แชคิล โอนีล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แชคิล โอนีล
The Diesel.jpg
ตำแหน่ง เซ็นเตอร์
ฉายา แชค, ดีเซล, บิ๊กอริสโตเติล, ดอกเตอร์แชค, ซูเปอร์แมน ฯลฯ
ความสูง ฟุต 1 นิ้ว (2.16 )
น้ำหนัก 325 ปอนด์ (148 กก.)
ทีม ฟีนิกส์ ซันส์
สัญชาติ Flag of the United States สหรัฐอเมริกา
วันเกิด 6 มีนาคม พ.ศ. 2515 (42 ปี)
นีวอร์ค รัฐนิวเจอร์ซีย์
มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหลุยเซียนาสเตต
ดราฟท์ ลำดับที่ 1, 1992
ออร์แลนโด แมจิก
เล่นระดับอาชีพ 1992–ปัจจุบัน
ทีมที่เคยเล่น ออร์แลนโด แมจิก 1992 - 1996
ลอสแอนเจลิส เลเกอรส์ 1996 - 2004
ไมอามี ฮีท 2004 - 2008
ฟินิกส์ ซันส์ 2008 - 2009
คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ 2009 - ปัจจุบัน
รางวัล ผู้เล่นทรงคุณค่าเอ็นบีเอปี 2000
ผู้เล่นทรงคุณค่าเอ็นบีเอรอบไฟนอล 3 ครั้ง
ผู้เล่นทรงคุณค่าในฟีบาเวิร์ลแชมเปียนชิพปี 1994
เล่นเกมรวมดารา 14 ครั้ง
ผู้เล่นทรงคุณค่าเกมรวมดารา 2 ครั้ง
ผลงานเฉลี่ย 25.9 คะแนน, 11.6 รีบาวด์, 2.5 บล็อก, .579% (สถิติจบฤดูกาล 2006-07) [1]

แชคิล ราชอน โอนีล (อังกฤษ: Shaquille Rashaun O'Neal) (เกิด 6 มีนาคม พ.ศ. 2515 ในเมืองนีวอร์ค รัฐนิวเจอร์ซีย์) เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า แชค (Shaq) เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลเอ็นบีเอที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่ง โอนีลเริ่มเล่นให้กับออร์แลนโด แมจิก ต่อมาเซ็นสัญญากับลอสแอนเจลิส เลเกอรส์ ก่อนจะถูกเทรดย้ายไปไมอามี ฮีท, ฟีนิกส์ ซันส์ และ คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ ตามลำดับ มีชื่อเสียงเรื่องตัวใหญ่ด้วยความสูง 7 ฟุต 1 นิ้ว (2.16 ม.) หนัก 340 ปอนด์ (154 กก.) และใส่รองเท้าเบอร์ 22 (ของทางสหรัฐ) มีชื่อเล่นหลายชื่อ เช่น ดีเซล (Diesel) บิ๊กอริสโตเติล (Big Aristotle) ซูเปอร์แมน (Superman) และล่าสุดเมื่อได้รับปริญญาโทบริหารธุรกิจคือ ดอกเตอร์แชค (Doctor Shaq) ซึ่งส่วนใหญ่แชคเป็นคนตั้งเอง เขาเริ่มเล่นในเอ็นบีเอตั้งแต่อายุ 20 ปี และตลอดเวลาการเล่น 13 ปี สร้างผลงานที่เยี่ยมยอดและหลายคนถือว่าเขาเป็นเซ็นเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยมีมาทีเดียว

วัยเด็ก[แก้]

แชคิล ราชอน (Shaquille Rashaun มาจากภาษาอาหรับ แปลว่า นักรบน้อย) เป็นชื่อที่บิดาแท้ ๆ คือ โจเซฟ โทนี (Joseph Toney) เป็นคนตั้งให้ แต่โอนีลก็ไม่ได้ใกล้ชิดกับพ่อมากนัก มารดาของเขา ชื่อ ลูซีลล์ โอนีล แฮริสัน (Lucille O'Neal Harrison) แต่งงานใหม่กับทหารอเมริกันชื่อ ฟิลิป แฮริสัน (Phillip Harrison) ซึ่งแชคเห็นเขาเป็นบิดาที่แท้จริง แชคได้ใช้ชีวิตวัยเด็กส่วนหนึ่งในประเทศเยอรมนี ที่ที่พ่อ (ฟิลิป) ของเขาประจำการอยู่ และได้เรียนรู้วิธีการเล่นบาสเกตบอลที่นั่น

