โอซีเยก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โอซีเยก
Grad Osijek
City of Osijek
ทิวทัศน์โอซีเยกจากฝั่งตรงข้ามแม่น้ำดราวา
ทิวทัศน์โอซีเยกจากฝั่งตรงข้ามแม่น้ำดราวา
ธงของโอซีเยก
ธง
ตราราชการของ โอซีเยก
ตราแผ่นดิน
แผนที่ตำแหน่งของเคาน์ตีโอซีเยก-บารานยาในโครเอเชีย
แผนที่ตำแหน่งของเคาน์ตีโอซีเยก-บารานยาในโครเอเชีย
ขอบเขตเมืองโอซีเยกภายในเคาน์ตีโอซีเยก-บารานยา
ขอบเขตเมืองโอซีเยกภายในเคาน์ตีโอซีเยก-บารานยา
ประเทศ  โครเอเชีย
เคาน์ตี โอซีเยก-บารานยา
ก่อตั้ง: ค.ศ. 1196
การปกครอง
 • นายกเทศมนตรี Ivan Vrkić
พื้นที่
 • เขตเมือง 169 กม.2 (65 ตร.ไมล์)
ความสูง 94 m (308 ft)
ประชากร (การสำรวจประชากรปี ค.ศ. 2011)
 • ตัวเมือง 108,048 คน
เขตเวลา CET (UTC+1)
 • ฤดูร้อน (เวลาออมแสง) CEST (UTC+2)
Postal code 31000
รหัสพื้นที่ (+385) 31
ป้ายทะเบียนรถยนต์ OS
เว็บไซต์ http://www.osijek.hr/en/

โอซีเยก (โครเอเชีย: Osijek; ฮังการี: Eszék; เยอรมัน: Esseg) คือเมืองใหญ่อันดับที่สี่ของประเทศโครเอเชีย ตั้งอยู่ในภูมิภาคทางทิศตะวันออกของโครเอเชียที่เรียกว่าสลาโวเนีย (โครเอเชีย: Slavonija; อังกฤษ: Slavonia) ใกล้กับชายแดนประเทศฮังการีและประเทศเซอร์เบีย มีแม่น้ำดราวาเป็นแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่านเมือง ได้รับการยกย่องอย่างไม่เป็นทางการว่าเป็นเมืองหลวงของภูมิภาคสลาโวเนีย ด้านประวัติศาสตร์โอซีเยกมีอายุยืนยาวติดต่อกันมากว่า 800 ปี ผ่านการปกครองจากหลายอาณาจักรทั้งราชอาณาจักรฮังการี, อาณาจักรออตโตมัน, ฮับส์บูร์ก, ออสเตรีย-ฮังการี รวมถึง ยูโกสลาเวีย

ในช่วงทศวรรษที่ 90 โอซีเยกเป็นหนึ่งในเมืองซึ่งได้รับความเสียหายมากที่สุดในสงครามการประกาศอิสรภาพของโครเอเชีย ทำให้เมืองซึ่งเคยเฟื่องฟูในฐานะเมืองอุตสาหกรรมหลักแห่งนึงของรัฐโครเอเชียในสหพันธรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวียประสบกับปัญหาความซบเซาทางเศรษฐกิจ แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก

ปัจจุบันนี้ด้วยประชากรราวๆ 108,000 คน โอซีเยกจึงเป็นศูนย์กลางการปกครองของเขตโอซีเยก-บารานยา เป็นที่ตั้งของสนามบินเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคสลาโวเนียตะวันออก มีความสำคัญในฐานะศูนย์รวมความเจริญทางเศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม ศาสนา การคมนาคม และการท่องเที่ยว

เนื้อหา

ภูมิศาสตร์[แก้]

ภาพถ่ายดาวเทียมสภาพทางภูมิศาสตร์ของโอซีเยก

พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองโอซีเยกตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำดราวา ในระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตรจากจุดที่แม่น้ำดราวาไหลลงสู่แม่น้ำดานูบซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติแบ่งเขตแดนระหว่างโครเอเชียและเซอร์เบีย ในบริเวณนี้เป็นที่ราบมีน้ำท่วมถึงจึงทำให้แทบทุกปีช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อน บางพื้นที่ของโอซีเยกซึ่งอยู่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำดราวาซึ่งมีความสูงจากระดับแม่น้ำน้อยกว่าฝั่งขวาจะมีปัญหาน้ำล้นตลิ่งจากน้ำที่เพิ่มขึ้นหลังหิมะละลายหรือมีฝนตกหนัก

ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เป็นที่ราบน้ำท่วมถึง ประกอบกับพื้นที่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองถูกขนาบด้วยแม่น้ำใหญ่สองสาย ส่งผลให้ไม่ไกลจากโอซีเยกนักมีพื้นที่คุ้มครองทางธรรมชาติ โคปาชกี้ ริท (โครเอเชีย: Kopački Rit) ซึ่งมีลักษณะเป็นป่าผสมบึงน้ำขนาดใหญ่ เป็นที่อยู่อาศัยของกวาง หมูป่า เพียงพอน (Beech Marten สัตว์ประจำชาติของโครเอเชีย) สัตว์จำพวกนกและสัตว์น้ำหลายชนิด รวมถึงแมลง ทำให้โอซีเยกเองนั้นมีปัญหาเรื่องยุงจำนวนมากในช่วงฤดูร้อนซึ่งเปรียบเสมือนสัตว์สัญลักษณ์ประจำถิ่นไปแล้ว[1] ทางทิศใต้ของเมืองจะเป็นเขตทุ่งเกษตรกรรม

โอซีเยกนั้นถือว่าเป็นเมืองใหญ่ซึ่งมีปริมาณพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในโครเอเชีย นอกจากถูกล้อมรอบด้วยพื้นที่ธรรมชาติแล้วยังมีสวนสาธารณะในเมืองถึง 17 แห่ง[2]

ประวัติ[แก้]

สมัยโรมัน[แก้]

ในบริเวณริมแม่น้ำดราวาอันเป็นที่ตั้งของเมืองโอซีเยกนั้น ปรากฏหลักฐานมีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาช้านานนับตั้งแต่สมัยยุคหินใหม่ ทว่าครั้งแรกที่ได้มีการบันทึกทางประวัติศาสตร์ถึงชุมนุมนั้นได้เกิดขึ้นในสมัยที่โรมันได้แผ่อิทธิพลเข้ามาในแถบที่ราบแพนโนเนียน ชุมชนชาวอิลลีเรียน-เคลต์ซึ่งตั้งอยู่มาก่อนถูกรวมเข้าเป็นส่วนนึงของอาณาจักรโรมันและก่อตั้งเป็นเมืองในชื่อ มูร์ซา (อังกฤษ: Mursa) โดยปัจจุบันนี้ซากสิ่งก่อสร้างโบราณของมูร์ซาอยู่ในเขตดอนยิ กราด (โครเอเชีย: Donji Grad; อังกฤษ: Lower Town)[3][4] ห่างไปจากทเวอร์จา (โครเอเชีย: Tvrđa) หรือหมู่ป้อมปราการเก่าของโอซีเยคทางปลายแม่น้ำดราวาทิศตะวันออก

ด้วยความสำคัญของตำแหน่งที่ตั้งซึ่งเป็นจุดที่ข้ามลำน้ำดราวาได้ง่ายกว่าจุดอื่นๆ ทำให้มูร์ซาพัฒนาเป็นเมืองซึ่งมีความโดดเด่นในฐานะจุดยุทธศาสตร์ทางการทหาร การบริหารปกครองและการค้าขาย ในปี ค.ศ. 133 จักรพรรดิ์ฮาเดรียนแห่งโรมันได้มอบสถานะโคโลเนียอันหมายถึงชุมชมโรมันซึ่งมีความแข็งแกร่งใหญ่โตระดับสูงสุดให้กับมูร์ซา และต่อมาได้มีการก่อสร้างสะพานด้วยอิฐเพื่อข้ามแม่น้ำดราวาเป็นครั้งแรก จากหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่า มูร์ซามีการก่อสร้างสิ่งก่อสร้างสำคัญอันบ่งบอกถึงความเจริญอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นโรงอาบน้ำสาธารณะตามวัฒนธรรมโรมันหรือโรงละครกลางแจ้ง

ภายหลังยุคสมัยของจักรพรรดิ์ฮาเดรียน สถานะภาพของมูร์ซาก็ตกอยู่ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย มีทั้งการยึดอำนาจ การรบที่มีการสูญเสียเลือดเนื้อมหาศาลในบริเวณอาณาเขตของเมืองโดยเฉพาะ Battle of Mursa Major ในปี ค.ศ. 351 จนท้ายที่สุดเมื่อโรมันเริ่มเสื่อมอำนาจลง มูร์ซาก็ตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มอนารยชนหลายกลุ่มซึ่งเข้ามารุกรานท้ายทายอำนาจของโรมัน ในปี ค.ศ. 441 ถูกชาวฮันทำลายเมืองจนเสียหายหนัก ก่อนจะถูกรุกรานซ้ำโดยชาวอวาร์และถูกทำลายโดยสิ้นเชิงจากน้ำมือของชาวสลาฟที่เริ่มอพยพเข้ามาในคาบสมุทรบัลข่านช่วงคริสต์ศครรษที่ 7-8[4]

การปรากฏขึ้นของโอซีเยกในราชอาณาจักรฮังการี[แก้]

