แดเนียล สเตอร์ริดจ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก เดเนียล สเตอร์ริดจ์)
แดเนียล สเตอร์ริดจ์
Sturridge v Arsenal (cropped).jpg
สเตอร์ริดจ์ลงเล่นให้กับลิเวอร์พูล ในนัดที่เจอกับอาร์เซนอล
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม แดเนียล ออนเดร สเตอร์ริดจ์[1]
เกิด 1 กันยายน ค.ศ. 1989 (25 ปี)
เกิดที่ เบอร์มิงแฮม อังกฤษ
สูง 1.83 เมตร (6 ft 0 in)
ตำแหน่ง กองหน้า
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน ลิเวอร์พูล
หมายเลข 15
ชุดเยาวชน
1998–2002 แอสตันวิลลา
2002–2003 โคเวนทรีซิตี
2003–2006 แมนเชสเตอร์ซิตี
ชุดใหญ่*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2006–2009 แมนเชสเตอร์ซิตี 21 (5)
2009–2013 เชลซี 63 (13)
2011 โบลตันวอนเดอเรอส์ (ยืมตัว) 12 (8)
2013– ลิเวอร์พูล 55 (35)
ทีมชาติ
2004–2005 อังกฤษ 16 ปี 5 (6)
2005–2006 อังกฤษ 17 ปี 9 (7)
2007 อังกฤษ 18 ปี 1 (2)
2008 อังกฤษ 19 ปี 3 (1)
2009 อังกฤษ 20 ปี 1 (1)
2009–2011 อังกฤษ 21 ปี 15 (4)
2011– อังกฤษ 16 (5)
2012 บริเตนใหญ่ 5 (2)
* จำนวนนัดที่ลงเล่นให้ชุดใหญ่และจำนวนประตูนับเฉพาะลีกท้องถิ่นเท่านั้น และ เป็นข้อมูล ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2012.

† ลงเล่น (ประตู)

‡ จำนวนนัดที่ลงเล่นและจำนวนประตูให้ทีมชาติ ข้อมูล ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2012

แดเนียล ออนเดร สเตอร์ริดจ์ (อังกฤษ: Daniel Andre Sturridge) เกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1989 ที่เบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ สเตอร์ริดจ์เป็นนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษเชื้อสายจาเมกา ซึ่งเล่นเป็นกองหน้า มีชื่อเสียงในการเล่นฟุตบอลด้วยเท้าซ้าย โดยเขาได้เล่นให้กับสโมสรต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงในอังกฤษ เช่น สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี, สโมสรฟุตบอลโบลตันวอนเดอเรอส์, สโมสรฟุตบอลเชลซี และปัจจุบันเขาได้เล่นฟุตบอลให้กับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล โดยเล่นในตำแหน่งกองหน้าหรือเล่นเป็นปีกขวา

ในสถิติการยิงของเขาในการเล่นกับเชลซี เขาสามารถยิงประตูได้ถึง 11 ประตู (ในถดูกาล 2010-2011) ซึ่งเป็นที่ 4 ที่เป็นรองจากแฟรงก์ แลมพาร์ด, จอห์น เทอร์รี และดีดีเย ดรอกบา ตามลำดับ

สโมสรอาชีพ[แก้]

แมนเชสเตอร์ซิตี[แก้]

ฤดูกาล 2006-09[แก้]

เชลซี[แก้]

ฤดูกาล 2009-10[แก้]

ฤดูกาล 2010-11[แก้]

โบลตันวอนเดอเรอส์ (ยืมตัว)[แก้]

ในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 2011 สเตอร์ริดจ์ ได้ย้ายไปอยู่กับ โบลตันวอนเดอเรอส์ ด้วยสัญญายืมตัวจนจบฤดูกาล

ฤดูกาล 2011-12[แก้]

ฤดูกาล 2012-13[แก้]

สเตอร์ริดจ์ไม่ค่อยได้ลงสนาม เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่บ่อยครั้ง โดยสเตอร์ริดจ์ทำได้แค่ประตูเดียวในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่เชลซีเอาชนะทอตนัมฮอตสเปอร์ 4-2 ประตูสุดท้ายของ สเตอร์ริดจ์ คือนัดที่ เชลซี ลงเล่นในลีกคัพ เอาชนะ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 5-4 ก่อนจะย้ายไปอยู่กับลิเวอร์พูลในช่วงเปิดตลาดเดือนมกราคม

ลิเวอร์พูล[แก้]

ฤดูกาล 2012-13[แก้]

