โรงเรียนเทพศิรินทร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรงเรียนเทพศิรินทร์
ตราประจำโรงเรียน เทพศิรินทร์
น สิยา โลกวฑฺฒโน (ไม่ควรเป็นคนรกโลก)
1466 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ไทย ประเทศไทย 10100
ข้อมูล
ชื่ออังกฤษ Debsirin School
อักษรย่อ ท.ศ. (DS)
ประเภท รัฐบาล
สถาปนา 15 มีนาคม พ.ศ. 2428
ผู้ก่อตั้ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รหัส 1000100802
ผู้อำนวยการ นายอนันต์ ทรัพย์วารี
เพลง บทร้องประจำโรงเรียนเทพศิรินทร์ (อโหกุมาร)
สังกัดการศึกษา สพฐ.
เว็บไซต์
ตึกแม้นนฤมิตรในสมัยก่อน โรงเรียนเทพศิรินทร์
ตึกแม้นศึกษาสถาน และตึกภาณุรังษี(100 ปีเทพศิรินทร์)ในปัจจุบัน
ตึกโชฎึกเลาหะเศรษฐี ตึกเรียนหลังที่สองของโรงเรียนเทพศิรินทร์
ตึกนิภานภดล
ตึกเยาวมาลย์อุทิศ - ปิยราชบพิตรปดิวรัดาในปัจจุบัน และตึกเทิดพระเกียรติครองราชย์ ๕๐ ปี โรงเรียนเทพศิรินทร์
ภาพมุมสูงโรงเรียนเทพศิรินทร์ในอดีต
ดอกรำเพย สัญลักษณ์ของโรงเรียนเทพศิรินทร์

โรงเรียนเทพศิรินทร์ (ชื่อภาษาอังกฤษ: Debsirin School) เป็นโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ อยู่รวมกับวัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 1466 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

โรงเรียนเทพศิรินทร์เป็นโรงเรียนชายล้วนซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2428 ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ปัจจุบันนี้โรงเรียนเทพศิรินทร์เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของประเทศ เป็นโรงเรียนชายล้วนที่เก่าแก่อันดับ 5 ของประเทศ และได้เป็นหนี่งในโรงเรียนเครือจตุรมิตรซึ่งประกอบด้วย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เรียงตามลำดับที่ปรากฏในเพลงจตุรมิตรสามัคคี ซึ่งเป็นโรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานครด้วยกันได้มีการแข่งขันฟุตบอลประเพณีและ การแปรอักษรร่วมกันทุกๆ2ปี

ประวัติโรงเรียน[แก้]

ในปี พ.ศ. 2419 องค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุครบเบญจเพส จึงมีพระราชดำริที่จะสร้างพระอารามเพื่อทรงอุทิศพระราชกุศลถวายสนองพระเดชคุณแด่องค์พระราชชนนี คือ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดเทพศิรินทราวาสขึ้น

โรงเรียน เทพศิรินทร์ ได้รับการสถาปนาจาก องค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2428 ด้วยพระราชปรารภที่จะทำนุบำรุงการศึกษาเล่าเรียนให้เจริญแพร่หลายขึ้นโดยรวด เร็วจึงมีพระบรมราชโองการให้จัดการศึกษาสำหรับราษฎรขึ้น โดยพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าดิศวรกุมาร (กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ได้จัดตั้งโรงเรียนปริยัติธรรมบาลี ขึ้นภายใน วัดเทพศิรินทราวาส โดย ในช่วงแรกของการจัดตั้งโรงเรียนนั้น โรงเรียนเทพศิรินทร์ได้อาศัยศาลาการเปรียญภายในวัดเทพศิรินทราวาสเป็นที่ทำ การเรียนการสอน ครั้นถึง พ.ศ. 2438 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ได้ทรงดำริที่จะสร้างตึกเรียนสำหรับวัดเทพศิรินทราวาสขึ้น เพื่ออุทิศพระกุศล สนองพระเดชพระคุณแห่งองค์ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระชนนี และเพื่ออุทิศพระกุศลแก่ หม่อมแม้น ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา ชายาของพระองค์ ตึกเรียนหลังแรกนี้ได้รับการออกแบบให้มีศิลปะเป็นแบบโกธิคซึ่งถือว่าเป็นอาคารศิลปะโกธิคยุคแรกและมีที่เดียวในประเทศไทยโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เป็นผู้ออกแบบ และในการนี้ พระยาโชฏึกราชเศรษฐี ได้บริจาคทุนทรัพย์เพื่อสร้างตึกอาคารเรียนหลังที่สองขึ้นที่ด้านข้างของตึกเรียนหลังแรกอีกด้วย

