พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
King Buddha Yodfa Chulaloke.jpg

พระบรมนามาภิไธย ทองด้วง
พระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนารถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
พระราชอิสริยยศ พระมหากษัตริย์กรุงรัตนโกสินทร์
ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี
ครองราชย์ 6 เมษายน พ.ศ. 2325
บรมราชาภิเษก 13 มิถุนายน พ.ศ. 2325
ระยะครองราชย์ 27 ปี
รัชกาลก่อนหน้า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
รัชกาลถัดไป พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
วัดประจำรัชกาล วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279
สวรรคต 7 กันยายน พ.ศ. 2352
รวมพระชนมพรรษา 73 พรรษา
พระบรมราชชนก สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก
พระบรมราชชนนี สมเด็จพระราชชนนีดาวเรือง
พระอัครมเหสี สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี
พระราชโอรส/ธิดา 42 พระองค์

พระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนารถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (20 มีนาคม พ.ศ. 22797 กันยายน พ.ศ. 2352) พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกในราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพเมื่อ วันพุธ เดือน 4 แรม 5 ค่ำ ปีมะโรงอัฐศก เวลา 3 ยาม ตรงกับวันที่ 20 มีนาคม พุทธศักราช 2279 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ขณะมีพระชนมายุได้ 46 พรรษา และทรงย้ายราชธานีจากฝั่งธนบุรีมาอยู่ฝั่งพระนคร และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับ

พระราชประวัติ[แก้]

พระราชสมภพ[แก้]

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีพระนามเดิมว่า ทองด้วง เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279 ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา พระองค์เป็นบุตรคนที่ 4 ของพระอักษรสุนทรศาสตร์ (ทองดี) ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก

พระเชษฐภคินีและพระเชษฐาและพระอนุชา[แก้]

และมีพระอนุชาที่เกิดกับคุณหญิงมา ภรรยาคนที่2ของพระอักษรสุนทรศาสตร์(ทองดี)คือ

และมีพระขนิษฐาที่เกิดกับคุณหญิงหยก ภรรยาคนที่3ของพระอักษรสุนทรศาสตร์(ทองดี)คือ

เมื่อเจริญวัยขึ้นได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต (ต่อมา คือ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร) ครั้นพระชนมายุครบ 21 พรรษา ก็เสด็จออกผนวชเป็นภิกษุอยู่วัดมหาทลาย 1 พรรษา แล้วลาผนวชเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กหลวงในสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรดังเดิม เมื่อพระชนมายุได้ 25 พรรษา พระองค์เสด็จออกไปรับราชการที่เมืองราชบุรีในตำแหน่ง "หลวงยกกระบัตร" ในแผ่นดินสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์[1] และได้สมรสกับคุณนาค (ภายหลังได้รับการสถาปนาที่ สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี) ธิดาในตระกูลเศรษฐีมอญที่มีรกรากอยู่ที่บ้านอัมพวา เมืองสมุทรสงคราม[2]

รับราชการในสมัยกรุงธนบุรี[แก้]

พระมหากษัตริย์แห่ง
ราชวงศ์จักรี
Buddha Yodfa Chulaloke portrait.jpg พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
Buddha Loetla Nabhalai portrait.jpg พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
Nangklao portrait.jpg พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
Rama4 portrait (cropped).jpg พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
King Chulalongkorn.jpg พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
King Vajiravudh.jpg พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
Prajadhipok portrait.jpg พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
Ananda Mahidol portrait.jpg พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
Bhumibol Adulyadej portrait.jpg พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
    

ภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่าแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์และย้ายราชธานีมายังกรุงธนบุรี ในขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุได้ 32 พรรษาและได้เข้าถวายตัวรับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตามคำชักชวนของพระมหามนตรี (บุญมา) (ต่อมา คือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท) โดยทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น "พระราชริน (พระราชวรินทร์)" เจ้ากรมพระตำรวจนอกขวา และทรงย้ายนิวาสสถานมาอยู่ที่บริเวณวัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ในปัจจุบัน) ในปี พ.ศ. 2311 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จขึ้นไปตีเมืองพิมายซึ่งมีกรมหมื่นเทพพิพิธเป็นเจ้าเมืองพิมายอยู่ พระองค์และพระมหามนตรีได้รับพระราชโองการให้ยกทัพร่วมในศึกครั้งนี้ด้วย หลังจากการศึกในครั้งนี้ พระองค์ทรงได้รับการเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "พระยาอไภยรณฤทธิ์" จางวางพระตำรวจฝ่ายขวา เพื่อเป็นการปูนบำเหน็จที่มีความชอบในการสงครามครั้งนี้

หลังจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยกทัพขึ้นไปปราบเจ้าพระฝางสำเร็จแล้ว มีพระราชดำริว่าเจ้าพระยาจักรีแขก นั้นมิแกล้วกล้าในการสงคราม ดังนั้น จึงโปรดตั้งพระองค์ขึ้นเป็น "พระยายมราช" เสนาธิบดีกรมพระนครบาล โดยให้ว่าราชการที่สมุหนายกด้วย เมื่อเจ้าพระยาจักรีแขกถึงแก่กรรมแล้ว พระองค์จึงได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "เจ้าพระยาจักรี" อัครมหาเสนากรมมหาดไทย พร้อมทั้งโปรดให้เป็นแม่ทัพเพื่อไปตีกรุงกัมพูชา โดยสามารถตีเมืองพระตะบอง เมืองโพธิสัตว์ เมืองบริบูรณ์ และเมืองพุทไธเพชร (เมืองบันทายมาศ) ได้ เมื่อสิ้นสงครามสมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดให้นักองค์รามาธิบดีไปครองเมืองพุทไธเพชรให้เป็นใหญ่ในกรุงกัมพูชา และมีพระดำรัสให้เจ้าพระยาจักรีและพระยาโกษาธิบดีอยู่ช่วยราชการที่เมืองพุทไธเพชรจนกว่าเหตุการณ์จะสงบราบคาบก่อน

พระองค์เป็นแม่ทัพทำราชการสงครามกับพม่า เขมรและลาว จนมีความชอบในราชการมากมาย ดังนั้น จึงได้รับการเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พิฤกมหิมา ทุกนัครระอาเดช นเรศรราชสุริยวงษ์ องค์อรรคบาทมุลิกากร บวรรัตนบรินายก" และทรงได้รับพระราชทานให้ทรงเสลี่ยงงากลั้นกลดและมีเครื่องยศเสมอยศเจ้าต่างกรม[3][4]

เมื่อถึงปี พ.ศ. 2325 ได้เกิดจลาจลขึ้นในกรุงธนบุรี คือ พระยาสรรค์ ได้ตั้งตัวเป็นกบฏ ขณะนั้นพระองค์ท่านเป็น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้เสด็จกลับจากกัมพูชา มาที่ กรุงธนบุรี แล้วปราบปรามกบฏและนำสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไปสำเร็จโทษ เหตุเพราะมีพระสติวิปลาส จึงให้นำไปสำเร็จโทษด้วยการ "ตัดพระเศียร"[5] สมัยกรุงธนบุรีจึงสิ้นสุดลงในที่สุด

ปราบดาภิเษก[แก้]

หลังจากนั้นในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 หลังจากที่พระองค์ทรงปราบปรามกบฏเรียบร้อยแล้ว ทางอาณาประชาราษฎร์ได้อัญเชิญเสด็จขึ้นปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ขณะที่มีพระชนมายุได้ 46 พรรษา พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีราชธานีเดิมที่อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยามายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา พระองค์โปรดให้สร้างพระราชวังหลวงและโปรดเกล้า ฯ ให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรมาประดิษฐานยังวัดวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉลองสมโภชพระนครเป็นเวลา 3 วัน ครั้งเสร็จการฉลองพระนครแล้ว พระองค์พระราชทานนามพระนครแห่งใหม่ให้ต้องกับนามพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรว่า "กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์" หรือเรียกอย่างสังเขปว่า "กรุงเทพมหานคร"

สวรรคต[แก้]

หลังจากการฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็ทรงพระประชวรด้วยพระโรคชรา พระอาการทรุดลงตามลำดับ จนกระทั่ง เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2352 ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณรวมพระชนมายุได้ 73 พรรษา เสด็จอยู่ในราชสมบัติ 27 ปี

พระบรมศพถูกเชิญลงสู่พระลองเงินประกอบด้วยพระโกศทองใหญ่แล้วเชิญไปประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายใต้พระมหาเศวตฉัตร ตั้งเครื่องสูงและเครื่องราชูปโภคเฉลิมพระเกียรติยศตามโบราณราชประเพณี พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม ประโคมกลองชนะตามเวลา ดังเช่นงานพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินสมัยกรุงศรีอยุธยาทุกประการ จนกระทั่ง พ.ศ. 2354 พระเมรุมาศซึ่งสร้างตามแบบพระเมรุมาศสำหรับพระเจ้าแผ่นดินสมัยกรุงศรีอยุธยาได้สร้างแล้วเสร็จ จึงเชิญพระบรมโกศจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทขึ้นประดิษฐาน ณ พระเมรุมาศ แล้วจักให้มีการสมโภชพระบรมศพเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน จึงถวายพระเพลิงพระบรมศพ หลังจากนั้น มีการสมโภชพระบรมอัฐิและบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อแล้วเสร็จจึงเชิญพระบรมอัฐิประดิษฐาน ณ หอพระธาตุมณเฑียร ภายในพระบรมมหาราชวัง ส่วนพระบรมราชสรีรางคารเชิญไปลอยบริเวณหน้าวัดปทุมคงคา เมื่อ 23พฤษภาคม2543รัชกาลที่9 มีพระชนม์มายุเท่าพระองค์นับว่ามากที่สุดในประเทศไทย

พระราชกรณียกิจ[แก้]