สเตอร์ริดจ์ลงเล่นให้กับลิเวอร์พูล ในนัดที่เจอกับสวอนซีซิตี

ในวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ได้ย้ายจากเชลซีมาอยู่กับลิเวอร์พูลด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ โดยสเตอร์ริดจ์ได้สวมเสื้อหมายเลข 15 ต่อมาในเอฟเอคัพรอบ 3 สเตอร์ริดจ์ได้ลงสนามนัดแรกเจอกับแมนฟีลด์ทาวน์ และสเตอร์ริดจ์ก็ทำประตูแรกให้กับลิเวอร์พูลในช่วง 7 นาทีแรก ก่อนที่ลิเวอร์พูลจะชนะไป 2-1 ต่อมาในวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ได้ทำประตูแรกให้กับลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีก โดยลงสนามเป็นตัวสำรอง ยิงตีไข่แตกไล่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 1-2 แต่ก็แพ้ไป 1-2[2] ต่อมา สเตอร์ริดจ์ก็ทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะนอริชซิตี 5-0 ทำให้สเตอร์ริดจ์เป็นนักฟุตบอลคนแรกที่ลงสนาม 3 นัด ยิงประตูได้ 3 ประตู สถิติเทียบเท่ากับเรย์ เคนเนดี ที่ทำไว้ในปี 1974 ต่อมาในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูตีเสมอใส่ทีมเก่า แมนเชสเตอร์ซิตี 1-1 ก่อนจะจบด้วยผลเสมอ 2-2[3] ต่อมา ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ได้ยิงจุดโทษปิดท้ายให้ลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะสวอนซีซิตี 5-0[4] ต่อมา ในวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูตีเสมอใส่ทีมเก่า เชลซี 1-1 ก่อนจะจบด้วยผลเสมอ 2-2 ต่อมา ในวันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ได้ทำ 2 ประตูให้ลิเวอร์พูลเอาชนะนิวคาสเซิลยูไนเต็ด ที่ เซนต์เจมส์พาร์ก 6-0[5] ต่อมา ในวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำแฮตทริกครั้งแรกของเขาให้กับลิเวอร์พูล ในนัดที่เอาชนะฟูลัมที่เครเวนคอตทิจ 3-1[6] จบฤดูกาล สเตอร์ริดจ์ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้ 10 ประตู จาก 14 นัด และยิงได้ทั้งหมด 11 ประตู จาก 16 นัด รวมทุกรายการ ทำให้ สเตอร์ริดจ์ กลายเป็นผู้เล่นที่เป็นกุญแจสำคัญของลิเวอร์พูล

ฤดูกาล 2013-14[แก้]

สเตอร์ริดจ์ลงเล่นให้กับลิเวอร์พูล ในนัดที่เจอกับ สโตกซิตี ในนัดเปิดฤดูกาล 2013–14

ในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2013 พรีเมียร์ลีก นัดเปิดฤดูกาล 2013–14 ลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟีลด์เจอกับสโตกซิตี โดยสเตอร์ริดจ์ได้ทำประตูชัยให้ลิเวอร์พูลเอาชนะ สโตกซิตี 1-0[7] [8] ต่อมา ในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ก็ทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่เอาชนะแอสตันวิลลาที่วิลลาพาร์ก 1-0 ต่อมา ในลีกคัพ รอบ 2 สเตอร์ริดจ์ ได้ยิง 2 ประตูให้ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ นอตส์เคาน์ตี ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 4-2[9] ด้วยผลงานยอดเยี่ยมทำให้ สเตอร์ริดจ์ ได้รางวัลผู้เล่นยอดเยื่ยมประจำเดือนสิงหาคม ของ พรีเมียร์ลีก[10] ต่อมา ในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ได้ฉลองวันเกิดด้วยการทำประตูชัยให้ลิเวอร์พูลเอาชนะ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คู่ปรับตลอดกาล 1-0[11] [12] ต่อมา สเตอร์ริดจ์ก็ทำประตูที่ 4 ติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่เสมอกับสวอนซีซิตี ที่ ลิเบอร์ตีสเตเดียม 2-2 ทำให้สเตอร์ริดจ์กลายเป็นนักเตะลิเวอร์พูลคนแรกนับตั้งแต่ จอห์น อัลดริดจ์ ในปี 1987 ที่ทำประตูได้ทุกนัดใน 4 นัดแรกของฤดูกาล ต่อมา ในวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 5 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่เอาชนะซันเดอร์แลนด์ที่สเตเดียมออฟไลต์ 3-1 ต่อมา ในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 6 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ คริสตัลพาเลซ 3-1 ต่อมา ในวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 7 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่เสมอกับ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด ที่ เซนต์เจมส์พาร์ก 2-2 ต่อมา ในวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 8 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ เวสต์บรอมมิชอัลเบียน 4-1[13] ต่อมา ในวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 9 ในพรีเมียร์ลีก โดยลงสนามเป็นตัวสำรอง ในนัดที่เสมอกับ เอฟเวอร์ตัน ที่ กูดิสันพาร์ก 3-3 ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้มีอาการบาดเจ็บที่เอ็นข้อเท้าในระหว่างการฝึกซ้อมทำให้ต้องพักยาว 6-8 สัปดาห์

ในวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้กลับมาลงสนามอีกครั้ง โดยถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองและได้ทำประตูที่ 10 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ สโตกซิตี ที่บริแทนเนียสเตเดียม 5-3[14] [15] ต่อมา ในวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 11 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เสมอกับ แอสตันวิลลา 2-2 ต่อมา ในเอฟเอคัพ รอบ 4 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูให้ ลิเวอร์พูล เอาชนะ บอร์นมัธ 2-0 ต่อมา ในวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ยิง 2 ประตูให้ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ เอฟเวอร์ตัน 4-0[16] [17] ต่อมา ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 14 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่เสมอกับ เวสต์บรอมมิชอัลเบียน 1-1 ต่อมา ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 15 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ อาร์เซนอล 5-1[18] [19] ต่อมา ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 16 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ฟูลัม ที่ เครเวนคอตทิจ 3-2 ต่อมา ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ยิง 2 ประตูให้ ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเอาชนะ สวอนซีซิตี 4-3[20] ด้วยผลงานยอดเยี่ยมทำให้ สเตอร์ริดจ์ ได้รางวัลผู้เล่นยอดเยื่ยมประจำเดือนกุมภาพันธ์ ของ พรีเมียร์ลีก โดยยิงได้ 5 ประตูจาก 6 นัด[21] ต่อมา ในวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 19 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ คาร์ดิฟฟ์ซิตี ที่ คาร์ดิฟฟ์ซิตีสเตเดียม 6-3[22] [23] ต่อมา ในวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 20 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ 2-1 ทำให้ สเตอร์ริดจ์ เป็นนักเตะคนแรกนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1890 ที่สามารถยิงให้ ลิเวอร์พูล ได้ถึงหลัก 30 ลูก จากการลงเล่นเพียงแค่ 37 นัด ต่อมา สเตอร์ริดจ์ ได้ติด 1 ใน 6 เข้าชิงรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ รวมถึงเข้าชิงราวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ ในวันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์, สตีเวน เจอร์ราร์ด และ ลุยส์ ซัวเรซ 3 นักเตะของลิเวอร์พูล ได้ติดทีมยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ ต่อมา ในวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 นัดปิดฤดูกาล ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์ เจอกับ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด ในนัดนี้ ลิเวอร์พูล จะต้องชนะ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด และต้องลุ้นให้ เวสต์แฮมยูไนเต็ด เอาชนะ แมนเชสเตอร์ซิตี ที่ เอติฮัดสเตเดียม ลิเวอร์พูล ก็จะได้แชมป์พรีเมียร์ลีก โดย สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูชัยให้ ลิเวอร์พูล เอาชนะ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด 2-1 แต่สุดท้าย แมนเชสเตอร์ซิตี เอาชนะ เวสต์แฮมยูไนเต็ด 2-0 ทำให้ ลิเวอร์พูล พลาดโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อย่างน่าเสียดาย[24] จบฤดูกาล สเตอร์ริดจ์ ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้ 21 ประตู จาก 29 นัด และยิงได้ทั้งหมด 24 ประตู จาก 33 นัด รวมทุกรายการ[25] และช่วยให้ ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 2 ทำให้ ลิเวอร์พูล ได้กลับไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นับตั้งแต่ในปี 2009[26]

ฤดูกาล 2014-15[แก้]