ช่วงเวลาระหว่างการล่มสลายโดยสิ้นเชิงของเมืองมูร์ซาจนถึงบันทึกทางประวัติศาสตร์ครั้งแรกของโอซีเยก มีร่องรอยของการอยู่อาศัยของมนุษย์ในบริเวณอาณาเขตของเมืองแต่ยังไม่มีหลักฐานถึงการเป็นชุมชนที่ปักหลักถาวร ในปี ค.ศ. 1196 ได้มีการบันทึกกล่าวถึงชุมชนที่ชื่อโอซีเยกเป็นครั้งแรกโดยเป็นการกล่าวถึงในสารของกษัตริย์เอเมริคแห่งราชอาณาจักรฮังการี ซึ่งในเวลานั้นโครเอเชียมีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรฮังการีหลังจากการสิ้นราชวงศ์ของกษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักรโครเอเชียโบราณและได้มีการยอมรับกษัตริย์ของราชอาณาจักรฮังการีให้มาปกครองดินแดนโครเอเชียตั้งแต่ราวๆ ค.ศ. 1100 กล่าวถึงการอนุญาตให้นักบวชซิสเตอร์เชียนผู้มีอำนาจดูแลในแถบนี้สามารถเก็บภาษีการค้าและการขนส่งทางเรือได้[5] ในทุกวันนี้ทางเมืองโอซีเยกได้ถือเอาปีที่บันทึกในสารนั้นเป็นปีของการก่อตั้งเมือง

แม้ว่าดินแดนบางส่วนของโครเอเชียโดยเฉพาะแถบซาเกร็บจะมีสิทธิ์ในการปกครองตัวเองบ้างด้วยการมีที่ประชุมสภา(อังกฤษ: Sabor)ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1273 การปกครองโอซีเยกในระยะเวลานั้นอยู่ใต้อำนาจของตระกูลขุนนางจากฝั่งฮังการีเป็นหลักโดยเฉพาะตระกูล คอรอก(อังกฤษ: Korog)เป็นสายตระกูลขุนนางที่ปกครองเมืองยาวนานที่สุดตั้งแต่ ค.ศ. 1353 ถึง 1472 จวบจนทายาทคนสุดท้ายของตระกูลสิ้นชีวิตไปในช่วงสงครามกับฝ่ายอาณาจักรออตโตมัน

หลังการเปลี่ยนมือไปอยู่ใต้การปกครองของขุนนางตระกูลอื่น โอซีเยกยังคงอยู่ในอำนาจของราชอาณาจักรฮังการีที่กำลังระส่ำระส่ายจากความขัดแย้งภายในของการสืบทอดอำนาจราชวงศ์และการทำศึกกับออตโตมัน ในที่สุดหลังจากกษัตริย์หลุยส์ที่ 2 ของฮังการีสิ้นพระชนม์ไปจากศึกโมฮัทส์(อังกฤษ: Battle of Mohács)ในปี ค.ศ. 1526 หลังจากศึกนั้นทางอาณาจักรออตโตมันก็รุกคืบเข้ามายึดดินแดนของฮังการีเป็นบริเวณกว้างอย่างรวดเร็วและโอซีเยกเองก็ตกไปอยู่ใต้เงื้อมมือของออตโตมันโดยสิ้นเชิง

ถูกยึดครองโดยออตโตมัน[แก้]

โอซีเยก(โอสเซก) ภายในSanjak of Pojega ปี ค.ศ. 1606

แม้ว่าโอซีเยกจะเปลี่ยนมือไปอยู่กับทางออตโตมันโดยแทบไม่มีการต่อสู้ กระนั้นทางออตโตมันก็ได้ดำเนินการทำลายเมืองอย่างกว้างขวางเพื่อกำจัดเอาสถาปัตยกรรมเดิมของเมืองออกไปและสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ในสถาปัตยกรรมตามอิทธิพลอิสลามและได้เปลี่ยนชื่อเรียกของเมืองเป็น โอสเซก(ตุรกี: Ösek) ในชั้นแรกโอซึเยกถูกรวมอยู่ใน ฺBudin Eyalet อันเป็นการแบ่งเขตปกครองใหม่ของอาณาจักรออตโตมันจากดินแดนซึ่งยึดมาได้จากทางฮังการี ก่อนในภายหลังจากมีการแบ่งเขตปกครองใหม่เมื่อทางออตโตมันยึดดินแดนได้เพิ่มขึ้น ภายหลังโอซีเยกจึงถูกเอาไปรวมเข้ากับ Kanije eyalet ซึ่งตั้งขึ้นมาใหม่ในแขวงย่อย Sanjak of Pojega(ตุรกี: Pojega Sancağı; โครเอเชีย: Požeški sandžak) ซึ่งเป็น 1 ใน 6 แขวงย่อยในเขตทวีปยุโรปของอาณาจักรออตโตมันที่มีความเชี่ยวชาญทางอุตสาหกรรมการต่อเรือมากที่สุด

