โอซีเยก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แม่น้ำดราวาและเมืองเก่าของโอซีเยก

โอซีเยก (โครเอเชีย: Osijek) เป็นเมืองหนึ่งในประเทศโครเอเชียตั้งอยู่ในอาณาบริเวณที่ราบลุ่มน้ำ Pannonian ของแคว้นสลาโวเนีย(โครเอเชีย: Slavonija)ทางตะวันออกใกล้กับชายแดนติดประเทศเซอร์เบีย เป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 4 ของประเทศโครเอเชียมีแม่น้ำดราวา (Drava) ไหลผ่านและเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของแคว้น โดยเป็นเมืองเอกของเขตปกครองย่อย Osijek-Baranja County โอซีเยกอยู่ห่างจากจุดบรรจบของแม่น้ำดราวาและแม่น้ำดานูบประมาณ 25 กิโล ซึ่งแนวของแม่น้ำดานูบนั้นก็เป็นชายแดนระหว่างโครเอเชียและเซอร์เบียด้วย ด้วยเหตุนั้นที่นี่จึงเป็นเมืองใหญ่ของโครเอเชียที่อยู่ใกล้กับเซอร์เบียมากที่สุดด้วยระยะทางเพียงราว 30 กิโลเมตร


ประวัติ[แก้]

ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 20[แก้]

ผังเมืองของเขตเมืองเก่า Tvrđa

แม้บริเวณที่ตั้งของเมืองโอซีเยกในปัจจุบันนั้น จะเคยมีชุมชนอยู่ตั้งแต่สมัยโรมันในชื่อ Mursa แต่ประวัติศาสตร์ของเมืองถือกันว่าเริ่มขึ้นในปีค.ศ. 1196 อันเป็นครั้งแรกที่มีการเอ่ยถึงเมืองหลังจากการอพยพเข้ามาของชาวโครแอทซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของฮังการีในสมัยของกษัตริย์ Emerik ซึ่งในหลักฐานการเอ่ยถึงเมืองนั้นกล่าวเรื่องการให้สิทธิ์เก็บภาษีการค้าและการขนส่งทางเรือในลำน้ำดราวาแก่คณะนักบวชคาธอลิกของโอซีเยก

ช่วงแรกๆนั้น โอซีเยกถูกครอบครองโดยตระกูลขุนนางใต้อำนาจของฮังการีสืบทอดต่อๆกันมา โดยเฉพาะช่วงปี ค.ศ. 1353-1472 ซึ่งตระกูล Korog ได้ปกครองเมืองติดต่อกันอย่างยาวนานที่สุด จนกระทั่งการมาถึงของอาณาจักรออตโตมันในวันที่ 8 เดือนสิงหาคมปีค.ศ. 1526 โอซีเยกซึ่งไม่อาจต่อสู้ขัดขืนได้ก็ถูกทำลายเสียหายเพื่อล้มล้างอิทธิพลของฮังการีในเขตเมืองออกไป ก่อนที่ฝ่ายออตโตมันจะเริ่มก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในเมืองขึ้นมาใหม่โดยให้เอนเอียงไปทางแบบตะวันออกมากขึ้น และสิ่งก่อสร้างที่เด่นที่สุดของโอซีเยกภายในช่วงการปกครองของออตโตมันก็ปรากฏขึ้นเมื่อสุลต่าน Suleiman the Magnificent ได้ดำริให้มีการสร้างสะพานไม้ยาว 8 กิโลเมตร ข้ามแม่น้ำดราวาจากฝั่งเมืองโอซีเยกต่อยาวไปจนถึงหมู่บ้าน Darda ที่อยู่ห่างออกไปทางเหนือ

โรงละครแห่งชาติโครเอเชียที่โอซีเยก

สมัยฮับส์บูรก์และออสเตรีย-ฮังการี[แก้]

