เล็กซัส แอลเอส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
LS 600h L Verdigris Mica.jpg
เล็กซัส แอลเอส
ผู้ผลิต: โตโยต้า
ปี: ค.ศ. 1989 - ปัจจุบัน
ประเภท: รถยนต์นั่งประเภทหรูหราขนาดใหญ่ (Full-size Luxury Car)
ลักษณะ: ซีดาน 4 ประตู
เครื่องยนต์: 4.0-5.0 ลิตร V8
รุ่นก่อนหน้า: -
รุ่นต่อไป: ยังไม่มี
รุ่นที่ใกล้เคียง: เอาดี้ เอ8
ลินคอล์น ทาวน์ คาร์
อินฟินิที คิว45
บีเอ็มดับเบิลยู 7 ซีรีส์
ลินคอล์น คอนติเนนทัล
จากัวร์ เอ็กซ์เจ
มาเซราตี ควอตโตรปอร์เต
โตโยต้า คราวน์ มาเจสตา
นิสสัน ซิมา
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส

เล็กซัส แอลเอส (อังกฤษ: Lexus LS) เป็นรถยนต์นั่งประเภทหรูหราขนาดใหญ่ เป็นรถรุ่นแรก และเป็นรถธง ของเล็กซัส บริษัทรถยนต์ระดับหรูหราในเครือโตโยต้า เริ่มผลิตครั้งแรกใน ค.ศ. 1989

ย้อนกลับไปในค.ศ. 1983 ไอจิ โตโยดะ (ญี่ปุ่น: 豊田英二) ประธานบริษัทโตโยต้าในขณะนั้น ได้กล่าวในที่ประชุมว่า ต้องการผลิตรถโตโยต้าที่มีคุณภาพและความหรูหราในระดับเศรษฐี เพื่อนำโตโยต้าเข้าสู่มาตรฐานในระดับสากลมากขึ้น จึงมีการก่อตั้งโครงการพัฒนาขึ้น โดยเป็นโครงการลับของโตโยต้าในขณะนั้น ชื่อว่า F1 Project ใช้เวลาการพัฒนา 5 ปี, ต้นทุน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ, 450 ต้นแบบตัวถัง, 900 ต้นแบบเครื่องยนต์, คนงาน 3,900 คน จากหลากหลายสาขาอาชีพ, วิ่งรถทดสอบ 2.7 ล้านกิโลเมตร จนในที่สุด เมื่อการพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ โตโยต้าเปิดตัวรถยนต์หรูยี่ห้อใหม่ คือ เล็กซัส ใน ค.ศ. 1989 โดยรถ 2 รุ่นแรกที่เปิดตัวพร้อมกัน คือ แอลเอส และ อีเอส หลังจากนั้น ก็ผลิตรถรุ่นอื่นๆ อีกมาเป็นจำนวนมากจนถึงปัจจุบัน

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา แอลเอส มีชื่อเสียงและได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก แอลเอส เป็นรถธง ที่มียอดขายสูงสุดในสหรัฐ และในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของรถยนต์ทุกรุ่นทั่วโลกจาก เจ. ดี. พาวเวอร์ แอลเอสติดอันดับ 1 ติดต่อกัน 16 ปีซ้อน ตั้งแต่ ค.ศ. 1994 - 2009 และติดอันดับความน่าเชื่อถืออันดับ 1 ของนิตยสาร Consumer Reports อีกด้วย

เล็กซัส แอลเอส เป็นรถพวงมาลัยซ้าย ในญี่ปุ่น เล็กซัส แอลเอส ที่ถูกออกแบบให้มีพวงมาลัยขวาแบบเอเชีย มีการทำตลาดในญี่ปุ่นในชื่อ โตโยต้า เซลซิเออร์ (อังกฤษ: Toyota Celsior)

นับตั้งแต่เริ่มผลิตจนถึงปัจจุบัน แอลเอสมีพัฒนาการตามช่วงเวลาแบ่งได้ 4 รุ่น (Generation) ดังนี้

รุ่นที่ 1 (ค.ศ. 1989 - 1994)[แก้]

เล็กซัส แอลเอส รุ่นที่ 1

เล็กซัส แอลเอส รุ่นที่ 1 หรือ Lexus LS 400 (UCF10) เปิดตัวในงาน North American International Auto Show ที่เมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน แอลเอสได้รับการพัฒนาจากโครงการ F1 ให้เหนือกว่ารถรุ่นอื่นๆ ในด้านของอากาศพลศาสตร์ (ความต้านลม 0.29), ความเงียบภายในห้องโดยสาร (58 เดซิเบล ที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง), ความเร็วสูงสุด, ความประหยัดน้ำมัน ฯลฯ