สเตอร์ริดจ์ลงเล่นให้กับลิเวอร์พูล ในนัดที่อุ่นเครื่องเจอกับ โบรุสเซียดอร์ทมุนด์

ในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2014 พรีเมียร์ลีก นัดเปิดฤดูกาล 2014–15 ลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟีลด์เจอกับ เซาแธมป์ตัน โดยสเตอร์ริดจ์ได้ทำประตูชัยให้ลิเวอร์พูลเอาชนะ เซาแธมป์ตัน 2-1[27] ต่อมา สเตอร์ริดจ์ ได้มีอาการบาดเจ็บที่ต้นขาในระหว่างการฝึกซ้อมให้กับทีมชาติอังกฤษทำให้ต้องพักยาว 1 เดือน ต่อมา ในวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ตัดสินใจต่อสัญญาระยะยาวกับสโมสรลิเวอร์พูล ไปจนถึงปี 2019 พร้อมค่าเหนื่อยเพิ่มอีก 5 เท่า จาก 30,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ (ประมาณ 1,500,000 บาท) เป็น 150,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ (ประมาณ 7,500,000 บาท) [28] ต่อมา สเตอร์ริดจ์ ได้มีอาการบาดเจ็บอีกครั้งที่น่องยึดขณะลงฝึกซ้อมในวันพฤหัสบดี ทำให้ต้องพักยาวอีก 2-4 สัปดาห์ ต่อมา ในวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้มีอาการบาดเจ็บที่เดิมอีกครั้งที่ต้นขาในระหว่างการฝึกซ้อมให้กับสโมสรและมีการเปิดเผยว่า สเตอร์ริดจ์ ได้มีอาการบาดเจ็บที่ต้นขาเป็นครั้งที่ 9 แล้วทำให้ต้องพักยาวอีก 6 สัปดาห์ หลังจากนั้น สโมสรลิเวอร์พูล ได้ส่ง สเตอร์ริดจ์ ไปลอสแอนเจลิส ประเทศอเมริกา เพื่อไปซ้อมในอากาศที่อบอุ่นเพื่อทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้นใน 2 สัปดาห์

ในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 2015 สเตอร์ริดจ์ ได้กลับมาลงสนามอีกครั้งในรอบ 5 เดือน โดยลงสนามเป็นตัวสำรองแทน ลาซาร์ มาร์โควิช และได้ทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ เวสต์แฮมยูไนเต็ด 2-0[29] ต่อมา ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2015 เอฟเอคัพ รอบห้า สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูตีเสมอ ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ คริสตัลพาเลซ ที่เซลเฮิสต์พาร์ก 2-1 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบแปดทีมสุดท้ายของเอฟเอคัพ ได้สำเร็จ[30] ต่อมา ในวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 2015 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 3 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ เบิร์นลีย์ 2-0[31] ต่อมา ในวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 2015 สเตอร์ริดจ์ ยิงตีไข่แตกไล่ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่ก็แพ้ไป 1-2 ต่อมา สเตอร์ริดจ์ ได้มีอาการบาดเจ็บอีกครั้งที่บริเวณสะโพก โดยมีอาการกล้ามเนื้อสะโพกฉีกจากเกมลีกนัดที่แพ้ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 1-2 ทำให้เขาต้องถอนตัวจากทีมชาติอังกฤษ

ทีมชาติอังกฤษ[แก้]

ในวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2011 แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรกในนัดที่อุ่นเครื่องกระชับมิตรกับ สเปน และ สวีเดน ต่อมา ในวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูแรกให้กับทีมชาติ ในนัดที่เอาชนะ ซานมารีโน 8-0 ในฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก ต่อมา ในวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ. 2013 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 2 ให้กับทีมชาติ โดยยิงจุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ในนัดที่เอาชนะ มอนเตเนโกร 4-1 ที่สนามกีฬาเวมบลีย์ ต่อมา ในวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูที่ 3 ให้กับทีมชาติ ในนัดที่ อังกฤษ เปิดสนามกีฬาเวมบลีย์เอาชนะ เดนมาร์ก 1-0

ฟุตบอลโลก 2014[แก้]

ในวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 ทีมชาติอังกฤษได้เรียกตัว แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ติดรายชื่อ 23 คน ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล โดย อังกฤษ ได้อยู่กลุ่ม D ร่วมกับ อุรุกวัย, คอสตาริกา และ อิตาลี ในวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 2014 สเตอร์ริดจ์ ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในฟุตบอลโลก กลุ่ม D นัดแรก โดย สเตอร์ริดจ์ ได้ทำประตูแรกในฟุตบอลโลก ในนัดที่แพ้ให้กับ อิตาลี 1-2 สุดท้าย อังกฤษ ก็ต้องตกรอบแรก ได้อันดับสุดท้ายของกลุ่ม D เสมอ 1 แพ้ 2 (แพ้ อิตาลี 1-2, แพ้ อุรุกวัย 1-2 และ เสมอ คอสตาริกา 0-0) ทำให้ทีมชาติอังกฤษต้องจบเส้นทางฟุตบอลโลกที่บราซิลเพียงรอบแรกเท่านั้น และเป็นครั้งแรกในรอบ 56 ปีที่อังกฤษตกรอบแรกฟุตบอลโลก

