แงซายจอมจักรา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แงซายจอมจักรา
Petprauma 6.jpg
ภาพปกเพชรพระอุมา ตอนแงซายจอมจักรา เล่ม 1
รายละเอียด
ผู้ประพันธ์ นายฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ
จำนวนเล่ม 4 เล่ม
ความยาว 1,634 หน้า
ออกแบบปก สามารถ จงเจษฎากุล
ภาพประกอบปก สมชาย ปานประชา
ศิลปกรรม ฝ่ายศิลปกรรม
ณ บ้านวรรณกรรม กรุ๊ป
บรรณาธิการ รักษ์ชนก นามทอน
สำนักพิมพ์ สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม
ปีที่พิมพ์ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2538
ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2541
ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2544
ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2547
เล่มก่อนหน้า ป่าโลกล้านปี
เล่มถัดไป จอมพราน
    

แงซายจอมจักรา เป็นตอนที่หกของเพชรพระอุมาจำนวน 4 เล่ม ได้แก่แงซายจอมจักรา เล่ม 1 - 4

เนื้อเรื่องย่อ[แก้]

แงซายจอมจักรา เล่มที่ 1[แก้]

ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น เกิดหิมะตกไปทั่วบริเวณเทือกเขาพระศิวะ รพินทร์ยิงหมีขนาดใหญ่ได้ตัวหนึ่งและเอาหนังกับไขมันมาใช้ประโยชน์ รุ่งเช้า รพินทร์และคณะนายจ้างต่างพากันชื่นชมกับธรรมชาติที่สวยงามของเทือกเขาพระศิวะ ก่อนออกเดินทางต่อในช่วงสาย ๆ ระหว่างทางดารินสะดุดล้มและปวดข้อเข่าซึ่งเกิดจากโรครูมาตอยด์ที่เป็นโรคเก่าเรื้อรัง รพินทร์จึงสั่งหยุดพัก ก่อนค้นพบร่องรอยการพักแรมของพรานชดและหนานอิน พบปลอกกระสุน .450 ของพราชดและปลอกกระสุนลูกซองของหนานอิน ซึ่งเมื่อรวมปลอกกระสุนที่เก็บได้ .450 ทั้งหมด 5 ปลอกและลูกซอง 4 ปลอก

แงซายยิงสัตว์ประเภทเลียงผาที่ลักษณะคล้ายผสมแกะภูเขา เพื่อใช้น้ำมันผสมกับรากไม้บางชนิด เคี่ยวให้เข้ากันแล้วใช้ชโลมร่างกาย ซึ่งสามารถรักษาโรคอันเกิดจากไขข้อทุกชนิดตามคำสอนของพระธุดงค์ที่เลี้ยงดูมา ช่วงหัวค่ำมาเรียเป็นผู้ชโลมน้ำมันและนวดเฟ้นให้ดารินจนอาการดีขึ้นตามลำดับ และหายเป็นปกติในเช้าวันรุ่งขึ้นพร้อมออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เนินพระจันทร์ ตลอดเส้นทางการเดินทาง รพินทร์และคณะนายจ้างต่างเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ ทุกคนในคณะเดินทางต่างพึ่งพายาร้อนของพรานบุญคำ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นท่ามกลางอากาศหนาวเย็นและมีหิมะตก

รพินทร์นำคณะนายจ้างเดินทางถึงบริเวณเนินพระจันทร์ ในตอนบ่ายวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน ก่อนวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 12 เร็วกว่ากำหนด 2 วัน

อ้างอิง[แก้]

ดารินหายเป็นปกติ ออกเดินทางได้ ทุกคนยกเว้นมาเรียต้องพึงยาร้อนบุญคำอีกเพราะอากาศหนาว หิมะตก แล้วก็ บรรลุถึงบริเวณเนินจันทร์ ช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ที่ 1 พ.ย ก่อนวันขึ้น 5 ค่ำเดือน 12 ถึง 2 วัน