ภาพพิมพ์แสดงเมืองโอซีเยกและสะพานสุลัยมานในอดีต

สิ่งก่อสร้างที่เชิดหน้าชูตาที่สุดของโอซีเยกในระยะเวลาที่อยู่ใต้การปกครองของออตโตมันคือ สะพานสุลัยมาน(อังกฤษ: Suleiman Bridge; โครเอเชีย: Most Sulejmana I) เป็นสะพานไม้ความกว้าง 6 เมตร ยาวกว่า 7 กิโลเมตร สร้างขึ้นเชื่อมโอซีเยกกับชุมชนดาร์ดา(อังกฤษ: Darda) ทางเหนือซึ่งต้องผ่านที่ลุ่มน้ำขัง สุลต่านสุลัยมานที่สองจึงได้มีพระดำริให้ก่อสร้างสะพานนี้ขึ้นเพื่อเป็นทางสัญจรใช้เคลื่อนย้ายกองทัพได้โดยสะดวกฝนประมาณปี ค.ศ. 1566 ต่อมามีความพยายามทำลายสะพานนี้หลายครั้งในช่วงสงครามระหว่างกองทัพยุโรปภายใต้การนำของออสเตรียและทัพของออตโตมัน จนในที่สุดสะพานก็ถูกเผาหมดสิ้นในปี ค.ศ. 1686 ก่อนที่ออสเตรียจะเข้ามายึดครองโอซีเยกในปีต่อมาและเริ่มยุคสมัยความเจริญของเมืองในวัฒนธรรมยุโรปอีกครั้ง

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีความพยายามจากประชากรของโอซีเยกจำนวนหนึ่งซึ่งต้องการจะสร้างสะพานโดยจำลองจากสะพานสุลัยมานขึ้นมาใหม่ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้า[6] และในวันก่อตั้งเมืองในปี ค.ศ. 2013 ทางเอกอัคราชทูตตุรกีประจำประเทศโครเอเชียได้มีการมอบ"ของขวัญ"ให้แก่โอซีเยกเป็นภาพพิมพ์ของสะพานสุลัยมานเพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์สลาโวเนียในเมืองอีกด้วย[7]

สนธิสัญญาคาร์โลวิทซ์[แก้]

เมืองหลวงของราชอาณาจักรสลาโวเนีย[แก้]

ผลกระทบจากสงครามโลกทั้งสองครั้ง[แก้]

ช่วงเวลาในสหพันธรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย[แก้]

สงครามประกาศอิสรภาพของโครเอเชีย[แก้]

การปกครอง[แก้]

ประชากร[แก้]

เศรษฐกิจ[แก้]

การคมนาคม[แก้]

ทางหลวงสาย E73/A5 ซึ่งเป็นเส้นทางถนนสายหลักเชื่อมการเดินทางจากโอซีเยกไปยังเมืองหลักเมืองอื่นในโครเอเชียและฮังการี (เส้นสีเขียว)

โอซีเยกอยู่ห่างจากเมืองหลวงของโครเอเชียคือซาเกร็บราวๆ 280 กิโลเมตร แม้ว่าจะไม่ได้อยู่บนทางหลวงสายหลัก E70 ซึ่งเชื่อมต่อซาเกร็บกับเบลเกรด อดีตเมืองหลวงของยูโกสลาเวีย แต่ไม่ห่างจากตัวเมืองโอซีเยกมากนักทางทิศตะวันตกนั้น มีทางหลวงสาย แพน-ยูโรเปี้ยนคอร์ริดอร์ European route E73 / A5 ซึ่งเชื่อมจากบูดาเปสต์ผ่านชายแดนฮังการีและโครเอเชียในแนวเหนือ-ใต้ โดยทางหลวงสาย E73 จะไปตัดกับทางหลวง E70 ซึ่งทอดตัวแนวตะวันตก-ตะวันออก ที่เมือง เวลิก้า โคปานิทซ่า ในแขวงโบรด-โปซาวิน่าซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของแขวงโอซีเยก-บารานยา ส่วนการเดินทางด้วยรถโดยสาร โอซีเยกมีเส้นทางของรถโดยสารจากซาเกร็บ หรือแม้กระทั่งรถโดยสารจากประเทศอื่นเช่น เซอร์เบีย

สถานีรถไฟของโอซีเยก

นอกจากการเดินทางทางถนนแล้ว โอซีเยกยังมีเครือข่ายทางรถไฟต่อเชื่อมกับสายรถไฟเส้นหลักไปยังเมืองอื่นๆของโครเอเชียรวมถึงสามารถเดินทางต่อยังไปฮังการีได้ด้วย โดยสถานีรถไฟของโอซีเยกอยู่ไม่ห่างจากใจกลางเมืองและมีสถานีรถโดยสารหลักของเมืองอยู่เยื้องใกล้ๆกัน

