เอไอเอ็ม-7 สแปร์โรว์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เอไอเอ็ม-7 สแปร์โรว์
USAF F-15C fires AIM-7 Sparrow.jpg
ชนิด ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศนำวิถีด้วยเรดาร์พิสัยกลาง
สัญชาติ Flag of the United States สหรัฐอเมริกา
บทบาท
ผู้ใช้งาน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อิหร่าน อิตาลี สหราชอาณาจักร ซาอุดิอาระเบีย ปากีสถาน โปแลนด์
ประวัติการผลิต
บริษัทผู้ผลิต เรย์ธีออน
มูลค่า 125,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ช่วงการผลิต พ.ศ. 2502 (เอไอเอ็ม-7ดี)
พ.ศ. 2519 (เอไอเอ็ม-7เอฟ)
พ.ศ. 2525 (เอไอเอ็ม-7เอ็ม)
แบบอื่น สแปร์โรว์ 1 เอไอเอ็ม-7เอ
สแปร์โรว์ 2 เอไอเอ็ม-7บี
สแปร์โรว์ 3 เอไอเอ็ม-7ซี เอไอเอ็ม-7ดี เอไอเอ็ม-7อี เอไอเอ็ม-7อี2/สกายแฟลช/แอสไพด์ เอไอเอ็ม-7เอฟ เอไอเอ็ม-7เอ็ม เอไอเอ็ม-7พี อาร์ไอเอ็ม-7เอ็ม
ข้อมูลจำเพาะ
น้ำหนัก 230 กิโลกรัม
ความยาว 3.7 เมตร
เส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว

หัวรบ สะเก็ดระเบิดแรงสูง
เอไอเอ็ม-7เอฟ/เอ็มใช้ 40 กิโลกรัม

เครื่องยนต์ เครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง เฮอร์คิวลิส มาร์ก-58
ความยาวระหว่างปลายปีก 2 ฟุต 8 นิ้ว (เอไอเอ็ม-120เอ/บี)
พิสัยปฏิบัติการ 32 กิโลเมตร (เอไอเอ็ม-7ซี/ดี)
42 กิโลเมตร (เอไอเอ็ม-7อี/อี2)
50 กิโลเมตร (เอไอเอ็ม-7เอฟ/เอ็ม)
ความเร็ว 4 มัก
ระบบนำวิถี เรดาร์กึ่งปฏิบัติ
ใช้กับ อากาศยาน:

เอไอเอ็ม-7 สแปร์โรว์ (อังกฤษ: AIM-7 Sparrow) เป็นขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยกลางที่ใช้โดยกองทัพอากาศ กองทัพเรือ และกองนาวิกโยธินของสหรัฐฯ เช่นเดียวกับกองทัพอากาศของพันธมิตรอื่นๆ สแปร์โรว์และแบบต่างๆ ของมันเป็นขีปนาวุธอากาศสู่อากาศที่มีมาตั้งแต่ปลายพ.ศ. 2493 จนถึงพ.ศ. 2533 มันยังคงอยู่ในประจำการถึงแม้ว่ามันกำลังจะถูกเลิกใช้เนื่องมาจากอาวุธใหม่อย่างเอไอเอ็ม-120 แอมแรม กองกำลังติดอาวุธของญี่ปุ่นใช้ขีปนาวุธสแปร์โรว์ถึงแ้ม้ว่ากำลังจะถูกเลิกใช้และแทนที่ด้วยมิตซูบิชิ เอเอเอ็ม-4 นักบินของนาโต้ใช้รหัสว่าฟ็อกซ์ วัน (Fox One) ทางวิทยุสื่อสารเพื่อเป็นสัญญาณในการบอกการยิงขีปนาวุธแบบกึ่งติดตามด้วยเรดาร์อย่างเช่นสแปร์โรว์

สแปร์โรว์ถูกใช้ในฐานะขีปนาวุธพื้นสู่อากาศแบบพื้นฐาน อาร์ไอเอ็ม-7 ซีสแปร์โรว์ถูกใช้โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ เพื่อป้องกันการโจมตีทางอากาศ

การพัฒนา[แก้]

สแปร์โรว์ 1[แก้]

สแปร์โรว์ 1 กำลังถูกทดสอบกับเครื่องเอฟ3ดี สกายไนท์ พ.ศ. 2493


สแปร์โรว์ปรากฏตัวตั้งแต่ปี 2483 ในโครงการของกองทัพเรือสหรัฐฯ เพื่อทำการพัฒนาอาวุธจรวดนำวิถีสำหรับการใช้งานทางอากาศ ในปีพ.ศ. 2490 กองทัพเรือได้ทำสัญญากับบริษัทสเปอร์รีเพื่อสร้างจรวดทางอากาศเอชวีเออาร์แบบไม่นำวิถีภายใ้ต้โครงการฮ็อทช็อท (Project Hotshot) อาวุธดังกล่าวถูกเรียกว่าเคเอเอส-1 จากนั้นก็เป็นเอเอเอ็ม-2 และตั้งแต่ปี 2491 เป็นต้นมาก็ถูกเรียกว่าเอเอเอ็ม-เอ็น-2 โครงสร้างนั้นถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทอากาศยานดักลาส เส้นผ่าศูนย์กลางของเอชวีเออาร์ไม่มากพอสำหรับอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ มันทำให้ดักลาสต้องขยายโครงสร้างของขีปนาวุธให้มีเส้นผ่าศูนย์กลางเป็น 2 นิ้ว ต้นแบบได้ทำการบินครั้งแรกในปีพ.ศ. 2495

หลังจากการพัฒนาที่ยืดเยื้อเอเอเอ็ม-เอ็น-2 สแปร์โรว์ก็เริ่มเข้าประจำการในปีพ.ศ. 2499 ซึ่งใช้กับเครื่องเอฟ3เอช-2เอ็ม ดีมอนและเอฟ7ยู คัทลาส เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบันแล้วสแปร์โรว์ 1 มีความเพรียวลมมากกว่าและมีโครงสร้างที่คล้ายกระสุนโดยที่ส่วนปลายนั้นเรียวยาว

สแปร์โรว์ 1 มีขีดจำกัดมากกว่าจะเป็นอาวุธพื้นฐาน ด้วยการนำวิถีที่จำกัดทำให้มันยิงได้แต่ในระยะที่สามารถมองเห็นได้เท่านั้นและทำให้มันไร้ค่าเมื่อต้องจัดการกับเป้าหมายที่เคลื่อนที่ สแปร์โรว์รุ่นนี้มีผลิตออกมาเพียง 2,000 ลูกเท่านั้น

สแปร์โรว์ 2[แก้]

เมื่อถึงปีพ.ศ. 2493 ดักลาสทำการทดสอบอุปกรณ์ของสแปร์โรว์ด้วยเรดาร์ค้นหา โดยมีชื่อในทีแรกว่าเอ็กซ์เอเอเอ็ม-เอ็น-2เอ สแปร์โรว์ 2 ตอนหลังก็มีชื่อว่าสแปร์โรว์ 2 ในปีพ.ศ. 2495 มันได้รหัสใหม่ว่าเอเอเอ็ม-เอ็น-3

เมื่อถึงปี 2498 ดักลาสเสนอการพัฒนาต่อโดยตั้งใจที่ให้มันเป็นอาวุธหลักให้กับเอฟ5ดี สกายแลนเซอร์และสิบปีต่อมาเรดาร์ที่คล้ายคลึงกันได้ติดตั้งกับเอไอเอ็ม-120 แอมแรม อย่างไรก็ตามลำตัวส่วนหน้าที่มีขนาดเล็กและเรดาร์แบบเค-แลนด์ เอเอ็น/เอพีคิว-64 มีการทำงานที่จำกัด และมันก็ไม่เคยได้ทำการทดสอบ

โครงการถูกยกเลิกในปีพ.ศ. 2501 และถึงแม้ว่าจะมีการหารือเรื่องที่บริษัทคานาแดร์จะเข้ามาทำงานแทน แต่เมื่อมันถูกยกเลิกงานทุกอย่างก็ถือว่าเป็นการยุติ

สแปร์โรว์ 2ดี[แก้]

เมื่อสแปร์โรว์ 2 ควบคู่กับระบบการยิงแบบอาร์ว๊เอ-วิคเตอร์ แอสทราที่ถูกเลือกเข้าโครงการเอฟโร แอร์โรว์ หลังจากที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ยกเลิกโครงการสแปร์โรว์ 2 เมื่อปีพ.ศ. 2499 งานทั้งหมดก็ยกให้กับคานาแดร์ โครงการแอสทราและสแปร์โรว์ 2 ถูกยกเลิกในปีพ.ศ. 2501 โครงการสแปร์โรว์ 2ดีอดทนจนถึงปีพ.ศ. 2493 เป้าหมายของมันล้มเหลวจนกระทั่งขีปนาวุธแอมแรมเปิดตัวในปีพ.ศ. 2523

สแปร์โรว์ เอ็กซ์[แก้]

รุ่นรองของสแปร์โรว์ 2ดีที่มีหัวรบนิวเคลียร์เหมือนกันคือเอ็มดี-2 จีไนแต่ถูกยกเลิก

สแปร์โรว์ 3[แก้]

เครื่องเอฟ3เอช ดีมอนกำลังปล่อยขปนาวุธสแปร์โรว์ 3 ในปีพ.ศ. 2501

ด้วยความเห็นพ้องต้องกันในปี 2494 เรธีออนได้เริ่มทำการพัฒนาขีปนาวุธตระกูลสแปร์โรว์แบบกึ่งเรดาร์โดยมีชื่อว่าเอเอเอ็ฒ-เอ็น-6 สแปร์โรว์3 อาวุธแรกๆ เหล่านี้ได้เข้าประจำการในกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อปีพ.ศ. 2501

เอเอเอ็ม-เอ็น-6 คล้ายคลึงกันกับ -6 แต่ใช้เชื้อเพลิงเหลวให้กับเครื่องยนต์เพื่อให้มันทำงานได้ดีขึ้น มันยังเปลี่ยนเป็นระบบนำวิถีอิเลคทรอนิกส์เพื่อทำให้มันมีประสิทธิภาพด้านความเร็วที่เพิ่มขึ้น -6เอยังได้รับเลือกให้เป็นอาวุธของเอฟ-110เอ สเปกเทอร์ (เอฟ-4 แฟนทอม) เมื่อปีพ.ศ. 2505 โดยมีชื่อเรียกว่าเอไอเอ็ม-101 มันได้เข้าสู่การผลิตในปีพ.ศ. 2502 ในที่สุดก็ถูกสร้างขึ้นประมาณ 7,500 ลูก

อีกการพัฒนาหนึ่งคือการกลับไปใช้เชื้อเพลิงแข็งให้กับเอเอเอ็ม-เอ็น-6บีซึ่งเริ่มผลิตในปีพ.ศ. 2506 มอเตอร์ใหม่นี้เพิ่มระยะทำการขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งมากขึ้นเป็น 35 กิโลเมตร

ในช่วงปีนี้เองกองทัพเรือและกองทัพอากาศได้ตกลงในการตั้งชื่อของขีปนาวุธและสแปร์โรว์ก็กลายมาเป็นซีรี่ยส์เอไอเอ็ม-7 สแปร์โรว์ 1 ดั้งเดิมและสแปร์โรว์ 2 ที่ถูกยกเลิกกลายมาเป็นเอไอเอ็ม-7เอและเอไอเอ็ม-7บี ถึงกระนั้นทั้งสองแบบก็ถูกนำออกจากคลังแสง -6 และ -6บีกลายมาเป็นเอไอเอ็ม-7ซี เอไอเอ็ม-7ดี และเอไอเอ็ม-7อีตามลำดับ

เอไอเอ็ม-7อีจำนวน 25,000 ลูกถูกผลิตขึ้นและถูกใช้อย่างมากในสงครามเวียดนามที่ซึ่งการทำงานของมันนั้นถูกมองว่าน่าผิดหวัง เหตุผลก็มีหลายอย่างทั้งปัญหาในความน่าเชื่อถือ นักบินที่ไม่ได้รับการฝึกเพียงพอ และกฎของการเข้าปะทะที่เข้มงวดซึ่งไม่อนุญาตให้ทำการยิงหากเป้าหมายไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา อัตราการสังหารของเอไอเอ็ม-7อีนั้นต่ำกว่า 10% นักบินรบของสหรัฐฯ ยิงเครื่องบินตก 55 ลำด้วยสแปร์โรว์

ในปีพ.ศ. 2512 รุ่นที่รับการพัฒนาคืออี-2 ถูกนำมาใช้ด้วยปีกแบบใหม่และการเชื่อมต่อแบบใหม่ เอไอเอ็ม-7อี-2 ถูกคาดว่าจะถูกใช้ในระยะที่สั้นกว่าซึ่งขีปนาวุธจะยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงทำให้มันมีประโยชน์มากกว่าในข้อจำกัดในการปะทะ ถึงกระนั้นอัตราการสังหารของมันก็มีเพียง 13% มันจึงนำไปสู่การยิงแบบที่เดียวสี่นัดเพื่อเพิ่มโอกาสในการสังหาร แนวโน้มที่แย่กว่าก็คือการที่มันจุดชนวนก่อนกำหนด โดยประมาณหนึ่งพันฟุตห่างจากอากาศยานที่ยิงมันออกมา แต่มันยังมีปัญหามากมายที่มีทั้งมอเตอร์ล้มเหลว การบินที่ไม่แน่นอน และปัญหาในการเชื่อมต่อ รุ่นอี-3 นั้นมีทั้งการเปลี่ยนการเชื่อมต่อและอี-4 ก็ใช้กับเอฟ-14 ทอมแคท

รุ่นที่พัฒนาของเอไอเอ็ม-7 ถูกพัฒนาในช่วงปีพ.ศ. 2513 ด้วยความพยายามที่จะกำจัดข้อจำกัดของอาวุธ เอไอเอ็ม-7เอฟซึ่งได้เข้าประจำการเมื่อปีพ.ศ. 2519 เป็นจรวดที่มีสองตอนเพื่อเพิ่มพิสัย ระบบอิเลคทรอนิกส์ที่เพิ่มความเชื่อถือ และหัวรบที่ใหญ่ขึ้น แม้ว่ารุ่นนี้จะมีช่องว่างให้กับการพัฒนาทางอังกฤษและอิตาลีได้พัฒนารุ่นที่ดีกว่าของสแปร์โรว์ด้วยการทำงานและระบบอิเลคทรอนิกส์ที่ดีขึ้น

สแปร์โรว์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในปัจจุบันคือเอไอเอ็ม-7เอ็มซึ่งได้เข้าประจำการเมื่อปีพ.ศ. 2525 และมีจุดเด่นเป็นตัวหาเป้าแบบใหม่ เรดาร์ การควบคุมแบบดิจิตอล การต่อต้านเป้าล่อ และทำงานในระดับต่ำได้ดีขึ้น มันถูกใช้ในสงครามอ่าวที่ซึ่งมันทำคะแนนด้วยการฆ่าแบบอากาศสู่อากาศอย่างมากให้กับกองทัพอากาศสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามอัตราการสังหารของมันทั้งหมดแล้วก็น้อยกว่า 40%

เอไอเอ็ม-7พีคล้ายคลึงกับรุ่นเอ็มแทบจะในทุกๆ ด้านและอยู่ในโครงการสำหรับขีปนาวุธเอ็มซีรี่ยส์ การเปลี่ยนเปลงหลักก็คือซอฟต์แวร์และการทำงานในระดับต่ำที่ดีขึ้น การพัฒนาบล็อก 2 ที่ตามมาในภายหลังได้เพิ่มตัวรับที่ด้านหลังเพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องจากอากาศยานที่ยิงปล่อยมัน มีแผนที่จะพัฒนารุ่นเอ็มแต่ในปัจจุบันรุ่นพีถูกใช้เพื่อแทนที่รุ่นเอ็มที่ถูกนำออกจากคลังแสง

รุ่นสุดท้ายของขีปนาวุธคือเอไอเอ็ม-7อาร์ซึ่งได้เพิ่มตัวหาอินฟราเรด ทุนที่ต่ำลงทำให้มันถูกยกเลิกในปีพ.ศ. 2540

ปัจจุบันสแปร์โรว์กำลังถูกเลิกใช้โดยมีเอไอเอ็ม-120 แอมแรมเข้ามาแทนที่ แต่ดูเหมือนว่ามันยังคงถูกใช้ต่อไปอีกหลายปี


ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]