โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ
Jojobizvol1.jpg
ชื่อไทย โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ
ชื่อญี่ปุ่น ジョジョの奇妙な冒険
ชื่ออังกฤษ JoJo's Bizarre Adventure
ประเภท โชเน็น
แนว แฟนตาซี, แอ็คชั่น, ผจญภัย
มังงะ
เขียนเรื่อง ฮิโรฮิโกะ อารากิ
ตีพิมพ์ ธงชาติของญี่ปุ่น ชูเอฉะ
ธงชาติของไทย เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์
ลง ธงชาติของญี่ปุ่น โชเน็นจัมป์
ธงชาติของไทย บูม
เมื่อ พ.ศ. 2530พ.ศ. 2547
จำนวนเล่ม 80 เล่ม (รวม 6 ภาค)
Wikikartoon.png ส่วนหนึ่งของสารานุกรมการ์ตูนญี่ปุ่น

โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ (ญี่ปุ่น: ジョジョの奇妙な冒険 Jojo no Kimyō na Bōken ? ; อังกฤษ: JoJo's Bizarre Adventure) เป็นการ์ตูนญี่ปุ่น (มังงะ) แนวแฟนตาซี แอ็กชัน ผจญภัย เขียนโดย ฮิโรฮิโกะ อารากิ ลงตีพิมพ์ในนิตยสารโชเน็นจัมป์รายสัปดาห์ ในเครือสำนักพิมพ์ชูเอฉะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 - 2547 ทั้งหมด 6 ภาคจบ ส่วนลิขสิทธิ์ในประเทศไทยเป็นของ บริษัท เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด ซึ่งตีพิมพ์จบสมบูรณ์ทั้ง 6 ภาคแล้ว ด้วยจำนวนเล่มตั้งแต่ภาคที่ 1 ถึง 5 จำนวน 63 เล่มจบ และภาคที่ 6 (ซึ่งพิมพ์นับจำนวนเล่มใหม่) 17 เล่มจบ

เนื้อหาหลักทั้งหมดของทั้ง 6 ภาคนั้น จะมีความเกี่ยวเนื่องกันอยู่เล็กน้อย เนื่องจากตัวละครเอกทุกภาคจะมีความเกี่ยวข้องกันโดยสายเลือด ทั้งทางตรงและทางอ้อม กับตระกูล โจสตาร์ ซึ่งมี โจนาธาน โจสตาร์ ตัวละครเอกของภาคที่ 1 เป็นต้นตระกูล โดยจะแบ่งเรื่องทั้งชุดออกได้เป็นสองช่วงหลัก ๆ นั่นคือ ช่วงแรก (ภาคที่ 1-2) จะใช้ความสามารถของ "คลื่นพลังมนตรา" ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับลมปราณภายใน มาต่อสู้กับตัวร้ายที่เป็นเผ่าพันธุ์อมตะ และช่วงที่ 2 (ภาคที่ 3-6) จะใช้ความสามารถที่เรียกว่า "สแตนด์" (Stand) ซึ่งเป็นพลังจิตที่ผู้ใช้สแตนด์สร้างให้มีตัวตนขึ้น และ มีความสามารถแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เข้าต่อสู้กัน

ในภาคที่ 7 : สตีล บอล รัน ช่วงแรกผู้เขียนตั้งใจจะให้เป็นเนื้อเรื่องแยกออกมาจากเนื้อเรื่องเดิม โดยเปรียบเสมือนเป็นโลกคู่ขนานของซีรีส์หลัก มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแข่งม้าข้ามทวีปอเมริกาที่ชื่อ สตีล บอล รัน แต่ในภายหลังก็ตัดสินใจยกให้เป็นโจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ ภาคที่ 7 (เริ่มตั้งแต่รวมเล่ม 5) และนำแนวคิดของความสามารถสแตนด์กลับมาใช้ในเรื่องเหมือนเดิม

เนื้อหา

[แก้] หนังสือการ์ตูน

[แก้] ภาค 1 : Phantom Blood : สายเลือดปิศาจ (1889 - Jonathan Joestar)

