เรือดำน้ำในอาเซียน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศที่ บรรดาสมาชิกอาเซียน มี ภูมิศาสตร์ติดกับทะเลและ เป็นหมู่เกาะ อีกทั้งเมื่อนับความยาวของชายฝั่งและทะเลแล้ว ยังมีความยาวมากที่สุดแห่งหนึ่ง อีกทั้งทรัพยากรธรรมทั้งน้ำมัน แหล่งอาหาร รวมถึงมีแหลมสุมาตราและช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของ การขนส่งสินค้า และ การเดินทางโดยเรือ

ประเภทของเครื่องยนต์ที่ใช้ในเรือดำน้ำ[แก้]

การพัฒนาความเงียบของเรือดำน้ำ[แก้]

กล่าวถึงการพัฒนาความเงียบของเรือดำน้ำโซเวียต ซึ่งเริ่มจากการทำงานด้านจารกรรม ที่พยายามหลอกซื้อเครื่องกลึงใบจักรจากประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นเป็นต้นมา เรือดำน้ำของโซเวียตมีความเงียบมากขึ้น การพัฒนาความเงียบของของเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าของโซเวียตทำใหมันมีความเงียบมาก จนได้รับฉายาว่า หลุมดำแห่งห้วงมหาสมุทร

บทบาทเรือดำน้ำในอาเซียน[แก้]

สงครามอินโดจีน[แก้]

หลังจากที่เรือดำน้ำได้แสดงถึงความสามารถในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ไทยก็ได้เห็นถึงความสำคัญของเรือดำน้ำจึงได้สั้งต่อเรือดำน้ำจากญี่ปุ่นจำนวน4ลำ ซึ่งเรือดำน้ำไทยก็ทำให้เรือรบฝรั่งเศสไม่กล้าบุกไทยจนสงครามสิ้นสุดลง

หมู่เกาะสแปรตลีย์[แก้]

ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิ์เหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์และพาราเซล รวมทั้ง แมคเคิลสฟีลด์ แบงค์ และแนวปะการังที่สการ์บอรอฟ ระหว่างจีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย บรูไนและไต้หวัน จึงทำให้หลายประเทศในอาเซียนจำเป็นต้องจัดหาเรือดำน้ำโดยเร็วเพื่อใช้ในการปกป้องเกาะที่ยึดไว้อยู่

หมู่เกาะพาราเซล[แก้]

ชาวเวียดนามได้มีการประท้วงจีนที่ได้ยึดหมู่เกาะพาราเซล (หลังเวียดนามใต้ได้รบแพ้จีนในการรบที่หมู่เกาะพาราเซลในปี พ.ศ. 2517) ซึ่งเวียดนามได้อ้างสิทธิ เวียดนามจึงได้ซื้ออาวุธเป็นจำนวนมาก ทั้งซื้อเรือรบ ซื้อจรวจต่อต้านเรือรบผิวน้ำและใต้น้ำและซื้อเรือดำน้ำจากรัสเซีย เพิ่มปกป้องผลประโยชน์ทางทะเล

หมู่เกาะปะการัง สการ์โบโรห์ โชล[แก้]

ฟิลิปปินส์มีแผนที่จะซื้อเรือดำน้ำ เพื่อปกป้องตนเองจากการถูกคุกคามจากเรือรบจีนที่มาตรงหมู่เกาะปะการัง สการ์โบโรห์ โชล ซึ่งอยู่ไกล้ฟิลิปปินส์มาก โดยหมู่เกาะปะการัง สการ์โบโรห์ โชล ได้ถูกจีนยึดไว้แล้ว จึงทำให้ฟิลิปปินส์ต้องเสริมสร้างแสนยานุภาพกองทัพโดยเร็วเนื่องจากกองทัพฟิลิปปินส์มีแต่อาวุธเก่าๆ

ช่องแคบมะละกา[แก้]

มาเลเซียได้ใช้เรือดำน้ำ เพื่อควบคุมช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญของโลก ซึ่งเรือสินค้าโดยเฉพาะเรือบรรทุกน้ำมันใช้เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งทางทะเลระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย

การพัฒนาหน่วยเรือดำน้ำของประเทศต่างๆ ในตะวันออกเฉียงใต้[แก้]

