แดเนียล สเตอร์ริดจ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก เดเนียล สเตอร์ริดจ์)
แดเนียล สเตอร์ริดจ์
Sturridge v Arsenal (cropped).jpg
สเตอร์ริดจ์ลงเล่นให้กับลิเวอร์พูล ในนัดที่เจอกับอาร์เซนอล
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม แดเนียล ออนเดร สเตอร์ริดจ์[1]
เกิด 1 กันยายน ค.ศ. 1989 (24 ปี)
เกิดที่ เบอร์มิงแฮม อังกฤษ
สูง 1.83 เมตร (6 ft 0 in)
ตำแหน่ง กองหน้า
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน ลิเวอร์พูล
หมายเลข 15
ชุดเยาวชน
1998–2002 แอสตันวิลลา
2002–2003 โคเวนทรีซิตี
2003–2006 แมนเชสเตอร์ซิตี
ชุดใหญ่*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2006–2009 แมนเชสเตอร์ซิตี 21 (5)
2009–2013 เชลซี 63 (13)
2011 โบลตันวันเดอเรอส์ (ยืมตัว) 12 (8)
2013 ลิเวอร์พูล 40 (30)
ทีมชาติ
2004–2005 อังกฤษ 16 ปี 5 (6)
2005–2006 อังกฤษ 17 ปี 9 (7)
2007 อังกฤษ 18 ปี 1 (2)
2008 อังกฤษ 19 ปี 3 (1)
2009 อังกฤษ 20 ปี 1 (1)
2009–2011 อังกฤษ 21 ปี 15 (4)
2011– อังกฤษ 10 (3)
2012 บริเตนใหญ่ 5 (2)
* จำนวนนัดที่ลงเล่นให้ชุดใหญ่และจำนวนประตูนับเฉพาะลีกท้องถิ่นเท่านั้น และ เป็นข้อมูล ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2012.

† ลงเล่น (ประตู)

‡ จำนวนนัดที่ลงเล่นและจำนวนประตูให้ทีมชาติ ข้อมูล ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2012

แดเนียล ออนเดร สเตอร์ริดจ์ (อังกฤษ: Daniel Andre Sturridge) เกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1989 ที่เบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ สเตอร์ริดจ์เป็นนักฟุตบอลของทีมชาติอังกฤษซึ่งเล่นเป็นกองหน้า มีชื่อเสียงในการเล่นฟุตบอลด้วยเท้าซ้าย โดยเขาได้เล่นให้กับสโมสรต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงในอังกฤษ เช่น สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี, สโมสรฟุตบอลโบลตันวันเดอเรอส์, สโมสรฟุตบอลเชลซี และปัจจุบันเขาได้เล่นฟุตบอลให้กับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล โดยเล่นในตำแหน่งกองหน้าหรือเล่นเป็นปีกขวา ในสถิติการยิงของเขาในการเล่นกับเชลซี เขาสามารถยิงประตูได้ถึง 11 ประตู (ในถดูกาล 2010-2011) ซึ่งเป็นที่ 4 ที่เป็นรองจากแฟรงก์ แลมพาร์ด, จอห์น เทอร์รี และดีดีเย ดรอกบา ตามลำดับ

สโมสรอาชีพ[แก้]

แมนเชสเตอร์ซิตี[แก้]

ฤดูกาล 2006-09[แก้]

เชลซี[แก้]

ฤดูกาล 2011-12[แก้]

ฤดูกาล 2012-13[แก้]

สเตอร์ริดจ์ไม่ค่อยได้ลงสนาม เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่บ่อยครั้ง โดยสเตอร์ริดจ์ทำได้แค่ประตูเดียวในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่เชลซีเอาชนะทอตนัมฮอตสเปอร์ 4-2 ก่อนจะย้ายไปอยู่กับลิเวอร์พูลในช่วงเปิดตลาดเดือนมกราคม

ลิเวอร์พูล[แก้]

ฤดูกาล 2012-13[แก้]

