เอฟ-117 ไนท์ฮอว์ก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางมาจาก เอฟ-117 ไนท์ฮอว์ค)
เอฟ-117 ไนท์ฮอว์ก
บทบาท เครื่องบินโจมตีล่องหน[1]
สัญชาติ Flag of the United States สหรัฐอเมริกา
บริษัทผู้ผลิต ล็อกฮีด
ล็อกฮีด มาร์ติน
บินครั้งแรก 18 มิถุนายน พ.ศ. 2524
เริ่มใช้ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2526
ปลดประจำการ 22 เมษายน พ.ศ. 2551[2]
สถานะ ปลดประจำการ
ผู้ใช้งานหลัก กองทัพอากาศสหรัฐ
จำนวนที่ผลิต 64 (วายเอฟ-117เอ 5 ลำและเอฟ-117เอ 59 ลำ)
มูลค่า 42.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
111.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สำหรับโครงการทั้งหมด)[3]
พัฒนามาจาก ล็อกฮีด แฮฟบลู

เอฟ-117 ไนท์ฮอว์ก (อังกฤษ: F-117 Nighthawk) เป็นอากาศยานโจมตีภาคพื้นดินล่องหนที่อดีตเคยถูกใช้งานโดยกองทัพอากาศสหรัฐ มันได้ทำการบินครั้งแรกในปีพ.ศ. 2524 และเข้าปฏิบัติการในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2526[1] โลกได้รู้จักกับเอฟ-117เอในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2531[4]

ผลงานของชรังค์ เวิร์คส์และการพัฒนาแฮฟบลูทำให้มันกลายเป็นอากาศยานลำแรกที่ใช้เทคโนโลยีการล่องหน เอฟ-117เอมีชื่อเสียงมากในสงครามอ่าวเมื่อปีพ.ศ. 2534

กองทัพอากาศได้ปลดประจำการเอฟ-117 ในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2551[2] โดยสาเหตุหลักคือการปรากฏตัวของเอฟ-22 แร็พเตอร์[5][6]และบี-2 สปิริทที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

เนื้อหา

การพัฒนา [แก้]

เอฟ-117 เกิดขึ้นหลังจากการรบในสงครามเวียดนาม เมื่อมีความกังวลต่อขีปนาวุธพื้นสู่อากาศของโซเวียตมากขึ้น เพราะเครื่องบินทิ้งระเบิดหลายลำถูกมันยิงตก[7]

ในพ.ศ. 2507 ปโยทร์ ยา. ยูฟิมท์เซฟ (Pyotr Ya. Ufimtsev) นักคณิตศาสตร์ชาวรัสเซีย ได้เขียนเรื่อง "Method of Edge Waves in the Physical Theory of Diffraction" ซึ่งเขาได้แสดงให้เห็นว่าการสะท้อนของเรดาร์นั้นขึ้นอยู่กับรูปร่างของวัตถุ ไม่ใช่ขนาด[8] เขายังได้ขยายงานทางทฤษฎีโดยนักฟิสิกส์ชาวเยอรมันชื่ออาร์โนลด์ ซอมเมอร์ฟีลด์[9][10][11] ยูฟิมท์เซฟได้สาธิตว่าเขาสามารถคำนวณส่วนแบ่งของเรดาร์ตามผิวหน้าของปีกตลอดจนขอบปีกได้ ข้อสรุปคือแม้ว่าเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่กว่าก็สามารถล่องหนได้ อย่างไรก็ดีการออกแบบของเครื่องบินจะทำให้มันสูญเสียหลักอากาศพลศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ในทศวรรษที่ 1960 ก็ยังไม่สามารถควบคุมการบินของเครื่องบินอย่างเอฟ-117 หรือบี-2 สปิริทได้ อย่างไรก็ตามในทศวรรษต่อมา เมื่อล็อกฮีดประเมินเอกสารของยูฟิมท์เซฟ คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ก็ได้ก้าวหน้าไปอย่างมาก และเริ่มมีการพัฒนาเครื่องบินล่องหนขึ้น[12]

ซีเนียร์เทรนด์ [แก้]

เอฟ-117เอที่ถูกทำสีเป็นสีเทา

เอฟ-117 เป็นโครงการลับจนถึงทศวรรษที่ 1980[13] โครงการเริ่มขึ้นในปีพ.ศ. 2518 ด้วยเครื่องต้นแบบที่ถูกเรียกว่า"โฮพเลสไดมอนด์" (Hopeless Diamond)[14][15] ในปีพ.ศ. 2520 ล็อกฮีดได้ผลิตต้นแบบไป 60% ภายใต้สัญญาแฮฟบลู โครงการแฮฟบลูเป็นการสาธิตเทคโนโลยีการล่องหนตั้งแต่ปีพ.ศ. 2519-2522 ความสำเร็จของโครงการแฮฟบลูนำไปสู่การสร้าง"ซีเนียร์เทรนด์" (Senior Trend) ของกองทัพอากาศสหรัฐ[16][17] เป็นโครงการที่สร้างเอฟ-117

