เกมวัดดวง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เกมวัดดวง

ภาพตราสัญลักษณ์เกมวัดดวง
ออกอากาศ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2545
- 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ภาคปกติ)
สถานีโทรทัศน์ ช่อง 5
ผู้ดำเนินรายการ สมพล ปิยะพงศ์สิริ
(06/05/2545-27/12/2551))

อัครพล ธนะวิทวิลาศ
(06/05/2545-05/04/2549)
เกตุเสพสวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
(06/05/2545-25/12/2553)
พิยดา อัครเศรณี (03/01/2552-02/01/2553)

ผลิตโดย แกรมมี่เทเลวิชชั่นจำกัด
ระดับ รายการทั่วไปเหมาะสำหรับผู้ชมทุกเพศทุกวัย

เกมวัดดวง เป็นรายการเกมโชว์ที่นำเอาโชคชะตาของผู้เข้าแข่งขันมาทำเป็นเกม ซึ่งทางรายการจะหาผู้ที่ดวงดีที่สุด จากผู้เข้าแข่งทั้งหมดในสัปดาห์นั้น ลักษณะเกมนั้นจะเป็นการทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์ ในแต่ละรอบ ทางรายการจะกำหนดกติกาเอาไว้ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่กำหนดว่าผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนจะ เข้ารอบ หรือ ตกรอบ โดยกติกาเหล่านี้จะไม่ตัดสินผู้เข้าแข่งขันด้วยความสามารถส่วนตัวใดๆ เลย จะขึ้นอยู่กับ ดวง เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และจะใช้หลักความน่าจะเป็น

เกมวัดดวง ในระยะแรกออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา 23.05 - 23.55 น. ต่อมาย้ายวันและเวลาออกอากาศเป็น วันเสาร์ เวลา 12.55 - 13.50 น. ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ออกอากาศครั้งแรกในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 ดำเนินรายการโดย ดีเจไก่ สมพล ปิยะพงศ์สิริ, ดีเจโจ้ อัครพล ธนะวิทวิลาศ และในปีพ.ศ. 2552 ได้เพิ่ม อ้อม พิยดา อัครเศรณีเข้ามาเป็นพิธีกร แต่ในปัจจุบัน ดำเนินรายการโดย น้าเน็ค เกตุเสพสวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา เพียงผู้เดียว

สืบเนื่องจากการปรับผังรายการของสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ประจำปีพ.ศ. 2554[1] ทำให้รายการ เกมวัดดวง ต้องยุติการออกอากาศลง หลังจากออกอากาศมายาวนานกว่า 8 ปี โดยเทปสุดท้ายของรายการ ออกอากาศในวันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

แต่อย่างไรก็ตาม รายการ เกมวัดดวง ได้เพิ่มเวลาออกอากาศจากทางสถานีเดียวกันในวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยใช้ชื่อรายการว่า "เกมวัดดวง ฮอลิเดย์" ซึ่งยังคงดำเนินการออกอากาศจนถึงปัจจุบัน

เนื้อหา

ลักษณะรายการ[แก้]

เวทีรายการเกมวัดดวง

เกมวัดดวง แต่ละตอนจะค้นหาผู้เข้าแข่งขันที่ดวงดีที่สุดในเกม โดยคัดผู้เข้าแข่งขันที่ดวงไม่ดีให้ตกรอบไปทีละคน นั่นคือ จะแข่งขันกันด้วย ดวง เพียงอย่างเดียว โดยที่ผู้เข้าแข่งขันที่เข้ามาเล่นนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถใดๆ เลยในการเล่นเกมนี้ และเป็นเกมแนวตลกขบขัน สถานที่และกติกาในการแข่งขันเกมวัดดวงจะเปลี่ยนไปทุกสัปดาห์

ในแต่ละตอน ผู้เข้าแข่งขันประมาณ 40 ถึง 50 คน จะมาทำกิจกรรมและเล่นเกมโดยมีกติกากำหนดไว้ ผู้เข้าแข่งขันอาจจะรู้กติกาเหล่านี้ล่วงหน้าหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับกติกาในแต่ละรอบ ผู้เข้าแข่งขันจะถูกตัดสินให้ เข้ารอบ หรือ ตกรอบ ด้วยกติกาเหล่านี้ นอกจากนี้ ในระหว่างการเล่นเกมหรือก่อนเล่นเกม อาจมี กติกาทีเผลอ ซ่อนเอาไว้อีกด้วย