ที่สุดแล้วในวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 1687 โอซีเยกก็ตกไปอยู่ในความครอบครองของราชวงศ์ฮับส์บูร์กและชาวเติร์กก็ถูกขับไล่ออกจากเมืองหมดสิ้น เมื่อได้กลับเข้ามาอยู่ใต้อำนาจของยุโรปอีกครั้ง เมืองก็ได้รับการก่อสร้างแต่งเติม จากเมืองปราการเดี่ยวๆริมฝั่งน้ำดราวาก็ให้มีชุมชนขยายกว้างห่างออกไปทั้งฝั่งเหนือ(Gornji Grad) และด้านใต้(Donji Grad) เพื่อรองรับชาวเมืองที่อาศัยอยู่ในเขตกำแพงปราการดั้งเดิม ซึ่งเมื่อฮับส์บวร์กเข้ามาก็ได้ทำการสร้างป้อมปราการเดิมเสียใหม่ให้หนาแน่นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจนกลายเป็นเขตเมืองเก่าหรือ Tvrđa ที่ยังคงอยู่เป็นหัวใจของเมืองจนถึงทุกวันนี้ จนกระทั่งปีค.ศ. 1786 ทั้งสามส่วนของเมืองจึงได้ขยายจนมาบรรจบกันกลายเป็นส่วนเดียว

เมื่ออาณาจักรฮับส์บวร์กได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการีแล้ว โอซีเยกก็ได้ถูกถ่ายมือกลับมาอยู่ใต้อำนาจของฝั่งฮังการีอีกครั้ง ในปีค.ศ. 1809 ด้วยอำนาจจากราชอาณาจักรฮังการี ได้ประกาศให้โอซีเยกเป็น Free Royal City (เมืองที่การปกครองขึ้นตรงต่อกษัตริย์ของฮังการีโดยตรงโดยไร้ซึ่งการแบ่งชั้นอำนาจลงมาให้ขุนนางเป็นผู้ปกครองเมือง และมีอำนาจสามารถจัดการเรื่องภายในของเมืองเองได้) และในสมัยต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั้น โอซีเยกมีฐานะเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตโครเอเชียและมีความเจริญทัดเทียมกับเมืองอื่นๆในยุโรปตอนกลางจากอานิสงส์ด้านวัฒนธรรม, สถาปัตยกรรม และเศรษฐกิจสังคมจากทั้งฝั่งออสเตรียและฮังการี


คริสต์ศตวรรษที่ 20[แก้]

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และการล่มสลายลงของอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี โอซีเยกซึ่งเป็นส่วนของโครเอเชียก็ถูกร่วมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเซิร์บ-โครแอทและสโลเวน (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย) ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้น ยูโกสลาเวียถูกกองกำลังของฝ่ายอักษะเข้าโจมตีจนแตกพ่ายไปแล้วถูกแบ่งสรรกันระหว่างเยอรมัน อิตาลี ฮังการีและบัลกาเรีย เขต Baranja นั้นถูกส่งต่อให้ไปอยู่ในความดูแลของฮังการีและโอซีเยกก็ได้กลายสภาพเป็นเมืองชายแดนเนื่องจากอยู่ในฝั่งรัฐอิสระโครเอเชียซึ่งเป็นรัฐหุ่นเชิดของนาซี

ในระหว่างนั้น ด้วยเหตุที่ในเขตเมืองนั้นมีโรงกลั่นน้ำมันอยู่ทำให้เป็นที่ถูกหมายตาโดยฝ่ายสัมพันธมิตรในแผนการทำลายแหล่งเชื้อเพลิงของกองทัพนาซี เมืองก็ถูกโจมตีทิ้งระเบิดใส่จากฝ่ายสัมพันธมิตรในวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1944 จนกระทั่งในที่สุดเมืองได้รับการปลดปล่อยจากการควบคุมของนาซีโดยกองกำลังยูโกสลาฟปาร์ติซานร่วมกับโซเวียต และครั้นรัฐหุ่นเชิดโครเอเชียล่มสลายลง โอซีเยกและโครเอเชียทั้งหมดก็กลับเข้าไปรวมอยู่เป็นสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย

ด้วยตำแหน่งที่ตั้งซึ่งเป็นส่วนเชื่อมระหว่างเบลเกรดที่เป็นเมืองหลวงของรัฐเซอร์เบียและยูโกสลาเวียกับเมืองหลวงของรัฐโครเอเชียคือซาเกร็บ ทำให้ในช่วงการอยู่ในยูโกสลาเวียภายในระบอบสังคมนิยม โอซีเยกได้รับการพัฒนาให้เน้นไปทางอุตสาหกรรมการเกษตรและผลิตอาหารควบคู่กับการเป็นเมืองศิลปะวัฒนธรรม และในช่วงยุค 1980 ก็ได้มีการเปิดสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นของเมืองขึ้น


