แคทเธอรีน เดอ เมดิชิ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แคทเธอรีน เดอ เมดิชิ (ภาษาอังกฤษ: Catherine de' Medici) (13 เมษายน ค.ศ. 1519 – 5 มกราคม ค.ศ. 1589) เกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ชื่อเมื่อแรกเกิดคือ “คาเทอรีนา มาเรีย โรโมลา ดี ลอเร็นโซ เดอ เมดิชิ” (Caterina Maria Romola di Lorenzo de' Medici) พระบิดาและมารดาของแคทเธอรีนคือลอเรนโซ เดอ เมดิชิที่ 2และมาเดเลน เดอ ลา ทัวร์ โดแวน เคาเทสแห่งบูลอยน (Madeleine de la Tour d'Auvergne, Countess of Boulogne) ทั้งสองคนเสียชีวิตไม่นานหลังจากที่แคทเธอรีนประสูติ พระนามมาเปลี่ยนสะกดแบบฝรั่งเศสเป็น “Catherine de Médicis”[3] ทรงเป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 2 แห่งฝรั่งเศสระหว่างปี ค.ศ. 1547 ถึงปี ค.ศ. 1559
เมื่อแคทเธอรีน เดอ เมดิชิมีพระชนม์ได้ 14 พรรษาเมื่อปี ค.ศ. 1533 ก็ทรงเสกสมรสกับอองรีดยุคแห่งออร์เลอองผู้เป็นพระราชโอรสองค์ที่สองของพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 แห่งฝรั่งเศส กับพระราชินีโคลด เมื่อเจ้าชายรัชทายาท ฟรองซัวส์ หรือ “โดแฟง” (Dauphin) พระเชษฐาของอองรีดยุคแห่งออร์เลอองสิ้นพระชนม์เมื่อปี ค.ศ. 1536 อองรีก็ได้ขึ้นเป็นโดแฟงแทน แคทเธอรีนก็มีตำแหน่งเป็น “โดฟีน” (Dauphine) ต่อมาเมื่อพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 เสด็จสวรรคต อองรีก็ขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระเจ้าอองรีที่ 2 แห่งฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1547 ระหว่างการครองราชพระเจ้าอองรีก็มิได้ให้ความสำคัญต่อพระราชินีแคทเธอรีนเท่าใดนัก แต่กลับไปทรงปรนเปรอพระสนมคนโปรดไดแอน เดอ ปอยเตียร์ (Diane de Poitiers) แทนที่ เมื่อพระเจ้าอองรีเสด็จสวรรคตเมื่อปี ค.ศ. 1559 พระราชินีแคทเธอรีนจึงได้เริ่มมีบทบาททางการเมืองโดยเป็นพระชนนีของพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 2 แห่งฝรั่งเศสผู้ที่ไม่ค่อยแข็งแรงผู้มีพระชนม์เพียง 15 พรรษาเมื่อขึ้นครองราชย์ พระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 2 ทรงปกครองฝรั่งเศสได้เพียงปีเดียวก็เสด็จสวรรคต พระราชินีแคทเธอรีนก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ผู้มีอำนาจเต็มที่ของพระโอรสองค์รอง พระเจ้าชาร์ลที่ 9 ผู้มีพระชนม์มายุได้เพียง 10 พรรษา หลังจากพระเจ้าชาร์ลส์เสด็จสวรรคตพระราชินีนาถแคทเธอรีนก็ทรงมีบทบาทสำคัญในการปกครองของพระราชโอรสองค์ที่สามที่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระเจ้าอองรีที่ 3 พระเจ้าอองรีทรงปรึกษาราชการแผ่นดินกับพระราชินีนาถแคทเธอรีนจนระยะสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นพระชนม์