เนื้อเรื่องกล่าวถึง โจนาธาน โจสตาร์ โจโจ้ คนแรกในซีรีส์ เป็นลูกโทนในตระกูลโจสตาร์ซึ่งเป็นตระกูลผู้ดีอังกฤษ และ ดิโอ บรันโด (Dio Brando)

ด้วยการฉวยโอกาสจากความเข้าใจผิดของพ่อของโจโจ้ว่าพ่อของดิโอเป็นผุ้มีพระคุณช่วยชีวิตในขณะประสบอุบัติเหตุ (ทั้งที่จริงไม่ใช่) เมื่อพ่อของบรันโดป่วยตายอย่างมีเงื่อนงำ บรันโดได้ถือโอกาสอ้างสิทธิ์ของผู้เป็นพ่อเข้ามายังตระกูลโจสตาร์ และพ่อของโจโจ้ยินดีรับดิโอเข้ามาเป็นบุตรบุญธรรม รวมถึงรับเลี้ยงดิโออย่างเท่าเทียมเสมอลูกคนหนึ่ง ทั้งคู่ต่างมีความคล้ายคลึงกันในบุคลิกและความสามารถ แต่ลักษณะของความคิดและนิสัยกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดิโอมักจะหาโอกาสกลั่นแกล้งโจโจ้เสมอทันทีที่มีโอกาส และทั้งคู่ชอบผู้หญิงคนเดียวกัน

เมื่อโตขึ้น โจนาธาน โจสตาร์ได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับอารยธรรมโบราณที่มีความเกี่ยวข้องกับการสังเวยเลือดมนุษย์ และได้นำตัวอย่าง 'หน้ากากศิลา' กลับมา ต่อมาดิโอได้แอบเข้าไปค้นหาหน้ากากศิลา และค้นพบความลับของหน้ากากศิลาด้วยความบังเอิญ แต่ก็ยังไม่ได้ใช้หน้ากากนั้น จนกระทั่งความลับอันดำมืดของดิโอที่พยายามฆาตกรรมพ่อของโจโจ้ แต่ไม่สำเร็จและถูกเปิดโปงเสียก่อน ดิโอสูญสิ้นโอกาสและความหวังที่ตั้งใจ จึงตัดสินใจสวมหน้ากาก และได้รับพลังจากหน้ากากศิลา

หลังจากดิโอได้พลังของหน้ากากศิลาแล้วได้พยายามวางแผนทำลายตระกูลโจสตาร์ และแย่งชิงนางเอกมาจากโจนาธาน โจสตาร์ ในตอนจบเป็นบทที่ทั้งสองต่อสู้กัน จนในที่สุดโจนาธาน โจสตาร์เอาชนะดิโอได้โดยแลกกับความตายของตนเอง แต่ดิโอกลับหายสาปสูญไปหลังจากการต่อสู้ครั้งนั้น

[แก้] ภาค 2 : Battle Tendency  : กระแสสงคราม (1939 - Joseph Joestar)