การออกอากาศ[แก้]

น้าเน็คสัมพากษณ์ผู้เข้าแข่งขันก่อนเล่นเกมวัดดวง

ผู้ชมทางบ้านจะได้รับชมภาพการแข่งขันพร้อมกับเสียงบรรยายของน้าเน็ค ในแต่ละรอบ ผู้เข้าแข่งขันจะตกรอบไปเรื่อย ๆ หลังจบเกมรอบสุดท้าย จะเหลือผู้เข้าแข่งขันที่ดวงดีที่สุดเพียงหนึ่งคนหรือหนึ่งทีม เพื่อเข้าไปเล่นในรอบแจ็กพอต หลังจบเกมในแต่ละรอบ จะมีการสัมภาษณ์ผู้เข้าแข่งขันที่ตกรอบ ขณะถูกปั๊มตรา ตกรอบ ที่หน้าผาก และมีการสัมภาษณ์ผู้เข้ารอบแจ๊กพอตในรอบสุดท้าย

ที่มาและการทำงาน[แก้]

น้าเน็คได้กล่าวไว้ว่า ชื่อรายการเกมวัดดวงนั้น มีที่มาจากการดำเนินชีวิตทั่วไปของมนุษย์ แต่ละคนจะพบเรื่องที่ดีหรือไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับดวงของแต่ละคน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังผูกพันกับความเชื่อเรื่องดวงอย่างมาก ตั้งแต่การนำนักโหราศาสตร์มาทำนายดวงประเทศ จนถึงการทำนายดวงส่วนบุคคล จนกระทั่งทีมงานคนหนึ่งไปพบแม่ค้าขายสลากกินแบ่งคนหนึ่ง กำลังเรียกลูกค้าด้วยประโยคที่ว่า "เอาวัดดวงไหมคะหนู" ทีมงานและน้าเน็คจึงได้นำความเชื่อเรื่องดวงดังกล่าวมาทำเป็นเกมโชว์

ในการทำงานของเกมวัดดวงนั้น ทีมงานจะกำกับผู้เข้าแข่งขันให้ทำกิจกรรมต่างๆ ตามเกม โดยให้ผู้เข้าแข่งขันมุ่งไปที่เกมโดยตรง แต่จุดมุ่งหมายของเกมคือการทำให้เกิดเสียงหัวเราะมากที่สุด น้าเน็คกล่าวว่า ต้องการให้เกมนี้เป็นเกมที่ กวนประสาท มากที่สุด และเป็นงานพิธีกรที่สนุกที่สุดอีกด้วย[2]

ระยะเวลาในการออกอากาศ[แก้]

สถานีโทรทัศน์ที่ออกอากาศ วัน เวลา ปีที่ออกอากาศ
สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 จันทร์ 23.05 น. - 24.00 น. 2545 - 2546
อังคาร 22.05 น. - 23.00 น. 2546 - 2548
อาทิตย์ 13.00 น. - 13.55 น. 2548 - 2549
เสาร์ 12.50 น. - 13.50 น. 2549 - 2553

ประวัติการทำรายการ[แก้]

