วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก เพาะช่าง)
วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

Pohchang Academy Of Arts

Pohchang logo.jpg
คติพจน์ ระเบียบ หน้าที่ ประเพณี สามัคคี อาวุโส จิตใจ
สถาปนา 7 มกราคม พ.ศ. 2456
ประเภท รัฐ
ที่ตั้ง 86 ถนนตรีเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ไทย ประเทศไทย 10200
เว็บไซต์ www.Pohchang.rmutr.ac.th

โรงเรียนเพาะช่าง ตั้งอยู่ถนนตรีเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีสี แดง-ดำ เป็นสัญลักษณ์ของสถาบัน เพาะช่างเป็นโรงเรียนศิลปะการช่าง ก่อตั้งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยถือเอาวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2456 เป็นวันกำเนิดโรงเรียนเพาะช่าง ซึ่งเป็นวันชุมนุมศิษย์เก่าของทุกปี ปัจจุบันเพาะช่างมีชื่อเต็มคือ วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์[1]

คำว่า "เพาะช่าง" ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว [2]ในวาระที่ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงเรียนเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2456 สืบเนื่องมาจากงานเฉลิมพระชนมพรรษา ในการที่โรงเรียนเพาะช่างได้รับพระราชทานกำเนิดจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นก็เพราะพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว [3] ซึ่งทรงห่วงใย ในศิลปะการช่างของไทยจะถูกอิทธิพลของศิลปวัฒนธรรมต่างชาติ โดยเฉพาะศิลปวัฒนธรรมตะวันตกที่แพร่หลายเข้าครอบงำ อาจถึงคราวเสื่อมสูญได้ จึงมีพระราชประสงค์จะทำนุบำรุงศิลปะการช่างของไทย ให้พัฒนาถาวรสืบไปปัจจุบันเพาะช่างได้เปิดหลักสูตรการสอนในระดับปริญญาตรี 4 ปี ทั้งภาคปกติและภาคสบทบ มีทั้งหมด 4 กลุ่มวิชา คือ ศิลปประจำชาติ ศิลปหัตถกรรม วิจิตรศิลป์ และ ออกแบบ โดยสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ผู้อำนวยการสถาบัน ปัจจุบันคือ นายโสภณ จงสมจิต

หลักสูตรและภาควิชา[แก้]

เปิดการสอนในระดับปริญญาตรี 4 ปี ทั้งภาคปกติ และภาคสบทบ (ในบางสาขาวิชา) โดยผู้ที่ประสงค์จะเข้าศึกษาจะต้องผ่านการสอบเข้าสถาบัน (สอบตรง) โดยผู้มีสิทธิ์สมัครสอบจะต้องจบหลักสูตรขั้นต่ำคือ มัธยมการศึกษาตอนปลาย หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นต้น (ปวช.) หรือวุฒิการศึกษาใกล้เคียง โดยการสอบจะเป็นข้อสอบวิชาสามัญและวิชาปฏิบัติ เช่น วิชาวาดเส้น, ความถนัดในสาขาวิชาที่จะสอบ และการสอบสัมภาษณ์

สาขาวิชาที่เปิดสอน (Undergraduate Curriculums)

  • สาขาจิตรกรรมไทย (Thai Painting)[4]
  • สาขาประติมากรรมไทย (Thai Sculpture)[5]
  • สาขาหัตถศิลป์ (Thai Crafts)[6]
  • สาขาหัตถกรรม (Crafts)[7]
  • สาขาเครื่องปั้นดินเผา (Ceramics)[8]
  • สาขาเครื่องโลหะและรูปพรรณอัญมณี (Metal work and Jewelry)[9]
  • สาขาจิตรกรรม (Painting)[10]
  • สาขาประติมากรรม (Sculpture)[11]
  • สาขาศิลปะภาพพิมพ์ (Graphic Arts)[12]
  • สาขาศิลปะการถ่ายภาพ (ภาคปกติ และภาคสบทบ) (Art of Photography)[13]
  • สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ (ภาคปกติ และภาคสบทบ) (Visual communication Design)[14]
  • สาขาออกแบบภายใน (ภาคปกติ และภาคสบทบ) (Interior Design)[15]
  • สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ (ภาคปกติ และภาคสบทบ) (Product Design)[16]

สัญลักษณ์ประจำสถาบัน[แก้]