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร (หรือกรุงรัตนโกสินทร์) เป็นราชธานี และทรงสถาปนาราชวงศ์จักรีปกครองราชอาณาจักรไทยเมื่อ พ.ศ. 2325 ภายหลังการเสด็จเสวยราชย์แล้ว พระองค์ทรงมีพระราชกรณีกิจที่สำคัญยิ่ง คือ การป้องกันราชอาณาจักรให้ปลอดภัยและทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยอันเป็นมรดกตกทอกมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยา การที่ไทยสามารถปกป้องการรุกรานของข้าศึกจนประสบชัยชนะทุกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพระองค์ในการบัญชาการรบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามกับพม่าใน พ.ศ. 2328 ที่เรียกว่า "สงครามเก้าทัพ" นอกจากนี้พระองค์ยังพบว่ากฎหมายบางฉบับที่ใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยาไม่มีความยุติธรรม จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการตรวจสอบกฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด เสร็จแล้วให้เขียนเป็นฉบับหลวง 3 ฉบับ ประทับตราราชสีห์ คชสีห์ และบัวแก้วไว้ทุกฉบับ เรียกว่า "กฎหมายตราสามดวง" สำหรับใช้เป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง

การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์[แก้]

พระราชกรณียกิจประการแรกที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงจัดทำเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ คือการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีใหม่ ทางตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา แทนกรุงธนบุรี ด้วยเหตุผลทางด้านยุทธศาสตร์ เนื่องจากกรุงธนบุรีตั้งอยู่บนสองฝั่งแม่น้ำ ทำให้การลำเลียงอาวุธยุทธภัณฑ์ และการรักษาพระนครเป็นไปได้ยาก อีกทั้งพระราชวังเดิมมีพื้นที่จำกัด ไม่สามารถขยายได้ เนื่องจากติดวัดอรุณราชวราราม และวัดโมฬีโลกยาราม ส่วนทางฝั่งกรุงรัตนโกสินทร์นั้นมีความเหมาะสมกว่าตรงที่มีพื้นแผ่นดินเป็นลักษณะหัวแหลม มีแม่น้ำเป็นคูเมืองธรรมชาติ มีชัยภูมิเหมาะสม และสามารถรับศึกได้เป็นอย่างดี

การสร้างราชธานีใหม่นั้นใช้เวลาทั้งสิ้น 3 ปี โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ 10 ค่ำ เดือน 6 ขึ้น ปีขาล จ.ศ. 1144 ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 และโปรดเกล้าฯให้สร้าง พระบรมมหาราชวัง สืบทอดราชประเพณี และสร้างพระอารามหลวงในเขตพระบรมมหาราชวังตามแบบกรุงศรีอยุธยา ซึ่งการสร้างเมืองและพระบรมมหาราชวังเป็นการสืบทอดประเพณี วัฒนธรรม และศิลปะกรรมดั้งเดิมของชาติ ซึ่งปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้พระราชทานนามแก่ราชธานีใหม่นี้ว่า "กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรา ยุทธยา มหาดิลก ภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยะวิษณุกรรมประสิทธิ์" นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯให้ สร้างสิ่งต่างๆ อันสำคัญต่อการสถาปนาราชธานีได้แก่ ป้อมปราการ, คลอง ถนนและสะพานต่างๆ มากมาย

การป้องกันราชอาณาจักร[แก้]

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระปรีชาสามารถในการรบ ทรงเป็นผู้นำทัพในการทำสงครามกับพม่าทั้งหมด 7 ครั้งในรัชสมัยของพระองค์ ได้แก่

สงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างไทยกับพม่า โดยในครั้งนั้นพระเจ้าปดุงแห่งราชวงศ์อลองพญาของพม่า มีพระประสงค์จะเพิ่มพูนพระเกียรติยศและชื่อเสียงให้ขจรขจายด้วยการกำราบอาณาจักรสยาม จึงรวบรวมไพร่พลถึง 144,000 คน กรีธาทัพจะเข้าตีกรุงรัตนโกสินทร์ โดยแบ่งเป็น 9 ทัพใหญ่ เข้าตีจากกรอบทิศทาง ส่วนทัพของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีกำลังเพียงครึ่งหนึ่งของทหารพม่าคือมีเพียง 70,000 คนเศษเท่านั้น

ด้วยพระปรีชาสามารถในการทำสงคราม ได้ทรงให้ทัพของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทไปสกัดทัพพม่าที่บริเวณทุ่งลาดหญ้า ทำให้พม่าต้องชะงักติดอยู่บริเวณช่องเขา แล้วทรงสั่งให้จัดทัพแบบกองโจรออกปล้นสะดม จนทัพพม่าขัดสนเสบียงอาหาร เมื่อทัพพม่าบริเวณทุ่งลาดหญ้าแตกพ่ายไปแล้วสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทจึงยกทัพไปช่วยทางอื่น และได้รับชัยชนะตลอดทุกทัพตั้งแต่เหนือจรดใต้