  • พ.ศ. 2545
    • ออกอากาศครั้งแรกในวันจันทร์ เวลา 23 นาฬิกาโดยประมาณ โดยมีพิธีกรห้องส่ง 2 คนคือ ดีเจไก่ และ ดีเจโจ้ ส่วนน้าเน็คเป็นพิธีกรภาคสนาม
    • เนื่องจากการเล่นเกมที่ผ่านมาอาจมีความตึงเครียดให้กับผู้เข้าแข่งขัน (ที่ตกรอบบางคน) จึงทำให้เกมวัดดวงมีกติกาที่มีลักษณะกวน ๆ และเรียกเสียงหัวเราะได้มากทีเดียว
    • รอบแจ็กพอตแรก เป็นการเปิดป้ายหาเลข 1 โดยลุ้นให้ไปอยู่หลักแสน ซึ่งเป็นเงินรางวัลสูงสุด 100,000 บาท
  • พ.ศ. 2546
    • ย้ายเวลาออกอากาศมาเป็น วันอังคาร เวลา 22 นาฬิกาโดยประมาณ
    • เริ่มมีกติกาทีเผลอซุกซ่อนเอาไว้ มีทั้งกำหนดให้ตกรอบและเข้ารอบ
  • พ.ศ. 2547
    • เปลี่ยนรอบแจ็กพอตเป็นหมุนวงล้อแบบสลากออกรางวัล (มีเฉพาะเลข 1 ถึง 3) ถ้าเลขตรงกับผู้เข้าแข่งขันทายจะได้รับเงินรางวัลไป และรางวัลสูงสุดเปลี่ยนเป็น 1,000,000 บาท
  • พ.ศ. 2548
    • ย้ายเวลามาเป็นตอนกลางวัน ในเวลา 13 นาฬิกาของวันอาทิตย์
    • ช่วงต้นปี ได้เปลี่ยนรอบแจ็กพอตเป็นเสี่ยงเซียมซีหาเงินรางวัล
    • ในช่วงปลายปีมีการเปลี่ยนรอบแจ็คพอตเป็นเป่ายิ้งฉุบจนถึงปี พ.ศ 2549
    • ทางรายการได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมของอีซุซุ ซึ่งใช้ชื่องานว่า อีซูซุดีแม็คซ์ ซูเปอร์คอมมอนเรลโชว์ วัดดวงทั่วไทย ซึ่งเป็นการค้นหาคนดวงดีประจำจังหวัดทั่วประเทศมาแข่งขันกัน ใครที่เป็นดวงดีที่สุดของประเทศจะได้รับรถอีซุซุ ดีแมกซ์ รุ่นใหม่เป็นรางวัล
  • พ.ศ. 2549
    • ย้ายเวลาออกอากาศมาเป็น วันเสาร์ เวลา 12 นาฬิกา 50 นาที
    • วันที่ 5 เมษายน ดีเจโจ้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ ทำให้น้าเน็คมาเป็นพิธีกรห้องส่งแทน และยังคงเป็นพิธีกรภาคสนามด้วย
    • ได้มีการจัดงาน เกมวัดดวงขึ้นปีที่ 5 ซึ่งเป็นปีดังกล่าว เพระเกมวัดดวงได้ดำเนินรายการมาครบรอบ 4 ปีแล้ว
    • ปลายปีได้มีกิจกรรม อีซูซุดีแม็คซ์ ซูเปอร์คอมมอนเรลโชว์ วัดดวงทั่วไทย ภาค 2 จัดขึ้นอีกครั้ง โดยตัวแทนคนดวงดีมิสิทธิ์รับเงินรางวัลสูงสุดถึง 50,000 บาทในงานอีกด้วย
ป้ายเข้ารอบและตกรอบ (ในกลางปี 2550)
  • พ.ศ. 2550
    • เปลี่ยนการรับสมัครแบบเป็นทีม ทีมละ 25 คน แล้วนำ 2 ทีมมาวัดดวงหาผู้ชนะเพียง 1 คนเช่นเดิม
    • เปลี่ยนรอบแจ๊กพอตเป็นเปิดป้ายของรางวัล ซึ่งเปิดได้ 2 ถึง 6 ป้าย จากทั้งหมด 12 ป้าย
    • มีส่วนร่วมกับกิจกรรม เกมวัดดวงร้านแตกแจกล้าน กับคอมพิวเตอร์เอสวีโอเอ สำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์เอสวีโอเอ โดยค้นหาคนดวงดีแบบประจำภาค ซึ่งจัดกัน 2 ครั้งในปีเดียวกัน
  • พ.ศ. 2551
    • ระบบการรับสมัครเป็นทีม ลดเหลือทีมละ 15 คน โดยมี ดารารับเชิญเข้ามาร่วมสนุกกับทางรายการ
    • รูปแบบการเล่นในปีนี้ ผู้ที่ดวงดีที่สุด จะเป็นแชมป์ประจำรายการ เพื่อจะมาแข่งกับผู้ท้าชิงในสัปดาห์ถัดไป เพื่อสะสมเงินรางวัลและทองคำ
    • เปลี่ยนรอบแจ๊กพอตเป็นเปิดป้ายลุ้นให้วัวกระทิงแดงเข้ามาชนกัน
    • มีส่วนร่วมกับกิจกรรม เกมวัดดวงร้านแตกแจกล้าน กับคอมพิวเตอร์เอสวีโอเอ ครั้งที่ 3
    • มีส่วนร่วมกับกิจกรรม ซุเปอร์กาแฟ เกมวัดดวงออนทัวร์
    • ดีเจไก่เลิกเป็นพิธีการรายการในช่วงก่อนสิ้นปี
  • พ.ศ. 2552
    • อ้อม พิยดา เข้ามาเป็นพิธีกรใหม่ในปีนี้ (ตลอดปี 2552)
    • รูปแบบการเล่นจะเป็นแบบแรลลี่ มีผู้เข้าแข่งขัน 2 ทีม ทีมละ 4 คน แต่หาผู้ที่ดวงดีที่สุดเพียง 1 คน โดยมีหัวหน้าทีมเป็นเหล่า ศิลปิน ดารา รับเชิญมาร่วมสนุกกับรายการเช่นเดียวกันกับปีที่แล้ว แต่ยกเลิกในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน
    • เปลี่ยนรอบแจ๊กพอตโดยให้ผู้ชมทางบ้านร่วมส่งรูปถ่ายมาร่วมสนุกกับทางรายการ
  • พ.ศ. 2553
    • เปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันใหม่ชื่อว่า "วัดดวง วัดโดน" โดยที่น้าเน็คจะนำดาราทั้ง 3 คนมาวัดดวงวัดโดน โดยผู้ที่โดนจะถูกทำโทษในวิธีต่างๆ และเพิ่มช่วงใหม่ 3 ช่วงคือ
      • เช็คดวงก่อนโดน
      • กินตามดวง
      • พลิกดวง

