แบล็กวีลไบรส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แบล็กวีลไบรส์
Black Veil Brides January 2013 38.jpg
แบล็กวีลไบรส์ในปี พ.ศ. 2556
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่ออื่น BVB
แหล่งกำเนิด สหรัฐอเมริกา ซินซินแนติ รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา
แนวเพลง แกลมเมทัล, ฮาร์ดร็อก, ช็อกร็อก, เมทัลคอร์(ช่วงต้น)
ช่วงปี 2006 (2006)—ปัจจุบัน
ค่ายเพลง Lava Records, Universal Republic Records, StandBy Records
ส่วนเกี่ยวข้อง Modern Day Escape, The Dreaming, Amen,[1][2][3]
เว็บไซต์ www.blackveilbrides.net
สมาชิก (ดูที่ รายชื่อสมาชิกในวง)

แบล็กวีลไบรส์ (อังกฤษ: Black Veil Brides) เป็นวงร็อกของอเมริกา มีทีมาดั้งเดิมจากเมืองซินซินแนติ ในโอไฮโอ ทุกคนยกเว้นเพียงแต่ แอนดี้ ที่มาจาก ฮอลลีวูด แคริฟอร์เนีย (โดยที่วงนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.2009 ในฮอลลีววูด) โดยในวงมีสมาชิกดังต่อไปนี้ แอนดี้ บิเออแซก (นักร้องนำ), แอชเล่ เพอร์ดี้ (เบสและคอรัส), เจค พิทท์ (กีต้าร์ลีด), จิ๊งส์ (กีต้าร์ริทึ่มและไวโอลิน) และซีซี หรือ คริสเตียน โคม่า (กลอง) Black Veil Brides เป็นที่รู้จักไปทั่วด้วยเอกลักษณ์ของพวกเขาที่แตกต่าง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากวง Kiss' และ Mötley Crüe

ประวัติ[แก้]

การเซ็นสัญญา และการออกอัลบั้ม (2009-2010)[แก้]

ในเดือนพฤศจิกายน 2009 โดยใช้ชื่อเดิมในการเซ็นสัญญา โดยเซ็นสัญญากับค่ายเพลงอิสระ StandBy Records ในชื่อ Black Veil Brides โดยเริ่มมีการเขียนเพลงเพื่อการออกทัวร์ และเริ่มอัดเพลงกันทันที ต่อมาในเดือนธันวาคม 2009 พวกเขาได้เริ่มออกทัวร์กันในอเมริกาในชื่อว่า "On Leather Wings"

และวงขอพวกเขาก็ได้เดบิวท์ด้วยอัลบั้ม We Stitch These Wounds และออกวางจำหน่ายในวันที่ 13 กรกฎาคม 2010 ยอดขายของพวกเขาทะลุ 10,000 แผ่นในอาทิตย์เดียว และอยู่ในชาร์ตอันดับที่ 36 ของ Billboard Top 200 chart และขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตอิสระของ Billboard ในช่วงของปี 2010 Black Veil Brides ได้ออกทัวร์อีกมากมาย The Birthday Massacre, Dommin และ Aural Vampire

Black Veil Brides เริ่มมีการให้ความสนใจกับ ประธาน Lava Records เจสัน โฟลม ในตอนที่หัวหน้าพนักงานในร้าน Hot Topic จอห์น เคิร์กแพทริก บอกกับพวกเขาเกี่ยวกับความเหลือเชื่อในแวดวงธุรกิจบันเทิง ด้วยเสื้อยืดของเขาที่มียอกขายเป็นอันดับ 2 ของประเทศ แต่ก็ยังไม่สุดยอดเท่ากับการที่มีพวกบ้าคลั่งใน DIY แฟชั่นของเขา และยังมีการที่เขาได้รับเงินจากการลงวิดีโอส่วนตัวอีกด้วย และในตอนที่ โฟลมได้ฟังและพบกับ Black Veil Brides เขาได้ตัดสินใจว่านี่เป็นอะไรที่เขากำลังมองหา โดยเขาให้ความเห็นในเว็บ HitQuarters ว่า

"พวกเขาได้นำอะไรบางสิ่ที่ขาดหายไปในทศวรรษที่ผ่านมา พวกเขาคือร็อกตัวจริง เครื่องสำอาง ทรงผม เครื่องแต่งกาย และที่สำคัญที่สุด พวกเขามีเพลงที่ยอดเยี่ยม และการเล่นที่ยอดเยี่ยม .."

โฟลม ได้ทำการซื้อตัวพวกเขาจากค่าย StandBy Records และเซ็นสัญญากับทาง Lava Records แทน

อีเว้นท์ และ Set the World on Fire (2011)[แก้]

ทัวร์ เทศกาล และรางวัล[แก้]

