เจ้าหญิงไอรีนแห่งเฮสส์และไรน์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจ้าหญิงไอรีนแห่งเฮสส์และไรน์

เจ้าหญิงไอรีนแห่งเฮสส์และไรน์ (Princess Irene of Hesse and by Rhine พระนามเต็ม ไอรีน หลุยส์ มาเรีย แอนนา; ประสูติ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2409 สิ้นพระชนม์ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496) เป็นพระธิดาในลำดับที่สามของเจ้าหญิงอลิซแห่งสหราชอาณาจักรและแกรนด์ดยุคลุดวิกที่ 4 แห่งเฮสส์และไรน์ และมีพระอัยกาและอัยยิกาฝ่ายพระชนนีคือ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย และ เจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งแซ็กซ์-โคบูร์กและก็อตธา ส่วนพระอัยกาและอัยยิกาฝ่ายพระชนกคือ เจ้าชายคาร์ลแห่งเฮสส์และไรน์ และ เจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งปรัสเซีย พระองค์เป็นพระชายาในเจ้าชายไฮน์ริชแห่งปรัสเซีย พระญาติชั้นที่หนึ่ง และนอกจากนี้ก็ทรงเป็นพาหะของโรคเฮโมฟีเลียเช่นเดียวกับพระกนิษฐาคือ เจ้าหญิงอลิกซ์ โดยพระโอรสสองในสามพระองค์ประชวรเป็นโรคเฮโมฟีเลียด้วย

เจ้าหญิงอลิกซ์ พระขนิษฐาทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งรัสเซีย โดยทรงเปลี่ยนมาใช้พระนามใหม่ว่า อเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนา พระอัครมเหสีในสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลาสที่ 2 แห่งรัสเซีย และเจ้าชายแอร์นส์ ลุดวิก พระอนุชาทรงเป็นแกรนด์ดยุคครองรัฐแห่งเฮสส์และไรน์ ส่วนเจ้าหญิงวิกตอเรีย พระภคินีองค์โตได้อภิเษกสมรสกับ เจ้าชายหลุยส์แห่งแบ็ตเต็นเบิร์ก ซึ่งต่อมาทั้งสองทรงเป็นมาร์ควิสและมาร์ชเนสแห่งมิลฟอร์ดฮาเว็น และเจ้าหญิงเอลิซาเบธ พระภคินีอีกพระองค์หนึ่ง (ซึ่งต่อมาทรงได้รับการยกย่องจากศาสนจักรออร์โธด็อกซ์รัสเซียให้เป็นนักบุญเอลิซาเบธ ผู้เสียสละ) อภิเษกสมรสกับ แกรนด์ดยุคเซอร์เกย์ อเล็กซานโดรวิชแห่งรัสเซีย

ชีวิตในวัยเยาว์[แก้]

เจ้าหญิงประสูติในวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2409 ณ พระราชวังใหม่ เมืองดาร์มสตัดท์ โดยทรงได้รับพระนามแรก ที่มาจากภาษากรีก แปลว่า "สันติภาพ" เนื่องจากพระองค์ประสูติในช่วงของการสิ้นสุดสงครามออสเตรีย-ปรัสเซีย[1] เจ้าหญิงอลิซทรงเห็นว่าเจ้าหญิงไอรีนทรงเป็นเด็กที่ไม่มีเสน่ห์ดึงดูดและครั้งหนึ่งทรงเขียนถึงเจ้าหญิงวิกตอเรีย พระภคินีว่าไอรีนนั้น "ไม่สวยน่ารัก"[2] แม้ว่าจะไม่มีพระสิริโฉมงามเท่าเจ้าหญิงเอลิซาเบธ แต่เจ้าหญิงทรงสุภาพเรียบร้อย ถึงแม้จะเป็นแค่ลักษณะนิสัย เจ้าหญิงอลิซทรงอบรมเลี้ยงดูพระธิดาแบบเรียบง่าย มีพระพี่เลี้ยงชาวอังกฤษควบคุมดูแลพระโอรสและธิดา และให้เสวยพระกระยาหารพวกข้าวบดเหลวกับแอ็ปเปิ้ลอบ และสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดา ทรงสอนพระธิดาเรื่องการบ้านการเรือน เช่น การอบขนมเค้ก จัดปูเตียง จุดไฟในเตาผิง และปัดกวาดฝุ่นให้ห้องนอน เจ้าหญิงอลิซยังทรงเน้นถึงความจำเป็นในการช่วยเหลือคนจนและพาพระธิดาไปในการเยี่ยมเยียนโรงพยาบาลและงานการกุศลต่างๆ ด้วย[3]

