เอเอช-1 ซูเปอร์คอบรา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เอเอช-1 ซูเปอร์คอบรา
บทบาท เฮลิคอปเตอร์จู่โจม
สัญชาติ  สหรัฐอเมริกา
บริษัทผู้ผลิต เบลล์ เฮลิคอปเตอร์
บินครั้งแรก พ.ศ. 2512 (รุ่นเจ)
เริ่มใช้ พ.ศ. 2514 (รุ่นเจ)
พ.ศ. 2529 (รุ่นดับบลิว)
สถานะ อยู่ในประจำการ
ผู้ใช้งานหลัก กองนาวิกโยธินสหรัฐ
กองทัพบกสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
กองทัพบกสาธารณรัฐจีน
กองทัพบกตุรกี
ช่วงการผลิต พ.ศ. 2513-ปัจจุบัน
จำนวนที่ผลิต มากกว่า 1,217 ลำ
มูลค่า 10.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (รุ่นดับบลิว)[1]
พัฒนามาจาก เอเอช-1 คอบรา
แบบอื่น เอเอช-1ซี ไวเปอร์
เบลล์ วายเอเอช-63
แพนฮา 2091

เบลล์ เอเอช-1 ซูเปอร์คอบรา (อังกฤษ: Bell AH-1 SuperCobra) เป็นเฮลิคอปเตอร์จู่โจมแบบสองเครื่องยนต์ที่มีพื้นฐานมาจากเอเอช-1 คอบราของกองทัพบกสหรัฐ ในตระกูลคอบรายังมีเอเอช-1เจ ซีคอบรา เอเอช-1ที อิมพรูฟคอบรา และเอเอช-1ดับบลิว ซูเปอร์คอบรา เอเอช-1 ดับบลิวเป็นเฮลิคอปเตอร์หลักของกองนาวิกโยธินสหรัฐแต่จะถูกแทนที่ด้วยเอเอช-1ซี ไวเปอร์ใรทศวรรษถัดไป

การออกแบบและพัฒนา[แก้]

เอเอช-1 คอบราถูกพัฒนาขึ้นในช่วงกลางปีพ.ศ. 2503 ให้เป็นเฮลิคอปเตอร์จู่โจมชั่วคราวของกองทัพบกสหรัฐฯ ซึ่งนำไปใช้ในสงครามเวียดนาม คอบราใช้เครื่องส่งสัญญาณ ระบบใบพัด และเครื่องบนต์ ที53 แบบเดียวกับที่ใช้ในยูเอช-1 ฮิวอี้[2]

เมื่อถึงเดือนมิถุนายนปีพ.ศ. 2510 เอเอช-1จี ฮิวอี้คอบราเครื่องแรกก็ถูกสร้างขึ้นมา เบลล์ได้สร้างเอเอช-1จีเป็นจำนวน 1,116 เครื่องให้แก่กองทัพบกสหรัฐฯ ในระหว่างพ.ศ. 2510 และพ.ศ. 2516 และคอบราได้ถูกลงทะเบียนในชั่วโมงบินกว่าล้านชั่วโมงในเวียดนาม

นาวิกโยธินสหรัฐสนใจในเอเอช-1จี คอบราอย่างมากแต่ก็ต้องการรุ่นที่มีสองเครื่องยนต์มากกว่าเพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติการเหนือผิวน้ำและยังต้องการอาวุธที่ให้อำนาจการยิงมากยิ่งขึ้น ในตอนแรกกระทรวงกลาโหมได้ปฏิเสธคำร้องของของนาวิกโยธินที่ต้องการคอบราแบบสองเครื่องยนต์ด้วยการเชื่อว่าเอเอชแบบธรรมดานั้นได้เปรียบตรงที่เหมาะกับเครื่องยนต์หลายแบบ อย่างไรก็ตามนาวิกโยธินก็ชนะและได้ทำสัญญากับบริษัทเบลล์ให้สร้าง เอเอช-1เจ ซีคอบราแบบสองเครื่องยนต์เป็นจำนวน 49 เครื่องในปีพ.ศ. 2511 ด้วยมาตรการชั่วคราวกองทัพบกสหรัฐได้ส่งต่อเอเอช-1จีจำนวน 38 เครื่องให้กับนาวิกโยธินในปีพ.ศ. 2512 เอเอช-2เจยังได้ติดตั้งป้อมปืนที่ทรงพลังมากยิ่งขึ้น มันมีปืนใหญ่เอ็กซ์เอ็ม197แบบสามลำกล้อง