เขาทำข้อมือหักทั้งสองข้างจากการไต่ระหว่างต้นไม้สองต้นเลียนแบบสไปเดอร์แมน ตัวการ์ตูนที่เขาชื่นชอบ นี่เป็นคำอธิบายหนึ่งว่าทำไมแชคถึงชู๊ตลูกโทษได้ไม่ดี

ชีวิดการเล่นบาสเกตบอล[แก้]

มหาวิทยาลัยหลุยเซียนาสเต็ต[แก้]

เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างเมื่อเล่นที่ไฮสกูล Robert G. Cole Junior-Senior High School ในเมืองซานแอนโตนิโอ รัฐเทกซัส และได้เป็นผู้เล่นดีเด่นของโรงเรียนระหว่างเวลาที่เล่นอยู่ที่นั่น เขาเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยหลุยเซียนาสเตต (Louisiana State University, LSU) และจบปริญญาตรีในสาขาพาณิชยศาสตร์ ได้รับตำแหน่ง first team All-American สองครั้ง ผู้เล่นแห่งปีของ Southeastern Conference (SEC) สองครั้ง ผู้เล่นแห่งปีระดับประเทศในปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) และเป็นเจ้าของสถิติของระดับมหาวิทยาลัย (NCAA) สำหรับจำนวนบล็อกสูงสุดในหนึ่งเกม ถึง 17 ครั้ง เมื่อแข่งกับมหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปีสเตต (Mississippi State University) เมื่อ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2533

เดล บราวน์ (Dale Brown) โค้ชที่ LSU ในขณะนั้นบอกว่า เขาพบกับแชคครั้งแรกเมื่อไปที่เยอรมนี และเข้าใจผิดว่าแชคเป็นทหารคนหนึ่ง ขณะนั้นเขาอายุเพียง 13 ปี สูงถึง 7 ฟุต แต่หนักเพียง 223 ปอนด์ สามปีผ่านไปแชคตัวสูงขึ้นอีกเพียงหนึ่งนิ้ว แต่มีกล้ามเนื้อเพิ่มถึง 80 ปอนด์

ออร์แลนโด แมจิก[แก้]

โอนีล ได้รับเลือกเป็นคนแรกของการดราฟในปี พ.ศ. 2535 โดยทีมออร์แลนโด แมจิก เขาเล่นที่นั่นเป็นเวลาสี่ปี โดยมีผลงานที่โดดเด่นจนได้รับรางวัลผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยม (รุกกีออฟเดอะเยียร์) หลังจากนั้น เมื่อออร์แลนโด้ได้ตัวการ์ดหน้าใหม่ แอนเฟอร์นี ฮาร์ดอเวย์ (ฉายา "เพนนี") เข้ามาในทีม การประสานงานของแชคกับเพนนี่ช่วยกันสร้างทีมออร์แลนโดจากทีมท้ายตารางกลายมาเป็นทีมที่สามารถเข้ารอบเพลย์ออฟได้

และในฤดูกาลปี พ.ศ. 2537-38 การเข้ามาเสริมทีมของผู้เล่นมากประสบการณ์อย่าง โฮเรส แกรนท์ ทำให้พวกเขาพาทีมออร์แลนโด เอาชนะชิคาโก บุลส์ อดีตแชมป์ 3 สมัย ที่เพิ่งได้ไมเคิล จอร์แดนกลับมาในปีนั้น 4 ต่อ 2 เกม และได้แชมป์ฝั่งตะวันออกด้วยการเฉือนเอาชนะอินดีอานา เพเซอรส์ 4 ต่อ 3 เกม ทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอ็นบีเอเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทีม แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายให้แชมป์เก่า ฮิวส์ตัน ร็อกเก็ตส์ ที่มี อาคีม โอลาจูวอน กับ ไคลด์ เดร็กซ์เลอร์ เป็นผู้เล่นหลัก ไป 4 ต่อ 0 เกมรวด ฮิวส์ตัน คว้าแชมป์สมัยที่สองติดต่อกัน