ประตูในนามทีมชาติ[แก้]

ทีมชาติบริเตนใหญ่[แก้]

Goal วันที่ สนาม คู่แข่งขัน ประตู ผล การแข่งขัน
1. 29 กรกฎาคม 2012 สนามกีฬาเวมบลีย์, ลอนดอน, อังกฤษ Flag of the United Arab Emirates สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3–1 3–1 โอลิมปิกฤดูร้อน 2012
2. 1 สิงหาคม 2012 มิลเลนเนียมสเตเดียม, คาร์ดิฟฟ์, เวลส์ ธงชาติอุรุกวัย อุรุกวัย 1–0 1–0 โอลิมปิกฤดูร้อน 2012

ทีมชาติอังกฤษ[แก้]

# วันที่ สนาม คู่แข่งขัน ประตู ผล การแข่งขัน
1 22 มีนาคม 2013 Serravalle Stadium, ซานมารีโน ธงชาติซานมารีโน ซานมารีโน
7–0
8–0
ฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก
2 11 ตุลาคม 2013 สนามกีฬาเวมบลีย์, อังกฤษ ธงชาติมอนเตเนโกร มอนเตเนโกร
4–1
4–1
ฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก
3 5 มีนาคม 2014 สนามกีฬาเวมบลีย์, อังกฤษ ธงชาติเดนมาร์ก เดนมาร์ก
1–0
1–0
เกมอุ่นเครื่องกระชับมิตร
4 30 พฤษภาคม 2014 สนามกีฬาเวมบลีย์, อังกฤษ ธงชาติเปรู เปรู
1–0
3–0
เกมอุ่นเครื่องกระชับมิตร
5 14 มิถุนายน 2014 Arena da Amazônia, บราซิล ธงชาติอิตาลี อิตาลี
1–1
1–2
ฟุตบอลโลก 2014

สถิติ[แก้]

สโมสร[แก้]

สโมสร ฤดูกาล ลีก ฟุตบอลถ้วย ลีกคัพ ยุโรป อื่น ๆ รวม
ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู
แมนเชสเตอร์ซิตี 2006–07 2 0 0 0 0 0 0 0 0 0 2 0
2007–08 3 1 1 1 0 0 0 0 0 0 4 2
2008–09 16 4 1 0 1 0 8 0 0 0 21 4
รวม 21 5 2 1 1 0 8 0 0 0 32 6
เชลซี 2009–10 13 1 4 4 1 0 2 0 1 0 20 5
2010–11 13 0 1 2 1 0 5 2 0 0 21 4
2011–12 30 11 4 1 2 1 7 0 0 0 43 13
2012–13 7 1 0 0 1 1 2 0 2 0 12 2
รวม 63 13 9 7 5 2 16 2 3 0 96 24
โบลตันวอนเดอเรอส์ 2010–11 12 8 0 0 0 0 0 0 0 0 12 8
รวม 12 8 0 0 0 0 0 0 0 0 12 8
ลิเวอร์พูล 2012–13 14 10 2 1 0 0 0 0 0 0 16 11
2013–14 29 21 2 1 2 2 0 0 0 0 33 24
2014–15 12 4 4 1 0 0 2 0 0 0 18 5
รวม 55 35 8 3 2 2 2 0 0 0 67 40
รวมทั้งหมด 151 61 19 11 8 4 26 2 3 0 207 78

ทีมชาติ[แก้]

ทีมชาติ ปี กระชับมิตร รอบคัดเลือก ทัวร์นาเมนต์ รวม
ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู
อังกฤษ 2011 1 0 0 0 1 0
2012 2 0 1 0 0 0 3 0
2013 2 0 3 2 5 2
2014 5 2 0 0 2 1 7 3
รวม 10 2 4 2 2 1 16 5

เกียรติประวัติ[แก้]

สโมสร[แก้]

เชลซี

รางวัลส่วนตัว[แก้]

  • ทีมยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ (1) : 2013–14
  • นักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก (2) : สิงหาคม 2013, กุมภาพันธ์ 2014
  • UEFA Euro U-21 Team of the Tournament (1) : 2011
  • นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของแมนเชสเตอร์ซิตี (1) : 2008–09
  • Standard Chartered Liverpool Player of the Month (2) : สิงหาคม 2013[32], กุมภาพันธ์ 2014
  • ประตูยอดเยี่ยมประจำเดือนของอีเอ สปอร์ตส์ (3) : สิงหาคม 2013[33], ตุลาคม 2013[34], มกราคม 2014

อ้างอิง[แก้]

  1. "Search 1984 to 2006 – Birth, Marriage and Death indexes". Findmypast.com. สืบค้นเมื่อ 14 September 2009. 
  2. "Manchester United 2–1 Liverpool" BBC Sport. 13 January 2013. Retrieved 13 January 2013.
  3. "Manchester City 2–2 Liverpool" BBC Sport. 3 February 2013. Retrieved 3 February 2013.
  4. "Liverpool 5–0 Swansea" BBC Sport. 17 February 2013. Retrieved 17 February 2013.
  5. แมตช์คลาสสิก: นิวคาสเซิล แพ้ ลิเวอร์พูล 0-6 ปี 2013
  6. "Fulham 1–3 Liverpool" BBC Sport. 12 May 2013. Retrieved 13 May 2013.
  7. "Liverpool 1–0 Stoke" BBC Sport. 17 August 2013. Retrieved 17 August 2013.
  8. สเตอร์ริดจ์ และมิโญเล่ต์ ช่วยคว้าชัยเกมนัดแรกให้ลิเวอร์พูล
  9. สเตอร์ริดจ์ซัลโวให้ลิเวอร์พูลเข้ารอบถ้วยแคปิตอล วัน
  10. ร็อดเจอร์สกับสเตอร์ริดจ์ควงคู่คว้ายอดเยี่ยมประจำเดือนสิงหาคม
  11. "Liverpool 1–0 Man Utd" BBC Sport. 1 September 2013. Retrieved 1 September 2013.
  12. สเตอร์ริดจ์ฉลองวันเกิดด้วยการล้มแมนฯ ยูไนเต็ด
  13. "Liverpool 4–1 West Bromwich Albion" BBC Sport. 26 October 2013. Retrieved 26 October 2013.
  14. ภาพการแข่งขันลิเวอร์พูลพบสโต๊ก ซิตี้
  15. ปฏิบัติการ SAS ช่วยเก็บชัยชนะถึงถิ่นสโต๊ก
  16. ภาพการแข่งขันลิเวอร์พูลพบเอฟเวอร์ตัน
  17. ลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะเอฟเวอร์ตันสุดประทับใจ 4-0
  18. ภาพการแข่งขันลิเวอร์พูลพบอาร์เซนอล
  19. ลิเวอร์พูลเปิดแอนฟิลด์ถล่มอาร์เซนอล 5-1
  20. "Liverpool 4–3 Swansea" BBC Sport. 23 February 2014. Retrieved 23 February 2014.
  21. สเตอร์ริดจ์ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก
  22. ภาพการแข่งขันลิเวอร์พูลเยือนคาร์ดิฟฟ์
  23. แฮตทริกของซัวเรซช่วยให้ลิเวอร์พูลบุกชนะคาร์ดิฟฟ์ 6-3
  24. ลิเวอร์พูลต่อสู้กลับมาเป็นผู้ชนะและคว้าตำแหน่งรองแชมป์
  25. 5 สถิติอันน่าทึ่งของแดเนียล สเตอร์ริดจ์
  26. 45 สถิติจากฤดูกาลที่น่าจดจำ
  27. ลูกยิงของสเตอร์ริดจ์ช่วยให้ลิเวอร์พูลเฉือนชนะทีมนักบุญ
  28. แดเนียล สเตอร์ริดจ์ เซ็นสัญญาระยะยาวกับสโมสรลิเวอร์พูล
  29. สเตอร์ริดจ์ยิงในเกมที่หงส์แดงเอาชนะขุนค้อน
  30. ประตูชัยของลัลลานา ส่งลิเวอร์พูลผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ เอฟเอ คัพ
  31. ประตูของเฮนเดอร์สัน และสเตอร์ริดจ์ ช่วยลิเวอร์พูลเก็บชัยเหนือเบิร์นลีย์
  32. ประกาศรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของลิเวอร์พูล
  33. ลิเวอร์พูลประกาศประตูยอดเยี่ยมประจำเดือนสิงหาคม
  34. ประกาศผลการโหวตประตูยอดเยี่ยมประจำเดือนตุลาคม

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]