เอเอช-1ที ซีคอบรากำลังเตรียมลงจอดบนเรือยูเอสเอส อิโวจิม่า

นาวิกโยธินได้ร้องขอคอบราที่มีความจุกระสุนได้มากยิ่งขึ้นในปีพ.ศ. 2513 เบลล์ได้ใช้ระบบจากรุ่น 309 เพื่อสร้างเอเอช-1ที รุ่นนี้ทีหางที่ยาวและส่วนลำตัวที่ได้รับการพัฒนามาจากรุ่น 309 เบลล์ได้ออกแบบเอเอช-1ทีให้ไว้ใจได้และใช้งานได้ง่ายขึ้นในภาคสนาม มันยังได้เพิ่มระบบจับเป้าและเซ็นเซอร์แบบอื่นๆ อย่างเต็มรูปแบบ ในรุ่นที่พัฒานขึ้นไปอีกที่เรียกกันว่าเอเอช-1ที+นั้นมีเครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่าและอากาศกลศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนาได้ถูกนำไปใช้ในอิหร่านในช่วงปลายปีพ.ศ. 2513 แต่การล้มล้างอำนาจของผู้นำในอิหร่านได้ทำให้การขายถูกยกเลิก

ในช่วงต้นปีพ.ศ. 2523 นาวิกโนธินสหรัฐฯ ได้มองหาเฮลิคอปเตอร์สำหรับกองทัพเรือแบบใหม่แต่ก็ถูกปฏิเสธที่จะมอบทุนในการซื้อเอเอช-64 อาปาเช่โดยสภาในปีพ.ศ. 2524 นาวิกโยธินหันกลับไปตามหาเอเอช-1ทีรุ่นที่ทรงพลังยิ่งขึ้นไปอีก การเปลี่ยนแปลงยังรวมทั้งการดัดแปลงระบบควบคุมการยิงเพื่อบรรทุกและยิงขีปนาวุธแบบเอไอเอ็ม-9 ไซด์ไวน์เดอร์และเอจีเอ็ม-114 เฮลไฟร์ รุ่นใหม่นี้ได้รับทุนจากสภาและได้รับชื่อว่าเอเอช-1 ดับบลิวซึ่งผลิตออกมาอย่างน้อย 266 เครื่อง

ผู้สาธิตเอเอช-1ที+และต้นแบบของเอเอช-1ดับบลิวได้รับการทดสอบในเวลาต่อมาด้วยระบบใบพัดแบบสี่ใบพัดแบบใหม่ ระบบใหม่นี้ทำให้มันทำงานได้ดียิ่งขึ้น ลดเสียงและเพิ่มประสิทธิภาพในการออกรบ ด้วยการที่ไม่มีสัญญากับกองนาวิกโยธินสหรัฐฯ เบลล์จึงพัฒนารุ่นใหม่นี้ให้เป็นเอเอช-1ซีด้วยทุนของตัวเอง ในปีพ.ศ. 2539 นาวิกโยธินถูกปฏิเสธอีกครั้งในการสั่งซื้อเอเอช-64 การสร้างอาปาเช่ให้กับนาวิกโยธินนั้นมีราคาแพงและดูเหมือนว่าจะมีเพียงแค่นาวิกโยธินเท่านั้นที่เป็นลูกค้ารายเดียว พวกเขาจึงทำสัญญาในการพัฒนาเอเอช-1ดับบลิวจำนวน 180 เครื่องให้เป็นเอเอช-1ซีแทน

