โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ
徳川慶喜
โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ, ค.ศ. 1867
โชกุนแห่งเอโดะ
ดำรงตำแหน่ง
29 ส.ค. 1866 – 19 พ.ย. 1867
กษัตริย์ จักรพรรดิโคเม
จักรพรรดิเมจิ
สมัยก่อนหน้า โทะกุงะวะ อิเอะโมะจิ
สมัยถัดไป สิ้นสุด
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 28 ตุลาคม ค.ศ. 1837(1837-10-28)
มิโตะ, จังหวัดอิบะระกิ ประเทศญี่ปุ่น
เสียชีวิต 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1913 (76 ปี)
บุงเคียว, กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
สัญชาติ ธงของประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่น

โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ (ญี่ปุ่น: 徳川 慶喜 とくがわ よしのぶ Tokugawa Yoshinobu, สามารถอ่านได้อีกอย่างว่า "โทะกุงะวะ เคกิ" (Tokugawa Keiki) ?, 28 ตุลาคม ค.ศ. 1837 - 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1913) เป็นโชกุนลำดับที่ 15 และโชกุนคนสุดท้ายของรัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะแห่งประเทศญี่ปุ่น

โยะชิโนะบุเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในรัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะมาหลายสมัย และได้เคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปรัฐบาลโชกุนซึ่งกำลังอยู่ในภาวะเสื่อมถอย แต่จบลงด้วยความล้มเหลวอย่างรุนแรงยิ่ง ภายหลังเมื่อสละตำแหน่งและถวายอำนาจของโชกุนคืนแก่จักรพรรดิเมจิแล้ว โยะชิโนะบุได้เกษียณตนเองและใช้ชีวิตโดยหลบเลี่ยงจากสายตาของสาธารณชนตลอดช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ จนกระทั่งเสียชีวิตด้วยวัย 76 ปี นับว่าเป็นโชกุนผู้มีอายุยืนที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

ปฐมวัย[แก้]

โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ ในวัยเด็ก (ขณะนั้นใช้ชื่อว่า "มัตซึไดระ ชิจิโรมะ")

โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ เกิดอยู่ที่เมืองมิโตะ แคว้นมิโตะ (ปัจจุบันเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดอิบะระกิ ประเทศญี่ปุ่น) โดยเป็นบุตรคนที่ 7 ของโทะกุงะวะ นะริอะกิ ไดเมียวแห่งแคว้นมิโตะ ซึ่งแคว้นนี้นับเป็น 1 ใน 3 สายตระกูลสำคัญของตระกูลโทะกุงะวะ (โงะซังเคะ) ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะได้รับเลือกให้ขึ้นสืบทอดตำแหน่งโชกุน

เมื่อแรกเกิดนั้น โยะชิโนะบุใช้ชื่อว่า "มัตซึไดระ ชิจิโรมะ"[1] และได้รับการอบรมเลี้ยงดูให้นิยมการทหารอย่างเข้มงวด[2] เขาได้รับการสั่งสอนในวิชาอักษรศาสตร์และศิลปะการป้องกันตัว ตลอดจนถึงการศึกษาหลักวิชารัฐศาสตร์และการปกครองตามธรรมเนียมดั้งเดิม[3]