ในปีถัดมา (ฤดูกาลปีพ.ศ. 2538-39) ออร์แลนโดยังคงเป็นทีมที่แข็งแกร่ง ฝ่าฟันเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของฝั่งตะวันออกได้ไม่ยากเย็น แต่ก็ไม่สามารถต้านทานฟอร์มร้อนแรงของ ไมเคิล จอร์แดน และชิคาโก บุลส์ ที่เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ชนะมากที่สุด 72 ครั้งแพ้ 10 มาจากฤดูกาลปกติได้ โดน ชิคาโก บุลส์ ล้างแค้น 4 เกมต่อ 0 คว้าแชมป์ฝั่งตะวันออกและ ชิคาโก้ ก็เข้าไปเอาชนะซีแอทเทิล ซุปเปอร์โซนิก ในรอบชิงชนะเลิศเอ็นบีเอ 4 เกมต่อ 2 คว้าแชมป์สมัยที่ 4 ไปได้สำเร็จ

หลังจากหมดสัญญาจากทีม แชคได้รับข้อเสนอต่อสัญญาจากออร์แลนโดจำนวนเงินถึง 115 ล้านเหรียญ พร้อมๆกับได้รับการติดต่อจากทีมลอสแอนเจลิส เลเกอรส์ แต่สุดท้ายแชคก็ตกลงเซ็นสัญญาไปเข้าร่วมทีมลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2539

ลอสแอนเจลิส เลเกอรส์[แก้]

แชค กำลังจับมือกับ จอร์จ ดับเบิลยู. บุชในโอกาลที่ได้แชมป์เอ็นบีเอปี 2001

หลังจากฤดูกาล 1995-96 ของเอ็นบีเอ (ตรงกับ พ.ศ. 2538-39) โอนีลเข้าร่วมทีมลอสแอนเจลิส เลเกอรส์ด้วยสัญญาเจ็ดปีมูลค่าสูงถึง 120 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งไม่เคยมีมาก่อน เขาและโคบี ไบรอันต์ กลายเป็นคู่การ์ดและเซ็นเตอร์ที่เล่นได้ประสิทธิภาพที่สุดคู่หนึ่งในประวัติศาสตร์เอ็นบีเอ ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองจะไม่ราบรื่นและเกิดเรื่องผิดใจกันบ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตามทั้งคู่ซึ่งคุมทีมโดยโค้ช ฟิล แจ็กสัน ประสบความสำเร็จมากบนสนามแข่งขัน และพาทีมคว้าตำแหน่งชนะเลิศสามปีติดต่อกัน (คือฤดูกาล 1999-2000, 2001-02 และ 2002-03) แชคได้รับการเลือกเป็นผู้เล่นทรงคุณค่า (NBA Finals Most Valuable Player) ในรอบสุดท้ายทั้งสามครั้ง เป็นผู้เล่นที่ทำแต้มเฉลี่ยสูงสุดในตำแหน่งเซ็นเตอร์ในประวัติศาสตร์การแข่งรอบสุดท้าย เขายังได้รับการลงคะแนนให้เป็นผู้เล่นทรงคุณค่า (NBA Most Valuable Player) ในฤดูกาลปกติของปี 1999-2000 และเกือบได้คะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ ขาดไปเพียงคะแนนเดียวเท่านั้น

ต้นฤดูกาล 2003-04 (2546-47) โอนีลประกาศว่าเขาต้องการต่อสัญญา แต่ผู้บริหารทีมลังเลที่จะทำตามข้อเรียกร้องของเขา แม้ว่าเลเกอร์สจะเสนอสัญญาหนึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 เพื่อให้โอนีลยังคงเป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวสูงที่สุดในลีกแต่โอนีลก็ปฏิเสธ

หลังจากเลเกอร์สพ่ายให้กับดีทรอยต์ พิสตันส์ในรอบสุดท้ายของเอ็นบีเอ โอนีล ผิดใจกับคำพูดของผู้จัดการทั่วไปของเลเกอร์ส มิทช์ คุปแชค (Mitch Kupchak) และยังมีเรื่องความขัดแย้งระหว่างแชคกับ โคบี้ ไบรอนท์ ที่ลุมๆดอนๆมาตลอด, โค้ชฟิล แจ็กสันไม่ต่อสัญญากับทีม รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับอนาคตของแชคกับทีมที่ทางเจ้าของทีมไม่ได้ให้ความสนใจ ทำให้โอนีลประกาศว่าเขาต้องการให้เทรด ตัวเขาย้ายออกจากทีม ซึ่งทางเลเกอร์สก็ตกลงเทรดโอนีลไปยังทีมไมอามี ฮีท แลกกับ ลามาร์ โอดอม (Lamar Odom) , ไบรอัน แกรนต์ (Brian Grant) , คารอน บัทเลอร์ (Caron Butler) และสิทธิ์ในการดราฟรอบแรก

ไมอามี ฮีท[แก้]

