เทศนาบนภูเขา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เทศนาบนภูเขา ภาพวาดของ Carl Heinrich Bloch

คำเทศนาบนภูเขา (The Sermon On The Mount) ในพระวรสารนักบุญมัททิว (Gospel of Matthew) คือบันทึกการเทศนาของพระเยซูคริสต์ เมื่อประมาณปี ค.ศ. 30 บนภูเขาต่อหน้าสาวก 12 คนและผู้มาเฝ้าชุมนุมจำนวนมาก (Matt 5:1; 7:28) เป็นการเทศนาที่ประมวลคำสอนของพระเยซูที่เคยสั่งสอนตลอดช่วงเวลาสามปีในปาเลสไตน์ไว้อย่างเป็นระบบที่สุด นับเป็นบทเทศนาที่ท้าทายสภาพสังคมในยุคสมัยนั้น และแสดงถึงความแตกต่างในแนวทางคำสอนของพระเยซูกับแนวทางของศาสนายิวดั้งเดิมอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงจุดประสงค์ของพระเยซูที่ต้องการปฏิรูปชีวิตมนุษย์ไปสู่หนทางที่ถูกต้องอีกระดับหนึ่งตามแนวทางของพระองค์ อีกทั้งยังเป็นหลักจริยธรรมที่ทรงมอบให้แก่มนุษย์ทุกคนได้ถือปฏิบัติเพื่อความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ส่วนหนึ่งของ คำเทศนาบนภูเขา ที่ถูกอ้างอิงอยู่เสมอๆ รู้จักกันในชื่อหนึ่งว่า "มหาบุญลาภ 8 ประการ" (The Eight Beatitudes Of Jesus)

คำเทศนาบนภูเขา ที่ปรากฏในพระกิตติคุณทั้ง 4 เล่มในหนังสือพระคริสตธรรมคัมภีร์ เริ่มต้นด้วยคำสอนเกี่ยวกับผู้เหมาะสมกับแผ่นดินสวรรค์คือ

  1. คนที่ยอมรับว่าตนเองมีความบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณ คือมีขีดจำกัดในการควบคุมความคิด อารมณ์ ที่มีอิทธิพลต่อการกระทำของตนให้อยู่ในแนวทางที่ชอบธรรมและบริสุทธิ์ได้ตลอดเวลา
  2. คนที่เสียใจอย่างสุดซึ้งกับความบกพร่องในข้อแรก เป็นความเสียใจที่นำไปสู่ความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะแก้ไข
  3. คนที่ยอมรับคำสอนและการฝึกฝนอย่างหนัก ภาพที่มองเห็นได้ชัดเกี่ยวกับการฝึกฝนนี้คือ เช่น ฝึกสัตว์บางชนิดจนใช้งานได้แม้แต่เดิมสัตว์นี้จะไม่รู้ภาษามนุษย์เลย
  4. คนที่ปรารถนาจะมีชีวิตอย่างถูกต้อง ความปรารถนานี้เหมือนกับคนที่หิวกระหายน้ำในทะเลทรายและเห็นแหล่งน้ำอยู่เบื้องหน้าจึงจับจ้องและดินรนกระเสือกกระสนไปให้ถึงเพราะเขารู้ว่าถ้าเขาไม่ได้สิ่งที่เขาต้องการเขาจะต้องตาย
  5. คนที่รักและปรารถนาดีต่อผู้อื่นอยู่เสมอ ความรักนี้มีกำลังแสดงออกมาเป็นการกระทำที่ไม่มีเงื่อนไขของการตอบแทน
  6. คนที่มีท่าทีส่วนลึกในจิตใจบริสุทธิ์ หาข้อตำหนิไม่ได้
  7. คนที่สร้างสันดิ
  8. คนที่ถูกข่มเหงเพราะการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง หรือมีชีวิตอย่างลำบากเพื่อรักษาความถูกด้อง
  9. คนที่ถูกข่มเหงเพราะเป็นคริสตชน