การตัดสินใจที่จะสร้างเอฟ-117เอเกิดขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 และล็อกฮีดก็ได้สัญญาในการพัฒนาโครงการ รู้จักกันในชื่อ"ชรัง เวิร์คส์" (Skunk Works) ในเบอร์แบงค์รัฐแคลิฟอร์เนีย[18] โครงการนำโดยเบน ริช เขาได้เรียกบิล ชโรเดอร์ นักคณิตศาสตร์และเดนีส โอเวอร์โฮลเซอร์ นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เพื่อสานต่องานของยูฟิมท์เซฟ พวกเขาได้ออกแบบโครงการคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่าเอคโค่ ซึ่งทำให้มันสามารถออกแบบเครื่องบินที่แบนราบได้ ซึ่งถูกทำให้กระจายการสะท้อนของเรดาร์ถึง 99%[12][19][20]

เอฟ-117 ทำการบินครั้งแรกในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2524 เพียง 31 เดือนหลังจากที่มีการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ เอฟ-117เอลำแรกถูกส่งมอบในปี 2525 และได้ไฟเขียวให้ปฏิบัติการได้ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2526[21] กองทัพอากาศปฏิเสธการมีตัวตนของมันจนถึงปีพ.ศ. 2531 เมื่อมีรูปถ่ายถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2533 เครื่องบินสองลำได้บินเข้าฐานทัพอากาศเนลลิสในรัฐเนวาดา ท่ามกลางการมองเห็นของคนหนึ่งหมื่นคน การพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบทำให้เกิด"วายเอฟ-117เอ"ขึ้นมา[22] มีการผลิตเอฟ-117 ขึ้นมาทั้งสิ้น 59 ลำซึ่งถูกส่งมอบตลอดเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2533[23]

ตามที่กองทัพอากาศสหรัฐกล่าวเอาไว้ว่า "การจัดการโดยศูนย์ระบบอากาศพลศาสตร์ที่ฐานทัพอากาศไรท์-แพทเตอร์สันในโอไฮโอ ได้ผสมผสานเทคโนโลยีการล่องหนเข้ากับการพัฒนาและการผลิตในปัจจุบันเพื่อให้ใช้เครื่องบินได้อย่างรวดเร็วที่สุด... โครงการเอฟ-117 นั้นได้แสดงให้เห็นว่าอากาศยานล่องหนสามารถถูกออกแบบให้มีความไว้ใจได้และใช้งานได้ง่าย"[1] สถิติการดูแลรักษาเครื่องบินเทียบได้กับเครื่องบินขับไล่ทางยุทธวิธีแบบอื่น เอฟ-117 นั้นอยู่ในแนวหน้าของเทคโนโลยีในโครงการพัฒนาระบบอาวุธซึ่งอยู่ที่แพลนท์ 42 ในปาร์มเดลรัฐแคลิฟอร์เนีย

เอฟ-117 หลายลำถูกทาสีเทาในช่วงทดลองเพื่อทดสอบความมีประสิทธิภาพในการล่องหนของเอฟ-117 ในตอนกลางวัน ในปีพ.ศ. 2547-2548 ได้มีโครงการพัฒนาอายุการใช้งานของเอฟ-117 หลายครั้ง รวมทั้งการพัฒนาระบบอิเลคทรอนิกส์อากาศ

การตั้งชื่อ [แก้]

เอฟ-117เอที่ฐานทัพอากาศแลงลีย์ในเวอร์จิเนีย

เครื่องบินที่ปฏิบัติการได้จะได้รับชื่อว่า"เอฟ-117เอ"[24] เครื่องบินที่ก้าวหน้าส่วนใหญ่ของสหรัฐจะใช้การตั้งชื่อแบบหลังปี 1962 ซึ่งจะใช้ "F" ที่หมายถึงเครื่องบิบขับไล่อากาศสู่อากาศ "B" ที่หมายถึงเครื่องบินทิ้งระเบิด "A" ที่หมายถึงเครื่องบินโจมตี (ตัวอย่างเช่น เอฟ-15 บี-2 และเอ-6) เครื่องบินขับไล่ล่องหนที่มีการโจมตีภาคพื้นดินเป็นหลักจึงไม่ควรใช้ "F"

การใช้"เอฟ-117" นั้นดูเหมือนว่ามีเพื่อชี้ให้เห็นว่ามันได้รับชื่อเช่นนั้นอย่างเป็นทางการก่อนระบบตั้งชื่อปี 1962 สมมติฐานคือเพื่อเปิดเผยมันต่อสาธารณะ ว่ามันน่าจะได้ใช้ชื่อว่าเอฟ-19 ซึ่งเป็นชื่อที่ยังไม่ถูกใช้ อย่างไรก็ตามมันก็ไม่มีเครื่องบินลำใดที่ใช้ชื่อ "100" หลังจากที่มีเอฟ-111 เครื่องบินของโซเวียตที่ถูกยึดได้ก็ถูกใช้ชื่อเป็นเอฟเมื่อถูกใช้โดยนักบินทดสอบของสหรัฐ