ในปี พ.ศ. 2416 ทั้งครอบครัวรู้สึกโศกเศร้าเมื่อเจ้าชายฟรีดริช ซึ่งมีพระนามเรียกเล่นว่า "ฟริตตี้" พระอนุชาที่ประชวรโรคเฮโมฟีเลียของเจ้าหญิงไอรีน พลัดตกจากหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ พระเศียรติดอยู่กับราวระเบียง และได้สิ้นพระชนม์ในอีกหลายชั่วโมงต่อมาเนื่องจากพระโลหิตคั่งในสมอง[4] ต่อมาอีกหลายเดือนหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระโอรสวัยเยาว์ เจ้าหญิงอลิซก็ทรงนำพระโอรสและธิดาไปยังหลุมฝังพระศพเพื่อสวดมนต์ต์และทรงหดหู่เมื่อถึงการฉลองครบรอบที่เกี่ยวกับพระองค์[5] ในฤดูใบไม้ร่วงของปี พ.ศ. 2421 เจ้าหญิงไอรีน พระภคินี พระอนุชา พระกนิษฐาและพระชนกประชวรด้วยโรคคอตีบ เจ้าหญิงมารี ซึ่งมีพระนามเรียกเล่นว่า "เมย์" ก็ได้สิ้นพระชนม์ด้วยโรคนี้ ส่วนพระชนนีซึ่งทรงเหนื่อยล้าจากการพยาบาลพระโอรสและธิดา ทรงติดโรคนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อทรงทราบว่าประชวรใกล้สิ้นพระชนม์ เจ้าหญิงอลิซก็ทรงสั่งเสียความปรารถนาต่างๆ รวมถึงคำแนะนำในการเลี้ยงดูพระธิดาและดูแลการบ้านการเรือนกับพระสวามี เจ้าหญิงสิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคคอตีบเมื่อธันวาคม พ.ศ. 2421[6]

หลังจากการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงอลิซ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงตกลงพระทัยจะเป็นเหมือนเป็นพระชนนีให้กับพระราชนัดดาในราชวงศ์เฮสส์ เจ้าหญิงไอรีน พระภคินี พระกนิษฐาและพระอนุชาที่ยังทรงพระชนม์อยู่ ได้ทรงประทับอยู่ในอังกฤษช่วงวันหยุดต่างๆ และพระอัยยิกาทรงก็ส่งคำแนะนำเกี่ยวกับการศึกษาและความเห็นเกี่ยวกับฉลองพระองค์ของพระราชนัดดามายังพระอาจารย์ด้วย[7]

อภิเษกสมรส[แก้]