ซึ่งคำสอนทั้ง 9 ข้อนี้เกี่ยวข้องกัน และจะมีพื้นฐานมาจากข้อแรกเสมอเหมือนการก่อสร้างปิรามิด พระเยซูสอนคำสอนนี้แก่สาวกของพระองค์โดยตรงแต่มีประชาชนจำนวนมากได้รับฟังด้วย ในไบเบิลเรียกหัวข้อคำสอนนี้ว่า "ผู้เป็นสุข" ความยากของการกระทำและความคิดทั้ง 9 อย่างเกี่ยวข้องกับคำตรัสของพระองค์ที่ว่า "เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย" การทำดีของคริสตชนจึงเกี่ยวข้องกับการพึ่งพาฤทธิ์อำนาจของพระเยซูมากกว่าการขวนขวายพยายามส่วนตัว ซึ่งมีคำสอนอีกมากในชุดคำเทศนาบนภูเขา เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตส่วนตัว และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

[แก้] มหาบุญลาภ 8 ประการ (ความสุขอันยิ่งใหญ่ 8 ประการ)

"มหาบุญลาภ 8 ประการ" (The Eight Beatitudes Of Jesus) เป็นตอนต้นใน 10 บรรทัดแรกของ คำเทศนาบนภูเขา ซึ่งมีชื่อเสียงมาก และเป็นหลักคำสอนที่บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในยุคหลังเช่น มหาตมะคานธี และ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง (ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิของคนผิวดำ) ต่างให้ความนับถือเป็นอย่างสูง ความหมายของมหาบุญลาภแต่ละประการนั้นมีผู้อธิบายขยายความไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในภาษาอราเมอิกและภาษากรีกที่ใช้ในการบันทึกคำสอน และจากการรวบรวมสามารถสรุปความโดยสังเขปได้ดังนี้