ตราโรงเรียนเพาะช่าง[แก้]

  • ใช้วงกลมเป็นสัญลักษณ์ และองค์พระวิณุกรรมแสดงรัศมีสื่อถึงความรอบรู้และปัญญาของช่างศิลปะ
  • คำว่า โรงเรียนเพาะช่าง และ กำเนิด ๒๔๕๖

สีประจำสถาบัน[แก้]

  • สีแดง-ดำ

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนเพาะช่างคนแรก ทรงกำหนดสีประจำโรงเรียนเพาะช่าง คือ "สีแดง-สีดำ" โดยทรงให้เหตุผลว่า สีแดงหมายถึงเลือดของช่างที่สดใสอยู่เสมอ สีดำ หมายถึง สิ่งที่ตรงกันข้ามกับช่าง ฉะนั้นอย่าให้สีแดงเจือจางหรือหมองคล้ำจนกลายเป็นสีดำ

คำขวัญประจำสถาบัน[แก้]

เพาะช่างได้นำสัญลักษณ์คำขวัญมาจากเสาทั้ง 6 ต้นของตึกอำนวยการ (ตึกกลาง) คือ ระเบียบ หน้าที่ ประเพณี สามัคคี อาวุโส จิตใจ

อาคารเรียนและสถาปัตถยกรรมอันเป็นสัญลักษณ์[แก้]

อาคารเรียนของเพาะช่าง โดยเฉพาะตึกอำนวยการ (ตึกกลาง) และเสา 6 ต้น (ออกแบบโดย ศ.ประกิต บัวบุศย์) เป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแห่งนึงในสมัยรัตนโกสินทร์ยุคหลังที่สร้างภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสามารถมองเห็นตึกกลางสีเขียวได้เด่นชัดจากภายนอกโรงเรียน สัญลักษณ์อีกอย่างของเพาะช่างคือองค์พระวิษณุกรรมสีทอง 2 องค์ที่ตั้งอยู่ภายในโรงเรียน ถือเป็นสิ่งที่ศิษย์เพาะช่างทุกคนเคารพและสักการะ

ประวัติ[แก้]

อาคารอำนวยการ (ตึกกลาง) ที่เป็นสัญลักษณ์อย่างนึงของวิทยาลัยเพาะช่าง
อาคารเก่าโรงเรียนเพาะช่าง (ปัจจุบันถูกระเบิดทำลายไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง)
อาคารเรียนและตึกกลางเพาะช่าง ในปี พ.ศ. 2509

เมื่อปี พ.ศ. 2448 ในสมัยรัชกาลที่ 5 กระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงธรรมการ ในสมัยนั้น ได้ก่อตั้งกองช่างแกะไม้ขึ้น เพื่อทำแม่พิมพ์ เป็นภาพประกอบแบบเรียนของกองแบบเรียน กระทรวงธรรมการ ประกอบด้วย ช่างเขียนและช่างแกะไม้

พ.ศ. 2450 ยกฐานะกองช่างแกะไม้เป็นสโมสรช่าง สโมสรสาขาหนึ่งในสามัคยาจารย์สมาคม ในกระทรวงธรรมการ เริ่มรับนักเรียนฝึกหัดเป็นช่าง ทั้งสองประเภท นับเป็นการเริ่มต้นในการจัดการศึกษาทางด้านช่างศิลปหัตถกรรม

พ.ศ. 2452 ขยายกิจการของสโมสรช่าง โดยเพิ่มช่างปั้น ช่างกลึง และช่างประดับมุก

พ.ศ. 2453 เพิ่มแผนกวิชา ช่างถม ประกอบด้วยฝ่ายขึ้นรูป การสลักลายและการลงน้ำยา ต่อมากระทรวงธรรมการ ต้องการฝึกหัดครูไปสอนในโรงเรียนต่าง ๆ ตามหลักสูตรใหม่สามัคยาจารย์สมาคม จึงโอนโรงเรียนเพาะช่าง พร้อมทั้งโรงงานช่าง ให้แก่กระทรวงธรรมการ เมื่อวันที่ 1 มกราคม