เจ้าหญิงไอรีนทรงอภิเษกสมรสวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2431 ณ ปราสาทชาร์ล็อตเต็นบูร์ก กรุงเบอร์ลิน กับ เจ้าชายไฮน์ริชแห่งปรัสเซีย พระราชโอรสพระองค์ที่สองในสมเด็จพระจักรพรรดิฟรีดริชที่ 3 แห่งเยอรมนี และ เจ้าฟ้าหญิงวิกตอเรีย พระวรราชกุมารี พระจักรพรรดินีมเหสีแห่งเยอรมนี ในฐานะที่พระชนนีของทั้งสองพระองค์ทรงเป็นพี่น้องกัน เจ้าหญิงไอรีนและเจ้าชายไฮน์ริชเป็นพระญาติชั้นที่หนึ่งของกันและกัน[8] การอภิเษกสมรสสร้างความไม่พอพระทัยแก่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เพราะพระองค์ไม่เคยทรงทราบถึงการขอความรักกันจนกระทั่งทั้งสองพระองค์ตกลงพระทัยที่จะอภิเษกสมรส[9] เจ้าหญิงวิกตอเรีย พระจักรพรรดินีมเหสีทรงพอพระทัยในตัวเจ้าหญิงไอรีนมาก อย่างไรก็ดี จักรพรรดินีทรงตกพระทัยมากเนื่องจากเจ้าหญิงไอรีนมิทรงสวมผ้าคลุมไหล่หรือผ้าคุลมบ่าเพื่ออำพรางพระอุทรขณะทรงพระครรภ์พระโอรสพระองค์แรกคือ เจ้าชายวัลเดมาร์ ซึ่งประชวรด้วยโรคเฮโมฟีเลียในปี พ.ศ. 2432 จักรพรรดินีที่ทรงสนพระทัยในการเมืองและเหตุการณ์ปัจจุบันยังทรงไม่เข้าพระทัยอีกด้วยว่าทำไมเจ้าชายไฮน์ริชและเจ้าหญิงไอรีนไม่เคยทรงอ่านหนังสือพิมพ์เลย[10] อย่างไรก็ตามทั้งสองพระองค์ทรงอภิเษกสมรสกันด้วยความสุขและทรงเป็นที่รู้จักว่า "The Very Amiables" (คู่ที่น่ารักมาก) ในหมู่พระประยูรญาติ เนื่องจากลักษณะท่าทางอันสุภาพเรียบร้อย ทั้งสองพระองค์มีพระโอรสสามพระองค์คือ

เชื้อสายของเจ้าชายไฮน์ริชและเจ้าหญิงไอรีนประกอบด้วยพระนัดดาสององค์ พระปนัดดาสององค์ และโอรสธิดาของพระปนัดดาอีกหกคน[12]

สัมพันธ์ในครอบครัว[แก้]

เจ้าหญิงได้ทรงถ่ายทอดพันธุกรรมเฮโมฟีเลียไปยังเจ้าชายวัลเดมาร์และเจ้าชายไฮน์ริช พระโอรสองค์โตและองค์เล็ก พระพลานามัยของเจ้าชายวัลเดมาร์น่าเป็นห่วงมากสำหรับพระองค์เมื่อทรงพระเยาว์[13] ต่อมาก็ยังทรงโทมนัสเป็นอันมากเมื่อเจ้าชายไฮน์ริช พระโอรสองค์เล็กชนมายุ 4 ชันษา สิ้นพระชนม์หลังจากหกล้มและพระเศียรกระแทกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2447[14] หลังจากการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายไฮน์ริช เจ้าหญิงอลิกซ์ ซึ่งเป็นพระขนิษฐาที่ขณะนี้เป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีอเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย ทรงมีประสูติกาลพระโอรสที่ประชวรด้วยโรคเฮโมฟีเลีย พระนามว่า มกุฎราชกุมารอเล็กซิส ส่วนสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย ยูจีเนียแห่งสเปน พระญาติชั้นที่หนึ่งก็มีพระโอรสที่ประชวรด้วยโรคเฮโมฟีเลียสองพระองค์เช่นกัน