  1. Blessed are the poor in spirit : for theirs is the kingdom of heaven. (Matthew 5:3)("เป็นบุญของผู้สมัครใจในความยากจน เหตุว่าอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา")คำว่า "ยากจน" ในความหมายของพระเยซูเจ้าคือการไม่ยึดติดกับวัตถุสิ่งของแต่มีใจยึดมั่นอยู่กับพระเจ้าเท่านั้น ยากจนหมายถึงการวางใจในพระเจ้ามากกว่าจะวางใจในสิ่งของใดๆ ยากจนหมายถึงการแสวงหาอิสรภาพและเสรีภาพแท้ในพระเจ้า ยากจนหมายถึงการทำใจให้ว่างและเปิดต้อนรับพระองค์ ยากจนหมายถึงการเป็นอิสระจากวัตถุสิ่งของที่ครอบงำใจเราให้ตกเป็นทาสของมัน คนจนของพระเจ้าจึงไม่ได้หมายถึงคนจนที่ไม่มีสมบัติติดตัวต้องขอทานเขากิน เพราะคนจนแบบนี้ยังมีใจโลภในสิ่งของต่างๆ เพียงแต่ไม่มีโอกาสที่จะครอบครองเท่านั้น พวกเขาจนเพราะจำใจ ไม่ใช่จนเพราะสมัครใจในความยากจน คนจนประเภทนี้ไม่ได้หาความหมายในความยากจนแต่ความจนเป็นสิ่งที่เขาเลี่ยงไม่ได้ นี่ไม่ใช่คนจนของพระเจ้า เพราะคนจนของพระเจ้านั้นเลือกที่จะปล่อยวางวัตถุไม่มุ่งสะสมทรัพย์สมบัติในโลกนี้แต่มุ่งแสวงหาความร่ำรวยในอาณาจักรสวรรค์ คือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้านั่นเอง
  2. Blessed are they that mourn : for they shall be comforted . (Matthew 5:4)("เป็นบุญของผู้เศร้าโศก เหตุว่าเขาจะได้รับการปลอบโยนบรรเทา") พระเยซูเจ้าสอนไม่ให้เราหนีความทุกข์แต่เผชิญหน้ากับมันและหาความหมายในความทุกข์เหล่านั้น แม้แต่พระเยซูเจ้าเองก็ไม่หนีความทุกข์ ตรงกันข้ามเพราะความรักจึงยอมรับความทุกข์แสนสาหัส (ด้วยการถูกทรมาน และยอมสละชีวิตบนไม้กางเขน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสถาปนาคริสต์ศาสนาที่ช่วยส่องนำทางคนเป็นจำนวนมาก) คนเราควรเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่คนอื่นเห็นว่าเป็นความทุกข์ ด้วยการยอมรับและเข้าใจ และเมื่อเติมความรักเข้าไปความทุกข์นั้นก็จะเบาบางลง นอกจากนั้นให้ถือว่าเบื้องหลังความเจ็บปวดย่อมจะมีเสียงหัวเราะ คนที่ไม่เห็นคุณค่าของความทุกข์ก็จะไม่เข้าใจคุณค่าของความสุข การมองความทุกข์โศกเศร้าด้วยสายตาแห่งความหวัง มองในด้านดีไว้ย่อมมีความหมายเสมอ แม้ว่าเราจะพบกับความเศร้าโศกในบางครั้ง ขอให้ระลึกไว้ว่าพระเจ้าจะประทับอยู่กับเรา และคอยปลอบประโลมใจเราเสมอ การที่เรามีความทุกข์เป็นโอกาสที่เราจะนึกถึงพระธรรมคำสอนและได้รับพระเมตตาจากพระองค์ในที่สุด จงยอมรับว่าเราเป็นทุกข์ และมันไม่ได้เป็นนายเหนือเรา การเป็นสุขเกิดจากการยอมรับว่าตนเองเป็นผู้มีความทุกข์ และยอมรับสภาพแห่งทุกข์นั้นว่าเป็นธรรมชาติของชีวิต การเป็นทุกข์เกิดจากความไม่เป็นอิสระของใจเรา การตกเป็นทาสของอารมณ์ การไม่ปล่อยวาง และเมื่อเรายอมรับได้ เมื่อนั้นเราจะพบว่าเราได้รับการปลอบโยนจากพระองค์ผู้ไม่เคยทอดทิ้งเรา
