แอนสท์ ลุดวิจ เคียร์ชเนอร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แอนสท์ ลุดวิจ เคียร์ชเนอร์
ชื่อเกิด แอนสท์ ลุดวิจ เคียร์ชเนอร์
เกิด 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1880(1880-05-06)
อาชัฟเฟินบูร์ก, เยอรมนี
เสียชีวิต 15 มิถุนายน ค.ศ. 1938 (58 ปี)
เฟราเอินเคียร์ช-วิลท์โบเดิน
สัญชาติ เยอรมัน
Training สาขาสถาปัตยกรรม เมืองเดรสเดิน
รูปแบบ ลัทธิสำแดงพลังอารมณ์แบบเยอรมัน
Works Marzella, Self-Portrait as a Soldier, Sitting Woman

แอนสท์ ลุดวิจ เคียร์ชเนอร์ (เยอรมัน: Ernst Ludwig Kirchner; ค.ศ. 1880–1938 หรือ พ.ศ. 2423 - 2481) เป็นจิตรกรและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เกิดวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1880 ที่เมืองอาชัฟเฟินบูร์ก (Aschaffenburg) ประเทศเยอรมนี เมื่อปี ค.ศ. 1880 (พ.ศ. 2423) บิดาเป็นวิศวกรซึ่งต่อมาเป็นอาจารย์สอนสาขาการวิจัยกระดาษ หลังจากที่ครอบครัวของเคียร์ชเนอร์ได้ย้ายถิ่นฐานจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไปยังเมืองเคมนิทซ์ในประเทศเยอรมนี นับตั้งแต่ ปี ค.ศ.1901 เขาจึงเริ่มศึกษาวิชาสถาปัตยกรรม ณ Technische Hochschule ในเมืองเดรสเดินตามความประสงค์ของบิดา แต่ทว่าในเวลาต่อมา เคียร์ชเนอร์และเพื่อนนักศึกษาอีกสามคนคือ Fritz Bleyl, Erich Heckel และ Karl Schmidt-Rottluff กลับให้ความสนใจกับการสร้างสรรค์ทางด้านจิตรกรรมมากกว่าทางด้านสถาปัตยกรรม พร้อมทั้งได้ร่วมกันตั้งกลุ่มศิลปินดีบรึคเคอ (Die Brücke) หรือ "เดอะบริดจ์" ในปี ค.ศ. 1905 (พ.ศ. 2448) โดยจุดมุ่งหมายของศิลปินกลุ่มนี้คือ การสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากผลงานแบบเหมือนจริงตามธรรมชาติ (naturalism) และศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ (impressionism) อย่างสิ้นเชิง โดยเน้นการใช้รูปทรงและสีเป็นองค์ประกอบ รวมทั้งใช้ความฉับพลันที่ไร้การเสแสร้งเป็นหลักในการสร้างสรรค์ เพื่อเป็นสื่อในการแสดงออกถึงความรู้สึกที่มีต่อสังคมสมัยใหม่ในเวลานั้น

สาระในผลงานชิ้นแรกๆของศิลปินกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มักสะท้อนชีวิตของสังคมในเมืองใหญ่ เช่น เรื่องราวของละครสัตว์ การแสดงให้ความบันเทิงต่าง ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการเต้นหรือฟ้อนรำต่างๆ ตลอดจนภาพเปลือยและภาพทิวทัศน์ ศิลปินกลุ่มนี้ใช้ชีวิตในชนบทที่ใกล้ทะเลสาบ ทำให้ผลงานส่วนใหญ่แสดงถึงความอิสระ เช่น การเปลือยกายท่ามกลางธรรมชาติ โดยใช้รูปทรงที่เป็นเหลี่ยมเป็นมุมในเชิงเรขาคณิต ลดทอนรายละเอียดรูปทรงของทั้งสิ่งของและคนให้เหลือแต่ความเรียบง่าย และใช้สีที่สดเป็นหลักในการแสดงออก ซึ่งเป็นการท้าทายผู้ชมชนชั้นกระฏุมพีโดยตรง จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจห้ามติดป้ายโฆษณาและจัดแสดงนิทรรศการผลงานของศิลปินกลุ่มนี้ และเท่ากับเป็นต้นกำเนิดของศิลปะรูปแบบใหม่ อันเป็นที่นิยมยาวนานมาเกือบสามทศวรรษ และเป็นที่รู้จักกันดีในนามของลัทธิสำแดงพลังอารมณ์ (expressionism) ในปัจจุบันนี้

สตูดิโอของเคียร์ชเนอร์

อิทธิพลในการสร้างงาน[แก้]