ตัวเอกในภาคนี้คือโจเซฟ โจสตาร์ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของโจนาธาน โจสตาร์ในภาคแรก ซึ่งถูกเลี้ยงดูมาโดยเอริน่า โจสตาร์ภรรยาของโจนาธาน โจสตาร์ ภาคนี้ดำเนินเรื่องโดยมีชาติกำเนิดที่เป็นความลับของโจเซฟ โจสตาร์ ความสัมพันธ์ของตระกูลโจสตาร์กับตระกูลเซปเปลี่ กองทหารนาซีและบุรุษเสาหินทั้งสาม เป็นแกนเรื่อง ต่อมาเหล่าบุรุษเสาหินในตำนานทั้งสาม ได้แก่ เอซิดิส วามูและคาร์ซ ก็คืนชีพขึ้นมาอีกครั้งเพื่อตามหาศิลาแดงเอเจอร์ที่เมื่อฝังไปยังหน้ากากศิลาแล้วจะมาอนุภาคทำลายล้างสูงและเป็นอมตะ ต่อมาได้ไปต่อกรกับโจเซฟและซีซาร์โดยการที่ เอซิดิสได้ฝังแหวนยาพิษเข้าไปที่คอของโจเซฟส่วนวามูฝังแหวนไปที่หัวใจ จากนั้นลิซ่าลิซ่า ได้มาเป็นครูฝึกพลังคลื่นมนตราให้กับ ซีซาร์และโจเซฟ ทำให้ทั้งสองมีวิชาด้านเฉพาะของตัวเองเพิ่มขึ้น จึงสามารถกำจัดเอซิดิสได้ จากนั้นต่อมามีการต่อสู้ของซีซาร์กับวามู ทำให้ซีซาร์ได้พ่ายแพ้และสิ้นชีพเพียงแค่วัย 20ปี ทำให้โจเซฟแค้นมาก จึงจัดการท้าประลองเกิดขึ้น โดยการให้ลิซ่าลิซ่า ต่อสู้กับคารซ์ แล้วตนเองต่อสู้กับวามู เพื่อแลกกับศิลาแดงเอเจอร์ การต่อสู้ของวามูทำให้โจเซฟได้ชัยชนะไป ส่วนการต่อสู้ของลิซ่าลิซ่า กับคาร์ซ ลิซ่าลิซ่าได้พ่ายแพ้แต่ไม่ถึงขั้นตาย ทำให้โจเซฟเกิดความโมโห จึงหาวิธีกำจัดคาร์ซ แต่คาร์ซได้พลังอมตะจากหน้ากากศิลาแดงเอเจอร์ไปซะก่อนแต่ภายหลังโจเซฟสามารถเอาชนะได้ การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้โจเซฟเสียแขนไปหนึ่งข้าง ต่อมาความลับถูกเปิดเผยก็คือ ลิซ่าลิซ่า ที่แท้จริงแล้วเป็นมารดาของโจเซฟ และหลังจากนั้นโจเซฟก็ได้แต่งงานกับสาวใช้ของลิซ่าลิซ่า

[แก้] ภาค 3 : Stardust Crusaders : นักรบประกายดาว (1989 - Cujoh Jotaro)

ดูบทความหลักที่ โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ ภาค 3

ตัวเอกคือคูโจ โจทาโร่ ต้องเดินทางจากญี่ปุ่นไปยังอียิปต์เพื่อต่อสู้กับดิโอ บรันโด ศัตรูของบรรพบุรุษในภาคแรกที่ฟื้นกลับมาอีกครั้ง โดยในภาคที่ 3 นี้ถือว่าเป็นภาคที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด โจทาโร่ได้พบพลังอันลึกลับของตน นั่นก็คือสแตนด์ เพื่อนร่วมในการเดินทางตั้งชื่อสแตนด์จากการทำนายไพ่มีชื่อว่า "สตาร์แพลตตินั่ม" ภาคนี้โจเซฟกลับมามีบทบาทอีกครั้งก็คือ เป็นคุณปู่ของโจทาโร่ถึงจะอายุมากแล้วแต่ก็ยังมีแสตนด์(เฮอร์มิท เพอเพิล:แสตนด์หนามกุหลาบสามารถถ่ายภาพระยะไกลได้) เริ่มเรื่องจากที่ โฮลี่ ลูกสาวของโจเซฟ หรือคุณแม่ของโจทาโร่ได้มีอาการทรุดหนักเนื่องจากมีสแตนด์เกิดขึ้นมาภายในตัว ซึ่งสแตนด์นี้มีการส่งผลในทางที่เลวร้าย ทำร้ายร่างกายของตนเพราะว่า ดีโอ บรันโดได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา โจเซฟและโจทาโร่กับพรรคพวก ร่วมกันออกเดินทางเพื่อตามล่าหาทางกำจัดดีโอ เพื่อแก้คำสาปที่กำลังทำร้ายแม่และลูกสาวของตน ภายหลังเมื่อต่อสู้กับดีโอ โจเซฟได้ตายไปเพราะถูกดีโอดูดเลือดจนหมดตัว ดีโอมีความสามารถในการหยุดเวลาทำให้โจทาโร่นั้นเฉียดตายมาแล้วหลายครั้ง ต่อมาการต่อสู้เริ่มดุเดือดขึ้นโจทาโร่ก็ได้พบกับความสามารถของตัวเองที่เพิ่มขึ้นมา นั่นคือ"หยุดเวลา" ได้เช่นเดียวกับดีโอ พอดีโอได้รู้จึงรีบหาทางกำจัดโจทาโร่โดยการหยุดเวลาให้เร็วกว่า แล้วยกรถบรรทุกมาทับร่างโจทาโร่แต่ ช่วงที่การหยุดเวลาของดีโอจะหมดลง โจทาโร่ก็ได้หยุดเวลาต่อจากนั้นทำให้ดีโอถูกกำจัดลง แล้วโจเซฟก็ได้คืนชีพเพราะเลือดจากซากของดีโอ จากนั้นพรรคพวกก็แยกย้ายกันออกเดินทางกลับบ้านเกิด แล้วโจเซฟกับโจโทโร่ก็ได้กลับบ้านไปหาลูกสาวและแม่ของตนที่นั่งรออยู่ที่บ้านอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส่