  3. Blessed are the meek : for they shall inherit the earth. (Matthew 5:5)("เป็นบุญของผู้มีใจอ่อนโยน เหตุว่าเขาจะได้ครอบครองแผ่นดิน")ความมีใจอ่อนโยนนั้นหมายถึงการเป็นผู้ที่ว่านอนสอนง่าย คือรับเอาพระธรรมคำสอนมาใส่ใจอย่างไม่ต่อรองใดๆ คนว่านอนสอนง่ายนั้นพระเจ้ารัก คนมีใจอ่อนโยนนั้นพระเจ้านำทางได้ง่าย คำว่ามีใจอ่อนโยนนั้นยังหมายถึงความสุภาพถ่อมตน คนที่สุภาพอ่อนโยนนั้นมีความหวานและดึงดูดใจคนที่พบเห็น ใครที่มีคุณสมบัตินี้ในตัวก็จะมีความสุขและเกิดปิติ เขาจะไม่เป็นศัตรูกับใคร เมื่อผิดพลาดก็ขออภัยทันที พร้อมกับระวังความจองหองและริษยาที่อาจเกิดในใจได้ตลอดเวลา เพราะสิ่งเหล่านี้คือศัตรูของการเป็นผู้มีใจสุภาพอ่อนโยน ผู้ที่มีจิตใจอ่อนโยนย่อมเป็นที่รักของทุกคนในโลกนี้ ไปที่ไหนย่อมมีคนต้อนรับอยากให้เข้าร่วมสังคมด้วย จึงเปรียบเสมือนการได้แผ่นดินโลกไว้เป็นกรรมสิทธิ์
  4. Blessed are they which do hunger and thirst after righteousness : for they shall be filled. (Matthew 5:6)("เป็นบุญของผู้กระหายโหยหาความชอบธรรม เหตุว่าเขาจะได้รับความอิ่มหนำสมบูรณ์")ผู้ที่ศรัทธาในความชอบธรรมอย่างแรงกล้า ย่อมดำเนินชีวิตตามพระธรรมคำสอนของพระเจ้าอย่างมั่นคง ด้วยเชื่อมั่นว่าพระองค์จะทรงประทานบำเหน็จแก่เราในวันที่เราจะต้องได้รับการพิพากษาอย่างแน่นอน เพราะเมื่อเรากระหายโหยหาความชอบธรรม และดำเนินชีวิตตามความชอบธรรมนั้นอย่างสุดจิตใจแล้ว เราย่อมไม่รู้สึกว่าตนเองถูกผู้ใดข่มเหงเบียดเบียน ไม่ต้องการแสวงหาความสุขใส่ตน แต่ทำทุกอย่างเพื่อผู้อื่นตามวิถีทางแห่งความชอบธรรม ซึ่งทั้งหมดจะทำให้การกระทำของเราสมบูรณ์พร้อมในสายพระเนตรของพระเจ้าเสมอ
  5. Blessed are the merciful : for they shall obtain mercy. (Matthew 5:7)("เป็นบุญของผู้มีใจเมตตากรุณา เหตุว่าเขาจะได้รับพระเมตตาดุจเดียวกัน")"ความเมตตากรุณา" ในความหมายของพระเยซูเจ้า คือความสามารถในการเข้าถึงจิตใจของผู้อื่น แล้วมองด้วยสายตาของผู้อื่น คิดด้วยความคิดของผู้อื่น และรู้สึกด้วยความรู้สึกของผู้อื่น นั่นคือการเข้าถึงความทุกข์ยากลำบาก ความทุกข์ทนทรมานของผู้อื่นอย่างแท้จริง ความเมตตากรุณานี้จึงเป็นความรู้สึกที่เมื่อเห็นผู้อื่นลำบากก็ต้องช่วยเหลือเพราะเข้าใจในความลำบากนั้นจริงๆ ความเมตตากรุณาแสดงออกได้ในหลายรูปแบบ เช่น การแบ่งปัน การเอื้ออาทรต่อกัน และการระลึกว่าทุกคนคือลูกของพระเจ้าคือพี่น้องของเราที่พระเจ้ามีพระประสงค์จะให้เราช่วยเหลือ ไม่ว่าเขาจะแตกต่างจากเราในเรื่องฐานะ เชื้อชาติ ภาษา ศาสนา หรือสีผิว ผู้มีใจเมตตากรุณาต่อผู้อื่นตามความหมายนี้จะสามารถเข้าใจในตัวเองและผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง มีความอดทนและให้อภัยแก่ผู้อื่นได้โดยง่าย จึงมีชีวิตที่สงบร่มเย็นและรุ่งเรืองอยู่ภายใต้พระเมตตาของพระเจ้า
  6. Blessed are the pure in heart : for they shall see God. (Matthew 5:8)("เป็นบุญของผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ เหตุว่าเขาจะได้เห็นพระผู้เป็นเจ้า")การมีจิตใจบริสุทธิ์ในความหมายของพระเยซูเจ้าคือการทำทุกอย่างโดยบริสุทธิ์ใจในความดี ทุกคนควรมีใจบริสุทธิ์ทั้งต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อพระเจ้าคือเปิดใจต่อพระวาจาของพระเจ้า ให้พระวาจานำทางชีวิตของเรา เรียนรู้ที่จะวางใจในพระเจ้า และการมีใจบริสุทธิ์ต่อเพื่อนมนุษย์คือ ไม่มีลับลมคมใน ตรงไปตรงมา ไม่คิดร้ายกับใคร ไม่คิดเอาเปรียบใคร และให้ระวังความระแวงสงสัย การคิดถึงคนอื่นแต่ในแง่ลบ ให้ระวังความริษยา และความโลภที่จะทำให้ใจมีมลทินได้ คนที่มีจิตใจบริสุทธิ์นั้นพระเยซูเจ้าบอกว่าเขาจะได้เห็นพระเจ้าหมายความว่า คนที่มีใจบริสุทธิ์จะมองเห็นความดีงามในตัวของคนอื่น และในทุกๆ สิ่งเสมอ เพราะใจบริสุทธิ์นั้นเป็นคุณสมบัติของพระเจ้า คนที่มีใจพระเท่านั้นจึงจะสามารถมองเห็นพระได้