พ.ศ. 2454 เปลี่ยนชื่อว่า “ โรงเรียนหัตถกรรมราชบูรณะ “ จัดเป็นโรงเรียนสอนวิชาพณิชยกรรมเกษตรกรรม และศิลปกรรมขึ้นเป็นครั้งแรก พระราชดำริในอันที่จะทรงทำนุบำรุงศิลปะการช่าง และหัตถกรรมไทยให้เจริญพัฒนาถาวรของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ยังหาได้สำเร็จสมดังพระราชหฤทัยไม่ ด้วยเสด็จสวรรคตเสียก่อน

ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงสืบทอดพระราชดำริของ สมเด็จพระบรมชนกนาถต่อมา ประจวบกับบรรดาข้าราชการในกระทรวงธรรมการ ได้เรี่ยไรกันสร้างอาคารเรียน 2 ชั้นขึ้น ในโรงเรียนหัตถกรรมราชบูรณะเป็นถาวรวัตถุ อุทิศเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอาคารเรียน และพระราชทานว่า “โรงเรียนเพาะช่าง”

พ.ศ. 2456 เปลี่ยนแผนกวิชาช่างออกแบบอย่างก่อสร้าง ที่เปิดสอนมาแต่ พ.ศ. 2455 เป็นแผนกสถาปัตยกรรม โรงเรียนเพาะช่างในสมัยแรก มีแผนกพิมพ์รูป แผนกช่างเขียน แผนกช่างปั้น แผนกช่างแกะ แผนกช่างถม แผนกช่างกลึง แผนกช่างไม้ และแผนกสถาปัตยกรรม นอกจากนี้ยังมีวิชาที่เรียน คือ วิชาภาพร่าง วิชาลายไทย วิชาลายฝรั่ง วิชาวาดเส้น วิชาเขียนพู่กัน วิชาช่างแบบอย่าง และวิชาเรขาคณิต

พ.ศ. 2460 ความต้องการครูสอนวาดเขียนในโรงเรียนต่าง ๆ มีมากขึ้น โดยที่ยังไม่มีสถาบันใด ผลิตครูสอนสาขาวิชานี้ กระทรวงธรรมการจึงอนุมัติให้โรงเรียนเพาะช่างเปิดแผนกฝึกหัดครูขึ้นอีกแผนกหนึ่งคือ ประกาศนียบัตรครูวาดเขียนตรีและครูวาดเขียนโท มีหลักสูตรการเรียน 4 ปี

พ.ศ. 2461 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย มาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนเพาะช่าง จนกระทั่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2465 ตลอดระยะเวลาที่ทรงรับราชการ ได้บริหารการศึกษาศิลปหัตถกรรม ของโรงเรียนเพาะช่างให้เจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก ได้รับความนิยมตั้งแต่พระมหากษัตริย์ จนถึงเจ้านาย ข้าราชการ และบุคคลทั่วไป ตลอดชาวต่างประเทศ ทรงจัดตั้งแผนกช่างทอง แผนกเจียระไนเพชร พลอย แผนกทำบล็อกสกรีน โดยเฉพาะเครื่องถม ได้ขยายวิธีการไปอย่างกว้างขวางจนเป็นที่แพร่หลาย เป็นที่รู้จักมาจนถึงปัจจุบันคือ “ ถมจุฑาธุช “ ทรงจัดให้มีพิธีไหว้ครูช่างแบบอย่างโบราณขึ้นในโรงเรียนเพาะช่างเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2463 และทรงคิดสีประจำโรงเรียนคือ สีแดง-ดำ สีแดงหมายถึงเลือดของช่าง สีดำหมายถึงไม่ใช่ช่าง เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติให้ช่างทั้งหลายได้มีเลือดเป็นสีแดงอยู่เสมอ อย่าให้สีแดงของช่างจางไปหรือกลายเป็นสีดำ

ทรงขยายแผนกการค้า ทรงสร้างห้องแสดงสินค้าห้องประชุมโรงเรียน จนกระทั่งนำผลกำไรจากการค้าของโรงเรียนไปสร้างโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายขึ้นอีกโรงเรียนหนึ่ง คือ วิทยาเขตอุเทนถวาย ปัจจุบัน นั่นเอง

พ.ศ. 2466-2472 เปิดแผนกช่างถ่ายรูป ซึ่งในช่วงนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระทัย เสด็จทอดพระเนตรกิจการของโรงเรียนเพาะช่าง