  • สงครามครั้งที่ 2 พ.ศ. 2329 สงครามท่าดินแดงและสามสบ

ในสงครามครั้งนี้ ทัพพม่าเตรียมเสบียงอาหารและเส้นทางเดินทัพอย่างดีที่สุด โดยแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ จากศึกครั้งก่อน โดยพม่าได้ยกทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ มาตั้งค่ายอยู่ที่ท่าดินแดงและสวนสามสบ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงยกทัพหลวงเข้าตีที่ค่ายดินแดงพร้อมกับให้ทัพของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเข้าตีค่ายพม่าที่สามสบ หลังจากรบกันได้ 3 วันค่ายพม่าก็แตกพ่ายไปทุกค่าย และพระองค์ยังได้ทำสงครามขับไล่อิทธิพลของพม่าได้โดยเด็ดขาด และตีหัวเมืองต่างๆ ขยายราชอาณาเขต ทำให้ราชอาณาจักรสยามมีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ดินแดนล้านนา ไทยใหญ่ สิบสองปันนา หลวงพระบาง เวียงจันทร์ เขมร และด้านทิศใต้ไปจนถึงเมืองกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี ปะลิส และเประ

หลังจากที่พม่าพ่ายแพ้แก่สยาม ก็ส่งผลทำให้เมืองขึ้นทั้งหลายของพม่า เช่น เมืองเชียงรุ้งและเชียงตุง เกิดกระด้างกระเดื่อง ตั้งตนเป็นอิสระ พระเจ้าปดุงจึงสั่งให้ยกทัพมาปราบปราม รวมถึงเข้าตีลำปางและป่าซาง เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทราบเรื่องจึงสั่งให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทคุมไพร่พล 60,00 นาย มาช่วยเหลือและขับไล่พม่าไปเป็นผลสำเร็จ

  • สงครามครั้งที่ 4 พ.ศ. 2330 สงครามตีเมืองทวาย

ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้เกณฑ์ไพร่พล 20,000 นาย ยกทัพไปตีเมืองทวาย แต่สงครามครั้งนี้ไม่มีการรบพุ่ง เพราะต่างฝ่ายต่างก็ขาดแคลนเสบียงอาหาร รี้พลก็บาดเจ็บจึงโปรดเกล้าฯ ให้ถอยทัพกลับกรุงเทพ

  • สงครามครั้งที่ 5 พ.ศ. 2336 สงครามตีเมืองพม่า

ในครั้งนั้นเมืองทวาย ตะนาวศรี และมะริด ได้เข้ามาขอสวามิภักดิ์ต่อไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพไปช่วยป้องกันเมือง แต่เมื่อพระเจ้าปดุงยกทัพมาปราบปรามเมืองทั้งสามก็หันกลับเข้ากับทางพม่าอีก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้ถอยทัพกลับกรุงเทพฯ

  • สงครามครั้งที่ 6 พ.ศ. 2340 สงครามพม่าที่เมืองเชียงใหม่

เนื่องจากสงครามในครั้งก่อนๆ พระเจ้าปดุงไม่สามารถตีหัวเมืองล้านนาได้ จึงทรงรับสั่งไพร่พล 55,000 นาย ยกทัพมาอีกครั้งโดยแบ่งเป็น 7 ทัพ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึง โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทคุมไพร่พล 20,000 นาย ขึ้นไปรวมไพร่พลกับทางเหนือเป็น 40,000 นาย ระดมตีค่ายพม่าเพียงวันเดียวเท่านั้นทัพพม่าก็แตกพ่ายยับเยิน

  • สงครามครั้งที่ 7 พ.ศ. 2346 สงครามพม่าที่เมืองเชียงใหม่ ครั้งที่ 2

ในครั้งนั้นพระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละได้ยกทัพไปตีเมืองสาด หัวเมืองขึ้นของพม่า พระเจ้าปดุงจึงยกทัพลงมาตีเมืองเชียงใหม่เพื่อแก้แค้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงทราบ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งกองทัพไปช่วยเหลือ และสงครามครั้งนี้ก็จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายไทย

พระพุทธรูปประจำพระองค์[แก้]

พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร
พระพุทธรูปประจำรัชกาล

พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร เป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรตามวันพระบรมราชสมภพ สร้างราว พ.ศ. ๒๔๑๐-๒๔๑๑ สร้างด้วยทองคำ บาตรลงยา สร้างโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงอุทิศพระราชกุศลถวายพระบรมอัยกาธิราช สูง ๒๙.๕๐ เซนติเมตร ประดิษฐานในหอพระสุราลัยพิมาน พระพุทธรูปประจำรัชกาล เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร ภายใต้พระเศวตฉัตร ๓ ชั้น สร้างราว พ.ศ. ๒๓๖๗-๒๓๙๔ หน้าตักกว้าง ๘.๓ ซ.ม. สูงเฉพาะองค์พระ ๑๒.๕ ซ.ม. สูงรวม ๔๖.๕ ซ.ม. ประดิษฐานในหอพระสุราลัยพิมาน

พระปรมาภิไธย[แก้]

พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ 1 รูปอุณาโลม ผูกตรานี้ขึ้นในวโรกาสกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปี

เมื่อพระองค์ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีแล้ว พระองค์มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า "พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาษกรวงษ์ องค์บรมาธิเบศ ตรีภูวเนตรวรนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวไศรย สมุทัยดโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทราธาดาธิบดี ศรีวิบูลยคุณอักนิษฐ ฤทธิราเมศวรมหันต์ บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชไชยพรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร ภูมินทรบรมาธิเบศโลกเชฐวิสุทธิ รัตนมกุฏประเทศคตา มหาพุทธางกูรบรมบพิตร"[6]