  7. Blessed are the peacemakers : for they shall be called the children of God. (Matthew 5:9)("เป็นบุญของผู้สร้างสันติ เหตุว่าเขาจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า")"สันติ" ในความหมายของพระเยซูเจ้าคือความสงบสันติโดยสมบูรณ์ ผู้สร้างสันติหมายถึงผู้ที่มีส่วนทำให้โลกนี้ดีขึ้น น่าอยู่ขึ้น จนในที่สุดทำให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในโลกนี้สามารถบรรลุถึงความดีขั้นสูงสุดได้ ผู้ที่ดำรงตนอยู่ในสันติย่อมสร้างความปรองดองในหมู่ชน เปลี่ยนแม้แต่เหล่าศัตรูให้กลายเป็นมิตร คำสอนของพระเยซูเจ้าที่ว่าหากมีผู้ใดตบแก้มซ้ายของเราให้ยื่นแก้มขวาให้เขาตบด้วย แสดงถึงการยึดมั่นในสันติของพระองค์ เพราะเราไม่ควรปฏิบัติกับผู้ที่กระทำเลวร้ายต่อเราในลักษณะเดียวกันกับที่เขาปฏิบัติต่อเรา แต่ควรปฏิบัติต่อเขาด้วยความรักความเมตตาที่ยิ่งใหญ่กว่า พระเยซูเจ้าทรงสอนอีกว่าจงรักศัตรูของเราและจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงเรา ทำดังนี้แล้วเราทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาผู้ทรงสถิตย์ในสวรรค์ เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน และให้ฝนตกทั้งแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม หากเรารักแต่เฉพาะผู้ที่รักเราจะสมควรได้บำเหน็จอะไร เพราะพระเจ้าทรงเป็นองค์แห่งความสันติ ผู้ใดสร้างสันติผู้นั้นจึงใกล้ชิดกับพระเจ้า การปฏิบัติตามวิถีทางของพระเจ้าจึงได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้านั่นเอง
  8. Blessed are they which are persecuted for righteousness' sake : for theirs is the kingdom of heaven. (Matthew 5:10)("เป็นบุญของผู้ถูกข่มเหงด้วยเหตุแห่งความชอบธรรม เหตุว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา")พระเยซูเจ้าทรงบอกกับผู้ที่สมัครใจจะติดตามพระองค์อย่างชัดเจนว่า พระองค์เสด็จมาไม่ใช่เพื่อทำให้ชีวิตของผู้ติดตามพระองค์สะดวกสบายขึ้น แต่มาเพื่อทำให้พวกเขาเหล่านั้นยิ่งใหญ่ และได้รับพระสิริรุ่งโรจน์เช่นเดียวกับพระองค์ เนื่องจากการปฏิบัติตามวิถีทางของพระองค์ ย่อมมีโอกาสถูกผู้มีใจหยาบช้าข่มเหง ใส่ร้าย หรือแม้แต่กระทำอันตราย ด้วยเหตุที่ไปขัดผลประโยชน์อันไม่ชอบธรรมต่างๆ หรือแม้แต่เพียงไม่พอใจเมื่อทราบว่าเป็นผู้ที่นับถือในองค์พระเยซู ผู้ที่ถูกข่มเหงเพราะความเชื่อที่เขามีต่อพระองค์ หรือเพราะการกระทำความดีตามพระวาจาของพระองค์ ย่อมจะได้รับบำเหน็จในสวรรค์ และแม้ว่าเขาผู้นั้นจะยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ แต่แผ่นดินสวรรค์ก็เป็นของเขาก่อนแล้วโดยสมบูรณ์