พระโอรสผู้อ่อนแอทั้งสามพระองค์ของแคทเธอรีนทรงปกครองฝรั่งเศสในสมัยที่มีบ้านเมืองไม่มีความสงบจากสงครามกลางเมืองและสงครามศาสนา ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมิได้อยู่ในความควบคุมของระบบพระมหากษัตริย์และเป็นปัญหาที่ใหญ่แม้แต่สำหรับพระมหากษัตริย์ผู้ทรงอำนาจ เมื่อเริ่มแรกแคทเธอรีนก็พยายามประนีประนอมกับอูเกอโนท์ (Huguenots) หรือชาวฝรั่งเศสที่นับถือนิกายโปรเตสแตนต์เมื่อมีการจลาจล[4] แต่ไม่ทรงเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงปัญหาความขัดแย้งทางปรัชญาทางคริสต์ศาสนวิทยาและสาเหตุของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทำให้พระองค์ไม่ทรงมีความอดทนพอที่จะพยายามแก้ไขสถานะการณ์อย่างสันติ และทรงใช้ไม้แข็งในการปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบ[5] จึงทำให้ทรงถูกประนามในเหตุการณ์ร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่เป็นการกระทำของผู้ปกครองประเทศ โดยเฉพาะเหตุการณ์การสังหารหมู่วันเซนต์บาโทโลมิว (St. Bartholomew's Day massacre) ในปี ค.ศ. 1572 ซึ่งเป็นผลให้อูเกอโนท์ถูกสังหารอย่างทารุณทั้งในปารีสและทั่วไปในประเทศฝรั่งเศส นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าในปารีสมีผู้เสียชีวิตประมาณ 2,000 คนและอีกประมาณ 5,000-10,000 คนทั่วฝรั่งเศส หลังจากนั้นก็มีเรื่องสยดสยองต่างๆ จากเหตุการณ์ในเอกสารที่แจกจ่ายกันในสมัยนั้นซึ่งเป็นต้นกำเนิด “ตำนานมืด” (The Black Legend) ของ “พระราชินีผู้ชั่วร้าย” ตามปากเสียงของผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระองค์ พระราชินีนาถแคทเธอรีนทรงถูกประนามว่าเป็น “Machiavellian Renaissance prince” ผู้ป้อนความกระหายอำนาจด้วยการอาชญากรรม, การวางยาพิษ และบางทีก็ถึงกับใช้อำนาจเวทมนตร์ อากริพพา โดบิน (Agrippa d'Aubigné) กวีอูเกอโนท์ถึงกับขนานพระนามพระราชินีนาถแคทเธอรีนว่าเป็น “เชี้อโรคจากฟลอเรนซ์” (Florentine plague)[6] ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักประวัติศาสตร์จูลส์ มืเชลเลท์ (Jules Michelet) บรรยายพระราชินีนาถแคทเธอรีนว่าเป็น “หนอนที่หลุดออมาจากหลุมศพของอิตาลี” [7]
นักประวัติศาสตร์ปัจจุบันให้เหตุผลของความการใช้อำนาจจนเกินควรของพระราชินีนาถแคทเธอรีน[8] แต่อาร์ เจ เนคช (R. J. Knecht) กล่าวว่าความทารุณของพระราชินีนาถแคทเธอรีนจะเห็นได้จากจดหมายที่ทรงเขียน นิโคลา ซัทเธอร์แลนด์ (Nicola Sutherland) กล่าวเตือนถึงความเกินเลยในการบรรยายอำนาจของพระองค์ว่าแทนที่จะเป็นภาพพจน์ที่ทรงปกครองอย่างมั่นคง พระราชินีนาถแคทเธอรีนทรงต้องต่อสู้กับความไม่สงบต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างแทบไม่มีทางชนะ[9] นโยบายการปกครองของพระองค์จึงเป็นนโยบายของความอยู่รอดของราชวงศ์วาลัวส์ไม่ว่าด้วยวิธีใดใด[10] จึงอาจจะกล่าวได้ว่าถ้าไม่มีพระราชินีนาถแคทเธอรีนพระโอรสทั้งสามพระองค์คงไม่ทรงสามารถปกครองฝรั่งเศสด้วยพระองค์เองได้[11] ระยะการปกครองระหว่างพระโอรสทั้งสามเรียกว่า “สมัยแคทเธอรีน เดอ เมดิชิ” (The Age of Catherine de' Medici)[12]
เนื้อหา |
[แก้] กำเนิดและชีวิตเบื้องต้น
