ. 1556)
    • โอะดะ โนะบุโอะกิ (織田信興 Oda Nobuoki ? - ค.ศ. 1570)
    • โอะดะ โนะบุตะกะ (織田信孝 Oda Nobutaka ? - ค.ศ. 1555) มารดาเดียวกัน
    • โอะดะ ฮิเดะนะริ (織田秀成 Oda Hidenari ? - ค.ศ. 1574)
    • โอะดะ โนะบุเตะรุ (織田信照 Oda Nobuteru ? - ค.ศ. 1610)
    • โอะดะ นะงะมะซุ (織田長益 Oda Nagamasu ? ค.ศ. 1547 - 1622)
    • โอะดะ นะงะโตะชิ (織田長益 Oda Nagatoshi ? - ค.ศ. 1582)
    • โอะ-อินุ-โนะ-คะตะ (お犬の方 Oinu no kata ? - ค.ศ. 1582) มารดาเดียวกัน
    • โอะ-อิจิ-โนะ-คะตะ (お市の方 Oichi no kata ? ค.ศ. 1547 - 1583) มารดาเดียวกัน สมรสกับ อะซะอิ นะงะมะซะ และต่อมาสมรสกับ ชิบะตะ คะซึอิเอะ
  • ภรรยาเอก: โน-ฮิเมะ (濃姫 Nōhime ?) บุตรสาวของไซโต โดซัง (斎藤道三 Saitō Dōsan ?)
  • ภรรยาน้อย: อิโกะมะ คิซึโนะ (生駒吉乃 Ikoma Kitsuno ?) บุตรสาวของ อิโกะมะ อิเอะมุเนะ (生駒家宗 Ikoma Iemune ?)
    • บุตรชายคนที่ 1: โอะดะ โนะบุตะดะ (織田信忠 Oda Nobutada ? ค.ศ. 1557 - 1582)
    • บุตรชายคนที่ 2: โอะดะ โนะบุกะซึ (織田信雄 Oda Nobukatsu ? ค.ศ. 1558 - 1630) ไปเป็นบุตรบุญธรรมของ คิตะยะมะ โทะโมะฟุซะ (北畠具房 Kitayama Tomofusa ?)
    • บุตรสาวคนที่ 1: โทะกุ-ฮิเมะ (徳姫 Toku-hime ? ค.ศ. 1559 - 1636) สมรสกับมะซึไดระ โนะบุยะซุ (松平信康 Matsudaira Nobuyasu ?) บุตรชายของโทะกุงะวะ อิเอะยะซุ
  • ภรรยาน้อย: นางซะกะ (Saka)
    • บุตรชายคนที่ 3: โอะดะ โนะบุตะกะ (織田信孝 Oda Nobutaka ? ค.ศ. 1558 - 1583)
  • ไม่ทราบมารดา
    • บุตรสาวคนที่ 2: ฟุยุ-ฮิเมะ (冬姫 Fuyu-hime ? ค.ศ. 1561 - 1641)
    • บุตรชายคนที่ 4: ฮะชิบะ ฮิเดะกะซึ (羽柴秀勝 Hashiba Hidekatsu ? ค.ศ. 1568 - 1586) บุตรบุญธรรมของโทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ
    • บุตรสาวคนที่ 3: โอะดะ ฮิเดะโกะ (織田秀子 Oda Hideko ? - ค.ศ. 1632)
    • บุตรสาวคนที่ 4: เอ-ฮิเมะ (永姫 Ei-hime ? ค.ศ. 1574 - 1623) สมรสกับ มะเอะดะ โทะชินะงะ บุตรชายของมะเอะดะ โทะชิอิเอะ

อ้างอิง [แก้]