ด้วยการส่งเสริมของผู้เป็นบิดา ชิจิโรมะจึงได้รับการยอมรับเป็นบุตรบุญธรรมของสายตระกูลฮิโทะซึบะชิ อันเป็นตระกูลสำคัญหนึ่งตระกูลหนึ่งของตระกูลโทะกุงะวะ เพื่อให้มีโอกาสที่จะได้รับเลือกให้สืบทอดตำแหน่งโชกุนได้มากยิ่งขึ้น[4] เขาได้อยู่ในตำแหน่งของผู้นำตระกูลในปี ค.ศ. 1847 พร้อมทั้งได้รับยศและราชทินนามจากราชสำนัก และไดรับการเปลี่ยนชื่อเป็น "โยะชิโนะบุ"[5] ต่อมาเมื่อโทะกุงะวะ อิเอะซะดะ โชกุนลำดับที่ 13 ได้เสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1858 โยะชิโนะบุจึงได้ถูกเสนอชื่อในฐานะของผู้สืบทอดผู้มีศักยภาพในการดำรงตำแหน่งดังกล่าว[6] ซึ่งบรรดาผู้สนับสนุนของเขาถูกโน้มน้าวใจด้วยความสามารถและประสิทธิภาพในการจัดการเกี่ยวกิจกิจการต่างๆ ภายในตระกูล อย่างไรก็ตาม ฝ่ายตรงการข้ามภายใต้การนำของอี นะโอะสุเกะ กลับเป็นฝ่ายชนะ โทะกุงะวะ โยะชิโตะมิ ซึ่งเป็นผู้ถูกเสนอชื่อของฝ่ายดังกล่าวได้ถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่งโชกุนคนที่ 14 ในชื่อ โทะกุงะวะ อิเอะโมะจิ[7] หลังจากนั้นไม่นาน ขณะที่กำลังเกิดการกวาดล้างศักราชอันเซ โยะชิโนะบุพร้อมทั้งบรรดาผู้สนับสนุนก็ถูกลงโทษด้วยการกักตัวในบ้านพักประจำแคว้นที่นครเอะโดะ[8] ตัวโยะชิโนะบุเองก็ถูกถอดจากฐานะผู้นำของตระกูลฮิโทะซึบะชิด้วย

ยุคแห่งการสำเร็จราชการแทนโชกุนของไทโร อี นะโอะสุเกะ ถูกจดจำจากการบริหารนโยบายที่ผิดพลาดและการต่อสู้ทางการเมืองอย่างดุเดือด หลังการลอบสังหารอีที่ประตูซะกุระดะในปี ค.ศ. 1860 โยะชิโนะบุก็ได้รับคืนฐานะผู้นำตระกูลฮิโทะซึบะชิอีกครั้ง และได้ถูกเสนอชื่อในเป็นผู้ดูแลโชกุน (ญี่ปุ่น: 将軍後見職 shōgun atomi-shoku โชงุง อะโทะมิ-โชะคุ ?) ในปี ค.ศ. 1862 และได้รับการแต่งตั้งภายในระยะเวลาอันสั้น[9] ในช่วงเวลาเดียวกันนั้เอง พันธมิตรที่ใกล้ชิดโยะชิโนะบุ 2 คน คือ มัตซึไดระ โยะชินะงะ และมัตซึไดระ คะตะโมะริ ก็ได้รับการแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งระดับสูงเช่นกัน โดยโยะชินะงะได้เป็นหัวหน้าฝ่ายกิจการการเมือง (ญี่ปุ่น: 政治総裁職 seiji sōsai shoku เซญิ โซไซ โชะคุ ?) ,[10] ส่วนคะตะโมะริอยู่ในตำแหน่งผู้พิทักษ์พระนครเกียวโต (ญี่ปุ่น: 京都守護職 Kyoto Shugoshoku เกียวโตชุโงะโชะคุ ?) .[11] ในเวลาต่อมาบุรุษทั้งสามนี้ ได้มีบทบาทอย่างยิ่งในการปราบปรามเหตุไม่สงบทางการเมืองในกรุงเกียวโต และรวบรวมพันธมิตรต่างๆ เพื่อต่อต้านกิจกรรมของฝ่ายกบฏจากแคว้นโจชู นอกจากนี้ทั้งสามยังเป็นบุคคลสำคัญในกลุ่มการเมืองแนวทาง "โคบุ-งัตไต" (ประสานราชสำนักกับบะกุฟุ) ซึ่งพยายามหาทางทำให้ราชสำนักกับรัฐบาลโชกุนปรองดองกันด้วยการแต่งงานทางการเมือง[12]

ในปี ค.ศ. 1864 โยะชิโนะบุในฐานผู้บัญชาการกองทหารล้อมวัง ประสบความสำเร็จในการขับไล่กองกำลังของแคว้นโจชูซึ่งพยายามยึดครองประตูฮะมะงุริของพระราชวังหลวงที่เกียวโต ปฏิบัติการดังกล่าวสำเร็จลงได้ด้ายการใช้กำลังทหารจากพันธมิตรระหว่างแคว้นไอสึกับแคว้นซัตสึมะ[13]