แชคได้ถูกเทรดอย่างเป็นทางการเมื่อ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 การเทรดนี้ถือเป็นการเทรดที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์กีฬา โดยผู้วิเคราะห์ไม่แน่ใจว่าผู้เล่นคนเดียวสามารถแทนที่ผู้เล่นสำคัญหลายคนของไมอามีได้ แต่ว่าทีมฮีทใหม่ที่มีแชคประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมายและทำสถิติดีที่สุดของสายตะวันออกได้อย่างง่ายดาย เมื่อเขารับบทพระรองให้กับผู้เล่นดาวรุ่งของไมอามี่ ชื่อ ดเวย์น เหวด ในขณะที่คนที่เทรดออกไปกลับไม่สามารถช่วยให้เลเกอร์สเข้ารอบเพลย์ออฟได้ เขาพลาดรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าของฤดูกาล 2004-05 โดยแพ้ให้กับ สตีฟ แนช (Steve Nash) ไปเพียงเล็กน้อย ถึงแม้ว่าแชคจะกะเผลกจากแผลฟกช้ำที่ต้นขา เขาก็ยังนำทีมเข้าถึงรอบชิงของสายตะวันออกและแพ้ให้กับทีมดีทรอยต์ พิสตันส์ในเกม 7 ด้วยคะแนนไม่ห่างมากนัก

สิงหาคม พ.ศ. 2548 โอนีลเซ็นสัญญาต่ออีก 5 ปีกับฮีทด้วยเงิน 100 ล้านเหรียญ นักวิจารณ์ต่างดูแคลนว่าเป็นการจ่ายผู้เล่นอายุมากที่แพงเกินความเป็นจริง แต่ผู้สนับสนุนก็ยกย่องฮีทที่ได้ผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอ็นบีเอด้วยค่าตัวเพียง 20 ล้านเหรียญต่อปี ซึ่งพอ ๆ กับผู้เล่นบางคนที่มักบาดเจ็บหรือเล่นได้แย่บางคน

จากการเซ็นสัญญานี้ แชคได้กลับคำพูดเดิมที่ว่าไม่ยอมลดค่าตัวของตัวเองเพื่อผลประโยชน์ของทีม ปีพ.ศ. 2548 แชคมีค่าตัว 30 ล้านเหรียญแต่ปีต่อ ๆ ไปจะมีค่าตัวลดลงถึง 10 ล้านเหรียญเพื่อช่วยให้ฮีทสามารถได้ผู้เล่นที่ดีขึ้น และสยบความสงสัยของผู้คนว่า เขาจะมีปัญหากับ ดเวย์น เหวด เหมือนที่เคยมี กับ โคบี้ ไบรอันท์ หรือไม่ (แชค เคยประกาศเมื่อสมัยอยู่กับทีมเลเกอร์สว่า ทีมนี้คือทีมของเขา) โดยบอกกับสื่อมวลชนว่า "ไมอามี่ ฮีท คือทีมของ ดเวยน์ เหว็ด และสิ่งเดียวที่เขาต้องการคือ แชมป์เอ็นบีเอ"

ในฤดูกาล 2005-06 แชคบาดเจ็บข้อเท้าขวาในเกมที่สองของฤดูกาลและพลาดลงเล่นใน 18 เกมถัดมา ตลอดฤดูกาลปกติ โค้ช แพท ไรลีย์ (Pat Riley) จำกัดเวลาเล่นของแชคเพื่อให้แชคมีฟอร์มการเล่นที่สดขึ้นเมื่อถึงช่วงเพลย์ออฟ แชคจบฤดูกาลปกติได้เปอร์เซนต์การชู้ตสูงสุดในลีก และเป็นการทำสถิติได้เป็นครั้งที่ 9 ซึ่งมีเพียงแชค และ วิลต์ แชมเบอร์เลน (Wilt Chamberlain) เท่านั้นที่ทำได้ ในวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2549 แชค ยังทำ ทริปเปิล-ดับเบิล เป็นครั้งที่สองในชีวิตการเล่นโดยได้ 15 คะแนน 11 รีบาวด์ 10 แอสซิสต์ ซึ่งเป็นการทำแอสซิสต์สูงสุดของแชค