ช่วงสงครามประกาศเอกราชของโครเอเชีย[แก้]

อนุสาวรีย์ "Red Fićo" ที่รำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1991

หลังการถึงแก่อสัญกรรมของจอมพลยอซีป บรอซ ตีโตผู้กุมอำนาจการปกครองยูโกสลาเวียด้วยการกดกำราบแนวคิดชาตินิยมทั้งหลายไว้ในปี ค.ศ. 1980 หลังจากนั้นจนถึงปี ค.ศ. 1990 ความรุนแรงของการแบ่งแยกทางเชื้อชาติก็เริ่มโหมฮือขึ้นจนกระทั่งถึงจุดแตกหักเมื่อในปี ค.ศ. 1990 โครเอเชียจัดการเลือกตั้งภายในขึ้นและผู้ชนะได้เป็นประธานาธิบดีของรัฐโครเอเชียคือ Franjo Tuđman ผู้มีแนวคิดชาตินิยมและและมีแนวคิดให้โครเอเชียแยกตัวออกจากยูโกสลาเวียเป็นประเทศเอกราช ด้วยเหตุนั้นจึงทำให้เกิดการลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจของรัฐบาลโครเอเชียโดยชาวเซิร์บซึ่งอาศัยอยู่ภายในเขตแดนโครเอเชียในหลายๆจุด เกิดการต่อสู้และแย่งดินแดนก่อตั้งเป็นรัฐอิสระในความควบคุมของชาวเซิร์บไม่ขึ้นกับอำนาจจากรัฐบาลของโครเอเชียที่เรียกกันว่า Republic of Serbian Krajina

เนื่องจากโอซีเยกนั้นตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนเซอร์เบีย จึงสุ่มเสี่ยงที่จะถูกรวมเข้ากับเขต Krajina แนวตะวันออก ในวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1991 ก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่ถือว่าเป็นการเปิดฉากความรุนแรงของสงครามประกาศอิสรภาพของโครเอเชียขึ้นในโอซีเยก เมื่อทหารของกองกำลัง JNA (กองทัพร่วมแห่งชาติยูโกสลาเวีย) ได้นำรถถังจากหน่วยทหารในโอซีเยกออกมาวิ่งก่อความวุ่นวายบนถนนในเมืองเพื่อเป็นการข่มขวัญประชาชนไม่ให้กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านกองกำลัง JNA ที่จะมายึดเมืองกลับเข้าไปเป็นของยูโกสลาเวียดังเดิม

"โอซีเยก - เมืองซึ่งไม่แพ้" - กราฟิตี้ที่มุมหนึ่งของเมืองโอซีเยก

เมื่อเข้าเดือนกรกฎาคมปี ค.ศ. 1991 ทหารของ JNA และกลุ่มชาวเซิร์บติดอาวุธที่ยึดครองส่วนที่เป็นเขต Krajina ได้เริ่มทำการโจมตีโอซีเยกด้วยการระดมยิงถล่มเมืองด้วยปืนใหญ่, รถถัง รวมถึงทิ้งระเบิดทางอากาศจนได้รับความเสียหายทั้งเมือง ซึ่งในช่วงแรกๆนั้น ทางฝั่งโครเอเชียไม่มีการเตรียมพร้อมที่เพียงพอในการปกป้องเมือง ด้วยว่าถูกกองทัพ JNA ทำการยึดอาวุธของกองกำลังในโครเอเชียไปก่อนหน้านี้ตั้งแต่เริ่มเกิดความตึงเครียดของแนวโน้มการขอแยกประเทศและนานาชาติได้คว่ำบาตรการนำเข้าอาวุธของเขตแดนยูโกสลาเวียทุกพื้นที่ ดังนั้นฝั่งกองกำลังของโครเอเชียจึงไม่สามารถต่อกรกับฝ่ายชาวเซิร์บที่มีคลังอาวุธของ JNA หนุนหลังได้ เป็นผลให้กองกำลังของฝั่งเซิร์บและ JNA สามารถปักหลักทำการต่อสู้ล้อมรอบๆเมืองได้ทั้งทิศเหนือ ตะวันออกและใต้ จนกระทั่งต้องเริ่มมีการลักลอบนำเข้าอาวุธเข้ามาช่วยเสริมจนสามารถตั้งหลักและต่อสู้กับฝ่ายเซิร์บจนปกป้องเมืองไว้ได้แม้จะเสียหายหนักก็ตาม

