แมงป่อง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก แมงงอด)
แมงป่อง
ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: ยุคซิลลูเรียน-ปัจจุบัน
, 440–0 Ma
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Arthropoda
ไฟลัมย่อย: Chelicerata
ชั้น: Arachnida
อันดับ: Scorpiones
C. L. Koch, 1837
วงศ์ใหญ่
แผนที่แสดงการกระจายพันธุ์ของแมงป่องทั่วโลก

แมงป่อง (อังกฤษ: Scorpion) จัดอยู่ในประเภทสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จำพวกสัตว์ขาปล้อง เป็นสัตว์มีมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของแมงป่องที่มีอายุถึง 440 ล้านปี ตั้งแต่ยุคซิลลูเรียน เช่น Archaeobuthus estephani หรือ Protoischnurus axelrodorum [1] ซึ่งแมงป่องในยุคโบราณที่มีความยาวที่สุดยาวเกือบ 90 เซนติเมตร

ลักษณะและพฤติกรรม[แก้]

แมงป่องเป็นสัตว์มีพิษ มีรูปร่างคล้ายปู ส่วนหัวติดกับอกเป็นส่วนเดียวกัน รูปร่างค่อนไปทางสี่เหลี่ยมยาว ลำตัวยาวเป็นปล้อง ๆ ประมาณ 2-10 เซนติเมตร มีก้ามคล้ายก้ามปู 1 คู่ และลำตัวติดกัน มีขาเป็นปล้อง ๆ 4 คู่ติดอยู่ ท้องยาวออกไปเป็นหาง มี 5 ปล้อง ที่ปลายหางมีอวัยวะสำหรับต่อย ความยาวโดยเฉลี่ย 3-9 เซนติเมตร โดยแมงป่องที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกพบในถ้ำมีความยาวเพียง 9 มิลลิเมตรเท่านั้น

แมงป่องเป็นสัตว์ที่โดยปกติจะสงบเงียบ แต่ถ้าหากถูกรบกวน จะยกหางชูงอ ๆ ที่ด้านหลัง เพื่อขู่ และจะต่อยเพื่อป้องกันตัวหรือออกล่าเหยื่อ[2]

แมงป่องเป็นสัตว์ไม่ชอบแสงสว่าง มักจะหลบซ่อนตัวอยู่ตามสถานที่มืดและชื้น เช่น ใต้ก้อนหิน ใต้กองไม้ ใต้ใบไม้ หรือขุดโพรงหรือรูอยู่ตามป่าละเมาะ และออกหากินในเวลากลางคืน ทั่วโลกมีแมงป่องประมาณ 1,200 ชนิด[1] อยู่ทั้งในเขตทะเลทราย เขตร้อนชื้น หรือแม้แต่แถบชายฝั่งทะเล พบชนิดที่มีพิษร้ายแรง 50 ชนิด [1]บางชนิดมีพิษรุนแรงมาก เช่น แมงป่องในสกุล Centruroides ที่รัฐแอริโซนาของสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก บราซิล และทะเลทรายสะฮารา

นอกจากนี้แล้ว แมงป่องยังมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัตว์ขาปล้องจำพวกอื่น ๆ คือ มีสารซึ่งเมื่อต้องกับแสงแบล็คไลท์แล้ว จะเห็นเป็นตัวแมงป่องเรืองแสง ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากสารชนิดหนึ่งซึ่งยังไม่ทราบแน่นอน ซึ่งฝังตัวอยู่เป็นชั้นบาง ๆ ในเปลือกของแมงป่อง ถึงแม้แมงป่องตายไปแล้วเป็นเวลานาน คุณสมบัติเรืองแสงนี้ก็ยังคงอยู่ จากซากแมงป่องอายุหลายร้อยปีพบว่า แม้ว่าเปลือกจะไม่คงรูปร่างแล้ว แต่สารเรืองแสงยังคงฝังตัวติดกับหินซากดึกดำบรรพ์ นอกจากนี้ตัวอย่างแมงป่องที่ดอง หรือแม้แต่แมงป่องที่ถูกทอดเพื่อเป็นอาหาร ก็ยังคงสารตัวนี้อยู่[3]

แมงป่องภายใต้แสงแบล็คไลท์

ในประเทศไทย มี 11 ชนิด[4] ที่พบบ่อยมากที่สุด คือ แมงป่องในวงศ์ Scorpionidae สกุล Heterometrus ได้แก่ H. longimanus และ H. laoticus พบ H. laoticus มากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย[1]

ประสาทสัมผัส[แก้]

แมงป่องมีตาบนหัวหนึ่งคู่ และตาข้างอีก 3 คู่ แม้ว่าแมงป่องมีตาหลายคู่ แต่มีประสิทธิภาพการมองเห็นต่ำมาก และไม่ไวพอจะรับแสงกระพริบได้ เช่น แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูป และต้องใช้เวลานานในการปรับตาให้ตอบสนองต่อแสง สังเกตได้เมื่อแมงป่องถูกนำออกจากที่มืด ต้องใช้เวลานับนาทีจึงจะเริ่มเคลื่อนไหว