ในเพลย์ออฟ 2006 ฮีท ได้คว้าแชมป์เอ็นบีเอเป็นครั้งแรกของทีมภายใต้การนำของแชค และ ดเวน เหว็ด (Dwyane Wade) ฮีทเข้าเพลย์ออฟในอันดับสองในสาย เอาชนะทีมอันดับหนึ่งคือดีทรอยต์ พีสตันส์ในรอบชิงแชมป์คอนเฟอเรนซ์ตะวันออก และชนะทีมดัลลัส แมฟเวอริกส์ในรอบชิงชนะเลิศ แชคทำผลงานเฉลี่ยน้อยกว่าฤดูกาลปกติ แต่ก็สร้างผลงานได้ดีในเกมที่ปิดซีรีส์เพื้อเข้ารอบต่อไป โดยทำ 30 แต้ม 20 รีบาวด์เอาชนะชิคาโก บูลส์ในรอบแรก และทำ 28 แต้ม 16 รีบาวด์ 5 บล็อกเอาชนะพีสตันส์ แชมป์ครั้งนี้เป็นครั้งที่สี่ของแชคและเป็นไปตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับไมอามี

ฤดูกาล 2006-07 ฮีท ประสบปัญหาการบาดเจ็บจากผู้เล่นหลัก แชคเจ็บเข่าขวา และไม่ได้ลงเล่นถึง 30 เกม ช่วงที่แชคหายไป ทีมมีปัญหาการเล่น แต่เมื่อแชคกลับมาเล่นอีกครั้ง เขาทำให้ทีมชนะ 7 ใน 8 เกมถัดมา แต่ ดเวน เหว็ด ก็มาบาดเจ็บหัวไหล่เคลื่อน นักวิจารณ์สงสัยว่าลำพังแชคสามารถแบกทีมให้เข้าสู่รอบเพลย์ออฟได้หรือไม่ ซึ่งแชคก็ตอบข้อวิจารณ์โดยพาทีมให้ชนะเกมติดต่อกันและได้เล่นในเพลย์ออฟ ฮีท ได้พบกับ ชิคาโก บุลส์ ในรอบแรกแต่แพ้ 4 เกมรวดและตกรอบเพลย์ออฟ ถือเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่ โอนีล ไม่สามารถเข้าสู่รอบสอง

ฤดูกาล 2006–07 นี้ โอนีลทำคะแนนรวมตลอดอาชีพการเล่นถึง 25,000 คะแนน ถือเป็นผู้เล่นเอ็นบีเอคนที่ 14 ที่ทำได้ แต่ฤดูกาลนี้ก็เป็นฤดูกาลของโอนีลที่ทำคะแนนเฉลี่ยต่อเกมไม่ถึง 20 คะแนน

โอนีล เล่นไม่ดีในช่วงต้นฤดูกาล 2007–08 ทำคะแนน รีบาวด์ และ บล็อก เฉลี่ยต่ำสุดเท่าที่เคยเล่น บทบาทในการทำคะแนนของเขาลดลงมาก เขาพยายามชู้ตแค่ 10 ครั้งต่อเกม เที่ยบกับค่าเฉลี่ยตลอดอาชีพการเล่นที่ 17 อีกทั้งมีปัญหาเรื่องการฟาล์ว มีช่วงหนึ่งที่ทำฟาล์วจนต้องออกจากการแข่งขันติดต่อกัน 5 เกม จากผลงานที่ได้ดีและมีปัญหาบาดเจ็บบ่อย โอนีล พลาดการเล่นในเกมรวมดาราเอ็นบีเอ ทำให้สถิติการเล่นเกมรวมดาราถึง 14 ปีติดต่อกันของ โอนีล ก็จบลงในฤดูกาลนี้

ฟีนิกส์ ซันส์[แก้]

แชคิล โอนีล เล่นในทีมซันส์ เจอกับนิวออลีนส์ ฮอร์เนตส์ เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008

ฟีนิกส์ ซันส์ เทรดเอา โอนีล มาจากไมอามี ฮีท แลกกับ ชอน แมริออน (Shawn Marion) และ มาคัส แบงค์ส (Marcus Banks) โอนีล เล่นให้ซันส์เกมแรกในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 แข่งกับเลเกอร์ส ทีมเก่าของเขา และทำ 15 แต้ม 9 รีบาวด์ เลเกอร์สชนะด้วยคะแนน 130 ต่อ 124 โอนีลกล่าวกับผู้สื่อขาวหลังจบเกมว่า: "ผมขอรับผิดจากการแพ้เกมนี้เพราะยังไม่เล่นเข้าขากับคนอื่น แต่ขอเวลาผมสี่หรือห้าวันแล้วผมจะทำให้ได้" I will take the blame for this loss because I wasn't in tune with the guys [...] But give me four or five days to really get in tune and I'll get it.[2]