ตามบันทึกของนักพงศาวดารร่วมสมัย พระราชินีนาถแคทเธอรีนประสูติที่เมืองฟลอเรนซ์ (ในประเทศอิตาลีปัจจุบัน) เมื่อเวลา 5:04 นาฬิกาตอนเช้ามืดของวันพุทธที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1519 พระบิดาและมารดามีความปลาบปลื้มในการกำเนิดของพระองค์ “ราวกับได้ลูกชาย”[13] แต่ความปลาบปลื้มนี้ก็เป็นเพียงระยะสั้นเพราะมาเดเลน เดอ ลา ทัวร์มาสิ้นชีวิตลงเพียงสองอาทิตย์หลังจากที่แคทเธอรีนประสูติ เมื่อวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1519 เมื่ออายุได้เพียง 17 ปี และไม่นานหลังจากนั้นลอเรนโซ เดอ เมดิชิที่ 2 พ่อของแคทเธอรีนก็สิ้นชีวิตลงเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม อาจจะด้วยโรคซิฟิลิส[14] ลอเรนโซและมาเดเลนเพิ่งแต่งงานได้ปีเดียวก่อนหน้านั้นที่อังบัวส์ (Amboise) ซึ่งเป็นการแต่งงานช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสที่นำโดยพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 และอิตาลีที่นำโดยสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 10ในการเป็นปฏิปักษ์ต่อจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ที่นำโดยจักรพรรดิแม็กซิมิลเลียนที่ 1 หลังจากบิดามารดาของแคทเธอรีนเสียชีวิตพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 ทรงขอตัวแคทเธอรีนมาเลี้ยงดูในราชสำนักฝรั่งเศส แต่ขณะนั้นพระสันตะปาปาลีโอที่ 10 มีแผนที่จะให้แคทเธอรีนแต่งงานกับ อิพโพลิโต เดอ เมดิชิ (Ippolito de Medici) ผู้เป็นลูกนอกสมรสของพี่ชายของพระสันตะปาปา เพื่อจะให้ทั้งสองเป็นผู้ปกครองฟลอเรนซ์ต่อมา
ผู้ที่เลี้ยงดูแคทเธอรีนคนแรกคืออัลฟอนซินา ออร์ซินิ (Alfonsina Orsini) ผู้เป็นยาย หลังจากอัลฟอนซินาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1520 แคทเธอรีนก็ถูกส่งไปให้ป้า - แคลริส เดอ เมดิชิ (Clarice de' Medici) - เลี้ยงกับลูกพี่ลูกน้อง เมื่อพระสันตะปาปาลีโอที่ 10 สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1521 ตระกูลเมดิชิก็หมดอำนาจไประยะหนึ่งจนกระทั่งจูลิโอ ดิ จูเลียโน เดอ เมดิชิ ได้รับเลือกให้เป็นสมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 7 ในปี ค.ศ. 1523 พระสันตะปาปาคลีเมนต์จัดให้แคทเธอรีนย้ายมาอยู่ที่วังเมดิชิ ริคาดิ ที่ฟลอเรนซ์ ชาวเมืองฟลอเรนซ์เรียกแคทเธอรีนว่า “ดัชเชสน้อย” (duchessina)[15]
ในปี ค.ศ. 1527 ตระกูลเมดิชิถูกโค่นจากฟลอเรนซ์โดยฝักฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองโดยคาร์ดินัลซิลวิโอ พาซ์เซอรินิ (Silvio Passerini) ผู้เป็นตัวแทนของพระสันตะปาปาคลีเมนต์ แคทเธอรีนถูกจับไปเป็นตัวประกันในสำนักชีหลายแห่ง[16] พระสันตะปาปาคลีเมนต์ไม่มีทางเลือกนอกจากจะยอมสวมมงกุฏให้ชาร์ลส์เป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อจะไห้จักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 5 ช่วยยึดฟลอเรนซ์คืน[17] ในเดือนตุลาคมปี ค.ศ. 1529 กองทัพของจักรพรรดิชาร์ลส์ก็ล้อมเมืองฟลอเรนซ์ เมื่อการล้อมยืดเยื้อไป ผู้คนก็เรียกร้องให้สังหารแคทเธอรีนแล้วเอาตัวประจานบนกำแพงเมือง ทหารที่ขี่ลาเข้าไปในเมืองก็โดนประชาชนเยาะเย้ยถากถาง[18] แต่ในที่สุดฟลอเรนซ์ก็ยอมแพ้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1530 พระสันตะปาปาคลีเมนต์ก็เรียกตัวแคทเธอรีนไปโรมและเริ่มดำเนินการหาสามีที่เหมาะสมให้แคทเธอรีน[19]