เรือหลวงมัจฉาณุ เป็นเรือดำน้ำของไทยในอดีต
  •  ไทยเคยมีเรือดำน้ำซึ่งเป็นชาติที่2ในเอเชียแต่เป็นชาติแรกในอาเซียนที่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการได้แก่ ร.ล.มัจฉาณุ, ร.ล.วิรุณ, ร.ล.สินสมุทร และ ร.ล.พลายชุมพล โดยทั้ง 4 ลำได้ปฏิบัติการในอ่าวไทยหลายครั้งตั้งแต่สงครามอินโดจีนทั้งการรับและส่งสายลับพลพรรคขบวนการเสรีไทย และการโจมตีเรือของฝ่ายอักษะด้วยตอร์ปิโดซึ่งได้ปลดประจำการแล้วทุกลำในปี พ.ศ. 2494 เนื่องด้วยอายุการใช้งาน ความปลอดภัยและเทคโนโลยีการดำน้ำ ปัจจุบันแม้จะไม่มีอาณาเขตติดต่อกับช่องแคบมะละกา แต่ช่องแคบนี้ก็มีความสำคัญต่อประเทศไทยมากพอๆ กับ 3 ประเทศที่กล่าวถึง อ่าวไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของการเดินเรือเข้า-ออก เรือดำน้ำจะสามารถปฏิบัติการในอ่าวไทยได้ การค้นหาเรือดำน้ำในเขตน้ำตื้นเป็นสิ่งที่ยากเย็นพอสมควร โดยเฉพาะกับเรือเครื่องยนตร์ดีเซล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจับต่างๆ ทั้งชั้นความเค็มและชั้นความร้อนหรืออุณหภูมิที่มีผลต่อการเดินทางของเสียง ราชนาวีไทยเคยมีโครงการที่จะจัดหาเรือดำน้ำโดยได้รับข้อเสนอที่น่าสนใจจากหลายๆประเทศทั้งเยอรมัน สวีเดน ฝรั่งเศสและรัสเซีย แต่โครงการนี้ไม่เคยประสบความสำเร็จ เนื่องจากติดขัดด้วยปัญหาต่างๆทั้งด้านงบประมาณและปัญหาทางการเมือง แต่ในปี 2013 กองทัพเรือไทยกำลังก่อสร้างอาคารกองเรือดำน้ำและศูนย์ฝึกเรือดำน้ำ ซึ่งจะมีกำหนดแล้วเสร็จประมาณเดือนมีนาคม 2014 ประกอบด้วยศูนย์ฝึกเรือดำน้ำราคา 540 ล้านบาท เครื่องจำลองการฝึกเรือดำน้ำกับค่าการฝึกต่างๆ มูลค่า 200 ล้านบาท สำหรับการเตรียมความรู้ให้กับกำลังพลเพื่อรองรับการมีเรือดำน้ำ และกองทัพเรือมีแผนจะจัดซื้อเรือดำน้ำอย่างน้อย 3 ลำในแผนพัฒนากองทัพ 10 ปี[1] แต่ในปี 2014 กองทัพเรือไทยได้เปิดเผยแผนการใหม่ที่จะจัดซื้อเรือดำน้ำใหม่เอี่ยมใจำนวน 1 ลำ แทนการซื้อเรือลำน้ำที่ใช้แล้วหลายลำตามแผนการก่อนหน้านี้ ซึ่งเปลี่ยนไปจากแผนการเดิมที่เคยพยายามซื้อเรือขนาดเล็กที่ปลดระวางแล้วจากเยอรมนี แต่แผนการถูกล้มเลิกไปในต้นปี 2553 ส่วนลำใหม่จะเป็นเรือที่ต่อในเยอรมนีหรือในเกาหลี ซึ่งแผนการจัดซื้อของราชนาวีอยู่ใน "ชอปปิ้งลิสต์" ประจำปี 2557 ของกองทัพไทย[2]
เรือดำน้ำของสิงคโปร์
  • ธงของประเทศสิงคโปร์ สิงคโปร์เป็นชาติที่สองในอาเซียนที่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการ ซึ่งแม้จะเป็นประเทศเล็กๆแต่สิงคโปร์ก็ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของโลก คือช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นทางผ่านที่สำคัญของการเดินเรือจากมหาสมุทรอินเดีย ไปสู่ มหาสมุทรแปซิฟิก กองทัพเรือสิงคโปร์มีการพัฒนาที่ก้าวหน้า ไกลกว่าชาติอื่นๆในภูมิภาคนี้ กองทัพเรือสิงคโปร์เริ่มโครงการเรือดำน้ำมือสองจากสวีเดน ชั้น ซยอร์แมน จำนวน 4 ลำ เรือทั้ง 4 ลำ เข้ารับการซ่อมใหญ่และปรับปรุงเพื่อให้สามารถปฏิบัติการในเขตร้อนได้ และมีเรือดำน้ำมือสองชั้น อาเชอร์ จากสวีเดน จำนวน 2 ลำ ที่ติดตั้งระบบ AIP ซึ่งล่าสุดก็ได้สั้งซื้อเรือดำน้ำรุ่น Type 218SG จากเยอรมนี จำนวน 2 ลำ โดยจะได้รับมอบในปี 2020[3]