เนื่องจากพระปรมาภิไธยที่จารึกลงในพระสุพรรณบัฏนี้เป็นพระปรมาภิไธยเดียวกับพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา 3 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง), สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พระเชษฐา) และสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 (สมเด็จพระนารายณ์มหาราช) ดังนั้น พระองค์จึงเป็น "สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 4"[7]

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ออกพระนามรัชกาลที่ 1 ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ตามนามของพระพุทธรูปที่ทรงสร้างอุทิศถวาย [8] และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เพิ่มพระปรมาภิไธยแก่สมเด็จพระบรมอัยกาธิราชจารึกลงในพระสุพรรณบัฏว่า "พระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนารถ นเรศวราชวิวัฒนวงศ์ ปฐมพงศาธิราชรามาธิบดินทร์ สยามพิชิตินทรวโรดม บรมนารถบพิตร พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก"[7]

หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการเฉลิมพระปรมาภิไธยอย่างสังเขปว่า พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก หรือ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1[9]

ในวาระการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 200 ปี รัฐบาลได้จัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2525 ในการนี้รัฐบาลและปวงชนชาวไทยพร้อมใจกันเฉลิมพระเกียรติพระองค์โดยถวายพระราชสมัญญา "มหาราช" ต่อท้ายพระปรมาภิไธย ออกพระนามว่า "พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช"[10][11]

พระราชลัญจกร[แก้]

พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ 1 เป็นตรางารูป "ปทุมอุณาโลม" หรือ "มหาอุณาโลม" หมายถึง ตาที่สามของพระอิศวร ซึ่งถือเป็นปฐมฤกษ์ในการตั้งพระบรมราชจักรีวงศ์ มีอักขระ "อุ" แบบอักษรขอมอยู่กลาง ล้อมรอบด้วยกลีบบัวอันเป็นดอกไม้ที่เป็นสิริมงคลในพุทธศาสนา

ตราอุณาโลมที่ใช้ตีประทับบนเงินพดด้วงมีรูปร่างคล้ายสังข์ทักษิณาวรรต หรือ สังข์เวียนขวา มีลักษณะเป็นม้วนกลมคล้ายลักษณะความหมายของพระนามเดิมว่า "ด้วง" อยู่ในกรอบลายกนก เริ่มใช้เมื่อ พ.ศ. 2328 ในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก[12][13]

พระราชสันตติวงศ์[แก้]

  • พระมเหสี เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอม
  • พระราชโอรสและพระราชธิดา

เมื่อครั้งที่ทรงดำรงตำแหน่งหลวงยกบัตรเมืองราชบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชสมรสกับคุณนาค ธิดาของคหบดีใหญ่ในตระกูลบางช้าง (ดู ณ บางช้าง) โดยมีพระราชโอรสสองพระองค์หนีราชภัยมาตั้งถิ่นฐานที่แขวงบางช้าง เมืองราชบุรี (ปัจจุบัน คือ จังหวัดสมุทรสงคราม) ต่อมาเมื่อขึ้นครองราชย์ แม้จะมิได้โปรดให้สถาปนายกย่องขึ้นเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่คนทั้งปวงก็เข้าใจว่าท่านผู้หญิงนาค เอกภรรยาดั้งเดิมนั้นเองที่อยู่ในฐานะสมเด็จพระอัครมเหสี จึงพากันขนานพระนามว่า สมเด็จพระพันวษา หรือสมเด็จพระพรรษา ตามอย่างการขนานพระนามสมเด็จพระอัครมเหสีตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา อย่างไรก็ตามสมเด็จพระพันวษาทรงมีอีกพระนามว่าสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชโอรส-ราชธิดา รวมทั้งสิ้น 42 พระองค์ โดยเป็นพระราชโอรสและพระราชธิดาที่ประสูติแต่สมเด็จพระพันวษา พระอัครมเหสี 10 พระองค์

เรียงตามพระประสูติกาล[แก้]

