เหรียญดุษฎีมาลา
|
|||||||||||||||||||||||||||||||
| บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงจากเอกสารอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูล โปรดช่วยพัฒนาบทความนี้โดยเพิ่มแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ เนื้อหาที่ไม่มีการอ้างอิงอาจถูกคัดค้านหรือนำออก |
เหรียญดุษฎีมาลา เป็นเหรียญราชอิสริยาภรณ์สำหรับพระราชทานเป็นที่ระลึก เรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า เหรียญแพรแถบ เป็นเหรียญบำเหน็จความชอบในราชการ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2425 อันเป็นมหามงคลสมัยครบรอบ 100 ปีที่หนึ่ง นับแต่ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นราชธานี และทรงตั้งราชวงศ์จักรียั่งยืนมานานจนถึงสมัยของพระองค์ท่าน
ลักษณะของเหรียญ เป็นแบบกลมรี ด้านหน้ามีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผินพระพักตร์ทางซ้ายของเหรียญ ใต้รูปมีอักษรโรมัน ด้านหลังมีรูปพระสยามเทวาธิราชทรงพระขรรค์ยืนพิงโล่ตราแผ่นดิน พระหัตถ์ขวาทรงพวงมาลัยจะสวมตรงชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทาน วัสดุของเหรียญทำจากทองคำกะไหล่ทองและเงิน ขนาดของเหรียญกว้าง 4.1 เซนติเมตร สูง 4.6 เซนติเมตร ปัจจุบันเหรียญชนิดนี้ยังไม่พ้นสมัยการพระราชทาน
เนื้อหา |
ประวัติ [แก้]
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญดุษฎีมาลา เมื่อ พ.ศ. 2425 เนื่องในโอกาสครบรอบการสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานีมาเป็นเวลาครบ 100 ปี เพื่อเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระองค์ทรงสร้าง "เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์" สำหรับพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และทรงสร้าง "เหรียญดุษฎีมาลา" สำหรับพระราชทานเพื่อเป็นบำเหน็จแก่ผู้มีความชอบในราชการแผ่นดิน โดยแบ่งออกเป็น
- เข็มราชการในพระองค์ อักษรย่อ ร.ด.ม. (พ)
- เข็มศิลปวิทยา อักษรย่อ ร.ด.ม. (ศ)
- เข็มราชการแผ่นดิน อักษรย่อ ร.ด.ม. (ผ)
- เข็มกรุณา อักษรย่อ ร.ด.ม. (ก)
- เข็มกล้าหาญ อักษรย่อ ร.ด.ม. (ห)
นับเปนครั้งแรกที่ผู้มีความสามารถในศิลปวทยา จะได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นพิเศษเช่นนี้ทั้ง เป็นการสนองพระบรมราโชบายในการพัฒนาวิชาความรู้เพื่อปรับปรุงประเทศให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ และเมื่อพินิจถึงหลักเกณฑ์การพระราชทาน ก็จะเห็นได้ว่ามีหลักอันเข็มงวดต่างจากเครื่องราชอิสริยาภรณ์อื่น ๆ คือ จะพระราชทานเฉพาะผู้มีฝีมืออย่างเอกอุ อันเป็นคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินที่ไม่มีผู้ใดทำได้เสมอหรือดีกว่า ดังปรากฏในพระราชบัญญัติเครื่องอิสริยยศสำหรับความดีความชอบเหรียญดีษฎุมาลา จุลศักราช ๑๒๔๔ พุทธศกราช ๒๔๒๕ ว่า
“เข็มที่จาฤกว่าศิลปวิทธยานั้น ไว้สำหรับพระราชทานนักปราชราชกระวี นายช่างแลฝีมือช่างพิเศศต่าง ๆ ที่ได้คิดอย่างสิ่งของที่จะเปนประโยชนทั่วกัน ครั้งแรกคราวแรกฤๅชักนำสิ่งของใด ๆ เข้ามาทำมาสร้างขึ้นในแผ่นดิน เปนผลประโยชนต่อบ้านเมืองแลราชการ ฤๅผู้ที่แต่ง หนังสือตำราวิทธยการต่าง ๆ ที่เปนของเก่าของใหม่ก็ดี ที่เปนคุณต่อแผ่นดิน เปนประโยชนแก่ราชการ เปนผลแก่การค้าขาย ฤๅผู้เปนช่างอย่างฝีมือเอก ที่ได้คิดก็ดี ทำเองก็ดี ปรากฏว่าไม่มี ผู้ใดผู้หนึ่งทำได้เสมอดีกว่า แล้วผู้ทำคุณประโยชนดังกล่าวมานี้ ก็จะทรงพระราชดำริหวินิจฉัย พระราชทานเข็มชนิดนี้ให้ตามฐานานุรูป”
ลักษณะเหรียญ [แก้]
แรกสถาปนา [แก้]
ในเบื้องต้นเหรียญดุษฎีมาลา แบ่งออกเป็น 4 ชนิด ได้แก่ ทองคำ เงินกาไหล่ทอง เงินเปล่า และสำริด โดยเหรียญทั้ง 4 ชนิดมีเกียรติเสมอกัน ลักษณะเหรียญเป็นรูปไข่ ด้านหน้ามีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประดิษฐานตรงกลาง มีอักษรตามขอบบนว่า "จุฬาลงกรณวหัส์ส ปรมราชาธิราชิโน" ขอบล่างเป็นใบชัยพฤกษ์ไขว้กัน ด้านหลังเป็นรูปพระสยามเทวาธิราชทรงพระขรรค์ยืนแท่นพิงโล่ห์ตราแผ่นดิน พระหัตถ์ขวาทรงพวงมาลัยจะสวมที่ตรงจารึกชื่อผู้ได้รับพระราชทาน ใต้แท่นมีเลข "๑๒๔๔" อันเป็นปีจุลศักราชที่สร้างเหรียญ และมีอักษรตามขอบว่า "สยามิน์ทร บรมราชตุฏ์ฐีป์ปเวทนํอิทํ" ริมขอบเหรียญจารึกอักษรว่า "สัพ์เพสํ สํฆภูตานํ สามัค์คีวุฏ์ฒิสาธิกา" บนเหรียญมีพระขรรค์ชัยศรีกับธารพระกรเทวรูปไขว้กัน มีห่วงยึดกับเหรียญและติดกับแผ่นโลหะจารึกว่า "ทรงยินดี"