ขณะเดียวกันนั้น การเดินทางไปยังโอซีเยกสามารถใช้บริการจากสนามบินโอซีเยก[8] (อังกฤษ: Osijek Airport; โครเอเชีย: Zračna luka Osijek) ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ราว 20 กิโลเมตรในอาณาเขตรอยต่อระหว่างแขวงโอซีเยก-บารานยา กับ แขวงวูคอวาร์-ซีร์เมีย โดยใกล้ๆสนามบินมีถนนสายหลักซึ่งเชื่อมเมืองโอซีเยกกับเมืองวูคอวาร์ตัดผ่าน ปัจจุบันนี้ มีสายการบินเพียงสองสายการบินที่ให้บริการเที่ยวบินไปยังเมืองโอซีเยก คือ Ryanair บินจากสนามบิน London Stansted Airport[9][10] และสายการบินภายในประเทศโครเอเชีย Trade Air บินจากสนามบินซาเกร็บ[11][12]

แผนที่เส้นทางรถรางทั้งสองสาย

การคมนาคมภายในเมือง[แก้]

จุดเด่นที่สุดอย่างหนึ่งของโอซีเยกคือเป็นเพียงเมืองเดียวในโครเอเชียที่ยังมีระบบเดินรถรางภายในเมืองนอกเหนือจากกรุงซาเกร็บ โดยประวัติระบบรถรางของโอซีเยกนั้นเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1884 ในชั้นแรกเป็นรถรางม้าลากใช้ขนส่งผู้คนจากสถานีรถไฟของโอซีเยกมายังจตุรัสกลางเมืองและเป็นระบบเดินรถรางแห่งแรกของโครเอเชีย[13] ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นรถรางขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าในปี ค.ศ. 1926 ทุกวันนี้ระบบเดินรถรางของโอซีเยกประกอบไปด้วยเส้นทางรถรางสองสาย

  • สาย 2 วิ่งจากจตุรัสอันเต สตาร์เซวิช ไปตามถนนซูพานีสกา จาคอฟซตินา ก่อนเลี้ยวไปทางทิศตะวันออกผ่านสนามกีฬาประจำเมือง กราดสกี้ เวิร์ท วิ่งไปตามย่านที่อยู่อาศัยก่อนไปกลับรถที่จุดวงเวียนแล้ววิ่งกลับย้อนมาตามเส้นทางเดิมจนถึงจาคอฟซตินาอีกครั้ง รถรางขาขึ้นจะเลี้ยวขวาเข้าไปผ่านสถานีรถโดยสารและสถานีรถไฟก่อนมุ่งกลับไปที่ถนนยูโรเปียน อเวนิวในเส้นทางเดียวกับรถรางสาย 1 เป็นระยะทางสั้นๆก่อนกลับมาตั้งต้นที่จตุรัสอันเต สตาร์เซวิชอีกครั้ง
รถรางในโอซีเยก

เส้นทางรถรางสาย 1 นั้น จะเป็นสองรางคู่ขนานกันบนคนละฝั่งของถนน ทว่าเส้นทางรถรางสาย 2 ตั้งแต่กัทซกาเป็นต้นไป จะมีเพียงรางเดียว เมื่อรถรางจะวิ่งสวนกันก็ต้องมีคันหนึ่งหลบเข้ารางเสริมซึ่งมีเป็นระยะตามสถานีเพื่อหยุดรอให้คันที่สวนมาบนรางเดียวกันนั้นวิ่งผ่านไปก่อนจึงค่อยกลับมาวิ่งบนรางหลัก[14]

นอกจากรถรางแล้ว ระบบขนส่งมวลชนของโอซีเยกส่วนใหญ่จะเป็นเส้นทางรถโดยสารในย่านที่รถรางวิ่งไปไม่ถึงหรือสำหรับเดินทางไปยังชุมชนอื่นภายนอก

วัฒนธรรม[แก้]

แผนผังโครงสร้างดั้งเดิมของทเวอร์จาที่ยังคงมีกำแพงรูปแฉกคล้ายดาวล้อมรอบ
แปลนขยายของหมู่อาคารในใจกลางทเวอร์จา

สถาปัตยกรรม[แก้]

