เก้ง
| เก้ง | |
|---|---|
| เก้งตัวผู้แบบทั่วไป | |
| เก้งเผือกที่สวนสัตว์ดุสิต | |
| สถานะการอนุรักษ์ | |
| การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ | |
| Kingdom: | Animalia |
| Phylum: | Chordata |
| Class: | Mammalia |
| Order: | Artiodactyla |
| Suborder: | Ruminantia |
| Family: | Cervidae |
| Subfamily: | Muntiacinae |
| Genus: | Muntiacus Rafinesque, 1815 |
| Species: | M. muntjak |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ | |
| Muntiacus muntjak (Zimmermann, 1780) |
|
| แผนที่แสดงการกระจายพันธุ์ของเก้ง | |
เก้ง อีเก้ง[1] ฟาน[1] เก้งธรรมดา หรือ เก้งอินเดีย (อังกฤษ: Muntjac, Barking deer, Common Muntjac, Indian Muntjac) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่งในอันดับสัตว์กีบคู่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Muntiacus muntjak มีรูปร่างคล้ายกวางทั่วไป แต่มีขนาดเล็กกว่า ขนสั้นมีสีน้ำตาลแกมเหลือง หรือน้ำตาลแกมส้ม แต่เปลี่ยนสีได้ตามฤดูกาล คือ ในช่วงฤดูร้อนสีขนจะซีดอ่อนกว่าในช่วงฤดูหนาว หน้าผากมีสีน้ำตาลไหม้คล้ายรูปตัววี (V) ใต้คาง คอ ท้องตอนล่าง หางและด้านในขามีสีขาว หลังหูไปถึงสันคอมีสีดำเป็นแนวยาวเรื่อยมาลงมาถึงจมูก ตัวผู้มีเขาสั้น ๆ งอกยาวออกมาจากหน้าผาก และมีเขี้ยวงอกยาวออกมาจากริมฝีปาก ลูกที่เกิดใหม่จะมีจุดสีขาวขึ้นประปรายตามลำตัว
มีความยาวลำตัวและหัว 90-105 เซนติเมตร ความยาวหาง 17-19 เซนติเมตร น้ำหนัก 20-28 กิโลกรัม
มีการกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวาง จึงทำให้มีพันธุ์ย่อย มากถึง 15 ชนิด พบตั้งแต่ภาคตะวันตกของอินเดียเรื่อยมาจนถึงเนปาล, ภูฏาน, บังคลาเทศ, พม่า, ภาคใต้ของจีน, ไต้หวัน, ไทย, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม มาเลเซีย, เกาะสุมาตรา, เกาะชวาและเกาะบอร์เนียว
เก้ง สามารถอาศัยอยู่ได้ในหลากหลายภูมิประเทศ เช่น ป่าเต็งรัง, ป่าเบญจพรรณ, ป่าดงดิบแล้ง, ป่าดงดิบชื้น, ชายป่าใกล้พื้นที่เกษตรกรรม มักอาศัยตามลำพังยกเว้นในช่วงผสมพันธุ์หรือมีลูกอ่อน ที่อาจพบเห็นว่าลงกินดินโป่งด้วยกันมากกว่า 2 ตัวขึ้นไป ออกหากินในเวลากลางวัน ขณะกินอาหารจะรีบเคี้ยวและรีบกลืนลงไปอย่างรวดเร็ว อาหารที่กลืนเข้าไปจะถูกเก็บไว้ในกระเพาะพัก เมื่ออยู่ในที่ปลอดภัยจะขย้อนออกมาแล้วเคี้ยวจนละเอียดอีกครั้ง ส่วนที่เคี้ยวไม่ได้จะคายทิ้งไว้ตามพื้น ใช้จมูกเป็นระบบสัมผัสที่สำคัญ ในฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้จะต่อสู้กันเพื่อแย่งตัวเมีย สามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี แต่ส่วนใหญ่จะผสมพันธุ์กันในช่วงเดือนกันยายน-พฤษภาคม ใช้เวลาตั้งท้องประมาณ 6 เดือน เวลาตกใจจะร้องเสียงดัง "เอิ๊บ เอิ๊บ" แล้ววิ่งหนีไป ดังนั้นจึงได้ชื่อในภาษาอังกฤษว่า "กวางเห่า" (Barking deer)
สำหรับในประเทศไทย ที่สวนสัตว์ดุสิตและที่สวนสัตว์อีกหลายแห่งได้มีการเลี้ยงเก้งเผือก ซึ่งเป็นเก้งชนิดนี้แต่ว่ามีภาวะผิวเผือกทำให้มีสีผิวและสีของดวงตาเป็นสีขาวล้วนบริสุทธิ์ ดูแลสวยงามแปลกตาไปจากธรรมดา ซึ่งเก้งเผือกตัวแรกนั้น ถือว่าเป็นเก้งเผือกตัวแรกของโลกด้วย มีชื่อว่า "เพชร" เป็นเก้งเพศผู้ มีผู้พบเจอที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อปี พ.ศ. 2545 และต่อมได้มีการนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานให้นำมาเลี้ยงไว้ยังสวนสัตว์ดุสิต และต่อมาเพชรก็ได้ผสมพันธุ์กับเก้งธรรมดาและให้ลูกออกมาเป็นเผือกอีก ชื่อ "พุด" และ พุดก็ได้ให้ลูกเป็นเก้งเผือกตัวที่ 3 ของโลก ชื่อ "เทียน" ซึ่งปัจจุบันเลี้ยงอยู่ที่สวนสัตว์สงขลา[2] และจนถึงปัจจุบันนี้ก็มีเก้งเผือกเกิดขึ้นมาใหม่อีกแล้วหลายตัว[3]
[แก้] อ้างอิง
- หนังสือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน (กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2543) โดย กองทุนสัตว์ป่าโลก ISBN 974-87081-5-2
- ^ 1.0 1.1 เก้ง, แฟ้มสัตว์โลก, โลกสีเขียว
- ^ "เทียน"เก้งเผือกตัวที่3ของโลกพระเอกประจำสวนสัตว์สงขลา จากคมชัดลึก
- ^ เขาดินเปิดตัวเก้งเผือก "หมอก" ตัวที่ 5 ของโลก