แอลเอส ใช้เครื่องยนต์ 4.0 ลิตร 1UZ-FE 32 วาล์ว วี8 เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ให้กำลัง 250 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 353 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 8.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังใช้น้ำมันน้อยกว่าคู่แข่งอื่นๆ ในอเมริกา ทั้งยังมีอุปกรณ์ตกแต่งภายใน เช่น ถุงลมนิรภัย, กระจกมองหลังแบบปรับโดยใช้ไฟฟ้า ตกแต่งภายในด้วยไม้วอลนัต และเบาะหนัง มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในสมัยนั้นกว่า 300 เทคโนโลยี ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีเพื่อความเงียบและนุ่มนวลภายในห้องโดยสาร มีราคาอยู่ที่ประมาณ 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ในปลายปี ค.ศ. 1992 แอลเอสรุ่นแรกได้รับการปรับโฉมเล็กน้อย (Minor Change) โดยจะยึดข้อคิดเห็นของผู้ใช้รถและผู้ขายเป็นสำคัญ เช่น เพิ่มขนาดของดิสก์เบรก, เพิ่มขนาดฐานล้อ, แสดงผลอุณหภูมิภายนอก, มาตรวัดระยะทางแบบดิจิตอล, เปลี่ยนไปใช้เครื่องปรับอากาศแบบ Non-CFC และเทคโนโลยีอื่นๆอีกมาก ทำให้ราคาของรุ่นแรกหลังปรับโฉมแล้ว ขึ้นไปอยู่ที่ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ยังคงมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ และประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะการส่งออก

รุ่นที่ 2 (ค.ศ. 1994 - 2000)[แก้]

เล็กซัส แอลเอส รุ่นที่ 2

เล็กซัส แอลเอส รุ่นที่ 2 หรือ Lexus LS 400 (UCF20) ใช้เครื่องยนต์ 4.0 ลิตร 1UZ-FE วี8 (8สูบ) กำลังสูงสุด 260 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 336 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.5 วินาที แอลเอสรุ่นที่ 2 ได้รับการพัฒนาในเรื่องของฉนวนกันเสียงภายนอก, ความแข็งแกร่งของตัวถัง, พัฒนาระบบเบรก, อากาศพลศาสตร์ (ความต้านลมลดลงเหลือ 0.28), เพิ่มระยะฐานล้อขึ้น 36 มิลลิเมตร, และตัวรถเบาลง, ประหยัดน้ำมันมากขึ้น, ปรับปรุงช่วงล่างและกันชน

ด้านการตกแต่งภายใน มีการใช้เทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศแบบ Dual Zone คือ ใช้ระบบปรับอากาศแยกส่วน ซ้าย-ขวา สามารถปรับตั้งเครื่องปรับอากาศได้ต่างกัน, เครื่องเล่น CD แบบใส่ได้หลายแผ่น และกดปุ่มเปลี่ยนแผ่นได้, ระบบนำทางจีพีเอส และอื่นๆ ราคาในช่วงนี้อยู่ที่ประมาณ 51,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ในปลาย ค.ศ. 1997 แอลเอสรุ่นที่สอง ได้มีการปรับโฉม Minor Change ครั้งนี้ แอลเอสได้เปลี่ยนไปใช้เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด และเครื่องยนต์หัวฉีดแบบ VVT-i (เครื่องแบบเดียวกับที่เริ่มในในโตโยต้า โคโรลล่า (อัลติส) รุ่นที่ 9 ในอีก 5 ปีถัดมา) ด้านภายใน ก็มีการใช้จอแสดงผลแบบดิจิตอล แสดงตัวเลขความเร็วเฉลี่ย อัตราการใช้น้ำมันแบบเฉลี่ยและเรียลไทม์ ซึ่งคำนวณจากคอมพิวเตอร์ในรถยนต์ และยังมีระบบสั่งการผ่านระบบไวร์เลส เพื่อส่งสัญญาณคำสั่ง เช่น ติดตั้งระบบประตูโรงรถแบบไฟฟ้า แล้วติดตั้งอุปกรณ์ไวร์เลสของเล็กซัสเข้าไป จะสามารถกดปุ่มสั่งให้ประตูโรงรถเปิดได้จากในรถ โดยไม่ต้องลงจากรถ และไม่ต้องให้ผู้อื่นมาเปิดให้ รวมทั้งระบบ Smart Entry คือใช้กุญแจแบบ Keyless (แบบไม่ต้องเสียบแล้วบิด เข้าไปในรถแล้วกดปุ่มสตาร์ทบนกุญแจ), ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และอีกมากมาย

รุ่นที่ 3 (ค.ศ. 2000 - 2006)[แก้]

เล็กซัส แอลเอส รุ่นที่ 3

เล็กซัส แอลเอส รุ่นที่ 3 หรือ Lexus LS 430 (UCF30) ใช้เครื่องยนต์ 4.3 ลิตร 3UZ-FE วี8 (8สูบ) กำลังสูงสุด 290 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 434 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.7 วินาที ความต้านลมลดลงเหลือ 0.26