[แก้] ภาค 4 : Diamond is Unbreakable : เพชรแท้ไม่มีวันสลาย (1999 - Higashikata Josuke)

ดูบทความหลักที่ โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ ภาค 4

เรื่องราวเกิดขึ้นในญี่ปุ่น ที่เมืองโมริโอ ปี ค.ศ. 1999

ตัวเอกคือ ฮิงาชิคาตะ โจสุเกะ ชื่อสแตนด์คือ:เครซี่ ไดมอนด์(โจทาโร่ตั้งให้) ลูกชายอีกคนหนึ่งของ โจเซฟ โจสตาร์ กับหญิงสาวชาวญี่ปุ่น ความสามาถสแตนด์ของโจสุเกะก็คือสามารถรักษาอาการบาดแผลของคน ซ่อมแซมสิ่งของได้ทุกอย่าง เนื้อหาจะเกี่ยวกับผู้ใช้สแตนด์ที่เพิ่มมากขึ้นจากการที่ใครบางคนใช้ธนูกับคันศรยิงคนทั่วไป ทำให้เกิดผู้ใช้สแตนด์ทั้งดีและร้าย โดยศัตรูสุดท้ายที่ร้ายกาจที่สุดก็คือ คิระ โยชิคาเงะ ฆาตกรโรคจิตที่ได้รับพลังสแตนด์สำหรับฆ่าคนมา และใช้มันฆ่าหญิงสาวหลายสิบราย หลังจากที่ได้สืบหาข้อมูลของคิระแล้ว โจสุเกะและพรรคพวกได้พยายามตามล่าหาคิระ ภายหลังได้มีการต่อสู้กันเกิดขึ้นโจสุเกะเกือบตายเพราะพลังสแตนด์ของคิระ (คิลเลอร์ควีนร่าง 2หรือเชียร์ฮาร์ทแอคแท๊กซ์:พลังระเบิดที่สามารถกดชนวนระเบิดได้อัตโนมัติและสามารถปล่อยระเบิดล่องหนได้) แต่ก็มีพรรคพวกมาช่วยนั่นก็คือ ฮิโรเสะ โคอิจิ(สแตนด์:เอคโคส์ act3 ความสามารถในการถ่ายเทน้ำหนัก) และนิจิมูระ โอคุยาสึ (สแตนด์:เดอะแฮนด์ มือข้างขวาสามารถลบทุกสิ่งทุกอย่าง) ทำให้รอดพ้นนาทีวิกฤตมาได้

[แก้] ภาค 5 : Vento Aureo : สายลมทองคำ (2001 - Giorno Giovanna)

ดูบทความหลักที่ โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ ภาค 5

เรื่องราวเกิดขึ้นในอิตาลี

ตัวเอกคือ โจรูโน่ โจบาน่า(สแตนด์:โกลเอ็กซ์ พีเรียนซ์ สามารถให้กำเนิดหรือปลูกถ่ายสิ่งมีชีวิตขึ้นมาใหม่ได้) ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นลูกชายของ ดิโอ แบรนโดกับหญิงสาวที่น่าจะเป็นเหยื่อของดีโอ แต่มีสายเลือดของโจสตาร์ โดยมี ฮิโรเสะ โคอิจิ ตัวละครในภาค 4 เป็นคนเชื่อมเรื่องกับภาค 4 ในช่วงแรก ภาคนี้เป็นการชิงไหวชิงพริบในแก๊งมาเฟียอิตาลีที่โจรูโน่สังกัดอยู่ และเดินทางไปทั่วประเทศอิตาลีในเรื่อง โจรูน่าอยากจะเป็นมาเฟียจึงไปอยู่ในองค์กรพาสซิโอเน่ที่มี บรูโน่ บูจาราตี้(สแตนด์:สติงกี้ ฟิงเกอร์) เป็นผู้นำเข้าทีมขององค์กร และมีพรรคพวกอีก 4 คน ภายหลังบอสได้มีคำสั่งให้ช่วยดูแลลูกสาวของตนนั่นก็คือ "ทริช" (สแตนด์:สไปร์ท เกิร์ล) แต่ความจริงแล้วที่มีคำสั่งให้พวกโจรูโน่ดูแลอย่างดีก็เพื่อที่ตนจะได้ฆ่าลูกสาวตนเองกับมือ ทำให้พวกโจรูโน่ยอมให้ทำแบบนั้นไม่ได้ จึงคิดที่จะทรยศบอสซะ บอสเลยส่งทีมนักฆ่าไปลอบสังหารพวกโจรูโน่แต่ ก็รอดมาได้ทุกครั้ง ท้ายสุดเมื่อโจรูโน่ได้พบกับบอส ก็คือ คิงคริมสัน เป็นสแตนด์ที่สามารถลบเวลาออกไปได้ แต่โจรูโน่ก็ได้โค่นบอสลงได้โดยการที่แทงลูกธนูเข้าที่อกตนเองอีกครั้ง ทำให้มีความสามารถใหม่เกิดขึ้นจึงสามารถเอาชนะบอสได้ ในที่สุด โจรูโน่ก็ได้เป็นประธานองค์กรพาสซิโอเน่ (การต่อสู้ครั้งนี้สูญเสียพรรคพวกไป4คน:นารันช่า,บูจาราตี้,อาบัคคิโอ้,ฟูโก้)

[แก้] ภาค 6 : Stone Ocean : สมุทรศิลา (2010 - Cujoh Joelyne)

ตัวเอกคือ คูโจ โจลีน ลูกสาวของ คูโจ โจทาโร่ ที่ถูกอุบายทำให้ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำกรีน ดอลฟิน สตรีท ที่มลรัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา ในภาคนี้ได้แนะนำแนวคิดของ ดิสก์ ที่ตัวร้ายคือบาทหลวงเอ็นริเก้ พุซซี่ ใช้ในการมอบความสามารถสแตนด์ให้กับมนุษย์คนใดก็ได้ Stone Ocean ยังเป็นภาคที่มีการแยกชื่อภาคออกมาอย่างชัดเจน และในการตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มก็ได้เริ่มนับเล่มใหม่ตั้งแต่เล่ม 1 ด้วย (ถึงแม้จะมีตัวเลขที่นับต่อจากภาค 5 กำกับไว้ด้วย) บทสรุปของภาค Stone Ocean ถือเป็นบทสรุปของจักรวาลโจโจ้ที่สมบูรณ์

[แก้] ภาค 7 : STEEL BALL RUN : สตีล บอล รัน (1890 - Gyro Zeppeli, Johny Joestar)

ดูบทความหลักที่ สตีล บอล รัน

ภาคนี้เป็นโลกคู่ขนานจากโจโจ้ 6 ภาคก่อนหน้านี้(เนื่องด้วยพลังสแตนด์ของบาทหลวงพุซซี่ในภาค 6) เนื้อเรื่องย้อนกลับไปในปี 1890 มหาเศรษฐีสตีเฟ่น สตีลได้จัดการแข่ง สตีล บอล รัน ขึ้น เป็นการแข่งม้าข้ามทวีปอเมริกาเหนือ เริ่มตั้งแต่เมืองซานดิเอโก้ ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย จนถึงนครนิวยอร์ก โดยผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 50 ล้านดอลล่าร์ ตัวเอกในภาคนี้กลับไม่ใช่คนในตระกูลโจสตาร์อย่างที่แล้วๆมา แต่เป็นทายาทตระกูลสนิทของโจสตาร์คือ ไจโร่ เซ็ปเปลี่ แต่สายเลือดโจสตาร์ก็ยังปรากฏตัวในบทพระรองได้แก่ โจนี่ โจสตาร์ รวมถึงตัวละครในโลกคู่ขนานของ 6 ภาคก่อนหน้าก็มาปรากฏโฉมอีกหลายต่อหลายตัวละคร