แต่ในเกมฤดูกาลปกติที่ โอนีล เล่นรวม 28 เกม ทำได้เฉลี่ย 12.9 คะแนน 10.6 รีบาวด์ในปีแรกที่เล่นให้ซันส์[3] และได้เข้ารอบเพลย์ออฟ สาเหตุหนึ่งของการเทรดเอา โอนีล มา ก็เพื่อประกบกับ ทิม ดังแคน ของทีม ซานแอนโตนิโอ สเปอรส์ เมื่อพบกันตอนเพลย์ออฟ โดยเฉพาะเมื่อซันส์ต้องตกรอบในเพลย์ออฟในฤดูกาลที่แล้วเพราะดังแคน[4] โอนีล และ ฟีนิกส์ ซันส์ ก็ได้พบกับทีม ซานแอนโตนิโอ สเปอรส์ จริงๆ ในรอบแรกของเพลย์ออฟ แต่ก็แพ้ตกรอบอีกครั้งในการแข่ง 5 เกม ในการแข่งซีรีส์นี้ โอนีล ทำ 15.2 แต้ม 9.2 รีบาวด์ 1.0 แอสซิสต์ต่อเกม[3]

ผลงานของเขาดีขึ้นในฤดูกาล 2008-09 สำหรับโอนีล ครึ่งฤดูกาลแรก (41 เกม) เขาทำผลงานเฉลี่ย 18 แต้ม 9 รีบาวน์ และ 1.6 บล็อกต่อเกม ช่วยให้ทีมฟินิกส์ ซันส์มีสถิติ 23-18 อยู่ในอันดับ 2 ของดิวิชั่น เขาได้รับเลือกให้ติดทีมออลสตาร์อีกครั้งในปี 2009 และได้รับตำแหน่งผู้เล่นทรงคุณค่าร่วมกับอดีตเพื่อนร่วมทีม โคบี้ ไบรอันต์

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2009 โอนีลชู้ต 45 แต้ม และรีบาวน์ 11 ครั้ง เป็นการทำคะแนน 40 แต้มหรือมากกว่าครั้งที่ 49 ของเขา ในเกมที่เอาชนะ โตรอนโต้ แร็พเตอร์ส 133-113 แต่ฤดูกาลนี้จบลง และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โอนีลเข้ามาเอ็นบีเอเมื่อปี 1992 ที่เขาไม่ได้เข้ารอบเพลย์ออฟ


คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส[แก้]

วันที่ 25 มิถุนายน 2009 ฟินิกส์ ซันส์ เทรด โอนีล ไปอยู่ทีม คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส แลกกับ ซาช่า แพบโลวิช, เบน วอลเลซ, เงิน 500,000 เหรียญ และ สิทธิ์ในการดร้าฟผู้เล่นในรอบสองของปี 2010 การมาที่คลีฟแลนด์นี้ โอนีล กล่าวว่า "คำขวัญของผมง่ายมาก: ช่วยเดอะคิงคว้าแหวนแชมป์" "My motto is very simple: Win a Ring for the King," โดย The King นั้นหมายถึง เลอบรอน เจมส์

ในวันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2010 โอนีลได้รับบาดเจ็บที่นิ้วโป้งข้างขวาขณะที่พยายามขึ้นชู้ตแล้วโดน เกล็น เดวิส ของทีม บอสตัน เซลติกส์ ปัดป้องกันไว้ เขารับการผ่าตัดในวันที่ 1 มีนาคม และกลับมาลงสนามวันที่ 17 เมษายน ในเพลย์ออฟรอบแรกที่ทีมพบกับ ชิคาโก้ บุลส์

แต่ถ้ามองตามตัวเลขสถิติทั้งฤดูกาลของโอนีลกับคาวาเลียร์สแล้ว กลับน่าผิดหวัง เขาทำผลงานต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตัวเองในเกือบทุกด้าน บทบาทของเขาน้อยลงกว่าปีก่อนหน้า เขาไม่ราบรื่นนักในการเป็นผู้เล่นวงในสำหรับคลีฟแลนด์ แชคหายจากการบาดเจ็บและกลับมาเป็นตัวจริงให้ทีมในเพลย์ออฟได้ทันเวลา แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถช่วยทีมให้รอดพ้นจากการเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์เอ็นบีเอ ที่มีสถิติชนะมากที่สุดในฤดูกาลปกติแต่กลับเข้าไม่ถึงรอบชิงชนะเลิศได้ ถึงสองปีติดต่อกัน เมื่อพวกเขาพ่ายให้กับ บอสตัน เซลติกส์ 4 เกมต่อ 2 ในรอบรองชนะเลิศของการชิงแชมป์ฝั่งตะวันออก เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2553