รายละเอียดของการเล่นเกมวัดดวง[แก้]

ในการเล่นเกมวัดดวงนั้น ทีมงานจะให้ผู้เข้าแข่งขันทำกิจกรรมร่วมกัน ด้วยการเล่นเกมของทางทีมงานที่กำหนดให้ และมีการแสดง และการแนะนำของน้าเน็คกับทีมงานให้ผู้เข้าแข่งขันคลายเครียดก่อนเข้าสู่เกม สำหรับรายละเอียดการเล่นเกมวัดดวงในแต่ละรอบแบ่งออกป็นลำดับดังนี้

การแสดงของทีมงาน[แก้]

น้าเน็คและทีมงานจะแสดงบทบาทสมมุติในการเล่นเกมวัดดวงในแต่ระรอบ สร้างความสนุกสนานและเสียงหัวเราะให้กับผู้เข้าแข่งขั้น พร้อมทั้งผู้ชมทางบ้านจะได้ฟังเสียงบรรยายจากน้าเน็คด้วย และสิ้นสุดการแสดงก็จะเข้าสู่เกมทันที

การเล่น[แก้]

ผู้เข้าแข่งขันจะเล่นเกมด้วยการทำตามโจทย์ที่ทีมงานกำหนดไว้ ว่าจะอย่างไรถึงจะทำตามกติกา ในที่นี้ อาจทำก่อนหรือหลังเฉลยป้ายกติกาแล้วแต่กรณีของเกมในแต่ละรอบ ทั้งการเล่นและการตัดสิน จะเป็นแบบสุ่ม (ตามความน่าจะเป็น) ซึ่งเป็นรูปแบบหลักของเกมวัดดวง โดยที่ไม่มีใครทราบได้ว่า ใครจะเข้ารอบหรือตกรอบในตอนนั้น ในส่วนนี้ผู้ชมทางบ้านจะได้ทราบถึงลักษณะการเล่นและการตัดสินจากเสียงบรรยายของน้าเน็ค

การตัดสิน[แก้]