พ.ศ. 2473 แผนกสถาปัตยกรรมได้แยกไปตั้งเป็น คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย งานช่างศิลปะในโรงเรียนเพาะช่าง ยังคงเหลืออยู่ 15 แขนง ในขณะนั้นได้แก่ ช่างวาดเขียน ช่างปั้น ช่างพิมพ์บล็อกสกรีน ช่างโลหะรูปพรรณ ( ช่างทอง ) ช่างเพชรพลอย ( เจียระไนและฝัง ) ช่างเงิน ( ขึ้นรูป-สลักดุน ) ช่างถม ช่างลงยา ช่างรัก ( ฝังมุกและลายรดน้ำ ) ช่างไม้ช่างแกะสลัก ช่างจักสาน ช่างกลึงร่างออกแบบและช่างถ่ายรูป

พ.ศ. 2477 ได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยเลิกล้มแผนกฝึกหัดครู ( ครูสอนวาดเขียนตรี-โท ) เปิด เป็นแผนกมัธยมการช่าง หลักสูตร 4 ปี รับผู้สำเร็จมัธยมปีที่ 4 เข้าเรียน จบแล้วไปประกอบอาชีพช่างเขียน ถ้าจะเป็นครูก็ต้องเรียนวิชาครู ที่โรงเรียนฝึกหัดครูประถมอีก 1 ปี จะได้ประกาศนียบัตรประโยคครูประถมการช่าง และได้เปิดแผนกฝึกหัดครูสตรีขึ้นอีกแผนกหนึ่ง รับนักเรียนสตรีที่สำเร็จมัธยมปีที่ 6 เข้าเรียน มีหลักสูตร 2 ปี สำเร็จแล้วจะได้รับประกาศนียบัตรผู้สอนวาดเขียนตรี

พ.ศ. 2482 เลิกล้มแผนฝึกหัดครูทั้งชาย-และหญิง จัดตั้งเป็นแผนกฝึกหัดครูประถมการช่าง หลักสูตร 3 ปี รับผู้สำเร็จชั้นมัธยมปีที่ 6 ทั้งชายและหญิงเข้าเรียน ผู้สำเร็จจะได้รับประกาศนียบัตรประโยคครู ประถมการช่าง และเปิดแผนกไม้ไผ่ขึ้นอีกแผนกหนึ่ง

อนุเสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย ภายในโรงเรียนเพาะช่าง
อาคารคณะออกแบบ วิทยาลัยเพาะช่าง ในปัจจุบัน

พ.ศ. 2486 วันที่ 5 มิถุนายน 2486 อาคารหลังกลาง คือ อาคารที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาเปิด ถูกระเบิดทำลายเสียหายหมดสิ้น ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงเรียนเพาะช่างต้องย้ายที่ทำการไปเปิดการสอนชั่วคราวอยู่ที่วัดนางนอง ตำบลบางค้อ เขตบางขุนเทียน ธนบุรี และต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2487 อาคารริมถนนตรีเพชร ก็ถูกระเบิดทำลายลงอีก เมื่อสงครามสงบใน พ.ศ. 2488 โรงเรียนก็ได้ย้ายมาเปิดทำการใหม่ในที่เดิม โดยปลูกเพิงหลังคามุงจากใช้เรียนชั่วคราว

พ.ศ. 2489 นายจิตร บัวบุศย์ ( ศาสตราจารย์ราชบัณฑิตประกิต บัวบุศย์ ) อาจารย์โรงเรียนเพาะช่าง ซึ่งได้รับทุนไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ พ.ศ. 2484 เดินทางกลับมาถึงได้รับมอบหมายจาก กรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นผู้ออกแบบโครงการก่อสร้างอาคารโรงเรียนเพาะช่าง และได้ปรับปรุงหลักสูตรใหม่ โดยนำวิธีการและหลักสูตรแผนใหม่ เข้ามาใช้ในการศึกษาศิลปหัตถกรรมตามหลักอะคาเคมี ของอารยประเทศ นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่ได้เปลี่ยนแปลงการศึกษาทางศิลปกรรมสากล

พ.ศ. 2500 โครงการก่อสร้างโรงเรียนเพาะช่างแล้วเสร็จ ได้อาคารทรงไทยประยุกต์เป็นศรีสง่า 3 หลัง เพิ่มวิชาภาพแกะไม้ขึ้นมาสอนกันใหม่ในวิชาศิลปกรรม นำวิชาเครื่องเคลือบโลหะสอนเพิ่มในแผนกเครื่องโลหะ วิชาการสานหวายเพิ่มในแผนกเครื่องไม้ไผ่ และ วิชาการย้อมสีลวดลายด้วยวิธีบาติกสอนเพิ่มในแผนกเครื่องทอ-ย้อม โรงเรียนเพาะช่างได้รับความนิยมอย่างสูง มีผู้สนใจเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก กระทรวงศึกษาธิการได้อนุมัติให้เปิดสอนทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย การศึกษาโรงเรียนได้แบ่งเป็น 3 แผนก คือ แผนกฝึกหัดครู แผนกวิจิตรศิลป และแผนกหัตถกรรม มีหลักสูตร 3 ปี และ 5 ปี

พ.ศ. 2500 ได้เปิดแผนกศิลปะประยุกต์ หลักสูตร 3 ปี รับผู้สำเร็จมัธยม ปีที่ 6 ทั้งชายและ หญิงเรียนวิชาการดิน การรัก การสาน การโลหะ การทำพิมพ์ หล่อพิมพ์ และการทอพรม เพิ่มวิชาการออกแบบในแผนกหัตถกรรม และวิชาการทำลวดลายนูนในวิชาเครื่องรัก

พ.ศ. 2502 กระทรวงศึกษาธิการอนุมัติให้สร้างอาคารศิลปประยุกต์ (อาคารหัตถกรรม)

พ.ศ. 2505 เปิดแผนกช่างบล็อกแม่พิมพ์ ขึ้นอีกเป็นวิชาเสริมหลักสูตร

พ.ศ. 2506 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดการแสดงภาพเขียน ของ เหม เวชกร และเพื่อนพร้อมครู อาจารย์ โรงเรียนเพาะช่าง โดยจัดร่วมกับสโมสรโรตารี่แห่งประเทศไทย


พ.ศ. 2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดงานแสดงภาพถ่าย ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ร่วมกับโรงเรียนเพาะช่างและทอดพระเนตรกิจการของโรงเรียนเพาะช่างด้วย

พ.ศ. 2509 เปิดแผนกพาณิชย์ศิลป์ หลักสูตร ปวส. 2 ปี โดยยุบเลิกแผนกศิลปะประยุกต์ไปรวมกับแผนกหัตถกรรม

พ.ศ. 2510 สร้างอาคารเรียนทฤษฎีหลังใหม่ 4 ชั้น (อาคาร 5)

พ.ศ. 2510 กระทรวงศึกษาธิการยกฐานะโรงเรียนเพาะช่างให้เป็นวิทยาลัย พร้อมกับอนุมัติให้เปิดรับนักศึกษาภาคบ่ายขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

พ.ศ. 2513 สร้างอาคารเรียน 4 (อาคาร 6)

พ.ศ. 2515 ปรับปรุงหลักสูตรใหม่ 3 ปี แรกจากหลักสูตร ปป.ช. และ มศ.6 เป็นหลักสูตรระดับ ปวช. แทนส่วนระดับ ปม.ช. ให้ยุบเลิกไปด้วย คงเหลือระดับ ปวส. ซึ่งยกฐานะแผนกเป็นคณะวิชาคือ คณะศิลปประจำชาติ คณะวิจิตรศิลปกรรม คณะออกแบบ และคณะหัตถกรรม มีแผนกต่าง ๆ สังกัดอย่างเช่นปัจจุบัน เพื่อขยายความต้องการครูศิลปะที่กว้างขึ้น จึงให้ผู้เรียนสำเร็จ ปวส. เข้าศึกษาต่ออีก 1 ปี ในหลักสูตรประกาศนียบัตรครูมัธยมศิลปหัตถกรรม ( ปม.ศ. )

พ.ศ. 2517 กระทรวงศึกษาธิการอนุมัติให้เปิดสอนหลักสูตรเทียบเท่าปริญญาตรี โดยขยาย หลักสูตร ปม.ศ. ต่ออีก 1 ปี เป็นหลักสูตรประกาศนียบัตรครูเทคนิคชั้นสูง ( ปทส. ) สาขาศิลปกรรม หลักสูตร 2 ปี