สเตอร์ริดจ์ลงเล่นให้กับลิเวอร์พูล ในนัดที่เจอกับสวอนซีซิตี

ในวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ได้ย้ายจากเชลซีมาอยู่กับลิเวอร์พูลด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ โดยสเตอร์ริดจ์ได้สวมเสื้อหมายเลข 15 ต่อมาในเอฟเอคัพรอบ 3 สเตอร์ริดจ์ได้ลงสนามนัดแรกเจอกับแมนฟีลด์ทาวน์ และสเตอร์ริดจ์ก็ทำประตูแรกให้กับลิเวอร์พูลในช่วง 7 นาทีแรก ก่อนที่ลิเวอร์พูลจะชนะไป 2-1 ต่อมาในวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ได้ทำประตูแรกให้กับลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีก โดยลงสนามเป็นตัวสำรอง ยิงตีไข่แตกไล่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 1-2 แต่ก็แพ้ไป 1-2[2] ต่อมา สเตอร์ริดจ์ก็ทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่เปิดบ้านเอาชนะนอริชซิตี 5-0 ทำให้สเตอร์ริดจ์เป็นนักฟุตบอลคนแรกที่ลงสนาม 3 นัด ยิงประตูได้ 3 ประตู สถิติเทียบเท่ากับเรย์ เคนเนดี ที่ทำไว้ในปี 1974 ต่อมาในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูตีเสมอใส่ทีมเก่า แมนเชสเตอร์ซิตี 1-1 ก่อนจะจบด้วยผลเสมอ 2-2[3] ต่อมา ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ได้ยิงจุดโทษปิดท้ายให้ลิเวอร์พูลถล่มสวอนซีซิตี 5-0[4] ต่อมา ในวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูตีเสมอใส่ทีมเก่า เชลซี 1-1 ก่อนจะจบด้วยผลเสมอ 2-2 ต่อมา ในวันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ได้ทำ 2 ประตูให้ลิเวอร์พูลเอาชนะนิวคาสเซิลยูไนเต็ด ที่ เซนต์เจมส์พาร์ก 6-0 ต่อมา ในวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำแฮตทริกครั้งแรกของเขาให้กับลิเวอร์พูล ในนัดที่เอาชนะฟูลัมที่เครเวนคอตทิจ 3-1[5] จบฤดูกาล สเตอร์ริดจ์ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้ 10 ประตู จาก 14 นัด รวมทุกรายการ ยิงได้ทั้งหมด 11 ประตู จาก 16 นัด

ฤดูกาล 2013-14[แก้]

สเตอร์ริดจ์ลงเล่นให้กับลิเวอร์พูล ในนัดที่เจอกับ สโตกซิตี

ในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2013 พรีเมียร์ลีก นัดเปิดฤดูกาล 2013–14 ลิเวอร์พูลเปิดรังแอนฟีลด์เจอกับสโตกซิตี โดยสเตอร์ริดจ์ได้ทำประตูชัยให้ลิเวอร์พูลเอาชนะ สโตกซิตี 1-0[6] ต่อมา ในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ก็ทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่เอาชนะแอสตันวิลลาถึงวิลลาพาร์ก 1-0 ด้วยผลงานยอดเยี่ยมทำให้ สเตอร์ริดจ์ ได้รางวัลผู้เล่นยอดเยื่ยมประจำเดือนสิงหาคม ของ พรีเมียร์ลีก ต่อมา ในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ได้ฉลองวันเกิดด้วยการทำประตูชัยให้ลิเวอร์พูลเอาชนะ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คู่ปรับตลอดกาล 1-0 ต่อมา สเตอร์ริดจ์ก็ทำประตูที่ 4 ติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่เสมอกับสวอนซีซิตี 2-2 ทำให้สเตอร์ริดจ์กลายเป็นนักเตะลิเวอร์พูลคนแรกนับตั้งแต่ จอห์น อัลดริดจ์ ในปี 1987 ที่ทำประตูได้ทุกนัดใน 4 นัดแรกของฤดูกาล ต่อมา ในวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 5 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่เอาชนะซันเดอร์แลนด์ที่สเตเดียมออฟไลต์ 3-1 ต่อมา ในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 6 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเอาชนะ คริสตัลพาเลซ 3-1 ต่อมา ในวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 7 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่เสมอกับ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด ที่ เซนต์เจมส์พาร์ก 2-2 ต่อมา ในวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 8 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเอาชนะ เวสต์บรอมมิชอัลเบียน 4-1[7] ต่อมา ในวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 9 ในพรีเมียร์ลีก โดยลงสนามเป็นตัวสำรอง ในนัดที่เสมอกับ เอฟเวอร์ตัน ที่ กูดิสันพาร์ก 3-3 ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้มีอาการบาดเจ็บเอ็นข้อเท้าในระหว่างการฝึกซ้อมทำให้ต้องพักยาว 6-8 สัปดาห์

ในวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้กลับมาลงสนามอีกครั้ง โดยถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองและได้ทำประตูที่ 10 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ สโตกซิตี ที่ บริแทนเนียสเตเดียม 5-3 ต่อมา ในวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 11 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเสมอกับ แอสตันวิลลา 2-2 ต่อมา ในเอฟเอคัพ รอบ 4 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูให้ ลิเวอร์พูล เอาชนะ บอร์นมัธ 2-0 ต่อมา ในวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ยิง 2 ประตูให้ ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเอาชนะ เอฟเวอร์ตัน 4-0 ต่อมา ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 14 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่เสมอกับ เวสต์บรอมมิชอัลเบียน 1-1 ต่อมา ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 15 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเอาชนะ อาร์เซนอล 5-1 ต่อมา ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 16 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ฟูลัม ที่ เครเวนคอตทิจ 3-2 ต่อมา ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ยิง 2 ประตูให้ ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเอาชนะ สวอนซีซิตี 4-3 ด้วยผลงานยอดเยี่ยมทำให้ สเตอร์ริดจ์ ได้รางวัลผู้เล่นยอดเยื่ยมประจำเดือนกุมภาพันธ์ ของ พรีเมียร์ลีก โดยยิงได้ 5 ประตูจาก 6 นัด ต่อมา ในวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 19 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ คาร์ดิฟฟ์ซิตี ที่ คาร์ดิฟฟ์ซิตีสเตเดียม 6-3 ต่อมา ในวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 20 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ 2-1 ทำให้ สเตอร์ริดจ์ เป็นนักเตะคนแรกนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1890 ที่สามารถยิงให้ ลิเวอร์พูล ได้ถึงหลัก 30 ลูก จากการลงเล่นเพียงแค่ 37 นัด

