เรือหลวงมัจฉาณุ
เรือหลวงมัจฉาณุ |
|
| ประวัติเรือ | |
|---|---|
| ต่อที่: | อู่ต่อเรือบริษัทมิตซูบิชิ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น |
| วางกระดูกงูเรือ: | 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2479 |
| ปล่อยเรือลงน้ำ: | 24 ธันวาคม พ.ศ. 2479 |
| ขึ้นระวางประจำการ: | 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 |
| ปลดประจำการ: | 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 |
| สถานภาพ: | ปลดประจำการ |
| ข้อมูลจำเพาะ | |
| ชื่อเรือ: | • ไทย: ร.ล. มัจฉาณุ (ลำที่สอง) • อังกฤษ: HTMS MATCHANU |
| หมายเลขประจำเรือ: | 1 |
| ผู้บังคับการเรือ: | เรือเอกซุ้ย นพคุณ ร.น. |
| ประเภท: | เรือดำน้ำ |
| ระวางขับน้ำ: | • บนผิวน้ำ 374.5 ตัน • ขณะดำ 430 ตัน |
| ความยาว: | 51.00 เมตร |
| ความกว้าง: | 4.10 เมตร |
| ความสูง: | 11.65 เมตร |
| กินน้ำลึก: | 3.60 เมตร |
| ดำลึกสุด | 60 เมตร |
| ระบบขับเคลื่อน: | • เครื่องยนต์ดีเซล จำนวน 2 เครื่อง เครื่องละ 8 สูบ กำลัง 1,100 แรงม้า • เครื่องไฟฟ้ากำลัง 540 แรงม้า (ใช้เดินใต้น้ำ) |
| ความเร็ว: | • ผิวน้ำ 15.7 นอต • ใต้น้ำ 8.1 นอต • มัธยัสต์ 10 นอต |
| รัศมีทำการ: | 4,770 ไมล์ทะเล |
| กำลังพลประจำการ: | • ทหารประจำเรือ 33 นาย เป็นนายทหาร 5 นาย พันจ่า จ่า 28 นาย |
| อาวุธ: | • ตอร์ปิโดขนาด 45 ซม. แบบ เอ.เค. เรียงทางตั้งที่หัวเรือ 4 ท่อ • ปินใหญ่ขนาด 8 ซม. 1 กระบอก • ปืนกลลูวิสต่อสู้อากาศยานขนาด 7.7 มม. 1 กระบอก |
เรือหลวงมัจฉาณุ [1] (HTMS Matchanu) เป็นเรือดำน้ำประจำกองทัพเรือไทย เป็นประเภทเรือดำน้ำรักษาฝั่ง ขนาดเล็ก (ระวางขับน้ำต่ำกว่า 500 ตัน) ประกอบขึ้นที่อู่ต่อเรือบริษัทมิตซูบิชิ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกันจำนวน 4 ลำ พร้อมกับ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล โดยเรือหลวงมัจฉาณุ ประกอบขึ้นพร้อมกับเรือหลวงวิรุณ
ชื่อเรือหลวงมัจฉาณุ เป็นชื่อพระราชทาน มา ณ วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2480 มาจากชื่อตัวละครในวรรณคดีไทยซึ่งมีอิทธิฤทธิ์ในการดำน้ำ คือ มัจฉานุ จากเรื่องรามเกียรติ์
เรือหลวงมัจฉาณุ และเรือหลวงวิรุณ ประกอบแล้วเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2480 ทางบริษัทมิตซูบิชิได้จัดพิธีส่งมอบให้เป็นกรรมสิทธิของกองทัพเรือไทย และนำลูกเรือเข้าประจำเรือ กองทัพเรือไทยจึงถือว่าวันที่ 4 กันยายน เป็น วันที่ระลึกเรือดำน้ำ
เรือดำน้ำของไทยทั้งสี่ลำ เดินทางออกจากเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2481 ถึงกรุงเทพเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2481 เข้าประจำการเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ได้ออกปฏิบัติการในสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส และสงครามโลกครั้งที่สอง
เมื่อครั้งกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส เรือดำน้ำทั้ง ๔ ลำ ได้ออกไปลาดตระเวนอยู่หน้าฐานทัพเรือเรียม (กัมพูชา) ใช้เวลาดำอยู่ใต้น้ำทั้งสิ้นลำละ ๑๒ ชั่วโมงขึ้นไป นับเป็นการดำที่นานที่สุด
เรือหลวงมัจฉาณุปลดประจำการเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 พร้อมกันทั้ง 4 ลำ เนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนอะไหล่ หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลก และไม่ได้รับอนุญาตให้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ และโรงงานแบตเตอรีของไทยที่ตั้งขึ้นก็ไม่สามารถผลิตแบตเตอรีสำหรับใช้ประจำเรือได้ ประกอบกับเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในกองทัพเรือ มีคำสั่งยุบหมวดเรือดำน้ำ โอนย้ายไปรวมกับหมวดเรือตรวจฝั่งที่ตั้งขึ้นใหม่
ภายหลังปลดประจำการ เรือทั้งสี่ลำได้นำมาจอดเทียบกันที่ท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กับโรงพยาบาลศิริราช ต่อมาได้มีการขายเรือให้กับบริษัทปูนซีเมนต์ไทย เพื่อทำการศึกษาและ Reverse engineering[ต้องการอ้างอิง] คงเหลือแต่หอบังคับการ อาวุธปืน และกล้องส่อง ทางกองทัพเรือได้นำมาจัดสร้างสะพานเรือจำลอง จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ หน้าโรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ
อ้างอิง [แก้]
- ศิริพงษ์ บุญราศรี. เรือดำน้ำแห่งราชนาวีสยาม. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, พ.ศ. 2547. 168 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-276-277-5
- สงวน อั้นคง, สิ่งแรกในเมืองไทย ชุด 2, แพร่พิทยา
- ^ ในเอกสารกองทัพเรือไทย ระบุชื่อเรือดำน้ำว่า "มัจฉานุ" แต่ในพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2480 ลงนามโดยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา, เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) และเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน) ขนานนามเรือดำน้ำว่า "มัจฉาณุ"