[แก้] เนื้อหาอื่นๆ ในคำเทศนาบนภูเขา

เกลือแห่งแผ่นดินโลกคำสอนนี้ต้องการให้มนุษย์ดำรงรักษาความดีงามเหมือนเกลือรักษาความเค็ม เพราะถ้าทิ้งความดีไปแล้วก็ไม่ต่างไปจากเกลือที่หมดรสเค็ม ประโยชน์ที่จะพึงมีก็หมดไป หาคุณค่าใดไม่ได้เลย

ความสว่างของโลกคำสอนนี้เป็นการส่งเสริมและให้กำลังใจแก่ผู้ทำความดีและปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างมั่นคง ความดีที่เขาทำไว้จะมีผลต่อโลกและผู้อื่น เป็นผลให้ผู้ที่เห็นความดีนั้นสรรเสริญพระเป็นเจ้าผู้เป็นพระบิดา เปรียบเหมือนกับลูกที่ดีบิดาย่อมได้รับการยกย่อง เพราะความดีของลูก

พระธรรมบัญญัติใหม่ (The New Testament)คำสอนนี้แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงค์ของพระเยซูที่มุ่งชี้แจงให้บุคคลทั้งหลาย ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การเผยแพร่ศาสนาที่ได้ดำเนินอยู่นั้น มิได้เป็นไปเพื่อการล้มล้างหรือยกเลิก พระบัญญัติเดิมที่ชาวยิวได้นับถือสืบกันมาหากแต่ว่าเป็นการปฏิรูปคำสอนเดิมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ความโกรธคำสอนได้สะท้อนถึงข้อห้ามในพระธรรมบัญญัติเดิมที่ว่า อย่าฆ่าคน แต่พระเยซูได้มาขยายคำสอนนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยชี้ให้ทุกคนพึงระวังในด้านจิตใจด้วยมิใช่ระวังแต่ทางกายเพียงทางเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความโกรธซึ่งเป็นอารมณ์ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่ให้ผลในทางกาย การฆ่ายากที่จะเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีความโกรธ ความโกรธจึงเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ทุกคนต้องระวังอย่าให้เกิดขึ้นได้ ความในใจที่มีอยู่จะต้องปลดเปลื้องให้หมด อย่าได้ติดค้างไว้เพราะสิ่งเหล่านี้เมื่อทับถมมากเข้าจะมีผลทางกาย ในที่สุดทำให้เกิดการเข่นฆ่าทำลายล้างซึ่งกันและกัน

การล่วงประเวณีคำสอนได้แสดงให้เห็นถึง การปฏิรูปทางความคิดแต่เดิมที่มุ่งหมายเฉพาะการล่วงประเวณีที่เกิดขึ้นทางกายแต่พระเยซูได้สอนให้ลึกซึ้งไปกว่านี้ โดยเตือนให้ทุกคนระวังการล่วงประเวณีทางใจ ซึ่งเกิดจากความพอใจในทางจิตวิญญาณ ดังนั้นถ้าร่างกายเราส่วนใดส่วนหนึ่งทำผิด ทำบาป ควรทำลายส่วนนั้นทิ้งเสีย เพราะถึงจะเสียอวัยวะไปก็ดีกว่าตัวเราจะต้องลงนรก