อนาคตของโอนีลยังคงคลุมเครือเมื่อฤดูกาลจบลง เขาจะกลายเป็นผู้เล่น ฟรีเอเจนท์ ในช่วงปิดฤดูกาล 2010 นี้

รางวัลที่ได้รับ[แก้]

  • โอนีลได้รับเลือกให้เล่นเกมออลสตาร์ทุกปีตั้งแต่ที่เริ่มเล่นในเอ็นบีเอเมื่อ พ.ศ. 2536 (ยกเว้นปี 2542 เมื่อมีการประท้วงหยุดเล่นและงดออลสตาร์เกม)
  • เป็นผู้เล่นทรงคุณค่า (MVP) ในรอบไฟนอลของเอ็นบีเอ (พ.ศ. 2543 ถึง 2545)
  • ได้รับเลือกเป็น All-NBA-Defensive ในปี พ.ศ. 2543, 2544 และ 2546 (แต่ไม่จัดอยู่ในทีมแรก)
  • เป็นผู้เล่นคนสำคัญใน World Championship ปี 2537 และ โอลิมปิกปี 2539 และเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดในทีม
  • เป็นผู้เล่นคนแรกในเอ็นบีเอที่ทำค่าเฉลี่ย 20 แต้ม 10 รีบาวด์ต่อเกมรวมกัน 13 ฤดูกาล
  • ได้รับเลือกในทีมออล-เอ็นบีเอ 11 ปี
  • ได้รับเลือกเป็น MVP ในฤดูกาล 1999-00 (พ.ศ. 2542-43) และ ในออลสตาร์เกมของฤดูกาล 2003-04 (พ.ศ. 2546-47)
  • ได้รับปริญญาด้านพาณิชยศาสตร์จาก LSU ที่นั่นมีที่พักตั้งชื่อว่า Shaquille O'Neal Lodge เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ประชุม Cook Conference Center
  • ได้รับปริญญาโทบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยแห่งฟีนิกส์ (University of Phoenix) เมื่อ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2548

จุดแข็งและจุดอ่อน[แก้]

โอนีลมีร่างกายที่พิเศษ ความสูง 7 ฟุต 1 นิ้วและน้ำหนัก 320 ปอนด์ทำให้เขามีพละกำลังมาก และสำหรับคนรูปร่างขนาดนั้น แชคเป็นคนที่คล่องแคล่ว ท่า drop step ของเขาคือ เริ่มด้วยยีนหันหลังให้แป้นและผู้เล่นตั้งรับทีมตรงข้าม จากนั้นหมุนตัวและเอาตัวดันเพื่อทำสแลมดังก์ เป็นท่าที่ยากที่จะป้องกันได้ เขายังเป็นคนส่งลูกที่ดีและเล่นตั้งรับได้มีประสิทธิภาพ การที่มีคนอย่างเขาบริเวณใต้แป้นทำให้ทีมต่าง ๆ ต้องปรับเปลี่ยนแผนในการรุกและรับ หากจะป้องกันแชคโดยเอาผู้เล่นสองหรือสามคนมาประกบก็กลับทำให้เพื่อร่วมทีมสามารถชู้ตลูกได้ง่าย ๆ โดยไม่มีใครมาประกบ

โอนีลเป็นคนที่ชู้ตลูกโทษแย่ที่สุดคนหนึ่งในเอ็นบีเอ ค่าเฉลี่ยตลอดการเล่นของเขาคือเพียง 53.1% ทีมตรงข้ามชอบใช้วิธีทำฟาวล์แชคโดยจงใจ เรียกกลยุทธนี้ว่า Hack-a-Shaq คิดและตั้งชื่อโดย ดอน เนลสัน โค้ชของดัลลัส แมฟเวอริกส์ แต่การชู้ตลูกโทษแย่ก็พบในผู้เล่นยิ่งใหญ่อีกหลายคนเช่น วิลท์ แชมเบอร์เลน (Wilt Chamberlain) การตั้งใจทำฟาวล์หรือ Hack-a-Shaq นี่เองที่ทำให้เกิดเอ็นบีเอตั้งกติกาขึ้นใหม่ว่า ห้ามจงใจทำฟาวล์ผู้เล่นที่ไม่ได้ถือบอล จนกว่าจะเหลือเวลาการแข่งขันต่ำกว่า 2 นาที ไม่เช่นนั้นจะถือเป็นการทำฟาวล์ทางเทคนิค (Technical Foul) ทันที