[แก้] การแต่งงาน
แคทเธอรีนไม่เคยมีชื่อว่ามีเป็นคนสวย เมื่อแคทเธอรีนไปโรมทูตจากเวนิสบรรยายว่า “ร่างเล็ก, และผอม, และไม่มีส่วนที่อ่อนหวาน และตาโปนตามลักษณะแปลกของตระกูลเมดิชิ”[20] แต่ก็มีผู้ที่ต้องการตัวแคทเธอรีนกันเป็นแถว และเมื่อต้นปี ค.ศ. 1531 พระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 แห่งฝรั่งเศส ก็เสนอการแต่งงานระหว่างแคทเธอรีนกับพระโอรสอองรีดยุคแห่งออร์เลออง พระสันตะปาปาคลีเมนต์ยินดีต่อข้อเสนอเป็นอย่างมาก เพราะเป็นคู่ที่จะช่วยเพิ่มอำนาจให้แคทเธอรีน แม้ว่าแคทเธอรีนจะมาจากตระกูลที่มีชื่อเสียงและร่ำรวยแต่ก็ยังเป็นเพียงคนสามัญ[1]
งานแต่งงานระหว่างแคทเธอรีนและอองรีดยุคแห่งออร์เลอองกระทำที่มาร์เซย์ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1533เป็นงานใหญ่โตที่แสดงโดยการให้ของขวัญกันอย่างหรูหรา[21][22] อองรีออกจากงานเลึ้ยงราวเที่ยงคืนเพื่อไปทรงทำหน้าที่พระสวามี ทรงเข้าห้องบรรทมพร้อมกับพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 และกล่าวกันว่าพระเจ้าฟรองซัวส์ทรงประทับอยู่จนกระทั่งคู่สมรสทำการสมสู่กันเสร็จ และตรัสว่า “ต่างคนต่างก็มีฝีมือในการรณรงค์” (each had shown valour in the joust)[21] พระสันตะปาปาคลีเมนต์ไปเยี่ยมคู่บ่าวสาววันรุ่งขึ้นและให้พรในเหตุการณ์ในคืนก่อนหน้านั้น[23]
แต่หลังจากนั้นในปีแรกแคทเธอรีนก็เกือบไม่ได้พบกับอองรีนัก แต่ข้าราชสำนักฝรั่งเศสก็ปฏิบัติต่อพระองค์เป็นอย่างดีและมีความประทับใจในพระปรีชาสามารถของแคทเธอรีน[24] เมื่อพระสันตะปาปาคลีเมนต์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1534 สถานะการณ์ของแคทเธอรีนก็เปลื่ยนไป สมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 3 พระสันตะปาปาองค์ต่อมาไม่ยอมจ่ายค่าสินสอดทองหมั้นจำนวนมหาศาลแก่ฝรั่งเศส จนพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 ถึงกับทรงรำพึงว่าทรงได้แคทเธอรีนมา “แต่ตัวเปล่า” (The girl has come to me stark naked)[25]
อองรีเองก็ไม่ทรงสนพระทัยในพระชายาและยังทรงไปมีสนมอีกหลายคนอย่างเปิดเผย สิบปีแรกหลังจากการแต่งงานแคทเธอรีนก็ยังไม่มีพระโอรสธิดา นอกจากนั้นในปี ค.ศ. 1537 ฟิลลิปา ดูชิพระสนมคนหนึ่งก็ให้กำเนิดแก่พระธิดา ซึ่งอองรีทรงยอมรับอย่างออกหน้าออกตา[26] การที่อองรีมีพระธิดาเป็นสิ่งที่พิศูจน์ว่าอองรีมิได้ทรงเป็นหมันซึ่งทำให้เพิ่มความกดดันแก่แคทเธอรีนหนักขึ้นไปอีก
[แก้] รัชทายาท
ในปี ค.ศ. 1536 ฟรองซัวส์พระเชษฐาของอองรีผู้เป็นรัชทายาทสิ้นพระชนม์หลังจากทรงจับไข้หลังจากทรงเล่น เทนนิส อองรีจึงกลายเป็นรัชทายาท ในฐานะชายาของรัชทายาท (Dauphine) ความกดดันที่มีอยู่ในการมีรัชทายาทเพื่อให้มีผู้สืบสันตติวงศ์ที่มีอยู่แล้วก็ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น[27]