แอลเอสรุ่นที่ 3 มีระบบจอแสดงผลแบบแอลซีดีทัชสกรีน (จอสัมผัส) อยู่กลางคอนโซล มีเครื่องฟอกอากาศในรถ และอีกมากมาย ราคาในช่วงนี้ รุ่นมาตรฐานอยู่ที่ 55,000 ดอลลาร์สหรัฐ และรุ่นท็อปอยู่ที่ราว 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ

Minor Change ของรุ่นที่ 3 ปรับโฉมใน ค.ศ. 2003 ครั้งนี้ เปลี่ยนไปใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ไฟท้ายแบบแอลอีดี มีถุงลมนิรภัยที่เข่า, บลูทูธ, กล้องมองหลัง (Rear View Camera), ระบบสัญญาณเตือนเมื่อเข้าใกล้วัตถุเกินไป (ป้องกันการชน) รวมไปถึงกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ ส่งสัญญาณปลดล็อกประตูได้โดยเจ้าของไม่ต้องควักกุญแจออกจากกระเป๋า

รุ่นที่ 4 (ค.ศ. 2006 - ปัจจุบัน)[แก้]

เล็กซัส แอลเอส รุ่นที่ 4
เล็กซัส แอลเอส รุ่นที่ 4(LS600h

เล็กซัส แอลเอส รุ่นที่ 4 หรือ Lexus LS 460 (USF40) ใช้เครื่องยนต์ 4.6 ลิตร 1UR-FSE วี8 ให้กำลังสูงสุด 380 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 498 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด AA80E เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 5.7 วินาที นอกจากนี้ นังมีรุ่นพิเศษ 460L เป็นรุ่นตัวถังยาว ฐานล้อยาว ราคาอยู่ที่ประมาณ 61,000 ดอลลาร์ สำหรับรุ่นมาตรฐาน และ 71,000 ดอลลาร์สำหรับรุ่น 460L

ในรุ่นนี้ ยุติการผลิตแอลเอสในประเทศญี่ปุ่น เพราะความที่โตโยต้า เมื่อมีแอลเอสอยู่ในเครือเล็กซัส แล้วมีรถเกรดใกล้เคียงกับแอลเอสขายในญี่ปุ่นด้วย ทำให้ขัดยอดขายกันเอง โตโยต้าจึงจำต้องแยกตลาดออกไปโดยให้แอลเอส ไปขายอยู่ในแถบอเมริกา และประเทศที่นิยมพวงมาลัยซ้าย ส่วนแถบเอเชีย จะใช้ โตโยต้า คราวน์ มาเจสตา และ โตโยต้า เซลซิเออร์

ค.ศ. 2007 เล็กซัสออกรถรุ่น แอลเอส ไฮบริดออกมา ขายควบคู่กับแอสธรรมดา ซึ่งรถไฮบริดเป็นรถที่ใช้แบตเตอรี่แบบพิเศษ มีการจัดการระบบไฟฟ้าต่างจากรถทั่วไป โดยที่รถไฮบริดสามารถชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ และนำไฟฟ้าจากแบตเตอรี่มาช่วยในการขับขี่ในบางช่วงจังหวะ ทำให้ลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 20-50% แล้วแต่นิสัยการขับขี่ ส่วนไมเนอร์เชนจ์ของรุ่นที่ 4 เกิดใน ค.ศ. 2009 ปัจจุบัน ราคาของแอลเอสในต่างประเทศ อยู่ที่ประมาณ 71,000-93,000 ดอลลาร์สหรัฐ (2.3-3.0 ล้านบาท) แต่ในประเทศไทย เนี่องจากมีต้นทุนสูงจากภาษีนำเข้า ราคาในประเทศไทย อยู่ที่ 9.24 - 11.14 ล้านบาท

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เล็กซัส แอลเอส มีชื่อเสียงในแง่ดีมาตลอด ทั้งปฏิกิริยาทางสังคม ยอดขาย และรางวัล แอลเอสได้รับรางวัลมาแล้วนับไม่ถ้วน เช่น รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีระดับโลก (World Car of the Year) ประจำปี 2007, รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีระดับนานาชาติ (International Car of the Year) 2007, รถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี ระดับโลก จากนิตยสาร Wheels, Car and Driver, Consumer Reports, Fleet World, MotorWeek และยังได้รับรางวัลประเภทระบบความปลอดภัยยอดเยี่ยม จาก Auto Build, Kiplinger และระบบการป้องกันการโจรกรรมยอดเยี่ยมจาก What Car?, รางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยม จากชมรมวิศวกรยานยนต์นานาชาติ (Society of Automotive Engineers International) และรางวัลเกียรติยศด้านวิศวกรรมเครื่องยนต์จาก Ward's

อ้างอิง[แก้]