ดำรงตำแหน่งโชกุน[แก้]

โชกุนโทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ
คณะทูตทหารฝรั่งเศส ซึ่งโทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ ได้เชิญให้เข้ามาช่วยปรับปรุงกองทัพรัฐบาลโชกุนให้เป็นกองทัพสมัยใหม่ใน ค.ศ. 1867

หลังมรณกรรมของโชกุนโทะกุงะวะ อิเอะโมะจิ อย่างกะทันหันในปี ค.ศ. 1866 โยะชิโนะบุได้ถูกเลือกให้ขึ้นสืบทอดตำแหน่งเป็นโชกุนลำดับที่ 15[14] เขาเป็นโชกุนตระกูลโทะกุงะวะเพียงคนเดียวที่ดำรงตำแหน่งอยู่นอกนครเอะโดะ เพราะเขาจะไม่มีโอกาสได้เหยียบย่างสู่ปราสาทเอะโดะเลยตลอดสมัยแห่งการเป็นโชกุน[15]

ทันทีที่โยะชิโนะบุได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ได้เริ่มขึ้น มีการปฏิรูปรัฐบาลโชกุนครั้งใหญ่เพื่อเสริมความมั่นคงแข็งแกร่งให้กับรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับความช่วยเหลือจากจักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 2 ในการสร้างโรงหล่อปืนใหญ่ที่เมืองโยะโกะซุกะ ภายใต้การอำนวยการของเลออองซ์ แวร์นี (Leonce Verny) และบรรดาผู้ติดตามจากคณะทูตทหารฝรั่งเศส เพื่อปรับปรุงกองทัพของบะกุฟุหรือรัฐบาลโชกุนให้มีความทันสมัย[16]

กองทัพแห่งชาติทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือ ซึ่งรัฐบาลโชกุนได้ดำเนินการจัดตั้งมาก่อนอยู่แล้ว ก็ได้รับการเสริมกำลังโดยความช่วยเหลือของฝรั่งเศส และการจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐอเมริกา[17] นักสังเกตการณ์จำนวนมากมองว่ารัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะกำลังวางรากฐานไปสู่การปรับปรุงฐานกำลังและอำนาจ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวจะล้มเหลวลงในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งปี

สงครามโบะชิง[แก้]

โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ ในเครื่องแบบนายทหารฝรั่งเศส, ค.ศ. 1867

ด้วยความหวาดกลัวต่อการเสริมความมั่นคงของรัฐบาลโชกุนภายใต้ผู้นำที่เข้มแข็งและเฉลียวฉลาด ซามูไรจากแคว้นซัตสึมะ แคว้นโจชู และแคว้นโทะสะ ได้รวมกลุ่มเป็นพันธมิตรต่อต้านรัฐบาลใหม่ ภายใต้คำขวัญ "เทิดทูนจักรพรรดิ ขับคนป่าเถื่อน" ("ซนโนโจอิ") และผสมด้วยความกล้วว่าโชกุนผู้นี้จะเป็นเหมือนดั่ง "กำเนิดใหม่ของอิเอะยะสึ" ซึ่งจะช่วงชิงอำนาจจากจักรพรรดิสืบต่อไป ทั้งหมดจึงร่วมกันปฏิบัติการเพื่อนำมาซึ่งจุดจบของระบอบโชกุน แม้ว่าเป้าหมายในบั้นปลายของแต่ละฝ่ายจะแตกต่างกันก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แคว้นโทะสะซึ่งมีแนวคิดทางการเมืองสายกลางมากกว่าอีกสองแคว้น ได้เสนอการประนีประนอมโดยให้โชกุนโยะชิโนะบุยอมสละตำแหน่งของตนเสีย แต่ยังคงให้สิทธิเป็นประธานสภาปกครองประเทศชุดใหม่ที่จะตั้งขึ้นอันประกอบด้วยไดเมียวจากแคว้นต่างๆ ในที่สุดแล้ว ยะมะโนะอุจิ โทะโยะโนะริ ไดเมียวแห่งโทะสะ พร้อมด้วยโงะโต โชจิโร ผู้เป็นที่ปรึกษาคนสนิท ก็ได้เรียกร้องให้โยะชิโนะบุลาออกจากตำแหน่ง[18] เพื่อให้แนวทางดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ บัญชาการการรบเพื่อป้องกันปราสาทโอซะกะในช่วงสงครามโบะชิง ค.ศ. 1868 (ภาพเขียนราว ค.ศ. 1870)
เมื่อตระหนักว่าฝ่ายศัตรูยกทัพมาพร้อมด้วยราชธวัชของจักรพรรดิ โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ ได้ตัดสินใจละทิ้งปราสาทโอซะกะและหลบหนีกลับมายังนครเอะโด (ภาพเขียนราว ค.ศ. 1870)