พ.ศ. 2518 จัดตั้ง วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา เพื่อยกฐานะทางการศึกษาด้านวิชาชีพ ให้สูงถึงระดับปริญญา เปิดการศึกษา 6 สาขา รวมทั้งโรงเรียนเพาะช่างให้เปิดสายศิลปกรรมในนามคณะศิลปกรรม

พ.ศ. 2519 ยกเลิกหลักสูตร ปวช. และได้งบประมาณก่อสร้างอาคาร 7 ชั้น ( อาคาร 3 )

พ.ศ. 2520 กระทรวงศึกษาธิการได้โอนกิจการของโรงเรียนเพาะช่าง จากกรมอาชีวศึกษาไป สังกัดวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีพศึกษา โดยมีสถานภาพเป็น “ วิทยาเขตเพาะช่าง “[17]

พ.ศ. 2523 ปรับปรุงหลักสูตรใหม่ เพื่อให้สอดคล้องตลาดวิชาชีพ และโครงสร้างหลักสูตรรวมของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ยกฐานะแผนกวิชาสามัญ เป็นคณะวิชาสามัญวิชาชีพร่วม เป็นคณะวิชาสัมพันธ์วิชาชีพ และระดับ ปม.ศ. เป็นคณะวิชาศิลปกรรมศึกษา

พ.ศ. 2527 ได้งบประมาณสร้างอาคารเรียน 7 ชั้น ( อาคาร 2 ) ปรับปรุงหลักสูตรระดับ ปวส.ที่ใช้มาแต่ปี 2523

พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนาม วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาใหม่เป็น “สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2531

พ.ศ. 2533 ได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคาร 7 ชั้น ( อาคารจุฑาธุช ) งบประมาณพิเศษจากการสนับสนุนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตพระนคร สุเทพ วงศ์กำแหง แล้วขอประทานนามอาคารจาก พระวรวงศ์พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา ว่าอาคาร "จุฑาธุช" ตามพระนามของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย

พ.ศ. 2535 แผนกศิลปะการถ่ายภาพได้ย้ายจากคณะวิชาวิจิตรศิลป์มาสังกัดคณะวิชาออกแบบ และคณะศิลปกรรมก็ได้ขยายที่ทำการจากวิทยาเขตเพาะช่าง เปิดทำการสอนหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี ณ ศูนย์กลางสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ตำบลคลองหก อ.ธัญบุรี จ. ปทุมธานี

องค์พระวิษณุกรรม ภายในโรงเรียนเพาะช่าง

พ.ศ. 2537 เปิดหลักสูตรปริญญาตรีต่อเนื่อง 2 ปีหลัง (ศบ.ศิลปบัณฑิต) ในสาขาวิชาออกแบบพาณิชยศิลป์ และออกแบบพาณิชยศิลป์-ภาพถ่าย คณะออกแบบ

ได้มีการรื้อฟื้นสร้าง "หอศิลป์ เพาะช่าง" ขึ้นมาอีกครั้ง โดยใช้บริเวณชั้นล่างของตึกคณะออกแบบ ซึ่งประตูทางเข้าอยู่ติดกับฝั่งถนนตรีเพชร เพื่อเป็นสถานที่แสดงผลงานนักศึกษาและศิษย์เก่า แก่ประชาชนและผู้ประกอบการทั่วไป รวมไปถึงการสร้างรูปหล่อของ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลกกรม ขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย ขึ้นมาตรงบริเวณเสาธงหน้าบ่อเต่า โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดนิทรรศการภาพถ่าย ของสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ณ วิทยาเขตเพาะช่าง พร้อมทั้งทรงเปิดพระอนุสาวรีย์สมเด็จเจ้าฟ้า จุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย และในปีการศึกษา 2537 นี้ได้เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี ศิลปกรรมบัณฑิต สาขาออกแบบพาณิชยศิลป์-ศิลปการถ่ายภาพ หลักสูตรต่อเนื่อง 2 ปีหลัง