Black Veil Brides ได้สนับสนุน Murderdolls ในงาน "God Save The Scream Tour" 2011 และ ในการทัวร์อเมริกา ในวันที่ 28 มีนาคม ถึง 6 พฤษภาคม และเริ่มการทัวร์อีกครั้งในทัวร์ Vans Warped Tour ที่เริ่มต้นในันที่ 24 มิถุนายน 2.00 และจบลงในวันที่ 14 สิงหาคม ในปีเดียวกันนั้น อย่างไรก็ตามในวันที่ 18 มิถุนายน แอนดี้ เกิดอุบัติเหตุในขณะแสดง โดยที่เขาตกลงมาจากเวทีในงาน Download Festival ในอเมริกา และ ในงาน Bamboozle แต่พวกเขาก็ยังคงแสดงต่อ ในงาน Rock am Ring ที่ Nürburgring งานมอเตอร์โชว์ที่ Nürburg, Germany ในเดือนมิถุนายน 2011 และในวันที่ 20 เมษายน พวกเขาได้ชนะราวัล Revolver Magazine's Golden Gods Award ด้วยตำแหน่งศิลปินหน้าหม่ยอดเยี่ยม และได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลศิลปินมาแรงในรายการ Kerrang อีกด้วย

Set the World on Fire[แก้]

อัลบั้มที่ 2 Set the World on Fire ได้ออกวางจำหน่ายในวันที่ 14 มิถุนายน 2011 โดย Lava Music/Universal Republic Records และได้ออกแบบปกมาในเดือนเมษายน โดยเพลงจากอัลบั้ม Set the World on Fire ได้ถูกคิดไว้ว่าจะนำมาประกอบภาพยนตร์เรื่อง Scream 4 แต่เมื่อไม่ได้นำมาใช้ในการประกอบภาพยนตร์พวกเขาจึงนำมาเผยแพร่และเพิ่มเติมในการให้ชมตัวอย่าง และสุดท้าย ในวันที่ 23 พฤษภาคม เพลงนี้ก็ได้นำมาประกอบภาพยนตร์ Transformers: Dark of the Moon

วิดีโอเพลงส่วนหนึ่งจากอัลบั้ม "Fallen Angels" ได้ออกวางจำหน่ายในปลายเดือนเมษายน และออกแบบเต็มอัลบั้มในวันที่ 1 พะฤษภาคม ที่อเมริกา และในวันที่ 3 ถึง 10 พฤษภาคม สามารถสั่งอัลบั้ม Set the World on Fire ล่วงหน้าได้จาก iTunes เนื่องด้วยเพลง "Fallen Angels" มาช้ากว่ากำหนด และวงได้ปล่อยเพลง "Youth and Whisky" ในวันที่ 3 พฤษภาคม และเพลงถัดมา "The Legacy" ด้วยมิวสิควิดีโอที่กำกับโดย แพทริก โฟการ์ตี้ และให้ชมครั้งแรกบน Youtube ในวันที่ 6 มิถุนายน 2011 และเพลงที่ 3 ในอัลบั้ม Set the World on Fire คือ "Rebel Love Song" และยังคงกำกับโดย แพทริก โฟการ์ตี้ วิดีโอได้ปล่อยให้ชมครั้งแรกใน Youtube วันที่ 19 ตุลาคม ในวันที่ 25 ตุลาคม ทางวงได้ออกมาประกาศยกเลิกคอนเสิร์ตด้วยเหตผลบางประการ โดยที่ประกาศถัดมาก็คือ แอนดี้ ได้รับบาดเจ็บดั้งหักจากกลองชุดที่เสิรมขึ้นมาในการแสดงของเขา แม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุจนมีอาการพูดและหายใจค่อนข้างลำบาก แต่เขาก็แสดงจนจบ และหลังจากได้ไปพบแพทย์ เขาจะขอกลับไปมาพักผ่อนเพื่อรักษาตัวก่อน และจะกลับไปเล่นคอนเสิร์ต Buried Alive กับวง Avenged Sevenfold, Asking Alexandria, และ Hollywood Undead

รายชื่อสมาชิกในวง[แก้]

สมาชิกปัจจุบัน
อดีตสมาชิก
  • Johnny Herold – กีตาร์นำ (2006–2008)
  • Nate Shipp – จังหวะกีตาร์, นักร้องเสียงประสาน (2006–2008)
  • Phil "Catalyst" Cenedella – กีตาร์เบส, นักร้องเสียงประสาน (2006–2008)
  • Chris "Craven" Riesenberg – กลอง, เพอร์คัชชั่น (2006–2008)
  • Chris "Hollywood" Bluser – กีตาร์นำ, นักร้องเสียงประสาน (2008–2009)
  • Sandra Alvarenga – กลอง, เพอร์คัชชั่น (2008–2010)
  • David "Pan" Burton – จังหวะกีตาร์ (2009–2010)
เส้นเวลา

ผลงาน[แก้]

สตูดิโออัลบั้ม (Studio albums)
  • We Stitch These Wounds (2010)
  • Set the World on Fire (2011)
  • Wretched and Divine: The Story of the Wild Ones (2013)

อ้างอิง[แก้]

  1. "Jinxx Interview". Noizefront. August 29, 2009. สืบค้นเมื่อ March 13, 2014. 
  2. Interview – Jinxx. blackveilbridespy.blogspot.com (2011-04-30).
  3. » Members. Teamcybergeist.com. Retrieved on 2014-03-13.
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 "Black Veil Brides". Alternative Press. สืบค้นเมื่อ April 20, 2012. 
  5. "Ashley Purdy". Allmusic. สืบค้นเมื่อ April 20, 2012. 
  6. "Jake Pitts". Allmusic. สืบค้นเมื่อ April 20, 2012. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]