โยะชิโนะบุได้สละตำแหน่งในปลายปี ค.ศ. 1867 ยังผลคือการถวายอำนาจการปกครองบ้านเมืองคืนแก่จักรพรรดิอย่างเป็นทางการ[19] หลังจากนั้นจึงมีการถอนกำลังรบของรัฐบาลโชกุนจากนครหลวงเกียวโตมาประจำอยู่ที่เมืองโอซะกะ อย่างไรก็ตาม แคว้นซัตสึมะและแคว้นโจชูถึงแม้จะสนับสนุนการจัดตั้งสภาไดเมียว แต่ก็คัดค้านในการให้โยะชิโนะบุขึ้นเป็นประธานสภาดังกล่าว[18] ทั้งสองแคว้นได้รับราชโองการลับจากจักรพรรดิ[18] ให้ใช้กำลังในการต่อต้านโยะชิโนะบุ (ซึ่งภายหลังได้มีการพิสูจน์ว่าเป็นการปลอมเอกสาร)[20] และเคลื่อนกำลังพลจำนวนมากของทั้งสองแคว้นเข้าสู่กรุงเกียวโต[21] มีการเรียกประชุมโดยฝ่ายราชสำนักเกิดขึ้น เพื่อริบยศศักดิ์และที่ดินทั้งหมดของโยะชิโนะบุ[22] ถึงแม้ว่าจะไม่มีปฏิกิริยาใดที่อาจตีความได้ว่าฝ่ายโยะชิโนะบุจะทำความผิดหรือก่อความรุนแรงก็ตาม สำหรับผู้ที่คัดค้านการประชุมดังกล่าวก็ถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมประชุมด้วย[21] โยะชิโนะบุแสดงท่าทีคัดค้านและร่างหนังสือประท้วงเพื่อจะนำส่งไปยังราชสำนัก[23] ด้วยการร้องขอของบริวารจากแคว้นไอสึ แคว้นคุนะวะ และแคว้นอื่นๆ รวมทั้งผู้ที่เห็นด้วยส่วนน้อยนิดจากซัตสึมะและโจชู โยะชิโนะบุได้เคลื่อนพลจำนวนมากไปกับตนเพื่อนำหนังสือดังกล่าวไปสู่ราชสำนัก[24]

เมื่อกองทัพโทะกุงะวะมาถึงนอกเมืองเกียวโต ขบวนทัพทั้งหมดถูกยับยั้งไม่ให้เข้ามาในเขตพระนครหลวงและถูกโจมตีโดยทัพของซัตสึมะและโจชู เปิดฉากการปะทะกันครั้งแรกของสงครามโบะชิงในยุทธการโทะบะ-ฟุชิมิ[25] แม้กำลังของฝ่ายโทะกุงะวะจะเหนือกว่า แต่โยะชิโนะบุได้ละทิ้งกองทัพของตนท่ามกลางการต่อสู้เมื่อตระหนักว่าฝ่ายซัตสึมะและโจชูต่อสู้ภายใต้ราชธวัชของพระจักรพรรดิ และหลบหนีไปยังนครเอะโดะ[26] เขาได้กักกันตนเองให้อยู่แต่ในที่พัก และนำส่งหนังสือยอมสวามิภักดิ์ถวายแก่พระจักรพรรดิ ข้อตกลงสันติภาพได้ถูกส่งมายังโยชิโนะบุผ่านทางทะยะสึ คะเมะโนะสุเกะ ประมุขผู้เยาว์แห่งสาขาหนึ่งของตระกูลโทะกุงะวะ ผู้ซึ่งโยะชิโนะบุได้รับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมและแต่งตั้งให้เป็นประมุขของตระกูลโทะกุงะวะ[27] ในวันที่ 11 เมษายน ค.ศ. 1868 ปราสาทเอะโดะได้ถูกส่งมอบแก่กองทัพในสมเด็จพระจักรพรรดิ[28][29] และเมืองเอะโดะทั้งเมืองได้ถูกเว้นจากการทำลายด้วยสงคราม