ข้อด้อยเรื่องสายตาได้ถูกทดแทนด้วยสิ่งอื่น ร่างกายแมงป่องปกคลุมด้วยเส้นขนจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณปล้องพิษ ขนเหล่านี้รับความรู้สึกจากการเคลื่อนไหวของอากาศ ทำให้แมงป่องไวต่อเสียงมาก แมงป่องจึงชูหางขึ้นทันทีที่มีเสียง หรือมีการเคลื่อนไหวของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เมื่อมีเหยื่อหรือศัตรูเข้ามาใกล้ และสามารถฉีดพิษสู่เหยื่อได้อย่างแม่นยำ[3]

พิษ[แก้]

แมงป่องเป็นสัตว์ที่สามารถอดอาหารได้เป็นเดือน โดยปกติแล้วเมื่อล่าเหยื่อจะฉีดพิษเพื่อให้เหยื่อเป็นอัมพาตก่อนจะกินทั้งเป็น แมงป่องเป็นสัตว์กินเนื้อ โดยจะล่าเหยื่อเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเล็ก ๆ เช่น แมง, แมลง ต่าง ๆ เป็นอาหาร พิษของแมงป่องเป็นสารประกอบโปรตีนมีลักษณะใสคล้ายน้ำส้มสายชู[2] พิษของแมงป่องมีพิษต่อระบบประสาท ส่วนน้อยมีพิษต่อระบบโลหิต รอยแผลจะมีลักษณะคล้ายเข็มแทงรูเดียว บางครั้งอาจเป็นรอยไหม้ โดยทั่วไปแล้วจะไม่สามารถทำอันตรายถึงแก่ชีวิตต่อมนุษย์ได้ แต่ก็อาจมีอันตรายสำหรับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้หรือร่างกายอ่อนแอ แมงป่องที่มีพิษร้ายแรงถึงขั้นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ ส่วนมากจะพบในภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก มีรายงานผู้ถูกแมงป่องต่อยสูงถึงปีละประมาณ 5,000 คน ชนิดที่มีพิษร้ายแรงสามารถต่อยให้แก่ชีวิตได้ภายในเวลา 6-7 ชั่วโมง ส่วนแมงป่องที่พบในประเทศไทยเป็นชนิดที่มีพิษไม่ร้ายแรง

โดยมากแล้ว แมงป่องชนิดที่มีพิษร้ายแรงมักเป็นแมงป่องที่มีขนาดเล็ก ก้ามเล็ก สีลำตัวไม่เข้ม สำหรับแมงป่องที่มีลำตัวใหญ่ ก้ามใหญ่ สีเข้ม แลดูน่าเกรงขาม มักเป็นแมงป่องชนิดที่พิษไม่ร้า่ยแรง[2]

การใช้ประโยชน์[แก้]

ชาวจีนนำมาปิ้งหรือย่าง เชื่อว่ากินแล้วช่วยขับลม ช่วยขับพิษอื่น ๆ ทำให้เลือดลมดี และใช้แมงป่องอบแห้งรักษาโรคหลายชนิด เช่น บาดทะยัก เกาต์ หลอดเลือดแดงอักเสบ เป็นต้น ในประเทศไทยใช้ดองเหล้ากิน บรรเทาอาการอัมพาต อัมพฤกษ์

แมงป่องที่ตายไปแล้วยังสามารถนำมาจัดเก็บเพื่อการสะสมหรือการศึกษาแบบเดียวกับแมลงหรือแมงสตั๊ฟฟ์ทั่วไปได้อีกด้วย

นอกจากนี้ความยังถูกอ้างอิงถึงในสัญลักษณ์ประเภทต่าง ๆ เช่น ราศีพิจิก ตามความเชื่อทางโหราศาสตร์ ซึ่งเป็นราศีที่ 8 ก็มีสัญลักษณ์เป็นรูปแมงป่อง [5] รวมถึงกล่าวอ้างถึงในโคลง โลกนิติ โคลงสี่สุภาพที่แต่งขึ้นในต้นยุครัตนโกสินทร์ เป็นโคลงสุภาษิตสอนใจ ในส่วนที่กล่าวถึงแมงป่อง ไว้ว่า

พิษน้อยหยิ่งโยโส แมลงป่อง ชูแต่หางเองอ้า อวดอ้างฤทธี ฯ

อันหมายถึง ผู้ที่ชอบอวดดีทั้ง ๆ ที่ีไม่มีอะไรดีพอที่จะอวด เป็นต้น[6]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=103
  2. 2.0 2.1 2.2 พิสุทธิ์ เอกอำนวย, คู่มือคนรักแมลง 2 การเลี้ยงด้วง (มีนาคม พ.ศ. 2552). หน้าที่ 254. 255 หน้า ISBN 978-974-660-832-9
  3. 3.0 3.1 แมลงและแมงกินได้ที่พบมากในเดือนกุมภาพันธ์
  4. http://www.dnp.go.th/FOREMIC/center2/liang_ins/mangpong.htm
  5. ราศีพิจิก (Scorpio Zodiac)
  6. สุปาณี พัดทอง, "โคลงโลกนิติ" อมตะวรรณกรรมคำสอน, วารสารวรรณวิทัศน์ ปีที่ 2 ฉ.2, ภาควิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พ.ย. 2545.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]