เมื่อเวลาผ่านไป เคียร์ชเนอร์ผู้เป็นสมาชิกที่สำคัญคนหนึ่งในกลุ่มนี้กลับเห็นว่าทัศนียภาพของเมืองเดรสเดินและปริมณฑลดูค่อนข้างล้าสมัยไปสำหรับเขา มีแต่เมืองหลวงเบอร์ลินเท่านั้นที่เปิดโอกาสให้ผลงานของเขาให้เป็นที่ยอมรับและประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วกว่า เนื่องจากเขาเคยอาศัยอยู่ในกรุงเบอร์ลินในปี ค.ศ. 1909 (2452) เขาจึงตัดสินใจย้ายไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นั่นอย่างถาวรในปี ค.ศ. 1911 (พ.ศ. 2454) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เคียร์ชเนอร์ใช้ความสังเกตอันลึกซึ้งและสามารถเข้าใจสถานการณ์ของนครใหญ่ได้ชัดเจนกว่าเพื่อนร่วมกลุ่มของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาระในผลงานชุดเมืองหลวงของเขา มักปรากฏหญิงกลุ่มหนึ่งแต่งตัวแบบสมัยใหม่และแต่งหน้าตาอย่างฉูดฉาด ใส่หมวกประดับขนนกและใช้หนังขนสัตว์พันคอ (ดูรูป) พวกเธอคือโสเภณี ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในแวดวงของสังคมชั้นสูงของกรุงเบอร์ลิน ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจที่ชอบใช้ชีวิตหาความบันเทิงเริงรมย์ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยแหล่งสังสรรค์บันเทิง เช่น สโมสรศิลปิน คอฟฟี่ชอพอันหรูหรา และที่นั่นย่อมรวมถึงสังคมผู้ด้อยโอกาสและสังคมปลายแถวที่มีอยู่อย่างหลากหลายอีกด้วย

จากการที่ใช้ชีวิตสมถะแบบศิลปินอันไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม และจากการที่ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ทำให้จิตใจของศิลปินไม่มั่นคงและตึงเครียด ผลงานของเขาจึงสะท้อนชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งคือ โสเภณี ซึ่งเป็นอาชีพที่ถูกสังคมทั่วไปดูแคลนเช่นเดียวกันกับตัวเขาเอง

ลักษณะของผลงาน[แก้]

ในระหว่างปี ค.ศ. 1913 (พ.ศ. 2456) ถึงปี ค.ศ. 1915 (พ.ศ. 2458) เคียร์ชเนอร์ได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมประมาณสิบชิ้น ภาพพิมพ์ไม้ (woodcut) และภาพลายเส้นด้วยสีเทียน สีชอล์ก และสีถ่าน อีกประมาณร้อยชิ้น ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ผลงานชุด "ชีวิตบนท้องถนนในกรุงเบอร์ลิน" ซึ่งส่วนใหญ่แสดงถึงชีวิตของโสเภณีเป็นหลัก ผลงานเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นงานที่ดีที่สุดในชีวิตสร้างสรรค์ของศิลปินเท่านั้น แต่ยังเป็นผลงานที่สำคัญที่สุดในรูปแบบสำแดงพลังอารมณ์ของวงการศิลปะเยอรมัน ซึ่งเคยจัดแสดงในปี ค.ศ. 2008 ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ (Museum of Modern Art) แห่งนครนิวยอร์ก

การย้ายที่อยู่จากเมืองเดรสเดินไปยังกรุงเบอร์ลินทำให้เคียร์ชเนอร์กลายเป็นชายหนุ่มที่ห้อมล้อมไปด้วยหญิงสาว ทั้งๆที่ ในขณะที่เขาอยู่ในเมืองเดรสเดิน เขาเคยใช้ชีวิตคู่กับโดโด (Dodo) หญิงสาวที่มีรูปร่างค่อนข้างท้วม ซึ่งเหมาะสำหรับเป็นนางแบบ แต่ในกรุงเบอร์ลิน เคียร์ชเนอร์ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับสาวแบบใหม่ และมีคู่ครองคนใหม่ซึ่งมีชื่อว่า แอร์นา เชลลิงก์ และน้องสาวของเธอ พี่น้องทั้งสองมีรูปร่างสูงโปร่ง ดังที่ศิลปินเคยเขียนบันทึกไว้ว่า "รูปร่างเชิงสถาปัตยกรรม" และได้กลายเป็นผู้หญิงในอุดมคติของเขา ที่สะท้อนออกมาในลักษณะของหญิงโสเภณีในผลงานชุด "ชีวิตบนท้องถนนในกรุงเบอร์ลิน" นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ถึงแม้ใบหน้าของหญิงที่ปรากฏในผลงานชุดนี้ (ดูรูป) จะไม่ค่อยแสดงอัตลักษณ์ของตนเอง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ชายในภาพซึ่งเป็นลูกค้าของกลุ่มโสเภณีนี้ เอกลักษณ์ของผู้ชายเหล่านั้นกลับมีน้อยกว่าเสียอีก หรือแทบไม่เห็นความแตกต่างอย่างใด แต่ละคนกลับมีลักษณะที่เหมือนกัน ผลงานชุด "ชีวิตบนถนน" ของเคียร์ชเนอร์จึงเท่ากับเป็นสื่อสะท้อนสภาพของสังคมทั้งสองฝ่ายคือ โสเภณีและลูกค้า ที่ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง แต่เป็นสังคมที่เป็นไปตามกลไกของกามกิจมากกว่าผลงานของศิลปิน

จนท้ายที่สุดในปี ค.ศ. 1937 งานของเขาถูกเหล่านาซียึดไปจำนวน 639 ชิ้น เขาเสียชีวิตในวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1928 ที่เมืองเฟราเอินเคียร์ช-วิลท์โบเดิน (Frauenkirch-Wildboden)

ผลงาน[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  • Stephanie Barron. German expressionism (Munich : Prestel),1988.
  • Dietmar Elger. Expressionism (Koln : Taschen),2002.
  • โวล์ฟ, นอร์แบร์ท. เอกซ์เพรสชั่นนิสม์ (กรุงเทพฯ : เดอะเกรทไฟน์อาร์ท),2552.