ขอบเขตเมืองเก่าของโอซีเยคนั้นโดยมากถูกสร้างขึ้นมาใหม่หลังจากการเข้ามาของฮับส์บูร์ก โดยเฉพาะสิ่งก่อสร้างอย่างแรกซึ่งสำคัญที่สุดเมื่อทางฮับส์บูรก์ยึดเมืองกลับมาจากทางอาณาจักรออตโตมันได้คือ ทเวอร์จา(โครเอเชีย: Tvrđa) หรือ หมู่ป้อมปราการริมแม่น้ำดราวาซึ่งสร้างขึ้นเป็นทั้งป้อมปราการทางการศึกและเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการต่างๆซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับงานด้านการทหารและการบริหารปกครองเมือง เริ่มทำการก่อสร้างในปี ค.ศ. 1712 ในยุคที่การศึกระหว่างฮับส์บูร์กและออตโตมันยังคงไม่สงบดีและโอซีเยกยังอยู่ในพื้นที่อันยังสามารถถูกออตโตมันคุกคามได้

อาคารส่วนมากของทเวอร์จาเป็นศิลปะแบบบาโรค ในใจกลางของหมู่อาคารเป็นลานกว้าง มีเสาอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นตามความเชื่อของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเพื่อเป็นการขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าเมื่อสิ้นสุดการเกิดโรคระบาดในเมืองเมื่อปี ค.ศ. 1729[15] ส่วนกำแพงซึ่งเคยล้อมรอบป้อมปราการอย่างแน่นหนานั้นถูกทำลายลงในช่วงทศวรรษที่ 20 เพื่อเปิดทางให้มีการก่อสร้างพัฒนาเมืองได้ง่ายขึ้น(ปัจจุบัน ถนนยูโรเปียนอเวนิวที่ตัดผ่านใกล้ทเวอร์จาก็อยู่ในพื้นที่เคยเป็นแนวกำแพงมาก่อน) ในทุกวันนี้ทเวอร์จาเป็นจุดเรียกนักท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของเมืองในฐานะเป็นหมู่ป้อมปราการสร้างในศิลปะแบบบาโรคซึ่งยังคงสภาพความสมบูรณ์ได้มากที่สุดในประเทศโครเอเชียและมีการพยายามผลักดันเพื่อให้ได้รับการพิจารณาเป็นมรดกโลกแม้ว่าช่วงสงครามโลกประอิสรภาพของโครเอเชียในช่วงปี ค.ศ. 1991-1995 จะได้รับความเสียหายพอสมควรและยังทำการบูรณะอยู่เรื่อยมา อาคารต่างๆที่เคยเป็นที่ตั้งของหน่วยงานทหารในสมัยฮับส์บูร์กก็กลายเป็นร้านอาหาร สถานบันเทิงตอนกลางคืน พิพิธภัณฑ์ ที่ว่าการของเมือง รวมถึงอาคารอธิการบดีของมหาลัยวิทยาลัยโอซีเยก


พาโนรามาจากทิศตะันตกเฉียงใต้ของป้อมทเวอร์จาในปัจจุบันที่กำแพงซึ่งเคยล้อมไว้ถูกทำลายเกือบหมดแล้ว

ในเวลาต่อมา สถาปัตยกรรมในโอซีเยกซึ่งอยู่ในความปกครองสืบต่อมาจนถึงจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีก็เริ่มได้รับอิทธิพลการก่อสร้างอาคารในสไตล์เซเซสชั่นนิสม์(อังกฤษ: Secessionism) สถาปัตยกรรมแนวนี้จะกระจุกตัวกันอยู่ในย่านกอร์นยิ กราด เหนือขึ้นไปทางต้นแม่น้ำจากทเวอร์จาไปตามถนนยูโรเปียนอเวนิวจนถึงจตุรัสอันเต สตาร์เชวิชที่ถือเป็นจตุรัสใจกลางเมืองของโอซีเยก สร้างในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 20 สิ่งก่อสร้างที่เป็นจุดเด่นคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันซึ่งสร้างในยุคสมัยนี้ประกอบไปด้วย โบสถ์เนตืปีเตอร์และพอล อาคารโรงละครแห่งชาติสาขาเมืองโอซีเยก โรงภาพยนตร์คิโนยูราเนีย

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง รูปแบบการก่อสร้างในเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นแนวคอมมูนิสต์ซึ่งไม่เน้นความสวยงามของสถาปัตยกรรมที่อ่อนช้อยเช่นเดิม หากแต่สร้างในรูปแบบเรียบง่ายยึดประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก ช่วงนี้เองที่เริ่มมีอาคารที่อยู่อาศัยแบบแฟลตเป็นบล็อคผุดขึ้นมาในบางย่าน โดยสถาปัตยกรรมแบบคอมมูนิสต์ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สุดของเมืองคือตัวอาคารของโรงแรมโอซีเยกริมฝั่งแม่น้ำดราวา และ สะพานคนเดินเท้าข้ามแม่น้ำดราวาซึ่งในอดีตเคยถูกขนานนามว่าสะพานแห่งความเยาว์วัยเพื่อเป็นเกียรติแก่จอมพลติโต นับแต่โครเอเชียได้รับอิสรภาพมา ก็เริ่มมีการสร้างอาคารในรูปลักษณ์ทันสมัยเช่น อาคารสำนักงานยูโรดอมที่เป็นอาคารทรงรีเลขาคณิต