เอเอช-1ซี ไวเปอร์มีการออกแบบที่เปลี่ยนแปลงไปมากมาย ปีกทั้งสองของเอเอช-1ซีที่ได้รับการออกแบบใหม่มีความยาวมากกว่าเพื่อบรรทุกขีปนาวุธอย่างเอไอเอ็ม-9 ไซด์ไวน์เดอร์ได้มากขึ้น ในแต่ละปีกจะมีแท่นยิงจรวดไฮดราขนาด 70 ม.ม.หรือเครื่องยิงขีปนาวุธเอจีเอ็ม-114 เฮลไฟร์แบบสี่ลูก เรดาร์ของลองโบว์นั้นสามารถนำมาติดตั้งบนปลายปีกได้

ประวัติการปฏิบัติการ[แก้]

เอเอช-1ดับบลิว ซูเปอร์คอบราของนาวิกโยธินสหรัฐฯ กำลังเติมเชื้อเพลิงในช่วงปฏิบัติการอิรักฟรีดอม

ในช่วงที่สหรัฐฯ เริ่มมีส่วนพัวพันในเวียดนามนาวิกโยธินได้นำเอเอช-1เจ ซีคอบราลงเรือยูเอสเอส คลีฟแลนด์และต่อมาก็ยูเอสเอส ดูบัคเพื่อเป็นฐานทางทะเลเพิ้อสะกัดกั้นเวียดนามเหนือบนเกาะฮอนลา

ในปีพ.ศ. 2526 นาวิกโยธินได้ทำปฏิบัติการบนชายฝั่งเบรุตของเลบานอนซึ่งได้มีการนำเอเอช-1ไปใช้ด้วย ด้วยการที่ต้องเผชิญกับความเป็นไปได้ของภัยคุกคามจากระเบิดพลีชีพที่มากับอากาศยานของพลเรือน เอเอช-1จึงติดอาวุธด้วยไซด์ไวน์เดอร์และปืนในสถานะพร้อมโจมตี[3]

ในช่วงสงครามอ่าวระหว่างปีพ.ศ. 2533-2534 คอบราและซีคอบราได้ถูกใช้ให้ทำหน้าที่สนับสนุน ซีคอบราทั้งสิ้น 78 เครื่องได้เข้าโจมตีศัตรูด้วยจำนวนที่น้อยกว่าโดยที่ไม่มีการสูญเสีย[4] เอเอช-1สามลำตกในอุบัติเหตุในช่วงการรบและในภายหลัง เอเอช-1ดับบลิวของนาวิกโยธินได้ทำลายรถถังไป 97 คัน ยานเกราะและพาหนะ 104 คัน และที่ตั้งของปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานสองแห่งใน 100 ชั่วโมงในภารกิจภาคพื้นดิน [5]


เอเอช-1เจ ซีคอบราของอิหร่านได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้ทางอากาศกับเครื่องอ็มไอ-24ของอิรักในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก ผลของการปะทะดังกล่าวยังคงเป็นที่โต้เถียงกัน เอกสารหนึ่งได้กล่าวว่า"เอเอช-1เจของอิหร่านได้ปะทะกับเฮลิคอปเตอร์เอ็มไอ-8 และเอ็มไอ-24 ของอิรัก"[6] แหล่งที่มาที่ไม่ใช่ของทางการได้รายงานว่านักบินของอิหร่านทำการสังหารในอัตรา 10:1 เหนือนักบินเฮลิคอปเตอร์ของอิรักในการปะทะดังกล่าว (1:5) นอกจากนี้เอเอช-1เจของอิหร่านและอากาศยานของอิรักก็ได้ปะทะกันเช่นกัน แหล่งอื่นๆ อ้างว่าในการต่อสู้ตลอดแปดปีนั้นเครื่องเอเอช-1เจของอิหร่านถูกยิงตกสิบเครื่องในขณะที่เครื่องเอ็มไอ-24 ของอิรักตกไปหกเครื่อง ยังมีแหล่งอื่นที่กล่าวว่าในการต่อสู้ทั้งสองมีความเท่าเทียมกัน[7] เอเอช-1เจของอิหร่านยังคงประจำการอยู่จนถึงทุกวันนี้และผ่านการพัฒนามา ในพ.ศ. 2531 เครื่องมิก-23 ของโซเวียตได้ยิงเอเอช-1เจของอิหร่านตกสองลำ[8] ซึ่งได้ทั้งสองลำได้หลงเข้าไปในน่านฟ้าทางตะวันตกของอัฟกานิสถาน