พ.ศ. 2540 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จพระดำเนินเปิดนิทรรศการศิลปกรรมและวิชาการ ของอาจารย์เพาะช่าง ณ หอศิลป์เพาะช่าง ในปี พ.ศ. 2542 เสด็จฯ เปิดนิทรรศการศิลปะเด็กและเยาวชน เรื่อง “ในหลวงกับการพัฒนาสังคมไทย” วิทยาเขตเพาะช่างจัดร่วมกับมูลนิธิเพื่อสังคมไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบรอบ 72 พรรษา พ.ศ. 2542 สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ได้อนุมัติโครงการเปิดสอนระดับปริญญาตรี หลักสูตร ศิลปบัณฑิต (ต่อเนื่อง 2 ปี) ภาคปกติ เพิ่มขึ้นในวิทยาเขตเพาะช่าง อีก 3 สาขา คือ สาขาวิชาหัตถกรรม สาขาวิชาศิลปะไทย และสาขาวิชาจิตรกรรม

พ.ศ. 2543 เปิดสอนหลักสูตรศิลปบัณฑิต (ต่อเนื่อง 2 ปี) สาขาวิชาเครื่องโลหะและรูปพรรณ อัญมณี เพิ่มขึ้นอีก 1 สาขาวิชา การจัดการศึกษาในระดับปริญญาตรีในปีนี้จึงมี 5 สาขา คือ ศิลปบัณฑิต สาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์-ศิลปการถ่ายภาพ, สาขาวิชาหัตถกรรม, สาขาวิชาศิลปะไทย,สาขาวิชาจิตรกรรม และสาขาวิชาเครื่องโลหะและรูปพรรณอัญมณี

พ.ศ. 2546 ปรับปรุงและซ่อมแซมองค์ พระวิษณุกรรม ทั้ง 2 องค์ใหม่ วิทยาเขตได้อนุมัติให้เปิดสอน หลักสูตรศิลปบัณฑิต เพิ่มอีก 3 สาขาวิชา ในหลักสูตรสายตรง 4 ปี คือ สาขา วิชาหัตถกรรม สาขาวิชออกแบบนิเทศศิลป์ สาขาวิชาเครื่องปั้นดินเผา ส่วนหลักสูตรศิลปบัณฑิต ต่อเนื่อง 2 ปี ที่เปิดสอนในปีนี้คือ สาขาศิลปะไทย สาขาจิตรกรรม สาขาโลหะรูปพรรณและอัญมณี สาขาหัตถกรรม

พ.ศ. 2547 ได้มีการปรับปรุงตึกคณะออกแบบครั้งใหญ่ โดยปรับปรุงตกแต่งสถานที่รวมไปถึงอุปกรณ์การเรียนให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และวิทยาเขตได้อนุมัติให้เปิดหลักสูตรศิลปบัณฑิต 4 ปี ปกติ เพิ่มอีก 3 สาขา ได้แก่ สาขาวิชาจิตรกรรม สาขาประติมากรรม สาขาออกแบบภายใน ภาคสมทบ 2 สาขาวิชา คือ วิชาออกแบบนิเทศศิลป์ และสาขาวิชาออกแบบภายใน

พ.ศ. 2549 สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ได้เปลี่ยนฐานะเป็นมหาวิทยาลัย ทำให้เพาะช่างต้องเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น "คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์" โดยลบคำว่าเพาะช่างออกไป ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ในปีนี้ได้มีโครงการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรในหลายๆแขนงวิชาให้เป็นหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี และบางสาขาวิชาให้มีหลักสูตร 2 ปีหลังต่อเนื่อง

พ.ศ. 2550 หลังจากได้เปลี่ยนชื่อและโครงสร้างของสถาบันเป็น "คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์" ทำให้กลุ่มศิษย์ปัจจุบัน, ศิษย์เก่า คณาจารย์, ซึ่งนำโดยศิษย์เก่าซึ่งเป็นนักวิชาการด้านศิลปะ, ศิลปินแห่งชาติ แสดงความเห็นคัดค้านกับการลบชื่อ "เพาะช่าง" ออกไป เนื่องจากคำว่า เพาะช่าง เป็นคำพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมไปถึงเป็นตักศิลาเก่าแก่ด้านศิลปะของชาติ ได้มีการชุมนุมใหญ่ของศิษย์เก่าในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2550 โดยศิษย์เก่าจำนวนมากได้ใส่เสื้อดำแสดงความไม่เห็นด้วยกับการลบชื่อเพาะช่าง รวมไปถึงมีการยื่นเรื่องสอบถามร้องเรียนกับทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รวมไปถึงสือมวลชน จนท้ายสุดทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล จึงเปลี่ยนแปลงชื่อของสถาบันให้อีกครั้งเป็นกรณีพิเศษโดยใช้ชื่อเพาะช่างนำหน้าเป็น วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์[18]