ประสูตินอกพระมหาเศวตฉัตร
พระนาม พระมารดา ประสูติ สิ้นพระชนม์ พระชันษารวม
1. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าชาย
(ไม่ปรากฏพระนาม)
สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี - สิ้นพระชนม์แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา -
2. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิง
(ไม่ปรากฏพระนาม)
สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี - สิ้นพระชนม์แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา -
3. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฉิมใหญ่ สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี - ปีกุนเอกศก จ.ศ. 1141 -
4. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าชายฉิม สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี วันพุธ เดือน 4 ขึ้น 7 ค่ำ ปีกุนนพศก
จ.ศ. 1129
วันพุธ เดือน 8 แรม 11 ค่ำ ปีวอกฉศก
จ.ศ.1186
57 พรรษา
5. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าแจ่มกระจ่างฟ้า สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ปีขาลโทศก จ.ศ. 1132 วันอาทิตย์ เดือน 9 แรม 1 ค่ำ ปีมะโรงสัมฤทธิศก จ.ศ. 1170 38 พรรษา
6. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิง
(ไม่ปรากฏพระนาม)
สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี - สิ้นพระชนม์ในแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี -
7. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าชายจุ้ย สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี วันจันทร์ เดือน 5 ขึ้น 8 ค่ำ ปีมะโรงเบญจศก จ.ศ. 1134 วันพุธ เดือน 8 อุตราสาท ขึ้น 3 ค่ำ ปีฉลูนพศก จ.ศ. 1179 45 พรรษา
8. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิง
(ไม่ปรากฏพระนาม)
สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี - สิ้นพระชนม์ในแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี -
9. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงเอี้ยง สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี วันอังคาร เดือน 7 ขึ้น 7 ค่ำ ปีระกานพศก
จ.ศ. 1139
วันศุกร์ เดือน 9 แรม 2 ค่ำ ปีมะแมเบญจศก จ.ศ. 1185 47 พรรษา
10. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากล้าย เจ้าจอมมารดาภิมสวน ปีจอสัมฤทธิศก จ.ศ.1140 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 1 -
ประสูติเมื่อเสด็จปราบดาภิเษกแล้ว
11. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงนุ่ม เจ้าจอมมารดาปุย ปีเถาะเบญจศก จ.ศ. 1145 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 3 -
12. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายทับทิม เจ้าจอมมารดาจัน ปีเถาะเบญจศก จ.ศ. 1145 วันศุกร์ เดือน 7 แรม 6 ค่ำ ปีมะโรงโทศก
จ.ศ. 1182
38 พรรษา
13. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิง เจ้าจอมมารดาดวง ปีมะโรงฉศก จ.ศ. 1146 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 1 -
14. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงผะอบ เจ้าจอมมารดาภิมสวน ปีมะโรงฉศก จ.ศ. 1146 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 1 -
15. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงพลับ เจ้าจอมมารดาคุ้ม ปีมะเส็งสัปตศก จ.ศ. 1147 ปีขาลสัปตศก จ.ศ. 1228 82 พรรษา
16. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายอภัยทัต เจ้าจอมมารดาน้อยแก้ว
ธิดาพระยาจักรี เมืองนครศรีธรรมราช
วันอังคาร เดือน 9 แรม 3 ค่ำ ปีมะเส็งสัปศก
จ.ศ. 1147
วันอังคาร เดือน 3 แรม 11 ค่ำ ปีระกานพศก จ.ศ. 1199 52 พรรษา
17. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายอรุโณทัย เจ้าจอมมารดานุ้ยใหญ่
ธิดาเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (พัฒน์ ณ นคร) กับท่านผู้หญิงชุ่ม (ทูลกระหม่อมหญิงใหญ่เมืองนคร)
ปีเถาะนพศก จ.ศ. 1169 วันอังคาร เดือน 6 ขึ้น 2 ค่ำ ปีมะโรงจัตวาศก จ.ศ. 1194 48 พรรษา
18. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายทับ เจ้าจอมมารดาน้อย
- วันอังคาร เดือน 5 แรม10 ค่ำ ปีระกาสัปตศก จ.ศ. 1187 39 พรรษา
19. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงธิดา เจ้าจอมมารดาเอม
ปีมะแมนพศก จ.ศ. 1149 ปีจอสัมฤทธิศก จ.ศ. 1200 52 พรรษา
20. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายคันธรส เจ้าจอมมารดาพุ่ม
ธิดาเจ้าพระยาวิเศษสุนทร (นาค นกเล็ก)
วันพฤหัสบดี เดือน 3 ขึ้น 8 ค่ำ ปีมะแมนพศก จ.ศ. 1149 วันอังคาร เดือนยี่ ขึ้น 13 ค่ำ ปีชวดอัฐศก
จ.ศ. 1178
30 พรรษา
21. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงจงกลณี เจ้าจอมมารดาตานี
ธิดาเจ้าพระยามหาเสนา (บุนนาค)
ปีวอกสัมฤทธิศก จ.ศ. 1150 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 2 -
22. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายสุริยา เจ้าจอมมารดาเพ็งใหญ่
วันอังคาร เดือน 12 แรม 1 ค่ำปีระกาเอกศก
จ.ศ. 1151
วันอาทิตย์ เดือนอ้าย ขึ้น 7 ค่ำ ปีขาลฉศก
จ.ศ.1216
66 พรรษา
23. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงเกษร เจ้าจอมมารดาประทุมา
ปีระกาเอกศก จ.ศ. 1151 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 2 -
24. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงมณฑา เจ้าจอมมารดานิ่ม
ปีจอโทศก จ.ศ. 1152 วันพฤหัสบดีเดือน 8 อุตราสาฒ ขึ้น 11 ค่ำ
ปีระกาตรีศก จ.ศ. 1223
72 พรรษา
25. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงมณี เจ้าจอมมารดาอู่
ธิดาพระยาเพชรบุรี (บุญรอด)
ปีจอโทศก จ.ศ. 1152 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 -
26. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงดวงสุดา เจ้าจอมมารดาน้อย
ปีจอโทศก จ.ศ. 1152 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 -
27. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงจักจั่น (บางแห่งว่า พระองค์เจ้าหญิงสุมาลี) เจ้าจอมมารดาอิ่ม ภายหลังได้เป็น ท้าววรจันทร์ฯ มีหน้าที่บังคับบัญชาท้าวนางทั่วทั้งพระราชวัง


ธิดาเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ (กุน รัตนกุล)

ปีจอโทศก จ.ศ. 1152 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 2 -
28. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายวาสุกรี เจ้าจอมมารดาจุ้ย
ธิดาพระราชาเศรษฐี
วันเสาร์ เดือนอ้าย ขึ้น 5 ค่ำ ปีจอโทศก
จ.ศ. 1152
วันศุกร์ เดือนอ้าย ขึ้น 8 ค่ำ ปีฉลูเบญจศก
จ.ศ. 1214
64 พรรษา
29. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายฉัตร เจ้าจอมมารดาตานี (เจ้าคุณวัง) ธิดาเจ้าพระยามหาเสนา (บุนนาค) เกิดแต่ท่านผู้หญิงเดิมที่ถูกโจรฆ่าตายไปเมื่อครั้งกลับไปขนทรัพย์สมบัติที่ฝังไว้กลับมาจากกรุงเก่า
วันอังคาร เดือน 3 ขึ้น 5 ค่ำ ปีจอโทศก
จ.ศ. 1152
วันอังคาร เดือน 6 ขึ้น 6 ค่ำ ปีขาลโทศก
จ.ศ. 1192
40 พรรษา
30. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายสุริยวงศ์ เจ้าจอมมารดานวล
วันพฤหัสบดี เดือน 6 ขึ้น 3 ค่ำ ปีกุนตรีศก
จ.ศ. 1153
วันเสาร์ เดือนอ้าย แรม 2 ค่ำ ปีฉลูเบญจศก จ.ศ. 1215 63 พรรษา
31. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงอุบล เจ้าจอมมารดาทอง
ธิดาในท้าวเทพกระษัตรี วีรสตรีแห่งเมืองถลาง
วันศุกร์ เดือน 6 ขึ้น 11 ค่ำ ปีกุนตรีศก
จ.ศ. 1153
สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 3 -
32. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงฉิมพลี เจ้าจอมมารดางิ้ว
ปีกุน ตรีศก จ.ศ. 1153 วันเสาร์ เดือนอ้าย ขึ้น 12 ค่ำ ปีมะเส็งนพศก จ.ศ. 1219 67 พรรษา
33. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายไกรสร เจ้าจอมมารดาน้อยแก้ว
วันจันทร์ เดือนยี่ ขึ้น 2 ค่ำ ปีกุนตรีศก
จ.ศ. 1153
วันพุธ เดือนอ้าย แรม 3 ค่ำ ปีวอกสัมฤทธิศก จ.ศ.1210 57 พรรษา
34. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายดารากร เจ้าจอมมารดาเพ็งใหญ่
วันเสาร์ เดือน 8 ขึ้น 12 ค่ำ ปีชวดจัตวาศก
จ.ศ. 1154
ปีวอกสัมฤทธิศก จ.ศ. 1210 57 พรรษา
35. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายดวงจักร เจ้าจอมมารดาปาน
วันจันทร์ เดือน 8 แรม 6 ค่ำ ปีชวดจัตวาศก
จ.ศ. 1154
อาทิตย์ เดือน 10 แรม 8 ค่ำ ปีมะเมียอัฐศก จ.ศ. 1208 55 พรรษา
36. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงศศิธร เจ้าจอมมารดาฉิมแมว
ซึ่งเป็นธิดาท้าววรจันทร์ (แจ่ม)
ปีขาลฉศก จ.ศ. 1156 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 2 -
37. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงเรไร เจ้าจอมมารดาป้อม (ป้อมสีดา)
ธิดาพระยารัตนจักร (หงส์ทอง)
ปีเถาะสัปตศก จ.ศ. 1157 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 1 -
38. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงกระษัตรี เจ้าจอมมารดานวม
ปีมะโรงอัฐศก จ.ศ. 1158 ปีชวดอัฐศก จ.ศ. 1178 20 พรรษา
39. พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี (พระนามเดิม พระองค์เจ้าจันทบุรี) เจ้าจอมมารดาทองสุก
พระธิดาเจ้าอินทวงศ์ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตเวียงจันทน์ซึ่งเป็นเจ้าประเทศราชขณะนั้น
ปีมะเมียสัมฤทธิศก จ.ศ. 1160 วันเสาร์ เดือน 4 ขึ้น 3 ค่ำ ปีจอสัมฤทธิศก
จ.ศ. 1200
41 พรรษา
40. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายสุทัศน์ เจ้าจอมมารดากลิ่น
ธิดาพระยาพัทลุง (ขุน)
วันพุธ เดือน 8 บุรพาสาฒ ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย สัมฤทธิศก จ.ศ. 1160 วันอาทิตย์ เดือนยี่ แรม 10 ค่ำ ปีมะเมียนพศก จ.ศ. 1209 49 พรรษา
41. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงสุภาธร เจ้าจอมมารดาเพ็งเล็ก
พระธิดาเจ้านันทเสน พระเจ้าเวียงจันทน์
ปีมะเมียสัมฤทธิศก จ.ศ. 1160 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 2 41 พรรษา
42. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงสุด เจ้าจอมมารดาฉิมใหญ่
ธิดาพระยาพัทลุง (ขุน)
ปีมะแมเอกศก จ.ศ. 1161 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 3 49 พรรษา