ทุก ๆ รอบของเกมวัดดวงจะมี "ป้ายกติกา" ซึ่งเป็นตัวกำหนด กติกาอย่างชัดเจน เมื่อเปิดป้ายกติกาแล้ว การตัดสินถือว่าสิ้นสุด หากใครทำตามป้ายกติกานั้นจะตัดสินได้ทันทีว่า "เข้ารอบ" หรือ "ตกรอบ" ในรอบนั้น ในการเปิดป้ายกติกานั้น ทีมงานจะเปิดก่อนเล่นหรือเปิดหลังเล่นก็ได้แล้วแต่กรณีดังนี้

  • กรณีเปิดป้ายก่อนเล่นเกม จะเป็นลักษณะที่ผู้เข้าแข่งขันทำตามแล้วมีโอกาสเข้ารอบและตกรอบอย่างแน่นอน เช่น การโยนลูกเต๋า การทายเหรียญหัว-ก้อย เป็นต้น
  • กรณีเปิดป้ายหลังเล่นเกม จะเป็นลักษณะที่ทีมงานสั่งให้กระทำสิ่งต่าง ๆ เมื่อทำเสร็จแล้วเฉลยกติกาทีหลัง สำหรับกรณีนี้ ส่วนใหญ่มักจะเป็นการทำให้ผู้เข้าแข่งขันเผลอกระทำกติกาที่กำหนดว่าตกรอบ หรือใช้การหักมุมทำให้ผู้เข้าแข่งขันหลายคนถึงกับตะลึง

กติกาทีเผลอ[แก้]

ทีเผลอ เป็นการซ่อนกติกากวน ๆ ที่ผู้เข้าแข่งขันทำโดยไม่รู้ตัวในระหว่างพักเกมหรือก่อนเริ่มเกม ส่วนใหญ่กติกาเหล่านี้จะเป็นแบบไม่ทันรู้ตัว และสร้างความสนุกสนานได้มากทีเดียว ตัวอย่างเช่น

  • "(เล่นทีเผลอ) ใครเข้าห้องน้ำ ตกรอบ" หมายความว่า ระหว่างพักเกมนั้น ทีมงานได้แอบซ่อนกติกาทีเผลอดังกล่าวไว้ ผู้เข้าแข่งขันที่เข้ารอบในระหว่างพักเกมนั้น คนไหนเผลอใช้ห้องน้ำ คนนั้นจะตกรอบแบบทีเผลอ
  • "(เล่นทีเผลอ) ใครออกจากห้องคนแรก ตกรอบ" หมายความว่า คนที่ออกจากห้องมาคนแรกจะตกรอบ

การตกรอบของผู้เข้าแข่งขัน[แก้]

ลักษณะการตกรอบของเกมวัดดวงนั้น ผู้ที่ตกรอบ จะต้องคืนป้ายชื่อและเสื้อคลุมของเกมวัดดวง และจะโดนตราปั๊มคำว่า "ตกรอบ" ที่หน้าผาก เพื่อให้ทีมงานแยกออกว่าใครเข้ารอบหรือตกรอบ เสร็จแล้วทีมงานจะนำผู้ตกรอบทั้งหมดไปถือป้ายตกรอบแล้วถ่ายรูปพร้อมกัน ก่อนปล่อยผู้เข้าแข่งขันกลับบ้าน การกระทำลักษณะนี้ น้าเน็คและทีมงานเรียกกันสั้น ๆ อย่างสนุกสนานว่า "ปั๊มตรา ถือป้าย ไล่กลับบ้าน"

รูปแบบการเล่นเกมวัดดวงในแต่ละปี[แก้]

ในแต่ละปี รายการเกมวัดดวง ที่ทำการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นเกมวัดดวงให้มีความสนุกสนานและความบันเทิงต่อผู้ชมทางบ้าน รวมไปถึง การปรับปรุงรูปแบบต่าง ๆ ในการเล่น ซึ่งในแต่ละปีจะมีรูปแบบการเล่นดังนี้

รูปแบบการเล่นเกมวัดดวงในช่วงแรก[แก้]

ในช่วงแรกเกมวัดดวงจะทำการแข่งขันให้ผู้เข้าแข่งขันไม่เกิน 50 คนมาเล่นเกมวัดดวง และคัดเข้ารอบ ตกรอบไปเรื่อย ๆ จนเหลือคนเดียว ซึ่งจะวัดดวงสัปดาห์ละ 5 รอบ ต่อมา ราว ๆ ปี พ.ศ. 2548 ถูกลดเกมลงมาเหลือ 4 รอบ และได้มีการกำหนดเทปในแต่ละสัปดาห์ว่าเป็นตอนอย่างไรบ้าง และในปี พ.ศ. 2550 ทางรายการได้รับสมัครผู้เข้าแข่งขันแบ่งเป็น 2 ทีม ทีมละ 25 คน

รูปแบบการเล่นเกมวัดดวงในปี พ.ศ. 2551[แก้]

รูปแบบการเล่นเกมวัดดวงในปี 2551 นั้นมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงไปมากจากปีก่อน ๆ คือ ระบบการรับสมัครเป็นทีมจะเหลือ 15 คน มีดารารับเชิญมาร่วมสนุกโดยการเป็นหัวหน้าทีม หลังจากนั้น เมื่อแข่งขันจนได้ผู้ชนะมาแล้ว จะได้เป็นแชมป์ประจำสัปดาห์ เพื่อรอผู้ท้าชิงกับอีกคนในสัปดาห์ถัดไป ในรอบชิงแชมป์นั้น จะมีการเล่นเกมวัดดวง 1 เกม สำหรับผู้ที่เป็นแชมป์และผู้ท้าชิง ผู้ที่ชนะจะได้เป็นแชมป์ และเข้าสู่รอบแจ๊กพอตต่อไป โดยผู้ที่เป็นแชมป์จะสะสมรางวัลจากรอบแจ๊กพอตอย่างต่อเนื่อง ถ้าแชมป์ดวงดี สามารถป้องกันได้ถึง 10 สมัย จะได้รับทองคำหนักมูลค่า 10 บาท

รูปแบบการเล่นเกมวัดดวงในปี พ.ศ. 2552[แก้]

รูปแบบการเล่นเกมวัดดวงในปี 2552 จะเป็นแบบแรลลี่ โดยมีผู้เข้าแข่งขัน 2 ทีม ทีมละ 4 คนมีดารารับเชิญมาร่วมสนุกโดยการเป็นหัวหน้าทีม ลักษณะการเล่นคือ ในแต่ละรอบจะต้องวัดดวงกันให้ชนะทีมฝ่ายตรงข้ามด้วยการวัดดวง ทีมที่ชนะ จะได้รับลูกบอลเก็บคะแนน 2 ลูก ในขณะที่ทีมที่แพ้ได้รับลูกบอลเก็บคะแนน 1 ลูก ในระหว่างเกมจะมีภารกิจให้ทำ โดยการมุ่งหน้าไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อให้ภารกิจสำเร็จก่อน ทีมใดที่ทำภารกิจแพ้จะโดนทำโทษต่าง ๆ เช่น หัก 2 คะแนน, ยึดลูกบอลคะแนน เป็นต้น

หลังจากที่วัดดวงกันมาถึงรอบที่ 3 จะมีการสรุปคะแนนจากลูกบอลคะแนน โดยข้างในลูกบอลคะแนนแต่ละลูกจะมีเลข 0 ถึง 9 อยู่ในลูกบอลซึ่งเป็นคะแนนของทีมที่ได้ ทีมใดได้คะแนนมากกว่าจะเป็นทีมที่ชนะและเข้ารอบสุดท้าย และรอบสุดท้ายจะคัดเข้ารอบเพียง 1 คนเท่านั้น และชิงแชมป์กับแชมป์ประจำสัปดาห์ เหมือนรูปแบบในปี 2551

แต่ต่อมา รูปแบบการเล่นนี้ ทำให้เสียเวลา และเกิดความลำบากในการเล่น อีกทั้งยังมีผู้เข้าแข่งขันน้อย (8 คน) จึงทำให้ยกเลิกการเล่นรูปแบบนี้ และเปลี่ยนกลับมาเล่นในรูปแบบเดิมคือ เล่น 30-50 คน และคัดเข้ารอบ-ตกรอบเหมือนเดิม [3] [4]

รูปแบบการเล่นเกมวัดดวงในปี พ.ศ. 2553 (วัดดวง วัดโดน)[แก้]