ช่วงสายวันรุ่งขึ้น ออกสำรวจพื้นที่ และตรวจหาร่องรอยคนหาย ในทันใดนั้นเอง ก็ปะทะกับฝูงหมาป่านับพันที่ไล่ต้อนกวางมา มีบาดเจ็บสองคน ไชยยันต์กับจัน จนแงซายยิงธนูติดระเบิด ไล่ฝูงหมาหนีไปหมด แงซายพบหลักฐานการมาถึงเนินพระจันทร์ของคนสาบสูญ คือที่พักนอนและรอยก่อไฟในหลุมอุกกาบาต แต่ก็ยังตีปริศนาลายแทงไม่ออก

วันขึ้น 5 ค่ำเดือน 12 ตามกำหนดของลายแทง วันนี้แล้วซินะ ปิ่นพระศิวะจะฉายแสง แล้วถันพระอุมาจะปรากฏ กลางวันออกตรวจตราไปทุกที่ ก็ไม่เกิดปัญญาใดๆให้ตีปริศนาลายแทงได้ พอตกเย็นก็กินอาหาร เก็บสัมภาระเตรียมออกเดินทาง มาพักรอที่เนินพระจันทร์ท่ามกลางความหนาวเหน็บจนต้องอาศัยยาร้อนของบุญคำช่วย และแล้วเมื่อพระจันทร์เสี้ยวของคืน5 ค่ำแตะเขาศิวะเทพ ปรากฏการณ์ก็สว่างไสว ถันพระอุมาก็ปรากฏ แล้วทุกคนก็ออกเดินทาง

เดินทางมาอย่างมีความหวัง เป็นเวลาหลายชั่วโมง จนเวลา 03.25 น. ก็มาพักที่เวิ้งถ้ำเล็กๆ (ถ้ำเล็กๆทางด้านเหนือของเต้านมด้านใต้สุดของภูเขาสองลูก) เจ้าของลายแทงมาเข้าฝันดาริน แล้วก็พบโครงกระดูกของเจ้าของลายแทงในถ้ำนั้นเอง

ตื่นเที่ยง (เวลาในมรกตนครช้ากว่าเวลาจริง 7 ชั่วโมง) ไม่มีอาหารรองท้อง ต้องใช้อาหารแก้หิวของดาริน 3 ชั่วโมงเศษของการไต่เขา ก็พบพระศิวะแอดเวนิว ทันทีที่เหยียบหัวถนน นาฬิกาของเชษฐาก็หยุดเดิน เวลา 15.35 น.กับ 22 วินาทีของวันที่ 4 พฤศจิกายน นอกจากนาฬิกาหยุดเดิน เข็มทิศก็ชี้ผิดทิศด้วย แต่แก็ปกระสุนปืนยังทำงาน (.375 จากมือดาริน) เดินตามถนนี่ลาดต่ำลงมาราว 4 ชั่วโมงเศษทุกคนก็เหนื่อยล้า เป็นมาเรียที่สังเกตเห็นเงาตะวันว่าเพิ่งเที่ยงหรือเลยเที่ยง ทุกคนหยุดพักใต้ร่มต้นไม้ข้างลำธาร จับปลามาย่างกินแล้วทุกคนก็หลับเป็นตายจนเกือบรุ่งเข้า

ย่ำรุ่งตื่นมาก็พบว่าแงซายหายไปพร้อมกับอาวุธปืนและยุทธปัจจัย ฟ้าสางกองทัพของมรกตนครจับคนต่างถิ่นเป็นเชลย ทุกคนถูกกวาดต้อนไปกับทหารเพียงแต่ไม่โดนพันธนาการเพราะรพินทร์ได้สำแดงเดชฤทธิ์ของอาวุธสายฟ้า(ปืนที่เหลือ)ให้รหัสยะประจักษ์

หลังพักเที่ยงออกเดินทางต่อ กุตะมะโดนธนูอาบยาพิษของฝ่ายขบถ ชาวต่างถิ่นจึงมีโอกาสรักษากุตะมะเพราะไม่มีหมอหลวงมาด้วย รักษากุตะมะแล้ว ยังช่วยรักษานักโทษ 6 คนและได้ข่าวเกี่ยวกับมรกตนครและข่าวคนหาย กลางดึกเมยานีลูกสาวอรชุนตีปล้นค่ายชิงตัวนักโทษทั้ง6 หนีไปได้ พร้อมกับมาดูตัวคณะเดินทางทั้ง 11 คน