[แก้] ภาค 8 : Jojolion (2011 ยังไม่ทราบชื่อตัวเอก )

ดูบทความหลักที่ โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ ภาค 8

เหตุการณ์ในเรื่องอยู่ในปี 2011 (ยังคงเป็นโลกคู่ขนานเหมือนภาค 7) ในภาคนี้เนื้อเรื่องเกิดที่เมืองโมริโอในประเทศญี่ปุ่นหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในโทโฮะกุ เริ่มเรื่องด้วยการที่ตัวเอกสูญเสียความทรงจำและพยายามตามรอยของตัวเองจากหมวกกะลาสีที่ตัวเองสวมอยู่ เขาตามไปถึงบ้านของ คิระ โยชิคาเงะ [ที่เขาเข้าใจว่าเป็นชื่อของเขา] แต่กลับถูกคนในบ้านโจมตี

[แก้] ภาพยนตร์การ์ตูน

  • ได้นำภาค 3 มาทำเป็นภาพยนตร์การ์ตูน ในรูปแบบโอวีเอ ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1993 ความยาว 6 ตอน เริ่มตั้งแต่พวกโจทาโร่อยู่ในอียิปต์ (เล่ม 12 ตามหนังสือการ์ตูน)
  • ปี ค.ศ. 2001 ได้นำภาพยนตร์การ์ตูนตอนก่อนหน้าของภาพยนตร์การ์ตูนเดิม ตั้งแต่ช่วงแรกของภาค 3 ความยาว 7 ตอน

[แก้] วีดีโอเกม

[แก้] เกร็ด

  • ชื่อสแตนด์ของการ์ตูนเรื่องนี้ ในภาค 3 มาจากชื่อของไพ่ทาโร่ต์ (เช่น Star Plattinum มาจากชื่อไพ่ The Star) และบางส่วนจากเทพเจ้าอียิปต์โบราณ (เช่น Anubis เทพผู้ควบคุมความตาย) ส่วนตั้งแต่ภาค 4 เป็นต้นไปผู้เขียนมักจะนำมาจากชื่อวงดนตรีทางฝั่งยุโรปและอเมริกาและชื่อเพลงของวงดนตรีต่างๆ อาทิเช่น Spice girls , Oasis

[แก้] ภาคที่ 1-7

  • สายเลือดของตระกูลโจสตาร์ ทุกคนยังมีปานรูปดาวบนหลังคอด้วย (ประมาณหลังคอเยื้องมาหลังบ่าด้านซ้าย ถ้าตามต้นฉบับญี่ปุ่น) (Star = ดาว)

[แก้] ภาคที่ 3

  • ภาคนี้เป็นภาคแรกที่มี Stand และความสามารถดังกล่าวไม่ได้พบในมนุษย์เท่านั้น สามารถพบได้ในสัตว์ เช่น ลิง สุนัข นก รวมถึงสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ดาบ ด้วย

[แก้] ภาคที่ 4

  • สัญลักษณ์ในภาคนี้คือ หัวใจ และ สันติภาพ (Peace) สื่อถึงความสงบสุขและความรักในเมืองเกิดของตน
  • สแตนด์ เครซี่ ไดมอนด์ ของโจสุเกะ ดัดแปลงมาจากสแตนด์ เดอะเวิร์ลด์ ของ DIO
  • หลายๆฉากในภาคนี้ นำมาจากภาพยนตร์ของสตีเฟ่น คิง เช่นฉาก อวคอ เนคเลซ ในท่อระบายน้ำ จากเรื่อง The Shining หรือฉากกองทหาร จากเรื่อง แบด คัมพานี *ชื่อสแตนด์ อะตอม ฮาร์ท ฟาเธอร์ ดัดแปลงมาจากชื่ออัลบั้ม Atom Heart Mother โดย Pink Floyd