สถาปัตยกรรมจากสมัยอยู่ในการปกครองของออสเตรีย-ฮังการี[แก้]

สถาปัตยกรรมจากสมัยยูโกสลาเวียจนถึงปัจจุบัน[แก้]

จตุรัสและอนุสรณ์สถานต่างๆ[แก้]

โบสถ์เซนต์ปีเตอร์และพอลในยามค่ำคืนมองจากจตุรัสอันเต สตาร์เซวิช

ศาสนสถานและพิพิธภัณฑ์[แก้]

ศาสนาสถานที่เด่นที่สุดคือโบสถ์เซนต์ปีเตอร์และพอล อยู่เยื้องจตุรัสกลางเมืองโดยสร้างจากดำริของมุขนายกโยซิป ยูราย สตรอสมาเยอร์ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในศิลปะแบบนีโอโกธิค สร้างจากอิฐและมีหอซึ่งสูงถึง 90 เมตร นับว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโครเอเชียนอกเหนือจากตึกระฟ้าและยอดของโบสถ์หลักในกรุงซาเกร็บ ได้รับความเสียหายจากการระดมยิงจากฝ่ายชาวเซิร์บติดอาวุธในสงครามช่วงทศวรรษที่ 90 แม้สภาพภายนอกส่วนใหญ่จะดำเนินการบูรณะแล้วแต่ก็ยังมีบางส่วนยังคงต้องบูรณะเพิ่มเติมอยู่กระทั่งทุกวันนี้

นอกจากนั้นแล้ว ศาสนสถานในศาสนาคริสต์ที่สำคัญของเมืองคือโบสถ์เซนต์ไมเคิล และ โบสถ์ฟรานซิสกัน ตั้งอยู่ภายในทเวอร์จาทั้งคู่ โดยโบสถ์เซนต์ไมเคิลเป็นโบสถ์สีเหลืองในศิลปะแบบบาโรคมียอดโดมสูงขนานสองข้างของตัวอาคารสร้างโดยคณะเยซูอิท ส่วนโบสถ์ฟรานซิสกันนั้นเป็นโบสถ์สีขาวสร้างห่างออกมาจากโบสถ์เซนต์ไมเคิลมาทางตะวันออกห่างกันประมาณสามบล็อค

พิพิธภัณฑ์ทางโบราณคดีในทเวอร์จา

โอซีเยกเคยมีชุมชนชาวยิวที่ยั่งยืนในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันแม้จะมีชาวยิวอาศัยอยู่เป็นจำนวนไม่มากนักแต่ก็ยังคงมีโบสถ์ยิวอยู่ในเขตกอร์นยิ กราด[16]

ภายในเขตทเวอร์จา มีพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองสองแห่งที่มีความสำคัญไม่ด้อยกว่ากัน แห่งแรกคือพิพิธภัณฑ์สลาโวเนีย(โครเอเชีย: Muzej Slavonije) ซึ่งรวบรวมประวัติความเป็นมาและการจัดแสดงสิ่งต่างๆที่เป็นวัฒนธรรมเฉพาะของภูมิภาคสลาโวเนียทั้งหมดไม่ใช่แค่ที่ขุดค้นพบในเมืองโอซีเยกเท่านั้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงทั่วไปไม่ใช่หัวข้อเฉพาะที่ใหญ่ที่สุดในโครเอเชียโดยเปิดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1877 ส่วนอีกแห่งนึงนั้นคือพิพิธภัณฑ์ทางโบราณคดีซึ่งจัดแสดดงโบราณวัตถุต่างๆที่ขุดค้นพบตั้งแต่มีการเริ่มอยู่อาศัยของมนุษย์ในบริเวณนี้ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์

เทศกาล[แก้]

ดนตรีและกีฬา[แก้]

หมู่การ์ดเฮอร์วาทสกี้ โซโกล[แก้]

หมู่การ์ดเฮอร์วาทสกี้ โซโกล(โครเอเชีย: Hrvatski Sokol; อังกฤษ: Croatian Falcon) ถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองโอซีเยก แต่เดิมมาได้รับการจัดตั้งในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเป็นจุดประสงค์ของสมาคม Sokol(สมาคมการรวมตัวทางชาตินิยมของชาวสลาฟในออสเตรีย-ฮังการี) เพื่อฝึกฝนชายหนุ่มสืบทอดธรรมเนียมหมู่ทหารเกียรติยศของชาวโครแอท หากแต่ช่วงหลังจากโครเอเชียเข้ามารวมอยู่ในรัฐยูโกสลาเวีย การจัดตั้งหมู่การ์ดก็ถูกยกเลิกไปเพราะถูกมองว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางชาตินิยมของชาวโครแอทที่จะสร้างความแตกแยกในยูโกสลาเวียจนมามีการรื้อฟื้นอีกครั้งหลังจากโครเอเชียได้กลายเป็นประเทศเอกราช[17]