พร้อมกันกับคะเมะโนะสุเกะ (ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น "โทะกุงะวะ อิเอะซะโทะ") โยะชิโนะบุได้ย้ายไปอยู่ที่ชิซุโอะกะ (ปัจจุบันเป็นเมืองเอกของจังหวัดชิซุโอะกะ) ซึ่งเป็นถิ่นฐานที่โทะกุงะวะ อิเอะยะสึ ผู้สถาปนารัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะใช้ชีวิตหลังออกจากตำแหน่งโชกุนเมื่อหลายศตวรรษก่อน อิเอะซะโทะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นไดเมียวแห่งแคว้นชิสึโอกะ แต่ในอีกไม่กี่ปีต่อมาก็สูญเสียฐานะดังกล่าวไป เนื่องจากระบบแว่นแคว้นและระบบศักดินาแบบดั้งเดิมทั้งหมดถูกรัฐบาลเมจิยกเลิก

ฮะตะโมะโตะ (ซามูไรผู้ขึ้นตรงต่อโชกุน) จำนวนมาก ได้ย้ายติดตามโยะชิโนะบุมาตั้งถิ่นฐานที่ชิซุโอะกะด้วย แต่ด้วยจำนวนฮะตะโมะโตะที่มีมาก ทำให้โยะชิโนะบุไม่สามารถหารายได้มาดูแลคนเหล่านี้ได้เพียงพอ ผลก็คือมีฮะตะโมะโตะจำนวนมากที่เกลียดชังโยะชิโนะบุ บางส่วนส่วนถึงขนาดต้องการจะเอาชีวิตเขาด้วยก็มี[30] โยะชิโนะบุระมัดระวังตัวเองในเรื่องนี้และหวาดกลัวต่อการลอบสังหาร จนต้องคอยสลับตารางเวลานอนของตนเอง เพื่อสร้างความสับสนแก่บรรดามือสังหารที่อาจเข้ามาฆ่าตนได้ทุกเมื่อ[31]

ภายหลังโยะชิโนะบุและครอบครัวทั้งหมด ได้ย้ายกลับมาอยู่ที่เอะโดะ (ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นกรุงโตเกียว) ในปี ค.ศ. 1897 ตราบจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

ปัจฉิมวัย[แก้]

โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ ในช่วงปัจฉิมวัย

หลังการเกษียณตัวเองจากตำแหน่งทางการเมือง โยะชิโนะบุได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ โดยไม่เปิดเผยตัวแก่สาธารณะ และทุ่มเทกับการทำงานอดิเรกต่างๆ เช่น การวาดภาพสีน้ำมัน ยิงธนู ล่าสัตว์ ถ่ายรูป หรือขี่จักรยาน[32] รูปถ่ายบางส่วนของเขาเพิ่งจะได้รับการตีพิมพ์เมื่อไม่กี่ปีมานี้จากโทะกุงะวะ โยะชิโทะโมะ ผู้เป็นทายาทชั้นเหลนของโยะชิโนะบุ[33]

ในปี ค.ศ. 1902 จักรพรรดิเมจิได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้โยะชิโนะบุตั้งตระกูลของตนขึ้นใหม่ในฐานะตระกูลสาขาของตระกูลโทะกุงะวะ โดยได้รับพระราชทานยศเจ้าขุนนางชั้นสูงสุดคือ ชั้นโคชะคุ (เทียบเท่ากับคำว่า Prince หรือเจ้าชายในภาษาอังกฤษ) เพื่อเป็นบำเหน็จแก่การรับใช้ชาติญี่ปุ่นด้วยความภักดีของโยะชิโนะบุ[34]

โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1913 เวลา 16:10 น. ในรัชสมัยของจักรพรรดิไทโช ร่างของเขาได้รับการฝังไว้ที่สุสานยะนะคะ กรุงโตเกียว

บุตรีคนที่ 9 ของโยะชิโนะบุ คือ "โทะกุงะวะ ซึเนะโกะ" (ค.ศ. 1882 – 1939) ได้อภิเษกสมรสกับจอมพลเรือ เจ้าชายฟุชิมิ ฮิโระยะสึ (เป็นพระญาติชั้นลูกพี่ลูกน้องชั้นที่สองของจักรพรรดิโชวะและจักรพรรดินีโคจุน และเป็นพระนัดดาของเจ้าชายคังอิน โคะโตะฮิโตะ) เมื่อวันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1896

เกียรติยศ[แก้]

ศักราชในยุคบะกุฟุของโยะชิโนะบุ[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. Takano, Tokugawa Yoshinobu, p. 26. Sons of the lord of Mito did not bear the name Tokugawa unless they themselves became the next lord.
  2. Tokugawa, Tokugawa yonbyakunen no naishobanashi, pp. 138-140.
  3. Takano, p. 28.
  4. Takano, p. 38.
  5. Takano, p. 48.
  6. Borton, Japan's Modern Century, p. 40.
  7. Borton, pp. 39-40.
  8. Takano, pp. 12-13.
  9. Murray, Japan, p. 362; Kobiyama, Matsudaira Katamori no shōgai, p. 75; Bolitho, Collapse of the Tokugawa Bakufu, p. 9.
  10. Kobiyama, p. 75.
  11. Takano, pp. 132-133.
  12. Kobiyama, pp. 84-87; Totman, p. 45; Takano, p. 20.
  13. See Japan 1853-1864, Or, Genji Yume Monogatari, trans. by Ernest Mason Satow. (Tokyo: Naigai Shuppan Kyokai), for more.
  14. Borton, p. 63.
  15. Tokugawa, Tokugawa yonbyakunen no naishobanashi, vol. 2, p. 162.
  16. Sims, French Policy Towards the Bakufu and Meiji Japan, 1854-95, p. 236.
  17. Treat, Japan and the United States: 1853-1921, p. 89
  18. 18.0 18.1 18.2 Beasley, The History of Modern Japan, p. 96.
  19. Takano, p. 256.
  20. Yamakawa, Aizu Boshin Senshi, pp. 7-9.
  21. 21.0 21.1 Beasley, p. 97.
  22. Beasley, p. 97; Yamakawa, Aizu Boshin Senshi, p. 148-151.
  23. Totman, p. 416. For a copy of the original text of the message, see Yamakawa, pp. 89-90.
  24. Totman, p. 417.
  25. Sasaki, pp. 23-24; Bolitho, pp. 420-422.
  26. Kobiyama, p. 124.
  27. Griffis, The Mikado: Institution and Person, p. 141.
  28. Takano, p. 267.
  29. Tokyo, an administrative perspective. Tokyo Metropolitan Government. 1958. p. 21. สืบค้นเมื่อ 9 April 2011. 
  30. Tokugawa Munefusa, Tokugawa yonbyakunen no naisho banashi, vol. 1, p. 131
  31. Tokugawa, pp. 131-133
  32. Tokugawa, p. 136-138.
  33. For an example of Yoshinobu's photography, see: Tokugawa Yoshitomo, Tokugawa Yoshinobu-ke e yōkoso, p. 73.
  34. Takano, p. 273.
  35. Ibaraki Prefecture e-newsletter

อ้างอิง[แก้]