ดารารับเชิญทั้ง 3 คนจะมาวัดดวงกันตามสถานที่ต่างๆ โดยก่อนเริ่มเกม น้าเน็คจะทำการเชิญหมอดูออกมา(ช่วงเช็คดวงก่อนโดน) เพื่อทำนายทายทักในเรื่องต่างๆ พร้อมทั้งบอกว่าใครน่าจะเป็นคนที่ดวงตกที่สุด(ทั้งนี้ อาจจะมีช่วงกติกาเล่นทีเผลอซ่อนอยู่ โดนคนที่เผลอทำจะโดนทันที) หลังจากนั้นน้าเน็คจะพาดารารับเชิญไปเล่นเกมเพื่อหาคนที่ดวงดี,ดวงปกติและดวงอ่อน คนที่ดวงอ่อนจะโดนไปในแต่ละเกม เมื่อเล่นครบ 3 เกมจะทำการสรุป โดยผู้ที่ดวงดีที่สุดจะได้รับรางวัล 30,000 บาท ส่วนผู้ที่ดวงอ่อนที่สุดจะถูกทำโทษโดยการเพนท์(เฮนน่า)คำว่า "คนดวงตก" อีกด้วย

ในระหว่างรายการ น้าเน็คและดารารับเชิญจะพักรับประทานอาหารในช่วงกินตามดวง โดยน้าเน็คและดารารับเชิญจะไปรับประทานอาหารกับร้านอาหารในละแวกนั้น และร่วมวัดดวงกับทางร้านโดยมีกติกาคือ ทางรายการจะมีไม้จิ้มฟันอยู่ 8 ก้านอยู่ในเครื่องกดไม้จิ้มฟัน หนึ่งในนั้นจะมีปลายสีแดง ถ้าหากทางร้านหยิบได้ไม้แดง น้าเน็คและดารารับเชิญจะได้รับประทานอาหารในมื้อนั้นฟรี แต่ถ้าน้าเน็คและดารารับเชิญหยิบได้ไม้แดง ทางรายการจะต้องจ่ายค่าอาหารทั้งหมดเอง

เมื่อแข่งขันครบ 3 เกมแล้ว จะทำการเล่นช่วงพลิกดวง ซึ่งจะมีตุ๊กตาน้าเน็คอยู่ 5 ตัว หนึ่งในนั้นจะมีเครื่องหมายของรายการอยู่ ผู้ที่เลือกเจอเครื่องหมายของรายการ จะได้รับเงินโบนัส 10,000 บาท โดยลำดับในการเล่นจะเรียงจากผู้ที่ดวงดี,ดวงปกติ และดวงอ่อนตามลำดับ และถ้าหากคนดวงอ่อนเลือกได้เครื่องหมายของรายการ นอกจากจะได้รับเงินโบนัส 10,000บาท แล้ว จะได้รับยกเว้นในการถูกเฮนน่าอีกด้วย (ภายหลังได้เปลี่ยนเป็นการเลือกคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก SVOA แทนตุ๊กตาน้าเน็ค และถ้าคนดวงอ่อนได้รับโบนัส คนดวงปกติจะถูกเฮนน่าแทน)

อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมา ทางได้การได้ยกเลิกช่วงกินตามดวง และช่วงพลิกดวงออกไป และได้ให้ผู้ชมทางบ้านได้ร่วมสนุกเล่นเกมวัดดวง ในเกมที่ 3 โดยผู้ชมทางบ้านที่ดวงดีที่สุด จะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท

รูปแบบการเล่นเกมวัดดวง ฮอลิเดย์[แก้]

ในเกมวัดดวง ฮอลิเดย์นั้น ทางรายการได้เปลี่ยนกลับมาเล่นเกมในรูปแบบ คัดคนเข้ารอบ-ตกรอบ เหมือนเดิม โดยในแต่ละครั้ง ผู้แข่งขันที่เป็นสุดยอดคนดวงดี (ผู้ชนะในแต่ละครั้ง) จะได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท และมีสิทธิ์เล่นเกมเพื่อชิงรางวัลแจ๊คพ็อต แพ็คเก็จทัวร์ประเทศเกาหลีใต้ อีกด้วย (หรือในบางครั้ง สุดยอดคนดวงดีจะได้รับรางวัลแจ๊คพ็อต โดยไม่ต้องเล่นเกมรอบแจ๊คพ็อต)