การหย่าร้างคำสอนนี้แสดงให้เห็นถึงโลกทัศน์อันยาวไกลของพระเยซูที่เห็นว่า แต่เดิมมาที่มีการอนุญาตให้บุคคลทั้งหลายหย่ากันอย่างง่าย เพียงแค่ทำหนังสือหย่ากันก็เป็นการเพียงพอแล้วนั้น เท่ากับเปิดโอกาสให้บุคคลไม่เกรงกลัวต่อบาป การแต่งงานก็จะเกิดขึ้นเพราะความพอใจแต่ขาดความรับผิดชอบและการหย่าร้างก็จะมีมากขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ชี้นำและทำความเข้าใจในเรื่องนี้ก่อนที่สังคมจะเต็มไปด้วยคนทำชั่วเพราะความไม่รู้จริง

การสบถสาบานคำสอนนี้ได้ทำให้เห็นว่า ให้บุคคลยึดถือสัจจะและความจริงใจอย่างมั่นคง โดยไม่จำเป็นต้องไปอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งอื่น ๆ เพื่อเป็นหลักประกันคำพูดของตนเอง คนที่มีจิตใจมั่นคงในคำสอนของศาสนาย่อมไม่กล่าวคำเท็จ และมีความเชื่อมั่นในตนเองทำทุกอย่างด้วยความซื่อสัตย์

การตอบแทนคำสอนนี้ได้แสดงให้เห็นว่าพระเยซูไม่ต้องการให้บุคคลทั้งหลายมีจิตใจอาฆาตแค้นต่อกัน คำสอนในตอนนี้ทำให้นึกถึงการละอัตตาในพุทธศาสนา ตราบใดที่คนเรายังมีความ ยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของตนอยู่ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรเพื่อผู้อื่นและพระเจ้าได้

รักศัตรูคำสอนนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักแห่งความเมตตากรุณาต่อสัตว์โลกทั้งหลาย แม้แต่ศัตรูผู้ที่คิดร้าย บุคคลนั้นได้ชื่อว่ามนุษย์ที่สมบูรณ์เพราะสามารถต้านทานกิเลสในจิตใจได้

การทำทานคำสอนนี้ได้แสดงให้เห็นว่า พระเยซูต้องการให้บุคคลทำดีจนเคยชินเป็นนิสัย มากกว่าที่จะทำบุญเพื่อหวังบำเหน็จรางวัล เพราะความดีที่แท้จริงคือการเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ

การอธิษฐานคำสอนนี้แสดงให้เห็นว่าการสวดมนต์อธิษฐานด้วยความเคารพอย่างแท้จริงนั้น ต้องไม่อวดตัวว่าเป็นผู้เคร่งศาสนาและเป็นผู้มีศีลมีสัตย์ ผู้ปฏิบัติต่อศาสนาด้วยความเคารพอย่างจริงใจ

การถืออดอาหารคำสอนนี้ สะท้อนให้บุคคลปฏิบัติทางศาสนาด้วยความเชื่อมั่น การถืออดอาหารเป็นการปฏิบัติทางศาสนาที่ทุกคนควรเต็มใจทำ แต่ไม่ใช่จำใจทำ เพราะนั่นไม่ใช่ความดีที่แท้จริง ทรัพย์สมบัติในสวรรค์คำสอนนี้ ทำให้เกิดแนวคิดในเรื่องการทำจิตให้หมดความยึดถือในทรัพย์สมบัติ ภายนอกกาย แต่ความดียิ่งทำมากเท่าใดสวรรค์ย่อมเป็นที่ไปสำหรับบุคคลนั้น

ประทีปของร่างกายคำสอนนี้ทำให้เราคิดได้ว่าความสว่างในจิตใจนั้นเกิดจากมุมมองอันถูกต้องถ้าดวงตา สามารถหยั่งเห็นสัจธรรมของชีวิตได้ การดำเนินชีวิตย่อมเป็นไปตามปกติ

พระเจ้าและเงินทองคำสอนนี้สะท้อนแนวคิดที่ว่า คนเราไม่สามารถยึดถือเงินตราหรือพระเจ้าเป็น ที่พึ่งอาศัย โดยพร้อมกันทั้งสองอย่าง แต่จะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยความรักและสัตย์ซื่ออย่างหมดหัวใจ และจะต้องหมิ่นประมาทอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะนายทั้งสองนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

ความกระวนกระวายคำสอนนี้ทำให้เห็นว่า มนุษย์รักและศรัทธาในพระเจ้าก็ควรจะวางใจเชื่อ พระองค์ ให้คำนึงถึงแต่ปัจจุบันเท่านั้น และทำดีให้ถึงที่สุดของความดีนั้น

การกล่าวโทษผู้อื่นคำสอนนี้ทำให้เกิดความคิดที่ว่า "บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผล อย่างนั้น" เรากล่าวโทษผู้อื่นอย่างไร และเราก็จะถูกกล่าวโทษเช่นนั้นบ้าง คนส่วนมากไม่ใคร่มอง ตนเอง แต่มักเพ่งโทษของผู้อื่น จึงมองไม่เห็นความชั่วของตนทำให้เป็นผู้ที่โลกทัศน์มืดมัวและปัญญามืดบอด

ขอ หา เคาะคำสอนนี้ได้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้า ย่อมมีน้ำพระทัยเมตตาแก่ผู้ทุกข์ยากที่ร้องขอความช่วยเหลือพระเจ้าย่อมไม่ทอดทิ้ง พระองค์ดีต่อพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ควรที่จะดำเนินตามรอยพระองค์ ด้วยการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ปรารถนาจะให้ผู้อื่นปฏิบัติ เช่นนั้นต่อพวกเขา

ประตูคับแคบคำสอนนี้เป็นการเตือนสติบุคคลให้ดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาทคนส่วนมากชอบความง่าย ความสะดวกสบาย จึงพลาดต่อการทำผิดทำชั่ว จิตที่ชอบความสะดวกสบาย จึงมีคนน้อยมากที่จะยอมประพฤติปฏิบัติความดีงามและยอมต้านกระแสความต้องการของโลก คนส่วนมากเลือกประตูกว้างซึ่งเป็นทางที่สะดวกกว่าประตูที่คับแคบเช่นเดียวกับคนส่วนมากเลือกที่จะทำชั่วมากกว่าที่จะทำความดีเพราะการทำดีนั้นยากลำบาก ต้องใช้ความอดทนและความพยายามอย่างสูง

รู้จักต้นไม้ด้วยผลของมันคำสอนนี้เป็นการเตือนใจบุคคลให้รู้จักเฟ้นบูชาบุคคลที่ควรบูชา ไม่ศรัทธา เพียงเพราะเห็นว่ามีท่าทีน่าเลื่อมใส แต่ให้ดูผลงานของบุคคลที่บอกถึงคุณค่าที่แท้จริงของเขา

เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลยคำสอนนี้ได้แสดงให้เห็นว่าบุคคลที่เอ่ยเรียกพระเจ้าบ่อยครั้ง ไม่ได้หมายความว่าจะได้สิทธิอยู่ในอาณาจักรสวรรค์ เพราะปากที่เคยพร่ำถึงอยู่เสมอแต่ไม่เคยปฏิบัติตามคำสอนของพระเจ้าก็ไม่ได้ชื่อว่าเป็นคนดีที่แท้จริง และเป็นคนที่พระเจ้าไม่เคยรู้จัก

รากฐานสองชนิดคำสอนนี้เป็นตอนสุดท้ายที่ย้ำเตือนให้บุคคลทั้งหลาย นำคำสอนที่กล่าวมาทั้งหมดตั้งแต่ต้นไปปฏิบัติซึ่งจะเกิดผลดีแก่เขาทั้งโลกนี้และโลกหน้า อีกทั้งเป็นการเตือนสติบุคคลให้ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท

[แก้] อ้างอิง

เครื่องมือส่วนตัว