ในช่วงก่อนที่จะเกิดการประกาศแยกตัวของโครเอเชียนั้น ประชากรของโอซีเยกประมาณ 65% เป็นชาวโครแอท และอีก 20% เป็นชาวเซิร์บ ประมาณการณ์กันว่าในช่วงนั้น ผู้คนราวๆเกือบ 130,000 คนของโอซีเยก มีเพียงแค่ 1/3 ที่ยังคงเหลืออยู่ภายในเมืองในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ได้หลบหนีลี้ภัยไปยังที่อื่นกันตลอดการถูกระดมโจมตีกว่า 4 เดือนติดต่อกัน เชื่อกันว่าในระยะเวลานั้นโอซีเยกถูกถล่มด้วยปืนใหญ่ถึง 6,000 ครั้ง

รายละเอียดที่มาของสมญานาม "โอซีเยก - เมืองซึ่งไม่แพ้" บนป้ายข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว

เดือนมกราคม ค.ศ. 1992 หลังจากมีการลงนามในสัญญายิงหยุด การโจมตีมุ่งมายังโอซีเยกก็ค่อยๆเริ่มเบาบางลง แต่กระนั้นก็ไม่หยุดโดยสิ้นเชิงโดยกล่าวกันว่าโอซีเยกยังคงถูกยิงถล่มเป็นช่วงๆจนกระทั่งถึงในปี ค.ศ. 1995 ตามข้อมูล จนถึงกลางปีค.ศ. 1992 มีคนเสียชีวิตในโอซีเยกจากการถูกโจมตีราว 800 กว่าคน และตัวเลขได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,724 คน - ในจำนวนนีเป็นทหาร 1,327 คนและประชาชน 397 คน เมื่อรวบรวมข้อมูลจนถึงการสิ้นสุดของสงครามประกาศอิสรภาพของโครเอเชียในปี ค.ศ. 1995

แม้ว่าจะถูกฝ่ายเซิร์บและ JNA ระดมโจมตีรุนแรงต่อเนื่องกว่า 4 เดือน แต่เพราะโอซีเยกสามารถยืนหยัดอยู่ได้โดยที่ไม่ถูกยึดและทำลายโดยสิ้นเชิงอย่างเมืองวูคอวาร์ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมากนัก และยังเป็นที่พักพิงของชาวโครเอเชียที่หนีมาจากเมืองวูคอวาร์ที่ถูกฝ่ายเซิร์บตีแตกและยึดในวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 1991 ทำให้โอซีเยกได้สมญาว่า"โอซีเยก - เมืองซึ่งไม่แพ้" (โครเอเชีย: Osijek - NEPOKORENI GRAD)

ปี ค.ศ. 2008 ได้มีการสืบสวนถึงอาชญากรสงครามที่เกี่ยวเนื่องกับการเสียชีวิตของพลเรือนในโอซีเยกช่วงที่มีการสู้รบ และได้มีการตัดสินว่า Branimir Glavaš ชาวโครแอทจากโอซีเยกซึ่งเป็นผู้นำกองกำลังทหารโครเอเชียต่อสู้ปกป้องเมืองในช่วงที่ถูกฝ่ายเซิร์บรุกรานนั้น ได้กระทำการสังหารและทรมานพลเมืองเชื้อสายเซิร์บในเมืองโอซีเยกด้วย ถือเป็นก้าวสำคัญที่ศาลของโครเอเชียยอมพิพากษาให้วีรบุรุษสงครามของประเทศตนที่ทำการปกป้องเมืองไว้ได้ให้มีความผิดในข้อหากระทำการโหดร้ายต่อคนเชื้อสายเซิร์บซึ่งชาวโครแอทส่วนใหญ่ถือเป็นศัตรูคู่อาฆาต

เศรษฐกิจ[แก้]

การคมนาคม[แก้]

สถานที่ท่องเที่ยว[แก้]

เมืองพี่น้อง[แก้]

อ้างอิง[แก้]