เมื่อมีเครื่องบินต่างสัญชาติบินอยู่ในบริเวณทางใต้ของเนวาดา เครื่องบินที่ถูกยึดมาจึงถูกเรียกทางวิทยุว่า 117 มันถูกใช้โดยหน่วยบิน"เรดแฮทส์/เรดอีเกิลส์ที่5588 ซึ่งมักบินเครื่องบินมิกอยู่ในบริเวณดังกล่าว การเรียกเช่นนั้นไม่มีสาเหตุอะไรและชื่อเอฟ-19 ก็ถูกพิจารณาโดยกองทัพอากาศ เป็นที่เห็นได้ชัดว่าการเรียก "117" ทางวิทยุนั้นได้กลายมาเป็นธรรมเนียมและเมื่อล็อกฮีดผลิตเครื่องบินออกมา เอฟ-117 ก็ถูกใช้เพื่อปิดบัง[25]

สารคดีทางโทรทัศน์ได้สัมภาษณ์สมาชิกอาวุโสจากทีมผู้สร้างเอฟ-117เอโดยกล่าวว่านักบินต้องการที่จะบินเครื่องบินใหม่มีแรงดึงดูดที่จะบินมันเมื่อใช้ชื่อ"F"มากกว่า"B"หรือ"A"[26]

เอฟ-117เอ็น ซีฮอว์ก [แก้]

ในต้นทศวรรษที่ 1990 ล็อกฮีดได้เริ่มทำการพัฒนาเครื่องเอฟ-117 ที่สามารถใช้บนเรืออบรรทุกเครื่องบินได้โดยใช้ชื่อว่า"ซีฮอว์ก"เมื่อโครงการเอ/เอฟเอ็กซ์ถูกยกเลิกไป ข้อเสนอถูกยื่นให้กับกระทรวงกลาโหม ผู้ที่ไม่ค่อยสนใจในความสามารถในการบินเดี่ยวของเครื่องบินแบบดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อมันต้องใช้เงินจากโครงการเทคโนโลยีเครื่องบินโจมตีก้าวหน้า เครื่องบินใหม่นี้จะแตกต่างจากเอฟ-117 ในหลายๆ ด้าน รวมทั้งห้องนักบินแบบพิเศษ ปีกที่ลู่น้อยกว่า และหางแบบใหม่[27] รุ่น"เอ็น"นั้นจะใช้เครื่องยนต์ใหม่คือเจเนรัล ไดนามิกส์ เอฟ414 นอกจากนั้นเครื่องบินจะสามารถเลือกใช้จุดติดอาวุธได้มากมาย ทำให้มันสามารถบรรทุกอาวุธได้เพื่ออีก 8,000 ปอนด์ และเรดาร์ใหม่ที่สามารถจัดการกับเป้าหมายในอากาศได้ ด้วยบทบาทนั้นเอฟ-117เอ็นจะสามารถใช้ขีปนาวุธเอไอเอ็ม-120 แอมแรมได้อีกด้วย[27][28]

หลังจากที่ถูกบอกปัดโดยกองทัพเรือ ล็อกฮีดก็ยอมทำการเปลี่ยนข้อเสนอซึ่งรวมทั้งความสามารถในการใช้สันดาปและความหลากหลายในการทำภารกิจของเอฟ-117เอ็น ทำให้มันไม่ได้เป็นแค่เพียงเครื่องบินโจมตีเท่านั้น[28] เพื่อเพิ่มความน่าสนใจล็อกฮีดยังได้ให้ข้อเสนอของ"เอฟ-117บี"ซึ่งจะคล้ายกับเอฟ-117เอ็นแต่ใช้บนบกแทน แบบดังกล่าวถูกเสนอให้กับกองทัพอากาศของสหรัฐและอังกฤษ[29] เอฟ-117เอ็นรุ่นใหม่นี้ถูกเรียกว่า"เอ/เอฟ-117เอ็กซ์"[30] ทั้งเอฟ-117เอ็นและเอฟ-117บีไม่มีใครซื้อมัน

การออกแบบ [แก้]

ด้วยขนาดประมาณเอฟ-15 เอฟ-117เอที่นั่งเดียวนั้นมีขุมกำลังเป็นเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนไร้สันดาปรุ่นเอฟ404 และระบบควบคุมการบิน มันสามารถทำการ[การเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ|เติมเชื้อเพลิงทางอากาศ]]ได้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนา ระบบอิเลคทรอนิกอากาศ ระบฟลาย-บาย-ไวร์ และส่วนอื่นๆ จึงถูกดัดแปลงมาจากเอฟ-16 ไฟท์ติ้งฟอลคอน เอฟ/เอ-18 ฮอร์เน็ท และเอฟ-15อี สไตรค์อีเกิล

ผลข้างเคียงจากความสามารถในการล่องหนของมันคือพลังขับเครื่องยนต์ที่เบาลง เพราะเสียส่วนรับและปล่อยลม ปีกที่มีอัตราทำมุมที่ต่ำมาก และปีกที่ลู่ถึง 50 องศาเพื่อลดคลื่นเรดาร์[31] ด้วยการออกแบบเหล่านี้และการที่มันไม่มีตัวทำสันดาป เอฟ-117 จึงมีความเร็วที่จำกัด