จุดอ่อนอีกอย่างหนึ่งของเขาคือเรื่องน้ำหนัก โอนีลมักปรากฏตัวในแคมป์ฝึกซ้อมก่อนฤดูกาลด้วยน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ในช่วงสองสามปีสุดท้ายกับทีมลอสแอนเจลิส เลเกอรส์ เขาหนักประมาณ 350 ปอนด์ (160 กิโลกรัม) เมื่อแชคมีน้ำหนักตัวมากเกินไป เขามักมีปัญหาการบาดเจ็บโดยเฉพาะที่นิ้วหัวแม่โป้งเท้าข้างขวา เขามีอาการเจ็บปวดเรื้อรังที่ข้อต่อนิ้วโป้งเท้าขวาจากการวิ่ง กระโดด และดังก์ ด้วยน้ำหนักตัวที่สูงเป็นเวลามากกว่าสิบปี

หลายคนรู้สึกว่าความดังของแชคทำให้กรรมการละเลยที่จะเรียกฟาวล์เมื่อทำผิดกฎบางอย่าง เช่นท่าชู้ตลูกโทษของแชคที่ละเมิดกฎที่ห้ามไม่ให้คนชู้ตลูกโทษล้ำข้ามเส้นลูกโทษจนกว่าลูกบาสเกตบอลจะกระทบกับห่วงหรือแป้นบาส แต่คนที่เข้าข้างแชคมักพูดว่า เนื่องจากรูปร่างที่ใหญ่โตของเขา กรรมการมักปล่อยให้คนอื่นเล่นรุนแรงขึ้นกับแชค

จุดอ่อนสำคัญประการล่าสุดชองแชคตอนนี้คือ อายุ ตามสถิติของเอ็นบีเอแล้ว ผู้เล่นที่มีความสูงเกินกว่า 7 ฟุต (ประมาณ 213 เซนติเมตร) จะมีค่าเฉลี่ยต่างๆลดลงหลังจากอายุ 30 ปี โดยเฉพาะการทำคะแนนที่จะต่ำกว่า 20 คะแนนต่อเกม ซึ่งแชคก็ไม่สามารถหนีสถิตินี้พ้นเช่นเดียวกัน

แรงดลใจในเรื่องตำรวจ[แก้]

นอกสนาม แชคมีความสนใจงานในหน่วยงานตำรวจมาก โอนีลผ่านหลักสูตรโรงเรียนตำรวจของลอสแอนเจลิส และเป็นเจ้าหน้าที่สำรองของตำรวจท่าของลอสแอนเจลิส

เมื่อมีนาคม พ.ศ. 2548 เขาได้รับยศกิตติมศักดิ์ U.S. Deputy Marshal และเป็นโฆษกของสถาบัน Safe Surfin' และยังทำงานร่วมกับหน่วยที่มีชื่อเดียวกันเพื่อตามล่าผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อล่อลวงเด็กทางเพศ

เมื่อแชคย้ายไปอยู่ไมอามี แชคเริ่มฝึกเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่สำรองของเมืองไมอามีบีช และเข้าสาบานตัวเป็นเจ้าหน้าที่เมื่อ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2548 แชคสนใจทำงานด้านสืบสวนสอบสวน สำหรับป้องกันอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับเด็ก

ผลงานการแสดง[แก้]

ภาพยนตร์[แก้]

โฆษณาทางโทรทัศน์[แก้]

  • เนสเล่ ครั้นช์ (Nestlé Crunch)
  • Chattem Icy Hot Sleeve and Icy Hot Back Patch (แผ่นปิดแก้ปวดเมื่อย)

รายการทีวี[แก้]

ผลงานดนตรี[แก้]

  • Shaq Diesel (1993)
  • Shaq Fu - Da Return (1994)
  • The Best of Shaquille O'Neal (1996)
  • You Can't Stop the Reign (1996)
  • Respect (1998)
  • Presents His Superfriends, Vol. 1 (2001)

อ้างอิง[แก้]

  1. Shaquille O'Neal Statistics (เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550)
  2. ESPN - Daily Dime: Shaq gets the spotlight, while Kobe gets the game ESPN.com
  3. 3.0 3.1 Shaquille O'Neal career stats and splits NBA.com
  4. Why Shaq? Here’s Why dimemag.com

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]