เหรียญดุษฎีมาลาใช้ห้อยกับแพรแถบ โดยริ้วแดงริ้วขาวสำหรับสมาชิกฝ่ายทหารและตำรวจ (หรือพระราชวงศ์) ส่วนริ้วขาวริ้วชมพูสำหรับสมาชิกฝ่ายพลเรือน ประดับที่อกเสื้อเบื้องซ้าย กับมีเข็มปลายเป็นช่อปทุมทั้ง 2 ข้าง จารึกอักษรชนิดของเหรียญที่ได้รับพระราชทาน เช่น "ศิลปวิทยา" "กล้าหาญ" สำหรับกลัดที่แพรแถบเหนือเหรียญ
ปัจจุบัน [แก้]
ตามพระราชบัญญัติเหรียญดุษฎีมาลา พุทธศักราช ๒๔๘๔ ได้มีการปรับเปลี่ยนลักษณะเหรียญบางส่วน โดยชนิดของเหรียญมีเพียงเหรียญเงินกาไหล่ทองรูปไข่ ด้านหน้ามีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประดิษฐานตรงกลาง ขอบล่างเป็นใบชัยพฤกษ์ไขว้กัน ด้านหลังเป็นรูปพระสยามเทวาธิราชทรงพระขรรค์ยืนแท่นพิงโล่ห์พระหัตถ์ซ้ายทรงพวงมาลัยจะสวมที่ตรงจารึกชื่อผู้ได้รับพระราชทาน ใต้แท่นมีเลข "๑๒๔๔" ห่วงเหรียญมีพระขรรค์ชัยศรีกับธารพระกรเทวรูปไขว้กัน มีห่วงยึดกับเหรียญและติดกับแผ่นโลหะจารึกว่า "ทรงยินดี"
เหรียญดุษฎีมาลาใช้ห้อยกับแพรแถบกว้าง 3 เซนติเมตร โดยริ้วแดงริ้วขาวสำหรับสมาชิกฝ่ายทหารและตำรวจ ส่วนริ้วขาวริ้วชมพูสำหรับสมาชิกฝ่ายพลเรือน ประดับที่อกเสื้อเบื้องซ้าย กับมีเข็มปลายเป็นช่อปทุมทั้ง 2 ข้าง จารึกว่า "ศิลปวิทยา" สำหรับกลัดที่แพรแถบเหนือเหรียญ สำหรับพระราชทานสตรีใช้ห้อยกับแพรแถบผูกเป็นรูปแมลงปอประดับเสื้อที่หน้าบ่าซ้าย
หลักเกณฑ์การรับพระราชทาน [แก้]
ตามระเบียบระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ข้อที่ 4กำหนดว่า "ผู้ซึ่งจะได้รับการพิจารณาขอพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา จะต้องมีผลงานประการใดประการหนึ่งดังต่อไปนี้"
- คิดค้นความรู้ระบบ กรรมวิธีหรอประดิษฐิ สิ่งใหมเป็นผลสำเร็จ
- ปรับปรุงความรู้ระบบ กรรมวิธี หรือสิ่งประดิษฐ์ให้ดีขึ้นกวาเดิมเป็นอันมาก
- ได้แสดงให้เป็นที่ปรากฏว่า มีฝีมือและชื่อเสียงยอดเยี่ยมในทางศิลปวิทยา
- โดยคณะกรรมการจะได้พิจารณาผลงานของผู้ที่สมควรจะได้รับการพิจารณารับพระราชทานตามสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง หรือหลายสาขาร่วมกันดังนี้
- มนุษยศาสตร์
- ศึกษาศาสตร์
- วิจิตรศิลป์
- สังคมศาสตร์
- นิติศาสตร์
- วิทยาศาสตร์
- วิศวกรรมศาสตร์
- แพทยศาสตร์
- เกษตรศาสตร์
- สาขาวิชาอื่นตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร
รายพระนาม/รายนามผู้ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา [แก้]
-
บัญชีรายชื่อนี้ยังไม่สมบูรณ์ คุณสามารถเพิ่มเติมหรือแก้ไข เพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
อ้างอิง [แก้]
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [1], เล่ม ๗๘, ตอน ๓, ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๔, หน้า ๔๕
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [2], เล่ม ๗๘, ตอน ๘๔, ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๔, หน้า ๕
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [3], เล่ม ๘๓, ตอน ๓๙, ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๙, หน้า ๕
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [4], เล่ม ๘๓, ตอน ๕๘, ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๙, หน้า ๕
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [5], เล่ม ๘๓, ตอน ๑๐๙, ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๙, หน้า ๒๒
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [6], เล่ม ๘๖, ตอน ๑๗, ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๒, หน้า ๒๘
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [7], เล่ม ๘๖, ตอน ๓๖, ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๒, หน้า ๑๗
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [8], เล่ม ๙๗, ตอน ๑๖๐, ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๓, หน้า ๓๕
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [9], เล่ม ๙๘, ตอน ๑๐, ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๔, หน้า ๒๓
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [10], เล่ม ๙๙, ตอน ๑๐๑, ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๕, หน้า ๒๐