ด้านหน้าของเอฟ-117

เอฟ-117 มีระบบนำร่องและระบบโจมตีที่ซับซ้อนโดยทำงานร่วมกับระบบอิเลคทรอนิกอากาศแบบดิจิตอล มันไม่มีเรดาร์ ซึ่งเพื่อลดการส่งสัญญาณ มันอาศัยการนำทางจากจีพีเอสและระบบนำร่องเฉื่อยที่แม่นยำ ภารกิจจะถูกจัดการโดยระบบวางแผนอัตโนมัติซึ่งสามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติในทุกรูปแบบภารกิจโจมตี รวมทั้งการปล่อยอาวุธ เป้าหมายจะถูกจับเป้าโดยระบบอินฟราเรดจับภาพความร้อน โดยมันจะต้องอาศัยเลเซอร์ซึ่งเป็นตัวหาระยะและกำหนดเป้าหมายให้กับระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์

ห้องเก็บอาวุธของเอฟ-117 สามารถบรรทุกอาวุธได้ 2,300 กิโลกรัม อาวุธโดยทั่วไปแล้วก็จะเป็นระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์แบบจีบียู-10 จีบียู-12 หรือจีบียู-27 ระเบิดทะลุทะลวงแบบบีแอลยู-109 สองลูก หรือระเบิดเจแดมสองลูก

ประวัติการใช้งาน [แก้]

ในช่วงปีแรกๆ ของโครงการตั้งแต่ปีพ.ศ. 2527-2535 กองบินของเอฟ-117เอได้ตั้งฐานอยู่ที่สนามบินในเนวาดา ที่ซึ่งมันทำหน้าที่ในฝูงบินยุทธวิธีที่ 4450 เพราะว่าเอฟ-117 ยังคงเป็นความลับอยู่ในตอนนั้น ฝูงบินยุทธวิธีที่ 4450 จึงถูกย้ายไปที่ฐานทัพอากาศเนลลิสในเนวาดาโดยใช้เครื่องเอ-7 คอร์แซร์ 2 ฝูงบินถูกรวมเข้ากับฝูงบินขับไล่ยุทธวิธีที่ 37 ในปีพ.ศ. 2532 ในพ.ศ. 2535 ทั้งกองบินถูกย้ายไปที่ฐานทัพอากาศฮอลโลแมนที่นิวเม็กซิโก ที่ซึ่งมันทำหน้าที่ภายใต้ฝูงบินขับไล่ที่ 49

นักบินของเอฟ-117 เรียกตัวเองว่า"แบนดิทส์" (Bandits) นักบินแต่ละคนที่ต้องบินเอฟ-117 จะมีหมายเลขของตัวเอง อย่าง "แบนดิท 52" นั่นหมายถึงอันดับที่พวกเขาบินเอฟ-117 เป็นครั้งแรก[32]

เอฟ-117 ถูกใช้หลายครั้งในสงคราม ภารกิจแรกของมันคือการรุกรานปานามาของสหรัฐในปีพ.ศ. 2532[33] ในช่วงนั้นมีเอฟ-117เอสองลำที่ทิ้งระเบิดสองลูกใส่สนามบินริโอฮาโต


ในสงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อปีพ.ศ. 2534 เอฟ-117เอได้ทำการบินประมาณ 1,300 ครั้งและทำแต้มด้วยการโจมตีเป้าหมายสำคัญไป 1,600 เป้าหมายในอิรัก [1] ในขณะที่ทำการบินไป 6,905 ชั่วโมง[34] เอฟ-117 มีเพียง 2.5% ของเครื่องบินสหรัฐในอิรักแต่มันก็ทำการโจมตีไปมากกว่า 40% ของเป้าหมายทางยุทธศาสตร์[35] "ในขณะทำภารกิจนักบินเอฟ-117เอได้ทิ้งระเบิดนำวิถีไปกว่า 2,000 ตันโดยมีอัตราการโดนเป้าหมายมากกว่า 80% แม้ว่าฝูงบินขับไล่ยุทธวิธีที่ 37 และเครื่องบินสเตลท์อีก 42 ลำจะเป็นเพียง 2.5% ของเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินโจมตีทั้งหมดของพันธมิตรในสงครามอ่าว เอฟ-117เอก็ได้รับงานมากกว่า 31% ของการทิ้งระเบิดทั้งหมดใส่อิรักตลอด 24 ชั่งโมง"[34] ในสงครามมันทำงานไม่ค่อยดีนักในการทิ้งสมาร์ทบอมบ์ใส่เป้าหมายทางทหาร โดยมีอัตราการโดนเป้าหมายเพียง 40% เท่านั้น[36]