เจ้าหญิงไอรีนที่ทรงได้รับการเลี้ยงดูมาให้เชื่อวิถีความพฤติสมัยวิกตอเรียอย่างแท้จริง ทรงตกพระทัยอย่างง่ายดายกับสิ่งที่เห็นว่าเป็นความไร้ศีลธรรม [15] เมื่อเจ้าหญิงเอลิซาเบธ พระภคินีทรงเลิกนับถือนิกายลูเธอรันเยอรมัน ที่ทั้งสองพระองค์ทรงเติบโตมาและเข้ารีตในศาสนจักรออร์โธด็อกซ์รัสเซียในปี พ.ศ. 2434 เจ้าหญิงทรงรู้สึกเศร้าพระทัยมาก พระองค์ทรงเขียนถึงพระชนกว่าทรง"ร้องไห้อย่างหนัก"กับการตัดสินใจของเจ้าหญิงเอลิซาเบธ[16] ต่อมาเจ้าหญิงอลิกซ์ได้ทรงเข้ารีตในศาสนจักรออร์โธด็อกซ์รัสเซียด้วยเช่นกันเมื่อทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลาสที่ 2 แห่งรัสเซีย แม้ว่าจะทรงผิดหวังกับการเลือกนับถือศาสนา พระองค์ยังคงใกล้ชิดสนิทสนมกับพระภคินีและขนิษฐาทั้งสอง ในปี พ.ศ. 2450 เจ้าหญิงไอรีนทรงช่วยเหลือจัดแจงการอภิเษกสมรสที่ต่อมาเป็นเสมือนหายนะระหว่างแกรนด์ดัชเชสมาเรีย ปาฟลอฟนาแห่งรัสเซียกับเจ้าชายวิลเฮล์มแห่งสวีเดน ดยุคแห่งโซเดอร์มันลานด์[17] สมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน พระชนนีในเจ้าชายวิลเฮล์มทรงเป็นสหายเก่าของทั้งเจ้าหญิงเอลิซาเบธและเจ้าหญิงไอรีน [18] แกรนด์ดัชเชสมาเรียทรงเขียนเล่าต่อมาว่าเจ้าหญิงไอรีนทรงกดดันพระองค์ให้ทำพิธีอภิเษกสมรสให้ลุล่วงเมื่อทรงสงสัย พระองค์ตรัสกับแกรนด์ดัชเชสว่าการล้มเลิกงานพิธีจะทำให้เจ้าหญิงเอลิซาเบธ"เสียใจอย่างมาก"[19] ในปี พ.ศ. 2455 เจ้าหญิงไอรีนทรงเป็นหนึ่งในแรงสนับสนุนต่อเจ้าหญิงอลิกซ์ พระขนิษฐา เมื่อมกุฎราชกุมารอเล็กซิสใกล้สิ้นพระชนม์จากความซับซ้อนของโรคเฮโมฟีเลียที่เรือนล่าสัตว์ของราชวงศ์ในประเทศโปแลนด์[20]

ปลายพระชนม์ชีพ[แก้]

ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหญิงไอรีนกับพระภคินีและพระขนิษฐาต้องแตกแยกออกจากการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งทำให้ต้องทรงอยู่กันคนละฝ่าย เมื่อสงครามสิ้นสุดลง พระองค์ทรงได้ข่าวว่าเจ้าหญิงอลิกซ์ พระสวามี พระโอสธิดาและเจ้าหญิงเอลิซาเบธ พระภคินีทรงถูกปลงพระชนม์โดยพวกบอลเชวิค หลังจากสงครามและการสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ประเทศเยอรมนีไม่ได้ปกครองด้วยราชวงศ์ปรัสเซียอีกต่อไป แต่เจ้าหญิงไอรีนกับพระสวามียังคงประทับในตำหนักเฮมเมลมาร์ค ทางตอนเหนือของประเทศอยู่

เมื่อแอนนา แอนเดอร์สันปรากฏตัวขึ้นที่กรุงเบอร์ลินในปี พ.ศ. 2464 โดยอ้างว่าเป็นแกรนด์ดัชเชสอนาสตาเซีย นิโคไลเยฟนาแห่งรัสเซีย ผู้รอดชีวิตจากการปลงพระชนม์พระราชวงศ์ เจ้าหญิงไอรีนเสด็จไปพบกับหญิงสาวคนนั้นแต่ตัดสินว่านางแอนเดอร์สันไม่ใช่พระนัดดาที่ทรงพบครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2456[21] เจ้าชายไฮน์ริช พระสวามีทรงกล่าวว่าการพูดถึงนางแอนเดอร์สันรบกวนพระทัยเจ้าหญิงไอรีนมากเกินไปและทรงสั่งว่าห้ามมิให้ใครพูดถึงหญิงคนนั้นเมื่อพระองค์ทรงอยู่ด้วย เจ้าชายไฮน์ริชสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2472 และอีกหลายปีต่อมา เจ้าชายซิกิสมุนด์ พระโอรสทรงตั้งคำถามกับนางแอนเดอร์สันผ่านสื่อกลางเกี่ยวกับวัยเยาว์ที่มีร่วมกันและกล่าวว่าคำตอบถูกหมดทุกขัอ[22] เจ้าหญิงไอรีนทรงรับอุปการะเจ้าหญิงบาร์บารา พระธิดาในเจ้าชายซิกิสมุนด์ ที่ประสูติในปี พ.ศ. 2463 ไว้เป็นทายาทหลังจากที่เจ้าชายได้เสด็จออกจากเยอรมนีเพื่อไปประทับยังประเทศคอสตาริกาในช่วงทศวรรษที่ 1930 เจ้าชายซิกิสมุนด์ทรงปฏิเสธที่จะเสด็จกลับมาประทับในเยอรมนีหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2[23] เจ้าหญิงไอรีนทรงโทมนัสอย่างแสนสาหัสเมื่อเจ้าชายวัลเดมาร์ พระโอรสองค์โตประชวรด้วยโรคเฮโมฟีเลียในปี พ.ศ. 2488 และสิ้นพระชนม์เนื่องจากการขาดเลือดสำหรับการถ่ายโลหิต ส่วนเจ้าหญิงก็สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496 สิริพระชนมายุได้ 87 พรรษา 4 เดือน โดยได้ทรงทิ้งพระตำหนักเฮมเมลมาร์คไว้ให้เป็นมรดกแก่พระนัดดา