สถิติ[แก้]

สโมสร[แก้]

สโมสร ฤดูกาล ลีก ฟุตบอลถ้วย ลีกคัพ ยุโรป อื่น ๆ รวม
ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู
แมนเชสเตอร์ซิตี 2006–07 2 0 0 0 0 0 0 0 0 0 2 0
2007–08 3 1 1 1 0 0 0 0 0 0 4 2
2008–09 16 4 1 0 1 0 8 0 0 0 21 4
รวม 21 5 2 1 1 0 8 0 0 0 32 6
เชลซี 2009–10 13 1 4 4 1 0 2 0 1 0 20 5
2010–11 13 0 1 2 1 0 5 2 0 0 21 4
รวม 26 1 5 6 2 0 7 2 1 0 41 9
โบลตันวันเดอเรอส์ 2010–11 12 8 0 0 0 0 0 0 0 0 12 8
รวม 12 8 0 0 0 0 0 0 0 0 12 8
เชลซี 2011–12 30 11 4 1 2 1 7 0 0 0 43 13
2012–13 7 1 0 0 1 1 3 0 1 0 12 2
รวม 37 12 4 1 3 2 10 0 1 0 55 15
ลิเวอร์พูล 2012–13 14 10 2 1 0 0 0 0 0 0 16 11
2013–14 26 20 2 1 2 2 0 0 0 0 30 23
รวม 40 30 4 2 2 2 0 0 0 0 46 34
รวมทั้งหมด 136 56 15 10 8 4 25 2 2 0 186 72

ประตูในนามทีมชาติ[แก้]

ทีมชาติบริเตนใหญ่[แก้]

Goal วันที่ สนาม คู่แข่งขัน ประตู ผล การแข่งขัน
1. 29 กรกฎาคม 2012 สนามกีฬาเวมบลีย์, ลอนดอน, อังกฤษ Flag of the United Arab Emirates สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3–1 3–1 โอลิมปิกฤดูร้อน 2012
2. 1 สิงหาคม 2012 มิลเลนเนียมสเตเดียม, คาร์ดิฟฟ์, เวลส์ ธงชาติอุรุกวัย อุรุกวัย 1–0 1–0 โอลิมปิกฤดูร้อน 2012

ทีมชาติอังกฤษ[แก้]

# วันที่ สนาม คู่แข่งขัน ประตู ผล การแข่งขัน
1 22 มีนาคม 2013 Serravalle Stadium, ซานมารีโน ธงชาติซานมารีโน ซานมารีโน
7–0
8–0
ฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก
2 11 ตุลาคม 2013 สนามกีฬาเวมบลีย์, อังกฤษ ธงชาติประเทศมอนเตเนโกร ประเทศมอนเตเนโกร
4–1
4–1
ฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก
3 5 มีนาคม 2014 สนามกีฬาเวมบลีย์, อังกฤษ ธงชาติเดนมาร์ก เดนมาร์ก
1–0
1–0
เกมอุ่นเครื่องกระชับมิตร

เกียรติประวัติ[แก้]

สโมสร[แก้]

รางวัลส่วนตัว[แก้]

  • Premier League Player of the Month (2): สิงหาคม 2013, กุมภาพันธ์ 2014
  • UEFA Euro U-21 Team of the Tournament (1): 2011
  • Manchester City Young Player of the Year (1) : 2008–09
  • Standard Chartered Liverpool Player of the Month (2): สิงหาคม 2013, กุมภาพันธ์ 2014

อ้างอิง[แก้]

  1. "Search 1984 to 2006 – Birth, Marriage and Death indexes". Findmypast.com. สืบค้นเมื่อ 14 September 2009. 
  2. "Manchester United 2-1 Liverpool" BBC Sport. 13 January 2013. Retrieved 13 January 2013.
  3. "Manchester City 2-2 Liverpool" BBC Sport. 3 February 2013. Retrieved 3 February 2013.
  4. "Liverpool 5-0 Swansea" BBC Sport. 17 February 2013. Retrieved 17 February 2013.
  5. "Fulham 1-3 Liverpool" BBC Sport. 12 May 2013. Retrieved 13 May 2013.
  6. "Liverpool 1-0 Stoke" BBC Sport. 17 August 2013. Retrieved 17 August 2013.
  7. "Liverpool 4–1 West Bromwich Albion" BBC Sport. 26 October 2013. Retrieved 26 October 2013.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]