ปี พ.ศ. 2445 ตึกเรียนหลังแรกของโรงเรียนได้สร้างเสร็จและได้ทำพิธีเปิดการเรียนการสอนใน วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2445 ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามตึกเรียนหลังนี้ว่า ตึกแม้นนฤมิตร และ ได้พระราชทานนามโรงเรียนว่า "เทพศิรินทร์" อีกทั้งยังมีพระราชดำริให้ย้ายโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย มายังตึกแม้นนฤมิตรอีกด้วย เพื่อรอการก่อสร้างตึกอาคารเรียนที่โรงเรียนนั้น

ตึกเรียนหลังที่สามของโรงเรียนเทพศิรินทร์นั้นเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2453 องค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานทรัพย์ซึ่งเป็นมรดกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมล กรมขุนสวรรคโลกลักษณวดี ให้กระทรวงศึกษาธิการทำการจัดสร้างตึกขึ้นด้านตรงกันข้ามของตึกแม้นนฤมิตร โดยตึกเรียนหลังนี้ยังคงศิลปะโกธิค ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของโรงเรียนเทพศิรินทร์ อาคารเรียนหลังนี้สร้างเสร็จในปีถัดมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระราชทานนามว่า เยาวมาลย์อุทิศ สำหรับเครื่องครุภัณฑ์ต่างๆในอาคารนั้น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ทรงเป็นผู้ติดต่อให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามาลินีนพดารา กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญาและสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตตินารี ได้ทรงร่วมกันบริจาค

ปี พ.ศ. 2474 โรงเรียนเทพศิรินทร์ได้เปิดใช้อาคารเรียนอีกหลังหนึ่งคือ ตึกปิยราชบพิตรปดิวรัดา ตึกนี้เกิดขึ้นจากที่พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ได้ทรงให้สร้างขึ้น เพื่อเป็นการอุทิศพระกุศลถวาย แด่พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระมารดาของ พระองค์ ตึกเรียนอยู่ติดกันกับตึกเยาวมาลย์อุทิศ โดยตึกหลังนี้ก็ยังคงไว้ซึ่งศิลปะโกธิค

ใน ปี พ.ศ. 2475 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ทรงเข้ารับการศึกษา หลังจากนั้นอีกเพียง 2 ปี พระองค์เจ้าอานันทมหิดลก็ได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์ที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรีทรงมีพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงมีความผูกพันกับ โรงเรียนเทพศิรินทร์มาโดยตลอด มีพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่ โรงเรียนเทพศิรินทร์ สมาคมนักเรียนเก่าฯ ตลอดจนมวลหมู่ลูกแม่รำเพยทุกคน

สงครามโลกครั้งที่สองได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดลงมาในพระนคร กระทรวงศึกษาธิการจึงสั่งปิดโรงเรียนทั่วพระนคร ด้วยเหตุที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟกรุงเทพนั้น เป็นเหตุให้โรงเรียนไม่สามารถหนีจากหายนะของสงครามนี้ได้ โดยเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2488 ตึกแม้นนฤมิตร์ และ ตึกโชฎึกเลาหเศรษฐี ตึกเรียนสองหลังแรกของโรงเรียนได้รับภัยทางอากาศจากการทิ้งระเบิดทำให้ไม่ สามารถใช้ทำการเรียนการสอนได้อีกตลอดทั้งอาคารเรียนอีกหลายๆหลังก็ได้รับ ความเสียหายพอสมควร จากการที่แหล่งรวมจิตใจของชาวเทพศิรินทร์ได้ถูกภัยสงคราม ทางกระทรวงศึกษาธิการ วัดเทพศิรินทราวาส ตลอดถึงสมาคมนักเรียนเก่าฯ ได้ร่วมกันสร้างอาคารหลังใหม่ขึ้นมาทดแทนโดยคงศิลปะโกธิคอยู่เช่นเดิม อาคารหลังใหม่นี้ได้รับการขนานนามว่า ตึกแม้นศึกษาสถาน

โรงเรียน เทพศิรินทร์ ได้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการขยายห้องเรียนขึ้น จนในปี พ.ศ. 2513 ทางโรงเรียนได้ร่วมกับสมาคมนักเรียนเก่าฯ ขออนุญาตทางวัดเทพศิรินทราวาส ใช้อาคารของทางวัดหลังหนึ่งเพื่อเป็นที่ทำการเรียนการสอนอาคารนั้นมีชื่อว่า ตึกนิภานภดล โดยอาคารนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตตินารี ได้สร้างขึ้นถวายแก่วัดเทพศิรินทราวาสในปี พ.ศ. 2467 เพื่อเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม สำหรับพระภิกษุสามเณร