พ.ศ. 2557 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานศิลปะปูนปั้นแห่งประเทศไทย เจ้าภาพ วิทยาลัยเพาะช่าง ณ หอศิลป์เจ้าฟ้า พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ครั้งที่ ๒๘ วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ทูลเกล้าถวายปริญญาศิลปดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการถ่ายภาพ แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง[19][แก้]

เพาะช่างได้ผลิตศิลปินและบุคลากรด้านศิลปะ-วรรณกรรม-บันเทิง ให้กับประเทศมากมาย ด้านศิลปะเช่น เฟื้อ หริพิทักษ์, ประกิต บัวบุศย์, เฉลิม นาคีรักษ์, ถวัลย์ ดัชนี, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ด้านวรรณกรรม เช่น อังคาร กัลยาณพงศ์, ชาติ กอบจิตติ, ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ, จุก เบี้ยวสกุล (จุลศักดิ์ อมรเวช), ราช เลอสรวง, โอม รัชเวทย์ ด้านทัศนศิลป์ ศาสตราจารย์พูน เกษจำรัส, กมล ทัศนาญชลี ด้านบันเทิง-ดนตรี-ภาพยนตร์ เช่น สุเทพ วงศ์กำแหง, ชาย เมืองสิงห์, เปี๊ยก โปสเตอร์, ปยุต เงากระจ่าง, วสันต์ โชติกุล, พิง ลำพระเพลิง, อุดม แต้พานิช ด้านการถ่ายภาพ อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง ด้านอื่นๆ เช่น ปราจิน เอี่ยมลำเนา ทั้งนี้มีศิษย์เก่าที่ได้รับเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินแห่งชาติ จำนวน 30 คน และกวี รางวัลซีไรต์ จำนวน 3 คน

ศิษย์เก่าที่ได้รับเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ[20][แก้]

สมาคมศิษย์เก่าเพาะช่าง[แก้]

ที่ทำการอยู่ภายใน วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ติดกับหอศิลป์เพาะช่าง และตึกคณะออกแบบ ปัจจุบันประธานสมาคมคือ ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา

หอศิลป์เพาะช่าง[แก้]

มีการสร้างและปรับปรุงหอศิลป์ครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2537 ปัจจุบันตั้งอยู่ที่บริเวณด้านล่างตึกคณะออกแบบ ติดกับประตูฝั่งถนนบ้านหม้อ มีการจัดแสดงงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง มีทั้งผลงานของศิษย์ปัจจุบัน, คณะครู-อาจารย์, ศิษย์เก่า และผลงานของบุคคลภายนอกในบางครั้ง

รายการอ้างอิง[แก้]

  1. กฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๕๖
  2. http://www.pohchang.rmutr.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=46&Itemid=53
  3. ข้อมูลอ้างอิงบางส่วนจาก วารสาร 84 ปี ราตรีเพาะช่าง ปี 2547 ปี 2540
  4. http://www.pohchang.rmutr.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=47&Itemid=47
  5. http://www.pohchang.rmutr.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=53&Itemid=53
  6. http://www.pohchang.rmutr.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=61&Itemid=61
  7. http://www.pohchang.rmutr.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=128&Itemid=128
  8. http://www.pohchang.rmutr.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=63&Itemid=63
  9. http://www.pohchang.rmutr.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=55&Itemid=55
  10. http://www.pohchang.rmutr.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=83&Itemid=83
  11. http://www.pohchang.rmutr.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=62&Itemid=62
  12. http://www.pohchang.rmutr.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=131&Itemid=131
  13. http://www.pohchang.rmutr.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=58&Itemid=58
  14. http://www.pohchang.rmutr.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=56&Itemid=56
  15. http://www.pohchang.rmutr.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=84&Itemid=84
  16. http://www.pohchang.rmutr.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=57&Itemid=57
  17. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเปลี่ยนชื่อสถานศึกษาและจัดตั้งเป็นวิทยาเขต (จำนวน 28 แห่ง)
  18. กฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๕๐
  19. http://www.pohchang.rmutr.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=161&Itemid=75
  20. http://www.pohchang.rmutr.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=161&Itemid=75

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 13°44′39″N 100°29′58″E / 13.744268°N 100.499309°E / 13.744268; 100.499309