มันเป็นเครื่องบินในไม่กี่ลำของสหรัฐและกองกำลังผสมที่เข้าโจมตีแบกแดด อีกพวกหนึ่งคือเอฟ-16 ซึ่งได้โจมตีแบกแดดในช่วงกลางวันของวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2534 ในภารกิจ"แพ็คเกจ คิว" (Package Q) อันเป็นการบินโจมตีครั้งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในสงคราม[37]

ตั้งแต่ที่ถูกย้ายไปยังฐานทัพอากาศฮอลโลแมนในปีพ.ศ. 2535 เอฟ-117เอและนักบินทั้งชายและหญิงของฝูงบินขับไล่ที่ 49 ก็ถูกวางพลที่เอเชียตะวันตกเฉียงใต้มากกว่าหนึ่งครั้ง ในการเดินทางครั้งแรกเอฟ-117 ได้บินตั้งแต่ฐานทัพอากาศฮอลโลแมนไปคูเวตโดยไม่หยุดพัก โดยใช้เวลาไปประมาณ 18.5 ชั่วโมง เป็นสถิติสำหรับเครื่องบินขับไล่หนึ่งที่นั่งที่ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้[1]

มันถูกใช้ในปฏิบัติการแอลไลด์ฟอร์ซในปีพ.ศ. 2542 ปฏิบัติการเอ็นดัวริ่งฟรีดอมในปีพ.ศ. 2544 และปฏิบัติการปลดปล่อยอิรักในปีพ.ศ. 2546

การสูญเสีย [แก้]

ฝาครอบห้องนักบินของเอฟ-117 ที่ถูกยิงตกเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2542 ในเซอร์เบีย

เอฟ-117 ลำหนึ่งถูกยิงตกขณะทำการรบกับกองทัพเซอร์เบีย เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2542 ในสงครามโคโซโว กองพันที่ 3 แห่งกรมขีปนาวุธป้องกันอากาศที่ 250 ภายใต้การบัญชาการของผู้พันซอลทาน ดานิ (Zoltán Dani)[38], ที่มีระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานแบบไอซาเยฟ เอส-125 เนวา ได้ยิงเอฟ-117เอที่มีชื่อรหัสว่า"เวก้า 31" หมายเลข 82-0806 ตก[39][40] ตามที่ผู้บัญชาการนาโต้เวสลีย์ คลาร์กและนายพลคนอื่นๆ กล่าว การป้องกันทางอากาศของเซอร์เบียได้ตรวจพบเอฟ-117 โดยใช้เรดาร์ของพวกเขาด้วยความยาวคลื่นที่มากกว่าปกติ ทำให้พวกมันถูกมองเห็นในเรดาร์ไม่นานก่อนถูกยิงตก

ตามที่รายงานเอสเอ-3 จำนวนมากถูกยิงจากระยะ 8 ไมล์ห่างออกไป มีลูกหนึ่งที่ระเบิดใกล้กับเอฟ-117เอจนทำให้นักบินต้องดีดตัวออก แม้ว่ามันยังคงเป็นความลับ แต่ก็เชื่อกันว่าเอฟ-117 ไม่มีเรดาร์เตือนภัย มันดูเหมือนว่านักบินจะเห็นขีปนาวุธเพราะเปลวไฟของมัน ด้วยระยะขนาดนนี้และผสมกับความเร็วนักบินจึงมีเวลาเพียง 6 วินาทีที่จะหาทางออกก่อนถูกยิง ตามการสัมภาษณ์ ซอลทาน ดานิเคลื่อนย้ายตำแหน่งขีปนาวุธของเขาบ่อยมาก และมีคนคอยตรวจหาเอฟ-117 และเครื่องบินลำอื่นๆ ของนาโต้ เขาได้ดัดแปลงเรดาร์จับเป้าของเขาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับของมัน [40] ผู้บัญชาการและทหารที่ประจำเครื่องยิงขีปนาวุธคาดเดาจากการบินของเอฟ-117เอก่อนหน้าจากเรดาร์ที่ยากที่จะเห็นและติดตั้งขีปนาวุธและคนชี้เป้าตามนั้น เชื่อกันว่าทหารประจำเอสเอ-3 และคนชี้เป้าสามารถบอกตำแหน่งและติดตามเอฟ-117เอได้ อาจด้วยระบบอินฟราเรดและระบบมองกลางคืน เขาอ้างว่าขีปนาวุธของเขาได้ยิงเอฟ-16 ตกเช่นเดียวกัน[40]

นักบินของเอฟ-117 รอดและได้รับการช่วยเหลือโดยหน่วยพลร่อมของสหรัฐ ซากของเอฟ-117 ไม่ได้ถูกทำลายทิ้ง เพราะว่าไม่มีสื่อในพื้นที่นั้น เซอร์เบียได้นำบุคคลากรของรัสเซียมาตรวจสอบซากที่เหลือ เป็นการเปิดเผยเทคโนโลยีอายุ 25 ปีของสหรัฐ[41] ซากถูกนำไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์การบินในเบลเกรดใกล้กับสนามบินเบลเกรดนิโคลา เทสลา มีการระบุชื่อนักบินผิดพลาดอย่างมาก ในขณะที่"ผู้กองเคน วิซ ดเวลล์"เป็นชื่อที่ปรากฏบนฝาครอบห้องนักบิน ต่อมาก็มีการเปิดเผยว่านักบินที่บินเครื่องลำนั้นคือผู้หมวดโคล เดล เซลโค[42][43]