  • Beasley, William G. (1963). The modern history of Japan. (New York: Praeger).
  • Borton, Hugh (1955). Japan's Modern Century. (New York: The Ronald Press Company).
  • Griffis, William Elliot. (1915). The Mikado: Institution and Person. (Princeton: Princeton University Press).
  • Kobiyama Rokurō (2003). Matsudaira Katamori no shōgai. (Tokyo: Shin Jinbutsu Ōraisha).
  • Murray, David (1905). Japan. (New York: G.P. Putnam's Sons).
  • Sasaki Suguru (1977). Boshin sensō. (Tokyo: Chūōkōron-shinsha).
  • Sims, Richard L. (1998). French Policy Towards the Bakufu and Meiji Japan, 1854-95. (London: Routledge).
  • Takano Kiyoshi 高野澄 (1997). Tokugawa Yoshinobu: kindai Nihon no enshutsusha 德川慶喜 : 近代日本の演出者. (Tokyo: Nihon Hōsō Shuppan Kyōkai 日本放送出版協会).
  • Tokugawa Munefusa 徳川宗英 (2004). Tokugawa Yonhyaku-nen no naisho-banashi 徳川四百年の内緒話 Vol. 1. (Tokyo: Bungei-shunju).
  • Tokugawa Munefusa 徳川宗英 (2004). Tokugawa Yonhyaku-nen no naisho-banashi 徳川四百年の内緒話 Vol. 2: Raibaru tekishō hen. (Tokyo: Bungei-shunju).
  • Tokugawa Yoshitomo 徳川慶朝 (2003). Tokugawa Yoshinobu-ke ni Yōkoso: Wagaya ni tsutawaru aisubeki "Saigo no Shogun" no Yokogao 徳川慶喜家にようこそ わが家に伝わる愛すべき「最後の将軍」の横顔. (Tokyo: Bungei-shunju). ISBN 4-16-765680-9
  • Totman, Conrad (1980). The Collapse of the Tokugawa Bakufu, 1862-1868. (Honolulu: University of Hawai'i Press)
  • Treat, Payson J. (1921). Japan and the United States: 1853-1921. (New York: Houghton Mifflin Company).
  • Yamakawa Kenjirō (1933). Aizu Boshin Senshi. (Tokyo: Tokyo Daigaku Shuppankai).

หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]

  • Matsuura Rei 松浦玲 (1975). Tokugawa Yoshinobu: shōgun-ke no Meiji-ishin 德川慶喜 : 将軍家の明治維新. (Tokyo: Chūōkōronsha 中央公論社).
  • Satow, Ernest Mason, trans. (1905). Japan 1853-1864, Or, Genji Yume Monogatari. (Tokyo: Naigai Shuppan Kyokai).
  • Shibusawa Eiichi 渋沢栄一, ed. (1967–1968) Tokugawa Yoshinobu-kō den 德川慶喜公伝. (Tokyo: Heibonsha 平凡社).

นวนิยาย:

  • Shiba, Ryōtarō (1998). The Last Shogun: The Life of Tokugawa Yoshinobu, trans. Juliet Winters Carpenter. (New York: Kodansha International). ISBN 1-56836-246-3
ก่อนหน้า โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ ถัดไป
โทะกุงะวะ อิเอะโมะจิ 2leftarrow.png Tokugawa family crest.svg
โชกุนแห่งเอะโดะบะกุฟุ
(ค.ศ. 1866 - ค.ศ. 1867)
2rightarrow.png ยกเลิกตำแหน่งโชกุน
โทะกุงะวะ โชมะรุ 2leftarrow.png ประมุขแห่งตระกูลโทะกุงะวะ สายฮิโทะซึบะชิ
(ค.ศ. 1847 - ค.ศ. 1866)
2rightarrow.png โทะกุงะวะ โมะจิฮะรุ
โทะกุงะวะ อิเอะโมะจิ 2leftarrow.png ประมุขแห่งตระกูลโทะกุงะวะ
(ค.ศ. 1867 - ค.ศ. 1868)
2rightarrow.png โทะกุงะวะ อิเอะซะโทะ
ไม่มี (ตั้งสกุลใหม่) 2leftarrow.png ประมุขแห่งโทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ-เคะ
(ค.ศ. 1867 - ค.ศ. 1868)
2rightarrow.png โทะกุงะวะ โยะชิฮิซะ