ปิแอร์ เดอ โบเดลล์นักพงศาวดารประจำราชสำนักบันทึกว่า “ต่างคนต่างก็ถวายคำแนะนำแก่พระเจ้าแผ่นดินและรัชทายาทให้ประนามเจ้าหญิงแคทเธอรีนเพราะความจำเป็นที่จะต้องมีรัชทายาทที่จะสึบราชบัลลังก์ฝรั่งเศส” ที่เจ้าหญิงแคทเธอรีนไม่สามารถทรงทำได้[28] นอกจานั้นก็มีการกล่าวถึงการหย่าร้าง ความที่ทรงหมดหนทางเจ้าหญิงแคทเธอรีนก็ทรงหาวิธีต่างๆ ที่ทรงคิดว่าจะช่วยให้ทรงครรภ์ได้เช่น ทรงเอาขี้วัวและผงเขากวางป่นทาบริเวณ “source of life” และทรงดื่มปัสสาวะลา[29] ในที่สุดเมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1544 เจ้าหญิงแคทเธอรีนก็ทรงให้กำเนิดพระโอรสซึ่งให้พระนามว่า “ฟรองซัวส์” ตามพระอัยกา หลังจากที่ทรงครรภ์ได้ครั้งหนึ่งแล้ว เจ้าหญิงแคทเธอรีนก็ไม่ทรงมีปัญหาในการมีพระโอรสธิดาต่อมา ความเปลื่ยนแปลงนี้อาจจะมีสาเหตุมากจากความช่วยเหลือของนายแพทย์ชอง แฟร์เนลผู้ที่สังเกตเห็นความไม่ปกติในอวัยวะเพศของทั้งสองพระองค์และถวายคำแนะนำถึงวิธีเปลื่ยนแปลง[30] เจ้าหญิงแคทเธอรีนทรงมีพระโอรสธิดากับอองรีเจ้าชายรัชทายาทอีก 9 พระองค์ 6 พระองค์ทรงรอดมาจนโตรวมทั้ง เจ้าชายชาร์ลส์ ประสูติเมื่อวันที่ 27 มืถุนายน ค.ศ. 1550; เจ้าชายอองรี ประสูติเมื่อวันที่ 19 กันยายน ค.ศ. 1551; และ ฟรองซัวส์ ดยุคแห่งอองจู ประสูติเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1555 ซึ่งเป็นทำให้การมีผู้สืบสายราชวงศ์วาลัวส์อย่างมั่นคง
แต่ความสามารถของเจ้าหญิงแคทเธอรีนในการมีผู้สืบราชบัลลังก์ให้แก่ฝรั่งเศสหลายคนก็มิได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์และเจ้าชายอองรีดีขึ้นแต่อย่างใด ในปี ค.ศ. 1538 เมื่อเจ้าชายอองรีมีพระชนม์ได้ 19 พรรษาก็ทรงมีพระสนมไดแอน เดอ ปอยเตียร์อายุ 38 ปีที่กลายมาเป็นพระสนมคนโปรดตลอดพระชนม์ชีพ[31] แต่กระนั้นก็ยังทรงยกย่องเจ้าหญิงแคทเธอรีนในฐานะพระชายาอย่างเป็นทางการ[32] เมื่อพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 เสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 1547 เจ้าชายอองรีก็ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าอองรีที่ 2 และเจ้าหญิงแคทเธอรีนก็ได้รับการสวมมงกุฏเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งฝรั่งเศสที่มหาวิหารแซงต์เดอนีส์ ในปี ค.ศ. 1549
[แก้] พระราชินีแห่งฝรั่งเศส
เมื่อพระเจ้าอองรีทรงเป็นกษัตริย์ก็ไม่ทรงอนุญาตให้พระราชินีแคทเธอรีนมีอิทธิพบในฐานะพระราชินีแต่อย่างใด[34] เป็นแต่บางครั้งที่ทรงมีหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เมื่อพระเจ้าอองรีมิได้ประทับอยู่ในฝรั่งเศส แต่อำนาจที่ทรงให้ในขณะที่เป็นผู้สำเร็จราชการก็เป็นเพียงจำกัด[35] ต่อมาพระเจ้าอองรีทรงยกวังเชอนงโซที่พระราชินีแคทเธอรีนเองก็ทรงอยากได้ แก่ไดแอน เดอ ปอยเตียร์ ซึ่งไดแอนก็ใช้เป็นศูนย์กลางอำนาจของตนเอง[36] ราชทูตรายงานว่าเมื่อพระเจ้าอองรีทรงปรากฏตัวต่อหน้าแขกก็จะทรงประทับบนตักของไดแอนและทรงกีตาร์ ตรัสเรื่องการเมืองไปในขณะที่และทรงเล่นหน้าอกของไดแอนน์ไปพลาง[37] ไดแอนมิได้คิดว่าพระราชินีแคทเธอรีนเป็นคู่แข่งและนอกจากนั้นก็ยังยุให้พระเจ้าอองรีทรงสมสู่กับพระราชินีแคทเธอรีนเพื่อจะได้ทรงมีพระโอรสธิดาเพิ่มขึ้น ในปี ค.ศ. 1556 พระราชินีแคทเธอรีนเกือบสิ้นพระชนม์จากการให้กำเนิดพระธิดาแฝด ศัลย์แพทย์ต้องช่วยให้ทรงรอดโดยการหักพระเพลาของทารกองค์หนึ่งที่สิ้นพระชนม์ก่อนที่จะกำเนิด[38] พระทารกอีกองค์ที่รอดมาก็มีพระชนม์ชีพอยู่เพียงเจ็ดอาทิตย์ก็สิ้นพระชนม์ หลังจากนั้นพระราชินีแคทเธอรีนก็ไม่ทรงมีพระโอรสธิดาอีก
ในรัชสมัยของพระเจ้าอองรี ตระกูลกีสก็เริ่มเรืองอำนาจขึ้นจากการที่ชาร์ลส์ได้ขึ้นเป็นชาร์ลส์คาร์ดินัลแห่งลอร์แรน และฟรานซิสดยุคแห่งกีสพระสหายเมื่อยังทรงพระเยาว์ของพระเจ้าอองรีได้เป็นเคานท์และดยุคแห่งกีส[39] แมรีแห่งกีสน้องสาวของทั้งสองคนแต่งงานกับพระเจ้าเจมส์ที่ 5 แห่งสกอตแลนด์ ในปี ค.ศ. 1538 และเป็นพระชนนีของเจ้าหญิงแมรีผู้ต่อมาเป็นพระราชินีนาถแมรีที่ 1 แห่งสกอตแลนด์ เมื่อเจ้าหญิงแมรีมีพระชนม์ได้ 5 พรรษากว่าๆ ก็ทรงถูกนำตัวมาเลี้ยงดูในราชสำนักฝรั่งเศสและทรงเป็นคู่หมายของฟรองซัวส์เจ้าชายรัชทายาทผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอองรี[40] พระราชินีแคทเธอรีนทรงเลี้ยงดูเจ้าหญิงแมรีกับพระโอรสธิดาของพระองค์เองขณะที่แมรีแห่งกีสปกครองราชอาณาจักรสกอตแลนด์ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แทนพระธิดา[41]
เมื่อวันที่ 3–4 เมษายน ค.ศ. 1559 พระเจ้าอองรีทรงลงพระนามในสนธิสัญญาสงบศึกอิตาลี (Italian War of 1551–1559) กับจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และอังกฤษซึ่งเป็นการยุติสงครามอันยาวนาน สนธิสัญญาตกลงกันโดยการหมั้นหมายระหว่างพระธิดาเอลิซาเบธแห่งวาลัวส์พระชนมายุ 13 พรรษาของพระราชินีแคทเธอรีนกับพระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน[42] การแต่งงานทางนิตินัย (proxy wedding) กระทำกันที่ปารีสเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1559 โดยมีการฉลองต่างๆ รวมทั้งงานเลี้ยง งานสวมหน้ากาก และ การต่อสู้บนหลังม้า (jousting) เป็นเวลา 5 วัน
พระเจ้าอองรีทรงร่วมเข้าแข่งในการต่อสู้บนหลังม้าโดยทรงสีขาวดำซึ่งเป็นสีของไดแอน ทรงได้รับชัยชนะต่อดยุคแห่งเนมอรส์ และดยุคแห่งกีส แต่มาเพลื่ยงพล้ำต่อเกเบรียลเคานท์แห่งมอนต์โกเมอรีจนเกือบทรงตกจากหลังม้า แต่ก็ทรงยืนยันว่าต่อสู้ต่อไปได้อีก แต่ครั้งที่สองก็ทรงถูกหอกไม้ยาว (lance) ของเกเบรียลเข้าเต็มพระเศียร[43] จนพระพักตร์โชกไปด้วยพระโลหิต เศษไม้จากหอกก็ยังคาอยู่ในพระเนตรและพระเศียร[44] พระราชินีแคทเธอรีน, ไดแอน และฟรองซัวส์เจ้าชายรัชทายาทต่างก็สิ้นสติกันไปตามๆ กัน พระร่างของพระเจ้าอองรีถูกนำไปที่วังตูร์เนลลส์ (Château de Tournelles) นายแพทย์ดึงเศษไม้ห้าชิ้นออกจากพระเศียรและอีกชิ้นหนึ่งจากพระเนตรที่ทะลุเข้าไปในสมอง พระราชินีแคทเธอรีนทรงเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดข้างพระแท่น แต่ไดแอนมิได้มาอยู่ใกล้ เพราะ “ความกลัวที่ว่าจะถูกไล่โดยพระราชินี” ตามคำกล่าวของผู้บันทึกพงศาวดาร [45] พระอาการระหว่างสิบวันหลังจากนั้นก็ขึ้นๆ ลงๆ บางครั้งก็ทรงรู้สึกพระองค์ดีพอที่จะบอกให้ร่างพระราชสาส์นหรือทรงฟังดนตรีได้ แต่ก็พระอาการก็เริ่มทรุดลงเริ่มด้วยการไม่ทรงมองเห็น ไม่สามารถตรัสได้ และทรงฟั่นเฟือน ในที่สุดก็เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1557 ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระราชินีแคทเธอรีนก็ทรงใช้หอกหักเป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์โดยมีคำจารึกว่า “หอกนี้เป็นที่มาของน้ำตาและความเจ็บปวด” (“lacrymae hinc, hinc dolor”) และทรงดำเพื่อเป็นการไว้ทุกข์ให้แก่พระสวามี[46]
[แก้] พระชนนี
[แก้] พระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 2
พระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 2 แห่งฝรั่งเศส ทรงขึ้นครองราชสมบัติเมื่อพระชนม์ได้ 15 พรรษา ในเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นการ “รัฐประหาร” โดยฟรานซิสดยุคแห่งกีสยึดอำนาจวันรุ่งขึ้นหลังจากที่พระเจ้าอองรีที่ 2 เสด็จสวรรคตและรีบย้ายเข้าไปในพระราชวังลูฟร์ พร้อมหลานสาวเจ้าหญิงแมรีและพระเจ้าฟรองซัวส์ที่เพิ่งเสกสมรสกันปีหนึ่งก่อนหน้านั้น[49] ราชทูตอังกฤษรายงานสองสามวันต่อมาว่า “ตระกูลกีสปกครองและทำไปเสียทุกอย่างอย่างเช่นพระเจ้าแผ่นดิน” (“the house of Guise ruleth and doth all about the French king”)[50] ในระหว่างนั้นพระราชินีแคทเธอรีนก็ทรงร่วมมือกับตระกูลกีสเพราะไม่มีทางอื่น ด้วยสาเหตุที่ไม่ทรงมีสิทธิอย่างเป็นทางการในการปกครองของรัฐบาลของพระเจ้าฟรองซัวส์ เพราะพระองค์ทรงมีพระชันษาพอที่จะปกครองประเทศด้วยพระองค์เองได้[51] แต่ถึงกระนั้นในพระราชบัญญัติที่ทรงออกอย่างเป็นทางการก็จะเริ่มต้นด้วย “ด้วยความพอพระทัยของสมเด็จพระราชินี, พระราชชนนีของข้าพเจ้า, และข้าพเจ้าก็ยอมรับความคิดเห็นของพระองค์ทุกประการที่ทรงมี, ข้าพเจ้าพอใจและสั่งว่า....” (“This being the good pleasure of the Queen, my lady-mother, and I also approving of every opinion that she holdeth, am content and command that ....”)[52] พระราชินีแคทเธอรีนก็มิได้ทรงลังเลในการที่ใช้อำนาจนี้ สิ่งแรกที่ทรงทำก็คือทรงบังคับให้ไดแอน เดอ ปอยเตียร์คืนเครื่องเพชรพลอยและวังเชอนงโซกับหลวง[53] พอได้วังเชอนงโซคืนมาก็ทรงปรับปรุงต่อเติมให้เด่นกว่าที่ไดแอนได้ทำไว้[54]
เมื่อตระกูลกีสมีอำนาจขึ้นก็เริ่มกำจัดผู้ที่นับถือนิกายโปรเตสแตนต์ (อูเกอโนท์ (Huguenots)) อย่างจริงจัง แต่พระราชินีแคทเธอรีนไม่ทรงมีนโยบายที่รุนแรงและทรงกล่าวต่อต้านการไล่ทำร้ายอูเกอโนท์ของตระกูลกีส แม้ว่าพระองค์เองจะไม่ทรงมีความเห็นใจหรือทรงมีความเข้าใจในสาเหตุของการต่อสู้ของกลุ่มผู้ที่นับถือนิกายโปรเตสแตนต์แต่อย่างใด กลุ่มอูเกอโนท์พยายามหาผู้นำ ตอนแรกก็ได้อองตวนแห่งบูร์บงดยุคแห่งแวงโดมผู้เป็นFirst Prince of the Blood (Premier Prince du Sang) ต่อมาก็ได้พระอนุชาหลุยส์ที่ 1 แห่งบูร์บง เจ้าชายแห่งคองเดผู้สนับสนุนการโค่นอำนาจของตระกูลกีสโดยการใช้กำลัง[55] เมื่อทางกีสทราบแผนของเจ้าชายหลุยส์แห่งคองเดที่เรียกว่าการคบคิดที่อังบัวส์ (The Conspiracy of Amboise)[56] ก็รีบย้ายราชสำนักไปยังวังอังบัวส์ (Château d'Amboise) ซึ่งที่เป็นที่ที่มั่นคงต่อการป้องกัน ดยุคแห่งกีสก็โจมตีบริเวณป่ารอบอังบัวส์อย่างจู่โจมทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียชีวิตไปมากรวมทั้งตัวนายทัพลาเรโนดี (La Renaudie) [57] ส่วนอื่นๆ ก็จมน้ำตายๆปบ้าง ถูกขึงรอบกำแพงเมืองบ้าง ขณะที่ราชสำนักของพระราชินีแคทเธอรีนเฝ้าดู[58]
ในเดือนมิถุนานยน ค.ศ. 1560 มีแชล เด โลปีตาล (Michel de l'Hôpital) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอัครมหาเสนาบดีแห่งฝรั่งเศส เด โลปีตาลพยายามหาทางทำให้บ้านเมืองสงบสุขจากความวุ่นวายโดยการใช้รัฐธรรมนูญและทำงานอย่างใกล้ชิดกับพระราชินีแคทเธอรีน[59] ทั้งสองคนไม่เห็นด้วยกับการลงโทษผู้ที่นับถือนิกายโปรเตสแตนต์โดยเฉพาะผู้ที่ทำพิธีศาสนาเป็นการส่วนตัวและมิได้ถืออาวุธ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1560 พระราชินีแคทเธอรีนและอัครมหาเสนาบดีเสนอนโยบายต่อสภาคนสำคัญๆ ที่วังฟองแตงโบล (Château de Fontainebleau) นักประวัติศาสตร์ถือว่าเหตุการณ์นี้เป็นการแสดงความสามารถอย่างรัฐบุรุษของพระราชินีแคทเธอรีนเป็นครั้งแรก ขณะเดียวกันเจ้าชายหลุยส์แห่งคองเดก็รวบรวมกำลังทหารในฤดูใบไม้ร่วงและเริ่มโจมตีเมืองต่างๆ ทางใต้ พระราชินีแคทเธอรีนทรงเรียกตัวเจ้าชายแห่งคองเดมายังราชสำนัก แต่พอมาถึงก็ทรงให้จับเจ้าชายหลุยส์เป็นนักโทษทันที ศาลตัดสินว่าทรงเป็นกบฏต่อราชบัลลังก์และตัดสินให้ประหารชีวิต แต่เจ้าชายหลุยส์แห่งคองเดรอดชีวิตมาได้เพราะพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 2 มาเสด็จสวรรคตเสียก่อนจากหูอักเสบ[60]
เมื่อพระราชินีแคทเธอรีนทรงทราบว่าพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 2 ใกล้จะเสด็จสวรรคตก็ทรงทำสัญญากับอองตวนแห่งบูร์บงดยุคแห่งแวงโดมให้อองตวนสละสิทธิในการเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่คือ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 9เป็นการแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวของเจ้าชายหลุยส์แห่งคองเด[61] ดังนั้นเมื่อพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 2 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1560 องคมนตรีจึงได้แต่งตั้งพระราชินีแคทเธอรีนให้เป็น “ผู้ว่าราชการฝรั่งเศส” (gouvernante de France) ผู้มีอำนาจเด็ดขาด พระราชินีแคทเธอรีนทรงเขียนจดหมายถึงพระธิดา เอลิซาเบธแห่งวาลัวส์ ว่า “My principal aim is to have the honour of God before my eyes in all things and to preserve my authority, not for myself, but for the conservation of this kingdom and for the good of all your brothers” [62]
[แก้] พระเจ้าชาร์ลที่ 9
เมื่อเริ่มแรกพระราชินีแคทเธอรีนทรงดูแลพระเจ้าชาร์ลที่ 9 ผู้มีพระชนม์เพียง 9 พรรษาอย่างใกล้ชิดและทรงนอนให้ห้องบรรทมเดียวกัน เมื่อมีการประชุมองคมนตรีก็ทรงนั่งร่วมประชุมด้วย และทรงเป็นผู้ตัดสินเกี่ยวกับนโยบายและการควบคุมกิจการของรัฐและการอุปถัมภ์ แต่มิได้ทรงมีอำนาจพอที่จะควบคุมประเทศทั้งประเทศซึ่งขณะนั้นใกล้จะเกิดสงครามกลา