แต่ ด้วยการพัฒนาโรงเรียนไปอย่างรวดเร็วมาก ทำให้จำนวนห้องเรียนไม่เพียงพอ จึงทำให้ต้องมีการสร้างตึกเรียนขึ้นมาใหม่ ทำให้ทางโรงเรียนต้องมีการรื้อถอนตึกเรียนเดิม 2 หลังคือ ตึกเยาวมาลย์อุทิศ และ ตึกปิยราชบพิตรปดิวรัดา สำหรับตึกใหม่ที่สร้างขึ้นทดแทนเป็นอาคารเรียน 6 ชั้น และได้ใช้ชื่อว่า ตึกเยาวมาลย์อุทิศปิยราชบพิตรปดิวรัดา ตามตึกเรียนสองหลังเดิม ซึ่งในครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดีเสด็จพระดำเนินมาในการวางศิลาฤกษ์ด้วย

โรงเรียนเทพศิรินทร์ ได้เติบโตขึ้นเป็นลำดับจำนวนนักเรียนมากขึ้นทุกปี จึงได้มีการสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติมอีกคือ อาคารภาณุรังษี, อาคารรัชมังคลาภิเษก 2531 และ อาคารเทิดพระเกียรติ

ตราประจำโรงเรียนเทพศิรินทร์[แก้]

ภาพอาทิตย์อุทัยทอแสงบนพื้นน้ำทะเล หมายถึง “ภาณุรังษี” และ “วังบูรพาภิรมย์” โดย “ภาณุรังษี” นี้เป็นพระนามของสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ผู้ทรงประทานตรานี้ให้แก่โรงเรียนเมื่อปี พ.ศ. 2467 พระองค์มีพระคุณอเนกอนันต์แก่โรงเรียน อาทิทรงเป็นผู้ทูลขอให้ทรงสถาปนาโรงเรียนต่อองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2438 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการสถาปนาโรงเรียนแบบถาวรและทรงถือว่าโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนในดูแลของพระองค์ด้วย

อักษรประดิษฐ์ “ม” หมายถึง “หม่อมแม้น ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา” ชายาอันเป็นที่รักของสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เพื่อเป็นอนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงหม่อมแม้น ว่าถ้าไม่มีหม่อนแม้น การกำเนิด ตึกแม้นนฤมิตร ก็คงไม่มี ดังนั้นโรงเรียนเทพศิรินทร์ก็คงไม่มี จึงเป็นความหมายที่ควรระลึกไว้

ช่อดอกรำเพย หมายถึง พระนามแห่งองค์สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี มีพระนามเดิมว่า “หม่อมเจ้าหญิงรำเพย ศิริวงศ์” พระบรมราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงสร้างพระอารามและโรงเรียนเพื่อเป็นพระราชกุศลแด่พระ บรมราชชนนี ทำเครื่องหมายดอกรำเพยไว้เพื่อให้คนรุ่นหลัง รู้ไว้ว่าพระนามเทพศิรินทร์นี้ได้มาจากพระองค์ท่าน เป็นพระนามมหามงคลยิ่งควรรักษาไว้ให้ดี

สีประจำโรงเรียน คือ “สีเขียวและสีเหลือง” เป็นสีประจำวันพฤหัสบดี ตามตำราพิชัยสงคราม (สวัสดิรักษา) ซึ่งวันพฤหัสบดีนั้นเป็นวันประสูติของสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ 4 อีกทั้งยังเป็นสีของใบและดอกของต้นรำเพย ซึ่งเป็นพระนามเดิมของสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี คือ “พระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์”

ดอกรำเพย จึงถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของโรงเรียนเทพศิรินทร์ พุทธสุภาษิตประจำโรงเรียน “น สิยา โลกวฑฺฒโน” ความหมายคือ “ไม่ควรเป็นคนรกโลก” เป็นพุทธสุภาษิตซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถร) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสองค์ ที่ 5 ได้ประสาทให้แก่โรงเรียน และท่านอธิบายความหมายของพุทธสุภาษิตบทนี้ว่า “คนเราบางคน เกิดมารกโลก ทำนองเดียวกับติณชาติที่หาประโยชน์อะไรมิได้ ทำให้เสียเงินทองกำจัด และรกชัฏขวากหนาม บางอย่างเป็นศัตรูแก่โลกไม่เป็นประโยชน์ มนุษย์ที่ไม่มีเมตตากรุณา คอยแต่จะเบียดเบียยนผู้อื่น จัดว่าเป็นคนรกโลก อย่าเกิดมาเลยเสียดีกว่า สู้สัตว์บางชนิดก็ไม่ได้”

เพลงประจำโรงเรียน[แก้]