เรือดำน้ำของอินโดนีเซีย
  • ธงของประเทศอินโดนีเซีย อินโดนีเซียเป็นชาติที่สามในอาเซียนที่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการ โดยเป็นประเทศที่ประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่นับพันเกาะ ในทศวรรษที่ 1960 กองทัพมีเรือดำน้ำจากสหภาพโซเวียตหลายประเภททั้งเรือลาดตระเวน เรือพิฆาตรวมทั้งเรือดำน้ำชั้นวิสกี้ ในทศวรรศที่ 1980 กองทัพเรืออินโดนีเซียสั่งต่อเรือดำน้ำชั้น 209 จาก อดีตเยอรมันตะวันตกจำนวน 2 ลำ และได้ลงนามจัดซื้อและต่อเองในประเทศเรือดำน้ำชั้น 209 มือสอง รุ่นปรับปรุง ในชื่อ U-209 1400 mod จากกองทัพเรือเกาหลีใต้ 3 ลำ และได้วางแผนที่จะต่อเรือดำน้ำเองอีก 9 ลำภายใต้ลิขสิทธิ U-209 1400 mod ของเกาหลีใต้[4]
เรือดำน้ำของมาเลเซีย
  • ธงของประเทศมาเลเซีย มาเลเซียเป็นชาติที่สี่ในอาเซียนที่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการ โดยเป็นอีกประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของช่องแคบมะละกาทางชายฝั่งตะวันตก และ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่อ้างการมีผลประโยชน์ในหมู่เกาะ สแปรทลีย์ ซึ่งอยู่ห่างจากรัฐซาบาห์ทางตะวันตกเฉียงเหนือ 300 ไมล์ โดยรวมแล้วเมื่อพิจารณาจากการมีชายฝั่งทะเลยาวเหยียด นับตั้งแต่ชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือติดกับจังหวัดสตูลของไทย เรื่อยมาจนถึงสิงคโปร์ แล้ววกกลับขึ้นไปทางเหนือจนถึงชายแดนส่วนที่ติดกับจังหวัดนราธิวาส รวมทั้งชายฝั่งของรัฐซาราวัค จนถึงหมู่เกาะสแปรทลีย์ สั่งต่อเรือดำน้ำชั้น สคอเปเน่ จำนวน 2 ลำโครงการ ซึ่งลำแรกจะต่อที่อู่ ดีซีเอ็น ในประเทศฝรั่งเศส และลำที่สองจะต่อที่อู่เรือของไอซาร์ในประเทศสเปน
  • ธงของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เวียดนามเป็นชาติที่ห้าในอาเซียนที่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการ เหตุผลที่เวียดนามต้องการเรือดำน้ำเนื่องจากประเทศนี้มีข้อพิพาทกับหลายประเทศทางทะเล เวียดนาม ซึ่งจัดหาเรือดำน้ำมือหนึ่งชี่น กิโล จาก รัสเซีย จำนวน 6 ลำ ซึ่งจะมีกำหนดส่งมอบเรือครบทั้ง 6 ลำ ภายในปี ค.ศ.2016 โดยได้รับเข้าประจำการลำแรกในวันที่ 15 ม.ค. 2014[5] ลำที่2ในวันที่ 4 เม.ย. 2014 ลำที่3ภายในก.ย.2014[6]
  • ธงของประเทศฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์ต้องการจัดหาเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้า เพื่อเข้าประจำการจำนวน 3 ลำ[7]
  • ธงของประเทศพม่า พม่ามีแผนจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศฝรั่งเศส
ประเทศ ประจำการ กำลังก่อสร้าง ปลดประจำการ วางแผน
 ไทย 0 0 4 1[8]
ธงของประเทศสิงคโปร์ สิงคโปร์ 6 0 (+2) 0 0
ธงของประเทศอินโดนีเซีย อินโดนีเซีย 2 0 (+12) 0 0
ธงของประเทศมาเลเซีย มาเลเซีย 2 0 0 6[9]
ธงของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เวียดนาม 2 2 (+2) 0 0
ธงของประเทศฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์ 0 0 0 3[10]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]