จากแหล่งข้อมูลบางแห่งของอเมริกากล่าวว่าเอฟ-117เอลำที่สองได้รับความเสียหายในภารกิจเดียวกัน ประมาณวันที่ 30 เมษายน[44] แม้ว่าเครื่องบินจะสามารถบินกลับฐานได้ มันก็ไม่ขึ้นบินอีกเลย[45][46]

การปลดประจำการ [แก้]

แม้ว่ามันจะถูกผลิตมาเพื่อการรบ เอฟ-117 ก็ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่ล้าสมัยของทศวรรษที่1970 เทคโนโลยีล่องหนของมันด้อยกว่าบี-2 สปิริทและเอฟ-22 แร็พเตอร์ นอกจากนั้นการออกแบบที่ใช้เหลี่ยมมุมก็หมดไปเมื่อเทคโลโยลีใหม่ๆ เกิดขึ้นมา โครงการตัดทุนในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ได้เสนอให้ปลดประจำการเอฟ-117 ทั้งกองบินในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2551 เพื่อนำเงินไปซื้อเอฟ-22เอเพิ่ม โครงการดังกล่าวบังคับให้ปลดประจำการเครื่องบิน 10 ลำในปีพ.ศ. 2550 และอีก 42 ลำที่เหลือในปีพ.ศ. 2551 และกล่าวว่ากองทัพอากาศยังมีเครื่องบินชนิดอื่นที่สามารถทำหน้าที่แทนมันได้ อย่าง บี-2 เอฟ-22 และแจสม์[47] เดิมทีกองทัพอากาศได้วางแผนว่าจะปลดประจำการเอฟ-117 ในปีพ.ศ. 2554 ต่อมากองทัพอากาศได้ตัดสินใจที่จะปลดประจำการเอฟ-117 เร็วกว่านั้นเพื่อเพิ่มทุนในการพัฒนาเครื่องบินลำอื่น[32] สิ่งนี้จะเป็นการประหยัดงบประมาณไป 1.7 พันล้านดอลลาร์[48]

ในปลายปี 2549 กองทัพอากาศได้ปิดโรงเรียนนักบินเอฟ-117[49] และประกาศว่าเอฟ-117 ถูกปลดประจำการ[50] เครื่องบินหกลำแรกถูกปลดประจำการในวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2550 หลังจากเสร็จสิ้นพิธีที่ฐานทัพอากาศฮอลโลแมน นายพลเดวิด โกลด์เฟน ผู้บัญชาการฝูงบินขับไล่ที่ 49 กล่าวในงานว่า "เมื่อเครื่องบินเหล่านี้ถูกนำมาใช้จนถึงวันนี้ วงจรได้สิ้นสุดลงแล้ว หน้าที่ของพวกมันในการป้องกันชาติของเขาได้เสร็จสิ้นแล้ว ภารกิจของพวกมันสมบูรณ์และทำงานได้ดี เราส่งพวกมันไปยังที่พำนักสุดท้าย บ้านที่พวกมันคุ้นเคย บ้านหลังแรกและหลังเดียวนอกฮอลโลแมน"[51]

ไม่เหมือนกับเครื่องบินส่วนใหญ่ของกองทัพอากาศซึ่งถูกปลดประจำการไปยังฐานทัพอากาศเดวิส-มอนแธน เอฟ-117 ถูกปลดประจำการไปยังสนามบินทดสอบระยะโทนาปาห์ ที่โทนาปาห์ปีกของพวกมันจะถูกนำออกและตัวเครื่องจะถูกเก็บไว้ในโรงเก็บเครื่องบิน[51] ในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2551 มีการรายงานว่าเอฟ-117 ลำสุดท้ายที่ทำหน้าที่จะถูกเก็บในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2551 ในที่ที่มันทำการบินเป็นครั้งแรก[32] เอฟ-117 ถูกปลดประจำการในช่วงพิธีกรรมที่ปาร์มเดลและโทนาปาห์ในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2551[2] เครื่องบินสี่ลำยังคงบินต่อหลังเดือนเมษายนโดยฝูงบินทดสอบที่ 410 ที่ปาร์มเดลสำหรับการบินทดสอบต่อไป เมื่อเริ่มเดือนสิงหาคมก็เหลืออยู่สองลำและลำสุดท้ายก็ออกจากปาร์มเดลในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551[52] เมื่อเครื่องบินลำสุดท้ายบินออก ฝูงบินที่ 410 ก็ถูกยุบในพิธีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551[53]

เครื่องบินที่จัดแสดง [แก้]