บทร้องอโหกุมาร เป็นเพลงประจำโรงเรียนเทพศิรินทร์ เพลงนี้เป็นพระนิพนธ์ของพระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในกวีชั้นยอดแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยพระยาจรัลชวนะเพท อาจารย์ใหญ่โรงเรียนเทพศิรินทร์ในสมัยนั้น เห็นว่าทางโรงเรียนมีงานรื่นเริงประจำปีเสมอ จึงควรจะมีบทเพลงประจำสักหนึ่งบท จึงทูลขอให้ทรงนิพนธ์ พระองค์ได้ทรงนิพนธ์แล้วเสร็จและประทานแก่โรงเรียนเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2474 จากนั้น วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 ทางโรงเรียนได้มีหนังสือแจ้งขออนุญาตไปยังกระทรวงธรรมการ (ปัจจุบันคือกระทรวงศึกษาธิการ) เพื่อขอใช้บทพระนิพนธ์นี้เป็นบทร้องประจำโรงเรียนเทพศิรินทร์ ต่อจากนั้นพระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ทรงโปรดให้ หลวงประสานบรรณวิทย์เป็นผู้ฝึกร้องตามทำนองฝรั่ง จนร้องถูกต้องดีเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2475 ดังนั้นจึงนับเอาวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2475 เป็นวันที่บทร้องอโหกุมารถูกร้องเป็นวันแรก[ต้องการอ้างอิง]

บทร้องอโหกุมารทรงนิพนธ์ด้วยสยามวิเชียรฉันท์ 8 ซึ่งมีความไพเราะมีจังหวะเสียงขึ้นลงสลับกันไปมา ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่แปลก โดยบทสยามวิเชียรฉันท์ 8 นี้ พูดได้ว่ามีเพลงอโหกุมารเพียงเพลงเดียว[ต้องการอ้างอิง] และเป็นเรื่องแปลกในการใช้ฉันท์มาใส่ทำนองร้องเป็นเพลงได้[ต้องการอ้างอิง] ชาวเทพศิรินทร์ทุกคนถือว่าบทร้องอโหกุมารมีความศักดิ์สิทธิ์ เมื่อใดที่ได้ยินจะยืนตรงแสดงความเคารพและร้องด้วยความภูมิใจในเกียรติยศและศักดิ์ศรี และภูมิใจเสมอว่าเพลงนี้ได้ชื่อว่าเป็นเพลงประจำสถาบันที่มีความไพเราะที่สุด[ต้องการอ้างอิง]

พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ผู้แต่งบทประพันธ์ "อโหกุมาร" ให้กับโรงเรียนเทพศิรินทร์


บทร้องประจำโรงเรียนเทพศิรินทร์


อโหกุมารสถานสิขา

ณ เทพศิรินทร์ระบิลระบือ

สำเนียงจำโนษอุโฆษก็คือ

ดรุณสยามมิคร้ามวิชาฯ

สมัญญะเลิศจะเกิดไฉน

จะเกิด ณ เมื่ออะเคื้อสิขา

จะเกิด ณ คราวอะคร้าววิชา

วิปักษะขามสยามวิชัยฯ

วิถีสำรวย บ่ งวย บ่ งง

วิถีสำเริง บ่ เหลิงหทัย

วิถีสำราญ บ่ ซานจะไป

วิถีอบาย บ่ หมายจำนงฯ

วิชาวิบุลย์ดรุณจะเรียน

ประเกียรติ์จะเกิดประเสริฐประสงค์

ประเทศจะงามสยามจะยง

จะสุดวิเศษก็เหตุเพราะเพียรฯ

อโหดรุณจะครุ่นสิขา

อโหกุมารจะอ่านจะเขียน

วิชาจะเทียบจะเปรียบวิเชียร

วิเชียรก็ชู บ่สู้วิชาฯ

วิชา ฤ แล้ง ณ แหล่งสยาม

หทัยะทัยจะไตรจะตรา

หทัยะทัยจะใฝ่วิชา

วิชา ฤ แล้ง ณ แหล่งสยาม

ณ เทพศิรินทร์ ณ เทพศิรินทร์

สถานสิขาสง่าพระนาม

สำนักกิฬาสง่าสนาม

ณ เทพศิรินทร์ ณ เทพศิรินทร์

ชโย ชโย ชโย


คำแปลบทร้องอโหกุมาร

¤ อโหกุมารสถานสิขา ณ เทพศิรินทร์ระบิลระบือ

สำเนียงจำโนษอุโฆษก็คือ ดรุณสยามมิคร้ามวิชาฯ

- เด็กชายทั้งหลายซึ่งอยู่ในสถานศึกษาแห่งนี้ ที่นี่ ที่เทพศิรินทร์ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือ เสียงที่กล่าวขานอย่างกึกก้องนั้น คือเด็กชายชาวสยามไม่เคยย่อท้อต่อการศึกษาเล่าเรียน


¤สมัญญะเลิศจะเกิดไฉน จะเกิด ณ เมื่ออะเคื้อสิขา

จะเกิด ณ คราวอะคร้าววิชา วิปักษะขามสยามวิชัยฯ

- เหตุใดเล่าสมญานามที่ดีงามเช่นนี้จึงเกิดได้ เกิดขึ้นได้ก็เพราะความเจริญงอกงามทางการศึกษา เกิดขึ้นก็เพราะได้การศึกษาที่น่าภาคภูมิใจ เด็กชายชาวสยามจะสามารถเอาชนะคู่แข่งทางการศึกษาได้เสมอจนเป็นที่เกรงขาม


¤ วิถีสำรวย บ่ งวย บ่ งง วิถีสำเริง บ่ เหลิงหทัย

วิถีสำราญ บ่ ซานจะไป วิถีอบาย บ่ หมายจำนงฯ

- มิได้ลุ่มหลงอยู่กับความโอ่อ่า มิได้มัวเพลินอยู่กับการรื่นเริง มิได้ปรารถนาจะไปสู่หนทางแห่งความสุขสำราญ ไม่เคยหลงผิดที่จะสู่หนทางแห่งความเสื่อม


¤ วิชาวิบุลย์ดรุณจะเรียน ประเกียรติ์จะเกิดประเสริฐประสงค์

ประเทศจะงามสยามจะยง จะสุดวิเศษก็เหตุเพราะเพียรฯ

- วิชาความรู้เท่านั้นที่เราใส่ใจ เราจะสร้างเกียรติยศชื่อเสียงให้เป็นที่ปรากฏ ประเทศชาติจะดีงามมั่นคง และเจริญรุ่งเรืองได้ก็ด้วยพวกเราพากเพียรในการศึกษา


¤ อโหดรุณจะครุ่นสิขา อโหกุมารจะอ่านจะเขียน

วิชาจะเทียบจะเปรียบวิเชียร วิเชียรก็ชู บ่สู้วิชาฯ

- เด็กชายชาวสยามจะใฝ่ใจในการศึกษา เราจะเพียรเรียนเขียนอ่าน หากจะนำวิชาความรู้มาเทียบกับเพชร เพชรก็มิอาจเทียบได้กับคุณค่าของความรู้


¤ วิชา ฤ แล้ง ณ แหล่งสยาม หทัยะทัยจะไตรจะตรา

หทัยะทัยจะใฝ่วิชา วิชา ฤ แล้ง ณ แหล่งสยาม

- เมื่อรู้คุณค่าของความรู้เช่นนี้แล้ว และเมื่อดวงใจทุกดวงจดจ่อในการศึกษาเช่นนี้แล้ว มีหรือที่วิชาความรู้จะสูญสิ้นไปจากแดนสยาม

¤ ณ เทพศิรินทร์ ณ เทพศิรินทร์ สถานสิขาสง่าพระนาม

สำนักกิฬาสง่าสนาม ณ เทพศิรินทร์ ณ เทพศิรินทร์

ชโย ชโย ชโย

- ที่เทพศิรินทร์ ที่เทพศิรินทร์แห่งนี้ สถานศึกษาที่เชิดชูพระนามว่าเทพศิรินทร์ เป็นที่ยอมรับยิ่งขึ้น สถานศึกษาที่สร้างนักกีฬาที่องอาจในสนามแข่งขัน ที่นี่ที่เทพศิรินทร์ที่เทพศิรินทร์แห่งนี้ ขอจงรุ่งเรือง...สืบไป

ทำเนียบผู้บริหารโรงเรียน[แก้]

ประเภทห้องเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น[แก้]

โรงเรียนเทพศิรินทร์แบ่งประเภทห้องเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (มัธยมศึกษาปีที่1 - มัธยมศึกษาปีที่3)ออกเป็น 3 แผนการเรียน ได้แก่

  • 1.ห้องเรียนห้องปกติ 7 ห้อง
  • 2.ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ 2 ห้อง
  • 3.ห้อง Mini English Program (MEP) 1 ห้อง ( เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 )

แผนการเรียนการสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย[แก้]

โรงเรียนเทพศิรินทร์แบ่งแผนการเรียนการสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่4 - มัธยมศึกษาปีที่6)ออกเป็น 2 แผนการเรียน ได้แก่

  • 1.แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ จำนวน 6 ห้อง (เป็นห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ จำนวน 2 ห้อง)
  • 2.แผนการเรียนศิลป์ จำนวน 6 ห้อง
    • ศิลป์-คณิตศาสตร์
    • ศิลป์-ภาษาต่างประเทศ

(หมายเหตุ : แผนการเรียนศิลป์ทั้ง 2 นั้น จะเป็นการเรียนร่วมชั้นเรียนโดยไม่มีการแยกห้องเรียนว่าเป็น ศิลป์-คณิตศาสตร์ หรือ ศิลป์-ภาษาต่างประเทศแต่จะมีวิชาเลือกไปทางสายของตนเอง จึงเป็นที่มาของคำว่า ˝สายศิลป์รวม˝ ของเทพศิรินทร์)

แผนการเรียนศิลป์-ภาษาต่างประเทศของโรงเรียนเทพศิรินทร์ เปิดการเรียนการสอนให้กับนักเรียนทั้งหมด 4 ภาษา ได้แก่

  1. ภาษาฝรั่งเศส
  2. ภาษาเยอรมัน
  3. ภาษาจีน
  4. ภาษาญี่ปุ่น

นักเรียนเก่าที่มีชื่อเสียง[แก้]

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ขณะทรงศึกษาชั้นประถม 1 ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ในปีพ.ศ. 2475 เลขประจำพระองค์ 2329 ป.
วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยม โรงเรียนเทพศิรินทร์ หลังจากนั้นเพียง๑๔วัน พระองค์ก็เสด็จสู่สวรรคตนับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของประวัติศาสตร์ไทย และ ชาวเทพศิรินทร์ทุกคน


ดูเพิ่ม รายนามบุคคลสำคัญจากโรงเรียนเทพศิรินทร์

โรงเรียนเทพศิรินทร์ เครือข่าย[แก้]

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรงเรียนเทพศิรินทร์[แก้]

การแปรอักษรครั้งแรกของโรงเรียนเทพศิรินทร์ ในฟุตบอลประเพณีสวนกุหลาบวิทยาลัย-เทพศิรินทร์ ปีพ.ศ. 2505 โดยยืนเรียงกันเป็นตราประจำโรงเรียน


1.เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่มีอายุมากเป็นลำดับที่ 4 ของประเทศไทย รองจากโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ โรงเรียนวัดมหรรณพ์ และโรงเรียนวัดราชบพิธ และยังเป็นโรงเรียนชายล้วนที่เก่าแก่เป็นอันดับที่ 5 ของประเทศไทย รองจาก โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ โรงเรียนอัสสัมชัญ และ โรงเรียนวัดราชบพิธ

2.เป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งเดียวในประเทศไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเข้ารับการศึกษา คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 (พระองค์ทรงเข้ารับการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2475 เลขประจำพระองค์ 2329 ป.)

3.โรงเรียนเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนแรกที่พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนาง เป็นผู้ดำเนินการสร้างอาคารเรียนทั้งหมดในโรงเรียน

4.เป็นโรงเรียนแรกที่มีตราประจำโรงเรียน เมื่อปี พ.ศ. 2465

5.เป็นโรงเรียนแรกที่มีวงดนตรีไทยประจำโรงเรียน จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2466 โดยครูฟุ้ง ศรีวิจารณ์

6.เป็นโรงเรียนแรกที่มีการจัดงานรื่นเริงประจำปี เมื่อปี 2454

7.เป็นโรงเรียนแรกที่มีโรงพละศึกษา โดยสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัยทรงประทานเงินให้สร้างเมื่อปี 2464 โรงพละศึกษานี้ถูกระเบิดทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และไม่ได้สร้างขึ้นใหม่

8.เป็นโรงเรียนที่มีเพลงเชียร์มากที่สุดในประเทศไทย

9.เป็นโรงเรียนแห่งแรก ที่สามารถสร้างตึกเรียนที่สูงเกิน 5 ชั้นได้ คือ ตึกเยาวมาลย์อุทิศ-ปิยราชบพิตรปดิวรัดา ในปัจจุบัน

10.นักเรียนที่จบจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ จะไม่เรียกว่า "ศิษย์เก่า" แต่จะเรียกว่า "นักเรียนเก่า"

11.ถึงแม้จะเป็นโรงเรียนชายล้วน แต่ก็เคยมีนักเรียนหญิงเข้ามาศึกษาที่นี่ถึง 3 คน ในปี พ.ศ. 2537-พ.ศ. 2539

12.มีนายกสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ฯ 3 คน ที่ไม่ได้เป็นนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ คือ พระยาปรีชานุสาสน์ (เสริญ ปันยารชุน),วัน จามรมาน และสมาน ปันยารชุน

13.นักเรียนเทพศิรินทร์รุ่นปี พ.ศ. 2472 ได้เป็นรัฐมนตรีมากถึง 12 คน

14.ครั้งหนึ่ง หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้มาเป็นอาจารย์สอนดนตรีไทยให้กับโรงเรียนเทพศิรินทร์

15.ในปี พ.ศ. 2457 โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์เริ่มมีชั้นเรียนทั้งประถมและมัธยมครบถ้วนจนถึงมัธยม 8 จึงทำให้นักเรียนจำนวนมากที่เรียนอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2457 ถึง พ.ศ. 2479 มีความเป็นนักเรียนเทพศิรินทร์นานถึง 12 ปี

16.ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2480โรงเรียนมัธยมเทพศิรินทร์ไม่มีชั้นประถมอีกต่อไป จัดเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาอย่างแท้จริง

17.ในปี พ.ศ. 2481 นักเรียนโรงเรียนหอวังระดับชั้นมัธยม 1 ถึง 3 ถูกโอนย้ายมาศึกษาที่โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ เนื่องจากในปีนั้นทางราชการได้จัดตั้งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาขึ้นและยุบโรงเรียนหอวังไป และได้ฟื้นฟูโรงเรียนหอวังขึ้นมาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2509 ณ ที่ตั้งตำแหน่งปัจจุบัน

18.ในปี พ.ศ. 2452 สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ประทานโต๊ะเรียนหนังสือแบบฝรั่งแก่ชั้นต่างๆ ชั้นละ 1 โต๊ะ สำหรับผู้สอบซ้อมได้ที่หนึ่งนั่งคนละหนึ่งเดือน

19.ในพ.ศ. 2500 ผู้สอบได้ที่หนึ่ง จะได้นั่งโต๊ะที่จารึกชื่อไว้ว่า "เรียนดี" ตั้งอยู่ตรงกลางของแถวหน้าของชั้น โดยตั้งคู่กับโต๊ะ "ประพฤติดี"

20.สมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2468 มีพระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตรฯ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นนายกสมาคมคนแรก

21.ครั้งหนึ่ง งานจตุรมิตรสามัคคีปี 2514 โรงเรียนเทพศิรินทร์เป็นเจ้าภาพ ได้จัดหาวงดุริยางค์นำขบวนจากโรงเรียนสตรีชื่อ "ศึกษาวิทยา" โดยมี"นางสาวอาภัสรา หงสกุล" ได้มาเป็นดรัมเมเยอร์ไม้หนึ่งให้กับโรงเรียนเทพศิรินทร์ด้วย ซึ่งต่อมาเธอก็ได้เป็นนางงามจักรวาลคนแรกของไทย

22.เทพศิรินทร์เป็นโรงเรียนสาธิตแห่งแรกของประเทศไทย (ก่อนสาธิตจุฬาหรือสาธิตปทุมวัน) เพราะปี 2445-2449 โรงเรียนฝึกหัดครู (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฎ) ได้ย้ายจากตรอกโรงเรียนเด็กมาเรียนที่ชั้น 2 ของตึกแม้นนฤมิตร โดยมาฝึกสอนนักเรียนเทพศิรินทร์ที่ชั้น 1 ดังนั้นจึงถือว่า โรงเรียนเทพศิรินทร์เป็นโรงเรียนสาธิตแห่งแรกของประเทศไทย

23.เทพศิรินทร์เป็นโรงเรียนแรกที่มีการเรียนการสอนในระบบสองภาษา เพราะในปี 2449-2453 โรงเรียนสวนกุหลาบอังกฤษได้มาสอนอยู่ที่ชั้นบนของตึกแม้นนฤมิตร หลังจากที่โรงเรียนฝึกหัดครูย้ายออกไป เรียกชื่อว่า "โรงเรียนสวนกุหลาบอังกฤษเทพศิรินทร์"

24.ในปี 2468 มีประกาศยุบโรงเรียนราชวิทยาลัย ให้รวมกับโรงเรียนมหาดเล็กหลวงตั้งเป็นโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย นักเรียนของโรงเรียนราชวิทยาลัยจึงเลือกที่จะย้ายมาศึกษาต่อที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ต่อมาในปี 2507 ได้มีการรื้อฟื้นโรงเรียนราชวิทยาลัย ตั้งเป็นโรงเรียน ภปร.ราชวิทยาลัยในปัจจุบัน

25.โรงเรียนเทพศิรินทร์เป็นโรงเรียนเดียวในประเทศไทย ที่สามารถสร้างผู้นำให้กับต่างประเทศได้ เพราะท่านตนกู อับดุล ระห์มัน นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศมาเลเซีย ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ในปี พ.ศ. 2456

26.โรงเรียนเทพศิรินทร์เป็นโรงเรียนแรกที่มีวารสารประจำโรงเรียน คือ "แถลงการศึกษาโรงเรียนเทพศิรินทร์" ตั้งแต่ปี 2466 เป็นต้นมา