เอเอช-1 คอบรายังคงปฏิบัติการต่อพร้อมกับนาวิกโยธินสหรัฐฯ คอบราของกองนาวิกโยธินสหรัฐฯ ยังคงทำหน้าที่ตลอดทศววรษ 2533[5] คอบราของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ยังได้ทำหน้าที่ในปฏิบัติการเอ็นดัวริงฟรีดอมในอัฟกานิสถานในสงครามอิรัก ขณะที่อากาศยานที่ใหม่เข้ามาทดแทนถูกมองว่าเป็นทางเลือกสำคัญของกองบินเอเอช-1 กองนาวิกโนธินได้แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเป็นทางแก้ไขที่ทำได้ง่ายที่สุด น่าสนับสนุนที่สุด และมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับเฮลิคอปเตอร์จู่โจมขนาดเบาของกองนาวิกโยธิน[9]

แบบอื่นๆ[แก้]

แบบหนึ่งเครื่องยนต์[แก้]

สำหรับเอเอช-1จี เอเอช-1คิวจนถึงเอเอช-1เอส/พี/อี/เอฟและสำหรับแบบอื่นๆ ดูในเอเอช-1 คอบรา

แบบสองเครื่องยนต์[แก้]

เอเอช-1ดับบลิวขณะทำภารกิจการฝึก
เอเอช-1เจ ซีคอบรา
รุ่นต้นแบบของแบบสองเครื่องยนต์
เอเอช-1เจ อินเทอร์เนชั่นแนล 
รุ่นส่งออกของเอเอช-1เจ ซีคอบรา
เอเอช-1ที อิมพรูฟซีคอบรา 
รุ่นที่ได้รับการพัฒนาด้วยส่วนหางเพิ่มและส่วนลำตัวและเครื่องยนต์
เอเอช-1 ดับบลิว ซูเปอร์คอบรา 
("วิสกี้คอบรา") รุ่นกลางวันและกลางคืนที่มีเครื่องยนต์ที่ทรงพลังและความจุอาวุธที่เพิ่มขึ้น
เอเอช-1ซี ไวเปอร์ 
("ซูลูคอบรา") ร่วมกัยการพัฒนาของยูเอช-1วาย วีนอม รุ่นนี้ยังรวมทั้งการใช้ระบสี่ใบพัดและระบบจับเป้าตอนกลางคืน
แบบ 309 คิงคอบรา 
รุ่นทดลองที่มีสองเครื่องยนต์
คอบราวีนอม
รุ่นที่ผลิตมาสำหรับสหราชอาณาจักร
เอเอช-1อาร์โอ แดรกคูล่า
รุ่นที่ผลิตมาสำหรับโรมาเนีย
เอเอช-1ซี คิงคอบรา
เอเอช-1ซีอยู่ภายใต้โครงการเอทีเอเคของตุรกี ได้รับเลือกให้ผลิตในพ.ศ. 2543 แต่ต่อมาถูกยกเลิกเมื่อเบลล์และตุรกีไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการผลิตได้[10]

ประเทศที่ใช้งาน[แก้]

ธงของประเทศอิหร่าน อิหร่าน
  • กองทัพของอิหร่านมีเครื่องเอเอช-1เจ อินเทอร์เนชั่นแนลจำนวน 202 เครื่อง[2] อิหร่านใช้เอเอช-1เจจำนวน 50 เครื่องในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2551[11]
 สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)
  • กองทัพของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้รับเครื่องเอเอช-1ดับบลิวจำนวน 63 เครื่อง[2] และใช้งานเอเอช-1ดับบลิงจำนวน 59 เครื่องในพ.ศ. 2551[12]
ธงของประเทศตุรกี ตุรกี
  • กองทัพของตุรกีใช้เครื่องเอเอช-1ดับบลิว ซูเปอร์คอบราจำนวน 7 เครื่องในปีพ.ศ. 2551[12]
ธงของสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกา
  • กองนาวิกโยธินสหรัฐมีเครื่องเอชเอ-1ดับบลิวประมาณ 167 เครื่องในปีพ.ศ. 2551 [12]

รายละเอียดเอเอช-1 คอบรา[แก้]