เครื่องวายเอฟ-117เอลำแรกปัจจุบันอยู่ที่ฐานทัพอากาศเนลลิส รัฐเนวาดา (36°13′38.00″N 115°3′33.28″W / 36.2272222°N 115.0592444°W / 36.2272222; -115.0592444) และสามารถมองเห็นได้จากด้านนอก วายเอฟ-117เอลำที่สองอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศแห่งสหรัฐ ที่ฐานทัพอากาศไรท์-แพทเตอร์สัน รัฐโอไฮโอ วายเอฟ-117เอ ลำที่สามอยู่ที่ฐานทัพอากาศฮอลโลแมน วายเอฟ-117เอ ลำที่สี่อยู่ที่แพลนท์ 42 ในปาร์มเดล รัฐแคลอปอร์เนีย ชิ้นส่วนของเอฟ-117เอที่ถูกยิงตกอยู่ที่พิพิธภัณฑ์การบินในกรุงเบลเกรด[54]

รายละเอียด[55] [แก้]

An orthographically projected diagram of the F-117A Nighthawk
An F-117 conducts a live exercise bombing run using GBU-27 laser-guided bombs.
  • ลูกเรือ 1 นาย
  • ความยาว 20.09 เมตร
  • ระยะระหว่างปลายปีกทั้งสอง 13.20 เมตร
  • ความสูง 3.78 เมตร
  • พื้นที่ปีก 73 ตารางเมตร
  • น้ำหนักเปล่า 13,380 กิโลกรัม
  • น้ำหนักพร้อมอาวุธ 23,800 กิโลกรัม
  • ขุมกำลัง เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนเจเนรัล อิเลคทรอก เอฟ404-เอฟ102 สองเครื่องยนต์ ให้แรงขับเครื่องละ 10,600 ปอนด์
  • ความเร็วสูงสุด 0.92 มัค (993 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
  • พิสัย 1,720 กิโลเมตร
  • เพดานบินทำการ 69,000 ฟุต
  • น้ำหนักที่ปีกบรรทุก 330 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
  • อัตราแรงขับต่อน้ำหนัก 0.40
  • อาวุธ

ดูเพิ่ม [แก้]

การพัฒนาที่เกี่ยวข้อง
อากาศยานที่เทียบเท่า

อ้างอิง [แก้]