พระอิสริยยศ[แก้]

  • พ.ศ. 2409 - พ.ศ. 2431: สมเด็จพระองค์เจ้าหญิงไอรีนแห่งเฮสส์และไรน์ (Her Grand Ducal Highness Princess Irene of Hesse and by Rhine)
  • พ.ศ. 2431 - พ.ศ. 2496: สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงไอรีนแห่งปรัสเซีย (Her Royal Highness Princess Irene of Prussia)

อ้างอิง[แก้]

  1. Mager (1998), p. 27
  2. Pakula (1995), p. 322
  3. Mager (1998), pp. 28-29
  4. Mager (1998), p. 45
  5. Mager (1998), pp. 45-46
  6. Mager (1998), p. 56
  7. Mager (1998), p. 57
  8. Mager (1998), p. 111
  9. Queen Victoria (1975)
  10. Pakula (1995), p. 513
  11. Eilers (1997), p. 130-131
  12. Paul Theroff (2007). ""Mecklenburg"". An Online Gotha. สืบค้นเมื่อ 27 มีนาคม พ.ศ. 2550. 
  13. Pakula (1995), p. 537
  14. Maylunas and Mironenko (1997), pp. 239-240
  15. Massie (1995), p. 165
  16. Mager (1998), p. 135.
  17. Mager (1998), p. 228
  18. Mager (1998), p. 228
  19. Grand Duchess Marie (1930)
  20. Maylunas and Mironenko (1997), p. 355
  21. Kurth (1983), p. 51
  22. Kurth (1983), p. 272
  23. Kurth (1983), p. 428
  • Eilers, Marlene A. (1997), Queen Victoria’s Descendants, Rosvall Royal Books, Falköping, 2nd Edition. ISBN 9-163-05964-9.
  • Kurth, Peter (1983). Anastasia: The Riddle of Anna Anderson. Little, Brown, and Company. ISBN 0-316-50717-2.
  • Grand Duchess Marie (1930). Education of a Princess: A Memoir. Viking Press.
  • Mager, Hugo (1998). Elizabeth: Grand Duchess of Russia. Carroll and Graf Publishers, Inc. ISBN 0-7867-0678-3
  • Massie, Robert K. (1995). The Romanovs: The Final Chapter. Random House. ISBN 394-58048-6
  • Mironenko, Sergei, and Maylunas, Andrei (1997). A Lifelong Passion: Nicholas and Alexandra: Their Own Story. Doubleday. ISBN 0-385-48673-1.
  • Pakula, Hannah (1995). An Uncommon Woman: The Empress Frederick: Daughter of Queen Victoria, Wife of the Crown Prince of Prussia, Mother of Kaiser Wilhelm. Simon and Schuster. ISBN 0-684-84216-5.
  • Queen Victoria (1975). Advice to my grand-daughter: Letters from Queen Victoria to Princess Victoria of Hesse. Simon and Schuster. ISBN-10 0671222422