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [11], เล่ม ๑๐๐, ตอน ๕๖, ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๖, หน้า ๒๖
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [12], เล่ม ๑๐๑, ตอน ๑๓๔, ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๗, หน้า ๑๔
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [13], เล่ม ๑๐๓, ตอน ๑๐๐, ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๙, หน้า ๗
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [14], เล่ม ๑๐๔, ตอน ๙๓, ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๐, หน้า ๑
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [15], เล่ม ๑๐๔, ตอน ๙๙, ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๐, หน้า ๖
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [16], เล่ม ๑๐๖, ตอน ๑๒๑, ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๒, หน้า ๑
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [17], เล่ม ๑๐๘, ตอน ๒๐๙, ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔, หน้า ๓
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [18], เล่ม ๑๐๙, ตอน ๒๙, ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕, หน้า ๑
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [19], เล่ม ๑๑๑, ตอน ๑๓ข, ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๗, หน้า ๗๘
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [20], เล่ม ๑๑๑, ตอน ๒๓ข, ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗, หน้า ๓
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [21], เล่ม ๑๑๒, ตอน ๑๐ ข, ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๘, หน้า ๙
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [22], เล่ม ๑๑๔, ตอน ๗ข, ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๐, หน้า ๑
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [23], เล่ม ๑๑๔, ตอน ๒๐ ข, ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐, หน้า ๕
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [24], เล่ม ๑๑๕, ตอน ๑๘ข, ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑, หน้า ๖
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [25], เล่ม ๑๑๖, ตอน ๗ข, ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๒, หน้า ๑๑
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [26], เล่ม ๑๑) ๗, ตอน ๑๓ข, ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๓, หน้า ๗
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [27], เล่ม ๑๑๙, ตอน ๖, ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕, หน้า ๑๘
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [28], เล่ม ๑๒๐, ตอน ๗, ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖, หน้า ๑
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [29], เล่ม ๑๒๑, ตอน ๑๒ ข, ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗, หน้า ๕
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [30], เล่ม ๑๒๒, ตอน ๒ ข, ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘, หน้า ๒๑
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [31], เล่ม ๑๒๔, ตอน ๘ ข, ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐, หน้า ๕
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [32], เล่ม ๑๒๕, ตอน ๑๑ ข, ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑, หน้า ๗
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [33], เล่ม ๑๒๖, ตอน ๙ ข, ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒, หน้า ๑๒๖
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [34], เล่ม ๑๒๗, ตอน ๕ ข, ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓, หน้า ๓
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, [35], เล่ม ๑๒๙, ตอน ๑๔ ข, ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๔, หน้า ๘