อ้างอิง
  1. ^ 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 [1], National Museum of the US Air Force, August 2009. Retrieved: 2009-08-12.
  2. ^ 2.0 2.1 2.2 Pae, Peter. "Stealth fighters fly off the radar", Los Angeles Times, 23 April 2008. Retrieved: 27 April 2008.
  3. ^ Aronstein and Piccirillo 1997, p. 267.
  4. ^ Cunningham, Jim. "Cracks in the Black Dike, Secrecy, the Media and the F-117A." Air & Space Power Journal, Fall 1991. Retrieved: 19 March 2008.
  5. ^ "F-117: A long, storied history that is about to end", Air Force Print News, 28 October 2006.
  6. ^ Shea, Christopher. "Now you see it..." Boston Globe, 4 February 2007. Retrieved: 11 March 2009.
  7. ^ F-117A Nighthawk. Air-Attack.com.
  8. ^ "Method of Edge Waves in the Physical Theory of Diffraction"
  9. ^ Stealth Technology. Centennial of Flight.
  10. ^ UCI Ufimtsev, Pyotr Ya. "Method of Edge Waves in the Physical Theory of Diffraction." Journal of the Moscow Institute for Radio Engineering, 1964.
  11. ^ Ireton, Major Colin T. "Filling the Stealth Gap." Air and Space Power Journal Fall 2006.
  12. ^ 12.0 12.1 The Advent, Evolution, and New Horizons of United States Stealth Aircraft
  13. ^ Top Gun - the F-117 Stealth Fighter
  14. ^ Rich 1994, pp. 26-27.
  15. ^ "F-117 History". F-117 Stealth Fighter Association. Retrieved: 20 January 2007.
  16. ^ F-117A Senior Trend
  17. ^ "Senior Trend". Vectorsite.net, 1 April 2008.
  18. ^ Rich 1994, p. 71.
  19. ^ "The Secrets of Stealth" on Discovery Military Channel
  20. ^ "F-117A Nighthawk." AirAttack.com.
  21. ^ Stealth Aircraft. Centennial of Flight.
  22. ^ "DOD 4120.15-L - Addendum", United States Department of Defense December 2007.
  23. ^ Donald 2003, p. 98.
  24. ^ "DOD 4120.15-L: Model Designation of Military Aerospace Vehicles". United States Department of Defense, 12 May 2004, p. 38. Retrieved: 20 January 2007.
  25. ^ Miller 1990
  26. ^ "Stealth and Beyond: Air Stealth (TV-series)". The History Channel, 2006. Retrieved: 19 March 2008.
  27. ^ 27.0 27.1 Navy still not interested in F-117N; JAST plan due tomorrow (1993). Aerospace Daily. Vol. 167, No. 52; p. 426
  28. ^ 28.0 28.1 Morrocco, John D. Lockheed Returns to Navy with new F-117N Design (1994). ‘’Aviation Week & Space Technology”. Vol. 140, No. 10; p. 26.
  29. ^ Lockheed Martin targets RAF and USN for F-117 (1995). Flight International. 28 Jun 1995.
  30. ^ Skunk Works official touts A/F-117X as Navy stealth option (1994). Aerospace Daily. Vol. 171, No. 56; p. 446
  31. ^ Sweetman, Bill. "Unconventional Weapon." Air & Space, December 2007/January 2008. Retrieved: 19 March 2008.
  32. ^ 32.0 32.1 32.2 Topolsky, Joshua. "Air Force's stealth fighters making final flights." CNN.com, 11 March 2008. Retrieved: 11 March 2009.
  33. ^ Crocker 2006, p. 382.
  34. ^ 34.0 34.1 Weapons: F-117A Stealth, PBS Frontline
  35. ^ "Navy Looks On with Envy at Air Force Stealth Display." New York Times.
  36. ^ Fisk 2006, p. 650.
  37. ^ The Lucky Devils
  38. ^ "Who shot down F-117?" Defence Aviation, 8 February 2007. Retrieved: 11 March 2009.
  39. ^ How to Take Down an F-117, Strategy Page, 21 November 2005.
  40. ^ 40.0 40.1 40.2 "Serb discusses 1999 downing of stealth." USAToday.com, 26 October 2005. Retrieved: 1 July 2009.
  41. ^ Smith, Charles R. "Russia Offers India $8 Billion Weapons Deal", NewsMax.com 12 December 2001. Retrieved: 20 January 2007.
  42. ^ Dorr, Robert F. "USAF Fighter Force at 60". AirForces Monthly magazine, October 2007.
  43. ^ Kosovo
  44. ^ F-117 damage said attributed to full moon
  45. ^ Riccioni, Colonel Everest E. "Description of our Failing Defence Acquisition System." Project on government oversight, 8 March 2005. Note: "This event, which occurred during the Kosovo conflict on 27 March, was a major blow to the US Air Force. The aircraft was special: an F-117 Nighthawk stealth bomber that should have been all but invisible to the Serbian air defences. And this certainly wasn't a fluke—a few nights later, Serb missiles damaged a second F-117."
  46. ^ Nixon, Mark. "Gallant Knights, MiG-29 in Action during Allied Force." AirForces Monthly magazine, January 2002.
  47. ^ "Program Budget Decision 720." Department of Defense.
  48. ^ Tiron, Roxana. "New Mexico Air Force base at crossroads." The Hill, 22 February 2006. Retrieved: 11 March 2009.
  49. ^ "F-117 pilot school closes." Air Force Times. Retrieved: 20 มกราคม พ.ศ. 2550.
  50. ^ Bates, Staff Sergeant Matthew. "F-117: A long, storied history that is about to end." US Air Force, 28 ตุลาคม พ.ศ. 2549.
  51. ^ 51.0 51.1 Barrier, Terri. "F-117A retirement bittersweet occasion." Aerotech News and Review, 16 March 2007.
  52. ^ Radecki, Alan. "F-117’s final formation fling". Flight International, 8 August 2008. Retrieved: 11 March 20009.
  53. ^ "410th FLTS 'Baja Scorpions' closes historic chapter." US Air Force, Edwards AFB, 5 August 2008.
  54. ^ Daly, M. "Tape Reveals Stealth of Our Ukrainian Pal." Daily News. Retrieved: 2 January 2008.
  55. ^ Lockheed F-117A Nighthawk fact sheet. National Museum of the US Air Force.
บรรณานุกรม
  • Aronstein David C. and Albert C. Piccirillo. HAVE BLUE and the F-117A. Reston, VA: AIAA, 1997. ISBN 1-56347-245-7.
  • Crickmore, Paul F. and Alison J. Nighthawk F-117 Stealth Fighter. St. Paul, Minnesota: Motorbooks, 2003. ISBN 0-7603-1512-4.
  • Crocker, H.W. III. Don't Tread on Me. New York: Crown Forum, 2006. ISBN 978-1400053636.
  • Donald, David, ed. Black Jets: The Development and Operation of America's Most Secret Warplanes. Norwalk, Connecticut: AIRtime Publishing Inc., 2003. ISBN 1-880588-67-6.
  • Fisk, Robert. The Great War for Civilisation: The Conquest of the Middle East. New York: Alfred Knopf, 2006. ISBN 1-84115-007-X.
  • Miller, Jay. Lockheed F-117 Stealth Fighter. Arlington, Texas: Aerofax Extra, 1990. ISBN 0-94254-848-5.
  • Rich, Ben R. Skunk Works. New York: Back Bay Books, 1994. ISBN 0-316-74330-5.
  • Sun, Andt. F-117A Stealth Fighter. Hong Kong: Concord Publications Co., 1990. ISBN 962-361-017-3.
  • Winchester, Jim, ed. "Lockheed F-117". Modern Military Aircraft (Aviation Factfile). Rochester, Kent, UK: Grange Books plc, 2004. ISBN 1-84013-640-5.
  • The World's Great Stealth and Reconnaissance Aircraft. New York: Smithmark, 1991. ISBN 0-8317-9558-1.

แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]