ลำดับประวัติศาสตร์เหตุการณ์สำคัญ[แก้]

  • พ.ศ. 2279
    • 20 มีนาคม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระราชสมภพที่กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระนามเดิม ทองด้วง
  • พ.ศ. 2326
    • กำหนดระเบียบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
    • ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอุณรุท
    • เริ่มงานสร้างพระนคร ขุดคูเมืองทางฝั่งตะวันออก สร้างกำแพงและป้อมปราการรอบพระนคร
    • สร้างพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
  • พ.ศ. 2328
    • งานสร้างพระนครและปราสาทราชมณเฑียรสำเร็จเสร็จสิ้น
    • พระราชทานนามของราชธานีใหม่
  • พ.ศ. 2333
    • องเชียงสือกู้บ้านเมืองสำเร็จและจัดต้นไม้เงิน ต้นไม้ทองมาถวาย
  • พ.ศ. 2339
    • งานสมโภชพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก
  • พ.ศ. 2352
    • ได้ริเริ่มให้มีการสอนพระปริยัติธรรมในพระบรมมหาราชวัง ตลอดจนตามวังเจ้านายและบ้านเรือนของข้าราชการผู้ใหญ่ ทรงตรากฎหมายคณะสงฆ์ขึ้น เพื่อจัดระเบียบการปกครองของสงฆ์ให้เรียบร้อย โปรดเกล้าฯให้มีการสอบพระปริยัติธรรม ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยสถาปนาพระสังฆราช (ศรี) เป็นสมเด็จพระสังฆราช
    • เสด็จสวรรคต

พระราชตระกูล[แก้]

พระราชตระกูลในสามรุ่นของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระชนก:
สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก
พระอัยกาฝ่ายพระชนก:
พระยาราชนิกูล (ทองคำ)
พระปัยกาฝ่ายพระชนก:
เจ้าพระยาวรวงษาธิราช (ขุนทอง)
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนก:
ไม่มีข้อมูล
พระอัยยิกาฝ่ายพระชนก:
ลูกจันทร์
พระปัยกาฝ่ายพระชนก:
ไม่มีข้อมูล
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนก:
ไม่มีข้อมูล
พระชนนี:
สมเด็จพระราชชนนีดาวเรือง
พระอัยกาฝ่ายพระชนนี:
หลง
พระปัยกาฝ่ายพระชนนี:
ไม่มีข้อมูล
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
ไม่มีข้อมูล
พระอัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
กิม
พระปัยกาฝ่ายพระชนนี:
ไม่มีข้อมูล
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
ไม่มีข้อมูล

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. เทศนาพระราชประวัติและพงศาวดารกรุงเทพฯ, หน้า 5-7
  2. หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช, หน้า 12
  3. พระบาทสมเด็จพระเธียรมหาราชเจ้า, ปฐมวงศ์ (พระบรมราชมหาจักรีกษัตริย์สยาม), โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทย, พ.ศ. 2470
  4. พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา, หน้า 131-132
  5. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา, กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2548, หน้า 230
  6. 6 เมษายน - วันจักรี - พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, เข้าถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
  7. 7.0 7.1 จุลลดา ภักดีภูมินทร์, สร้อยพระนาม, สกุลไทย, ฉบับที่ 2622, ปีที่ 51, ประจำวันอังคารที่ 18 มกราคม 2548
  8. โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. การเมืองการปกครองไทย: หลายมิติ. หน้า 15.
  9. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ เฉลิมพระปรมาภิไธย, เล่ม ๓๓, ตอน ๐ก, ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๙, หน้า ๒๑๒
  10. ราชกิจจานุเบกษา, หมายกำหนดการ ที่ ๔/๒๕๒๕ พระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ ๒๐๐ ปี เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๕, เล่ม ๙๙, ตอน ๔๘ ง ฉบับพิเศษ, ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕, หน้า ๑
  11. พระราชพิธีสมโภชกรุงรัตน์โกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี และพระราชพิธีสมโภชหลักเมือง, สำนักงานส่งเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ, เข้าถึงวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554
  12. พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๑, หอมรดกไทย, เข้าถึงวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554
  13. พระราชลัญจกรประจำรัชกาล, สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง, เข้าถึงวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554
ก่อนหน้า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ถัดไป
สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 (ตากสิน)
(กรุงธนบุรี)
2leftarrow.png Emblem of the House of Chakri.svg
พระมหากษัตริย์กรุงรัตนโกสินทร์
(6 เมษายน พ.ศ. 2325 - 7 กันยายน พ.ศ. 2352)
2rightarrow.png พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอิศรสุนทรฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย