โยฮัน ครัฟฟ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โยฮัน ครัฟฟ์
Cruyff a la banqueta del Camp Nou.jpg
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม เฮนดริก โยฮันเนส ครัฟฟ์
(Hendrik Johannes Cruijff)
วันเกิด 25 เมษายน ค.ศ. 1947 (66 ปี)
สถานที่เกิด Flag of the Netherlands อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์
ส่วนสูง 180 เซนติเมตร
ชื่อเล่น นักเตะเทวดา, สง่างาม
ตำแหน่ง กองหน้า, กองกลางตัวรุก
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน ธงชาติของสเปน คาตาโลเนีย
สโมสรอาชีพ*
ปี สโมสร ลงเล่น (ประตู)
1964–1973
1973–1978
1979–1980
1980–1981
1981
1981–1983
1983–1984
อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม
บาร์เซโลนา
ลอสแอนเจลิส แอซเท็ค
วอชิงตัน ดิปโพลแมตส์
เลบานเต
อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม
เฟเยนูร์ด ร็อตเตอร์ดัม
240 (190)
143 (48)
27 (14)
32 (12)
10 (2)
36 (14)
บริหารทีม
1985-1988
1988-1996
2009-ปัจจุบัน
อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม
บาร์เซโลนา
คาตาโลเนีย

* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมสโมสร
นับเฉพาะลงเล่นในประเทศ

โยฮัน ครัฟฟ์ (ดัตช์: Johan Cruyff) อดีตนักฟุตบอลทีมชาติเนเธอร์แลนด์ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นตำนานแห่งทีมชาติเนเธอร์แลนด์ เจ้าของฉายา "นักเตะเทวดา" หรือ "สง่างาม" (De Majestueuze) ในภาษาดัตช์

เนื้อหา

ประวัติ[แก้]

โยฮัน ครัฟฟ์ มีชื่อเต็มว่า เฮนดริก โจฮันเนส ครัฟฟ์ (ดัตช์: Hendrik Johannes Cruijff) เกิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1947 ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในครอบครัวฐานะปานกลาง ครัฟฟ์เริ่มเล่นฟุตบอลข้างถนนในวัยเยาว์เหมือนเด็กคนอื่น ๆ ทั่วไป จากนั้นได้มีแมวมองจาก สโมสรอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เข้ามาเห็นแวว จนในที่สุดครัฟฟ์ก็ถูกเซ็นเข้าร่วมทีมเยาวชนของอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม สโมสรฟุตบอลใหญ่ของเนเธอร์แลนด์

ครัฟฟ์ ได้ขึ้นมาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น โดยยิงได้เพียงแค่ลูกเดียวตลอดฤดูกาลนั้น แต่ในฤดูกาลถัดมา ครัฟฟ์ ก็ได้ขึ้นมาเล่นเป็นตัวจริงของ อาแจ็กซ์ฯ อย่างเต็มตัว ก่อนที่จะแสดงความสามารถพาอาแจ็กซ์ฯ คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ฮอลแลนด์ได้แบบไร้คู่ต่อกร โดยครัฟฟ์ ยิงไปทั้งสิ้น 25 ประตู จากการลงเล่น 23 นัด คว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมของเนเธอร์แลนด์ได้อีกหนึ่งรางวัล ด้วยวัยเพียงแค่ 18 ปี

หลังจากนั้น ครัฟฟ์ ก็กลายมาเป็นนักฟุตบอลอันดับหนึ่งของวงการฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ทันที และถูกเรียกตัวติดทีมชาติ แต่ว่าเวลาในทีมชาติช่วงแรกของครัฟฟ์นั้น ไม่ค่อยประสบความสำเร็จซักเท่าไหร่ โดยเพียงแค่ในเกมที่สองในนามทีมชาติ ในแมตช์ที่พบกับ เชโกสโลวะเกีย ครัฟฟ์โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม แถมยังโดนราชสมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ แบนไปอีกหนึ่งปีอีกต่างหาก จากพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทำให้ครัฟฟ์ ตั้งตัวเป็นศัตรูสมาคมทันที ทั้งที่มีอายุเพียงแค่ 19 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกอยู่เหมือนกัน ที่นักฟุตบอลวัยเยาว์เช่นนี้ กล้าเป็นศัตรูกับสมาคมฟุตบอลของประเทศ

แม้ว่าจะมีปัญหาระหองระแหงกับสมาคมฟุตบอลของประเทศ แต่ว่ากับระดับทีมอาแจ็กซ์ฯ ครัฟฟ์ ก็ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่ดี ตำแหน่งแชมป์ลีกในประเทศ มักจะได้มาเป็นประจำ จนทำให้แฟนฟุตบอลของอาแจ็กซ์ เริ่มมองถึงเป้าหมายการเป็นแชมป์ยุโรปแล้ว

ในปี ค.ศ. 1969 ครัฟฟ์ พาอาแจ็กซ์ฯ ทะลุเข้าไปชิงชนะเลิศกับ เอซี มิลาน แห่งอิตาลี แต่ทว่าท้ายที่สุดกลับเป็นมิลานที่ได้แชมป์ไปครองในที่สุด

แต่ด้วยฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงของครัฟฟ์ ทำให้มีเสียงเรียกร้องจากแฟนบอลให้เรียกตัวเขากลับมาเล่นให้กับทีมชาติอีกครั้ง และในที่สุดครัฟฟ์ก็ได้รับโอกาสให้ติดทีมชาติอีกครั้ง

เมื่อได้โอกาส ครัฟฟ์ ก็สามารถยกระดับการเล่นของเนเธอร์แลนด์ จากที่เคยเป็นแค่ทีมระดับไม้ประดับของยุโรป กลายมาเป็นทีมระดับแถวหน้าของทวีป ส่วนผลงานกับทีมอาแจ็กซ์ฯ ครัฟฟ์ ก็สามารถพาอาแจ็กซ์ฯ ชนะเลิศยูโรเปี้ยน คัพ ซึ่งเป็นความปรารถนาของแฟนฟุตบอลได้สำเร็จ หลังจากที่ได้เพื่อนร่วมทีมระดับคุณภาพ อย่าง โยฮัน นีสเก้นส์ , รุด โครล ในรูปแบบการเล่นที่เรียกว่า "โททัล ฟุตบอล" (Total Foofball)[1] อันเลื่องลือ ภายใต้การทำทีมของผู้จัดการอย่าง ไรนุส มิเชลล์ เจ้าของฉายา "ท่านนายพล" ซึ่งก็ทำให้ อาแจ็กซ์ฯ กลายเป็นยอดทีมฟุตบอลทีมหนึ่งของยุโรป ก่อนที่จะชนะ พานาธิไนกอส จากกรีซได้แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ เมื่อปี ค.ศ. 1971 ได้สำเร็จในที่สุด

นอกจากนี้แล้วการคว้าแชมป์ดังกล่าวทำให้ ครัฟฟ์ ได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป หรือ บัลลงดอร์ (Ballon d'Or) ไปครองอีกหนึ่งตำแหน่งด้วย นับเป็นนักฟุตบอลชาวดัตช์รายแรกที่ได้สัมผัสกับรางวัลนี้ หลังจากนั้นเขาก็พาอาแจ็กซ์ฯ คว้าแชมป์ยุโรปได้อีกสองสมัยซ้อน ซึ่งเป็นทีมแรกนับจาก รีล มาดริด ที่คว้าแชมป์รายการนี้ได้สามปีติดต่อกัน

จากความสำเร็จดังนี้ ครัฟฟ์ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลนา แห่งสเปน ที่มีไรนุส มิเชลล์ ผู้จัดการทีมคู่บารมีของเขาคุมทีมอยู่ โดยพาเอา โยฮัน นีสเก้นส์ คู่หูตลอดกาลของเขามาด้วย และครัฟฟ์ก็ไม่ทำให้แฟนของบาร์เซโลนาผิดหวัง เมื่อเขาพาทีมล้มรีล มาดริด คว้าแชมป์ลา ลีกา ประจำปี ค.ศ. 1974 ได้อย่างยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะแมตช์ที่อยู่ในความทรงจำ คือแมตช์ที่ครัฟฟ์และนักฟุตบอลคนอื่น ๆ ของบาร์เซโลนา สามารถบุกไปเอาชนะ รีล มาดริด คู่ปรับตลอดกาลถึงถิ่นด้วยประตูถล่มทลายถึง 5-0 ด้วยกัน

ในฟุตบอลโลก[แก้]

จากนั้นเป้าหมายของครัฟฟ์ ก็คือ การพาเนเธอร์แลนด์คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ในฟุตบอลโลก ปี ค.ศ. 1974 ที่เยอรมนีตะวันตก ซึ่งเนเธอร์แลนด์ ที่นำโดย ไรนุส มิเชลล์ , โยฮัน ครัฟฟ์ และ บรรดานักฟุตบอลของอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เป็นเต็งหนึ่งของการแข่งขันครั้งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย และก็มีทีท่าว่าจะเป็นได้จริงเมื่อเนเธอร์แลนด์ เอาชนะได้ทั้ง บราซิล แชมป์เก่าเมื่อคราวที่แล้ว และอาร์เจนตินา เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศกับเจ้าภาพเยอรมนีตะวันตกได้สำเร็จ แต่ทว่าท้ายที่สุดกลับเป็นเยอรมนีตะวันตก เจ้าภาพที่ได้แชมป์ไปครองในที่สุด เมื่อสามารถพลิกเอาชนะไปได้ 2-1 จากการทำประตูของ พอล ไบรท์เนอร์ และ แกร์ด มุลเลอร์ ทั้งที่เนเธอร์แลนด์เป็นฝ่ายทำประตูนำไปก่อนด้วยจากลูกยิงของ โยฮัน นีสเก้นส์

ต่อมาครัฟฟ์ก็ยังคงเล่นให้กับทีมชาติในรอบคัดเลือก แต่ว่าเขากลับตัดสินใจที่จะไม่ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่อาร์เจนตินา โดยให้เหตุผลว่า รับไม่ได้กับความเป็นเผด็จการของประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งในครั้งนั้น เนเธอร์แลนด์ก็เป็นคู่ชิงชนะเลิศกับ อาร์เจนตินา เจ้าภาพ และก็เป็นฝ่ายแพ้ไปอีกเหมือนเมื่อ 4 ปีก่อน

บั้นปลายชีวิตนักฟุตบอล[แก้]

โยฮัน ครัฟฟ์ ในปัจจุบัน

หลังจากนั้นครัฟฟ์ก็ประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติแบบถาวร ก่อนที่จะย้ายไปเล่นที่สหรัฐอเมริกา กับ ลอสแอนเจลิส แอซเท็ค ซึ่งในช่วงนั้นฟุตบอลลีกของสหรัฐอเมริกา กำลังอเย่ในช่วงที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากมีนักฟุตบอลระดับโลกหลายราย ไม่ว่าจะเป็นฟรันซ์ เบคเคนเบาเออร์ , เปเล่ เล่นอยู่ แต่ทว่ากับลีกนี้ครัฟฟ์ก็อยู่ได้ไม่นาน โดยในปี ค.ศ. 1981 เขากลับมาเล่นในสเปนอีกครั้งกับเลบานเต

และในปีถัดครัฟฟ์ก็กลับมาเล่นให้กับทีมที่เขาเริ่มต้นอย่างอาแจ็กซ์ฯ ซึ่งแม้ว่าวัยของเขาจะล่วงเลยมาถึง 34 ปี และเรี่ยวแรงของจะไม่เหมือนเดิมแล้วก็ตาม แต่ว่าด้วยสไตล์การเล่นที่ปราดเปรียว ทำให้ครัฟฟ์สามารถลงเล่นกับนักฟุตบอลรุ่นน้องได้อย่างสบาย ๆ เขานำทีมอาแจ็กซ์ฯ คว้าแชมป์ลีกฯ ได้อีกสองสมัย ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีม เฟเยนูร์ด ร็อตเตอร์ดัม คู่ปรับร่วมลีก และเขาก็ตอกย้ำความเป็นผู้ชนะ ด้วยการคว้าแชมป์ลีกกับเฟเยนูร์ดฯได้อีกต่างหาก ก่อนที่จะอำลาวงการไปในวัย 36 ปี

หลังเลิกเล่น[แก้]

หลังจากเลิกราการเล่นฟุตบอล ครัฟฟ์ก็หันไปเป็นผู้จัดการทีม โดยเป็นผู้จัดการทีม อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม, บาร์เซโลนา และคาตาโลเนีย ในปัจจุบัน

ชีวิตส่วนตัว โยฮัน ครัฟฟ์ แต่งงานกับ เดนนี คอสเตอร์ ในปลายปี ค.ศ. 1968 มีลูก ๆ ด้วยกันทั้งหมด 3 คน โดยลูกชายคนสุดท้อง คือ ยอร์ดี ครัฟฟ์ เคยเป็นผู้เล่นตำแหน่งกองกลางตัวรุก ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แห่งอังกฤษอยู่ช่วงหนึ่งด้วย

อ้างอิง[แก้]

  1. "Johan Cruyff -International Hall of Fame". ifhof.com. สืบค้นเมื่อ 9 April 2007.