Bell AH-1F SUPER COBRA.png

เอเอช-1เอฟ คอบรา[แก้]

  • ยาว 13.6 เมตร
  • สูง 4.1 เมตร
  • น้ำหนักเปล่า 2,993 กิโลกรัม
  • น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด 4,500 กิโลกรัม
  • เครื่องยนต์ 1 เครื่องยนต์ เอวีซีโอ ไลคอมมิ่ง ที53-เอล-703เทอร์โบชาฟท์ให้แรงขับ 1,800 แรงม้า
  • จำนวนใบพัดหลัก 2 แฉก
  • เพดาบินใช้งาน 3,720 เมตร
  • ความเร็วสูงสุด 277 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • รัศมีทำการ 510 กิโลเมตร


เอเอช-1ดับลิว ซูเปอร์ คอบรา[แก้]

  • ยาว 13.6 เมตร
  • สูง 4.1 เมตร
  • เส้นผ่าศูนย์กลางใบพัดหลัก 14.6 เมตร
  • พื้นที่ใบพัดหลัก 168.11 ตารางเมตร
  • น้ำหนักเปล่า 2,993 กิโลกรัม
  • น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 4,500 กิโลกรัม
  • เครื่องยนต์ 2 เครื่อง เจนอลรัล อีเล็คตริค ที700 เทอร์โบชาฟท์ ให้แรงขับเครื่องละ 1,680 แรงม้า
  • จำนวนใบพัดหลัก 4 แฉก
  • เพดานบินใช้งาน 3,720 เมตร
  • ความเร็วสูงสุด 338 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • รัศมีทำการ 587 กิโลเมตร

[13]

เอเอช-1ซี ซูเปอร์ คอบรา[แก้]

  • ยาว 13.87 เมตร
  • สูง 4.39 เมตร
  • เส้นผ่าศูนย์กลางใบพัดหลัก 14.63 เมตร
  • พื้นที่ใบพัดหลัก 168.11 ตารางเมตร
  • น้ำหนักเปล่า 5,580 กิโลกรัม
  • น้ำหนักสูงสุด 8,391 กิโลกรัม
  • เครื่องยนต์ 2 เครื่อง เจนอลรัล อีเล็คตริค ที700-จีอี-401ซี ให้แรงขับเครื่องละ 1,690 แรงม้า
  • จำนวนใบพัดหลัก 4 แฉก
  • เพดานบินใช้งาน 4,495 เมตร
  • ความเร็วสูงสุด 298 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • รัศมีทำการ 705 กิโลเมตร

[14]

อ้างอิง[แก้]

  1. USMC HQ AH-1W Cobra page, accessed 11 September 2007.
  2. 2.0 2.1 2.2 Donald, David: Modern Battlefield Warplanes. AIRtime Publishing Inc, 2004. ISBN 1-880588-76-5.
  3. http://www.globalsecurity.org/military/library/report/1992/BRM.htm
  4. AH-1 Super Cobra, U.S. Navy. Retrieved 2 January 2008.
  5. 5.0 5.1 Bishop, Chris. Huey Cobra Gunships. Osprey Publishing, 2006. ISBN 1-84176-984-3.
  6. Major R. M. Brady, "AH-1W Air Combat Maneuver Training - Why It Must Be Reinstated", 1992.
  7. Arabian Peninsula & Persian Gulf Database, ACIG Journal.
  8. "Soviet Air-to-Air Victories of the Cold War", ACIG Journal, 23 October 2008.
  9. "PMA-276 - USMC Light/Attack Helicopter Upgrade Program". Headquarters Marine Corps. สืบค้นเมื่อ 2007-11-18. 
  10. "Back to square one in attack helicopter plan", Turkish Daily News, 2 December 2006.
  11. "Directory: World Air Forces", Flight International, 11-17 November 2008.
  12. 12.0 12.1 12.2 "World Military Aircraft Inventory". 2008 Aerospace Source Book. Aviation Week and Space Technology, January 28, 2008.
  13. http://en.wikipedia.org/wiki/AH-1_Cobra
  14. Octavio Diez:Combat Helicopters,Udyat,Spain,2006.ISBN 84-931055-2-x