27.ในปีพ.ศ. 2520 อาจารย์สมศักดิ์ บุญเรืองขาว ครูผู้ฝึกสอนฟุตบอลของโรงเรียนในสมัยอาจารย์เจือ หมายเจริญ และอาจารย์ชาลี ถาวรานุรักษ์ เป็นผู้อำนวยการ ได้วางรากฐานฟุตบอลอย่างเข้มแข็งให้แก่โรงเรียน โดยสอนทักษะให้แก่นักฟุตบอลตั้งแต่ยังเป็นทีมเด็ก ในช่วงปี 2522-2527 ทีมเทพศิรินทร์ชนะเลิศในรุ่นต่างๆมากมาย อันเป็นการสร้างตำนานมหาอำนาจลูกหนังขาสั้นของโรงเรียน เช่นได้แชมป์ฟุตบอลกรมพลศึกษารุ่นจิ๋วถึง 5 ปีซ้อน (2522 - 2526) ได้แชมป์รุ่นอายุ 13 ปี ติดต่อกันสามปี ( 2525-2527) และได้แชมป์กรมพลศึกษารุ่น 15 ปี สามปีซ้อน (2526-2528)

28.โรงเรียนเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ที่เดิมมาตลอดตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง โดยไม่ได้ย้ายไปไหนเลยตลอดเกือบ 130 ปี

29.โรงเรียนเทพศิรินทร์จดทะเบียน กองลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่เป็นกองแรกของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2509

อ้างอิงจาก

-บทความเรื่อง "ประวัติศาสตร์เทพศิรินทร์ที่ไม่เคยรู้" โดย ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ท.ศ. 04-06

-เว็บไซต์สมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ ในพระบรมราชนูปถัมภ์

-เฟซบุ๊คแฟนเพจ Debsirin Alumni Association

-พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาโรงเรียนเทพศิรินทร์

-คุณครู นักเรียนเก่าเทพศิรินทร์

โรงเรียนมัธยมศึกษาใกล้เคียง[แก้]

สถานที่ที่อยู่ใกล้เคียง[แก้]


รายนามผู้อำนวยการ วาระการดำรงตำแหน่ง
นายเปลี่ยน พ.ศ. ๒๔๓๑
ขุนอนุศิษฐ์วิบูลย์ พ.ศ. ๒๔๓๕
พระยาโอวาทวรกิจ มิถุนายน ๒๔๔๕ - เมษายน ๒๔๔๖
พระยาจรัลชวะนะเพท ๒๗ เมษายน ๒๔๔๖
นายเอฟ.ยี.เทรส์ ๑๖ มิถุนายน ๒๔๔๕ - ๒๔๕๐
นายเอช.อี.สไปวีส์ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ - ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๒
นายตี.ยัดจ์ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ - ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๒
นายเย.เอช.เซดชวิค ๑๗ พ.ศ. ๒๔๖๒ - ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๓
นายเอ็น.แอล.เซลลีย์ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๓
พระสันธิวิทยาพัฒน์ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ - มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๙
พระดรุณพยุหรักษ์ (บุญเย็น ธนโกเศศ) ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๙ -๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๑
หลวงชุณหกสิการ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๑ -ต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๒
หลวงสวัสดิสารศาสตรพุทธิ ต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๒ - พ.ศ. ๒๔๘๕
นายถวิล ดารากร ณ อยุธยา พ.ศ. ๒๔๘๕ - ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๐
หลวงจรัสการคุรุกรรม ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๐ - ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๑
นายสวัสดิ์ ภูมิรัตน์ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๑ - ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๒
นายดำรง มัธยมนันทน์ ๑๗ พฤษภาาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ - ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๖
นายบุญอวบ บูรณะบุตร ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ - ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๘
นายเจตน์ แก้วโชติ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ - ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๐
นายเจือ หมายเจริญ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ - ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๓
นายชาลี ถาวรานุรักษ์ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๓ - ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๐
นายอุดม วัชรสกุณี ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ - ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๓
นายณรงค์ กาญจนานนท์ ปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๓ - ปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๒
นายมังกร กุลวานิช ปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๒ - พ.ศ. ๒๕๔๖
นายสมชัย เชาว์พานิช พ.ศ. ๒๕๔๖ - พ.ศ. ๒๕๔๗
นายประกาศิต ยังคง พ.ศ. ๒๕๔๗ -พ.ศ. ๒๕๕๑
นายคงวุฒิ ไพบูลย์ศิลป พ.ศ. ๒๕๕๑ - พ.ศ. ๒๕๕๒
นายสุทธิศักดิ์ เฟื่องเกษม พ.ศ. ๒๕๕๒ - ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
นายปรเมษฐ์ โมลี พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
นายอนันต์ ทรัพย์วารี ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