รุ่งเช้าออกเดินทางต่อ ดารินได้มีโอกาสวิสาสะเพิ่มเติมกับกุตะมะ ช่วงหนึ่งผ่านประตูปิศาจ ได้รับสัญญาณแสงบอกว่าได้เข้ากับกองทัพประชาชนแล้ว จะหาทางช่วยคณะรพินทร์ก่อนที่จะเปิดศึกกับสิงหรา ถึงหน้าเมืองเวลาย่ำค่ำจึงไม่อาจเข้าเมืองได้ มีแต่กุตะมะกับรหัสยะเท่านั้นที่เข้าเมืองไป ตกดึกดารินวางแผนออกไปสำรวจค่ายโดยรมยาสลบแล้วชวนรพินทร์กับคะหยิ่นออกไป โชคดีได้เจอเมยานี จึงได้ทราบเรื่องราวต่องๆของมรกตนคร

รุ่งเช้าก็ถูกคุมตัวมารอที่ปราสาทส่วนหลังในอุทยาน โดยมีรหัสยะเป็นตัวประกัน จนเที่ยงก็มีอาหารมารับรอง ช่วงบ่ายได้เข้าเฝ้ากษัตริย์สิงหรา ณ. ที่นี่เมื่อสิงหราถามถึงคนที่ 12 (หมายถึงแงซายที่สิงหราต้องการตัว) เชษฐาบอกขอดูตัวคนหายที่มาตามก่อน สิงหราอนุญาตแล้วให้ลงไปดูในคุกโดยมีกุตะมะเป็นตัวประกันไปด้วย

เมื่อลงไปถึงก็เจอนายชดกับหนานอิน พร้อมกับรับทราบว่าหลงกลสิงหราโดนขังในคุกด้วยจนกว่าจะยอมวางอาวุธ แต่แล้วพระเจ้าก็ไม่เข้าข้างคนผิด ปรากฏว่า กุตะมะซ้อนกล แปรพักตร์เข้ากับอรชุนผู้นำกองทัพประชาชน โดยเปิดประตูลับที่อยู่ในห้องขัง ประตูลับนี้มีกุตะมะทราบแต่เพียงผู้เดียว แล้วก็นำคณะรพินทร์ออกมาพบกองทัพประชาชนที่มีแงซายคอยต้อนรับอยู่แล้ว

รุ่งขึ้นวางแผนเผด็จศึก โดยให้ให้แงซายออกไปรบ แล้วทำทีแตกพ่ายหนีมาที่ช่องเขาซึ่งรพินทร์ได้วางระเบิดรอไว้แล้ว เมื่อรหัสยะตามมาก็โดนระเบิดเขาถล่ม รหัสยะแตกทัพหนีเข้าเมือง กองทัพแงซายตามไป ฝ่ายเชษฐารพินทร์ช่วยยิงธนูติดระเบิดถล่มประตูเมืองให้กองทัพประชาชนเข้าไปได้

ที่สนามชัย แงซายเผชิญหน้ากับสิงหราและรหัสยะ แล้วแงซายก็แสดงฝีมือดาบ ฆ่าสองพี่น้องอย่างง่ายดาย จับญาติทรราชมาพิจารณาโทษ แล้วขึ้นไปดูแม่มดวาชิกาผู้วางแผนโค่นกษัตริย์วิษณุพรมนารถในครั้งกระโน้น จับแม่มดมาเผากลางเมือง

รุ่งขึ้น เอาศพกุตะมะไปไว้ที่สุสานพระแม่อุมาเทวี พร้อมกับเปิดขุมเพชรพระอุมาให้ทุกคนได้ดูเป็นบุญตา แงซายสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าจักราธิราช ขึ้นครองเมือง

หลังพักผ่อนที่มรกตนครเป็นเวลาสมควร ทุกคนก็เดินทางกลับ