ในปัจจุบันนี้ เครื่องแบบของหมู่การ์ดโซโกลเมืองโอซีเยกจะประกอบไปด้วยเสื้อยูนิฟอร์มสีน้ำเงินเฉดเดียวกับสีพื้นหลังตราเมือง สวมทับเสื้อเชิ้ตสีแดงสด กางเกงสีดำมีเงื่อนเชือกเหลืองทองประดับและบู้ทหนังสีดำสูงเสมอเข่า บนศีรษะสมหมวกสีดำมีขนนกเหยี่ยวประดับที่ด้านหน้า หากเป็นหน้าหนาวจะมีเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงินเช่นกันสวมทับอีกชั้น มักจะปรากฏในฐานะหมู่ทหารเกียรติยศเวลามีงานสำคัญต่างๆในเมือง เช่น วันครบรอบวันก่อตั้งเมือง วันวางพวงหรีดระลึกถึงผู้สูญเสียในสงครามประกาศอิสรภาพของโครเอเชีย งานทางวัฒนธรรม หรือกระทั่งเชิญธงชาติในการแข่งขันฟุตบอลของทีมชาติโครเอเชีย

เมืองพี่น้อง[18][แก้]

 ฮังการี Pécs ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972

 สโลวีเนีย Maribor ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995

 เยอรมนี Pforzheim ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994

 โรมาเนีย Ploieşti ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996

 บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา Tuzla ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996

 สวิตเซอร์แลนด์ Lausanne ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997

 สโลวาเกีย Nitra ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997

 ฮังการี Budapest, XIII district ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001

 เซอร์เบีย Subotica ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004

 คอซอวอ Prizren ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010

 อิตาลี Vicenza ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014

ดาวอร์ ซูเคอร์ เกิดและเริ่มเล่นฟุตบอลที่โอซีเยก

บุคคลมีชื่อเสียงที่มีพื้นเพจากโอซีเยก[แก้]

ดาวอร์ ซูเคอร์ (อดีตนักฟุตบอลทีมชาติโครเอเชีย)

ฟรานโย เครซมา (นักไวโอลินในคริสต์ศตวรรษที่ 19)

ลูโย สเวเซนสกี้ (นักไวโอลินในคริสต์ศตวรรษที่19-20)

ฟรานโย คูฮัทส์ (นักดนตรี นักประพันธ์เพลง และผู้ทำการศึกษารวบรวมเกี่ยวกับเพลงพื้นบ้านของโครเอเชีย)

โยซิป ยูราย สตรอสมาเยอร์ (มุขนายกแห่งมุขมณฑลจาโคโว-โอซีเยกและผู้มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองท้องถิ่นในคริสต์ศตวรรษที่19)

อีวาน เวอร์โดเลียก (โครเอเชีย: Ivan Vrdoljak) (รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของโครเอเชีย)[19]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Osijek needs €1.9 million a year to fight mosquitoes". Croatian Times. 
  2. "Croatia’s ‘Greenest’ City Revealed". Croatian Week. 
  3. "Roman period of Osijek's history". City of Osijek official website. 
  4. 4.0 4.1 "Osijek - Essek - Mursa : My hometown for more than 74 years". Zvonko Springer on Croatianhistory.net. 
  5. "Middle Ages". City of Osijek official website. 
  6. "Turkish TV Inspires Croats to Rebuild Old Bridgee". Balkan Insight. 
  7. "Osijek on the City Day, is donated mural "Sultan Suleiman Bridge across Drava"". Glas Slavonije.  (ภาษาโครเอเชีย)
  8. "Osijek Airport official website". Osijek Airport. 
  9. "Ryanair launching new Ex-Yugo flights". Ex-Yugo Aviation. 
  10. "Ryanair Adds London-Osijek Service". Croatia Week. 
  11. "Trade air launching scheduled flights". Ex-Yugo Aviation. 
  12. "Osijek-Zagreb Flight Returns After 26-Years". Croatia Week. 
  13. "First Croatian Tram 130 Years Old Today". Croatian Week. 
  14. "Tram line #2 of Osijek". uhi67's channel on Youtube. 
  15. "Plague column [Zavjetni stup Svetog Trojstva]". inyourpocket.com. 
  16. "Synagogue Location in Upper town - Osijek". Jewish community of Osijek website. 
  17. "History". Osijek's Hrvatski Sokol official website. (ภาษาโครเอเชีย)
  18. "Sister cities". City of Osijek official website. 
  19. "Minister and his closest associates". Croatian Ministry of Economy website. 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557.