[แก้] ภาคที่ 5

  • ชื่อตัวละครในภาคนี้ส่วนใหญ่จะนำมาจากชื่อของอาหารต่างๆในภาษาอิตาลีเช่น รีส็อตโต (Resotto) แพนนาก็อตตา (Pannacotta)
  • ในเนื้อเรื่องมีการกล่าวถึงตัวละครบางตัวถูกฆ่าโดยการหั่นเป็นชิ้นๆและใส่กรอบไว้ มีลักษณะคล้ายกับงาน Some Comfort Gained from the Acceptance of the Inherent Lies in Everything โดยศิลปินแนวป๊อบอาร์ตชาวอังกฤษที่ชื่อ Damien Hirst ที่นำวัวทั้งตัวมาหั่นเป็นชิ้นแล้วใส่กรอบไว้ ซึ่งผลงานลักษณะนี้มีให้เห็นในภาพยนตร์เรื่อง The Cell ด้วย
  • แม้ในเรื่องจะไม่กล่าวถึง แต่เต่าที่มีกุญแจติดอยู่ข้างหลัง ถูกระบุชื่ออย่างเป็นทางการไว้ว่า Coco Jumbo และชื่อสแตนด์ของมันก็คือ Mr. President
  • สัญลักษณ์ในภาคนี้คือเต่าทอง สื่อความหมายถึงชีวิตและความเป็นอมตะ

[แก้] ภาคที่ 6

  • ชื่อสแตนด์ สโตน ฟรี ของ โจลีน มาจากชื่อเพลงเพลงหนึ่งของ จิมมี่ เฮนดริกซ์ (ชื่อนี้เป็นชื่อ albumของ jimi hendrix ด้วย)
  • นอกจากคูโจ โจลีน แล้ว ตัวละครอื่นทุกตัวที่ปรากฏชื่อออกมาล้วนแต่นำมาจากชื่อสินค้า Brand ต่างๆทั้งสิ้น เรียงตามการปรากฏตัวดังนี้

แอเมส (Hermes) เอมโพริโอ้ (Emporio) เกส (Guess) ปุชชี่ (Emilio Pucci) ฌองการี อาโน่ (John Galliano) อเล็กแซนเดอร์ แมคควีน (Alexander McQueen) มิราชั่น (Mirashon) แรงเลอร์ (Wrangler) สปอร์ต แม็กซ์ (Sports Max) แอนนาซุย (Anna Sui) กุชชี่ (Gucci) โซนี่ (Sony) วิเวียน เวสต์วู้ด (Vivian Westwood) เคนโซ (Kenzo) ดีแอนด์จี โดลเช่ แอนด์ กับบาน่า (D&G - Dolce&Gabbana) มิวมิว (Miumiu) อุงกาโร่ (Emanuel Ungaro) ริคิเอล (Sonia Rikiel) โดนาเทลล่า เวอร์ซาเช่ (Donatella Versace)

  • ในตอนของเวธเธอร์รีพอร์ตตอนแรก ฉากฝนกบ เหมือนกับภาพยนตร์เรื่อง Magnolia
  • ในตอนของมิวมิว อาการความจำสั้นจนต้องสักข้อความต่างๆไว้บนร่างกาย เหมือนกับภาพยนตร์เรื่อง Memento
  • สัญลักณ์ของภาคนี้คือผีเสื้อติดไยแมงมุม ผีเสื้อสื่อถึงอิสรภาพและการเจริญเติบโต ส่วนไยแมงมุมสื่อถึงการติดกับดัก

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น


โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ

เนื้อเรื่องหลัก
ภาค 1: Phantom Blood | ภาค 2: Battle Tendency | ภาค 3: Stardust Crusaders |
ภาค 4: Diamond is not Crash | ภาค 5: Golden Wind | ภาค 6: Stone Ocean |
ภาค 7: STEEL BALL RUN | ภาค 8: Jojolion |
เรื่องสั้น
ปริศนายมทูต
ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
สแตนด์ | ชื่อดนตรีที่เกี่ยวข้อง | Time line |

เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น