ตัวอย่างการเล่นเกมวัดดวง[แก้]

น้าเน็คสัมพากษณ์ผู้เข้าแข่งขันขณะเล่นเกมวัดดวง

ในส่วนนี้เป็นตัวอย่างของการเล่นเกมวัดดวงซึ่งมีลักษณะและวิธีการเล่นต่าง ๆ ที่ง่าย และสามารถตัดสินได้ทันที ซึ่งบางเกมก็ใช้อุปกรณ์การเล่นไม่มาก และสามารถเอามาเล่นส่วนตัวกันได้ กติกาการเล่นเกมวัดดวงที่ออกอากาศจะไม่ซ้ำกันและเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในส่วนนี้จะยกส่วนหนึ่งเป็นตัวอย่างในการเล่นเกมวัดดวง ตามตารางด้านล่างนี้


ชื่อป้ายกติกา ความหมาย วิธีเล่น การตัดสิน
เข้ารอบ ตกรอบ
"วัดดวงในการโยนลูกเต๋า ทายว่าเป็นคู่หรือคี่ ทายถูก เข้ารอบ, ทายผิด ตกรอบ" ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทายว่า ลูกเต๋านี้จะออกเลขคู่หรือคี่ เมื่อทายแล้วจะมีการโยนลูกเต๋า ถ้าทายถูก เข้ารอบ แต่ถ้าทายผิด ตกรอบ ผู้เข้าแข่งขันต้องบอกว่าลูกเต๋าที่โยนจะออกเป็นเลขคู่หรือเลขคี่ จากนั้นผู้เข้าแข่งขันต้องโยนลูกเต๋าและรอลุ้นจนกว่าลูกเต๋าหยุด ถ้าทายเป็นเลขคู่แล้วเลขออก 2,4,6 ถือว่าทายถูก ถ้าทายเป็นเลขคู่แล้วเลขออก 1,3,5 ถือว่าทายผิด
"วัดดวงในการโยนเหรียญหัว - ก้อย ทายถูก เข้ารอบ, ทายผิด ตกรอบ" ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทายว่า เมื่อโยนเหรียญแล้วหน้าเหรียญจะออกเป็นหัวหรือก้อย ถ้าทายถูก เข้ารอบ แต่ถ้าทายผิด ตกรอบ ผู้เข้าแข่งขันต้องบอกว่าหน้าเหรียญที่จะออกเป็นหัวหรือก้อย จากนั้นก็จะโยนเหรียญและตัดสินตามหน้าเหรียญ หน้าเหรียญตรงกับผู้เข้าแข่งขันทาย หน้าเหรียญไม่ตรงกับผู้เข้าแข่งขันทาย
"เด็ดดอกกุหลาบ ลงท้ายด้วยคำว่า "รัก" หรือ "ไม่รัก" ทายถูก เข้ารอบ, ทายผิด ตกรอบ" วัดดวงด้วยการเด็ดดอกกุหลาบ โดยให้ผู้เข้าแข่งขันทายว่า กลีบสุดท้ายจะลงท้ายด้วยคำว่ารักหรือไม่รัก ถ้าทายถูก เข้ารอบ แต่ถ้าทายผิด ตกรอบ เมื่อผู้เข้าแข่งขันทายเสร็จ ก็เริ่มเด็ดดอกกุหลาบ ในกลีบแรกนั้นส่วนมักมักจะเริ่มว่า "รัก" และกลีบต่อไป ก็จะเป็นคำว่า "ไม่รัก" กลีบสุดท้ายลงท้ายด้วยคำที่ตรงกับที่ผู้เข้าแข่งขันทาย กลีบสุดท้ายลงท้ายด้วยคำที่ไม่ตรงกับที่ผู้เข้าแข่งขันทาย
"ชั่งน้ำหนักสิ่งของลุ้นเลขท้ายจุดทศนิยม ฝั่งใดเลขน้อยกว่า ตกรอบ" ภายในเกมจะมีสิ่งของให้เลือกเอามาชั่งน้ำหนัก ซึ่งตัดสินด้วยการดูจำนวนเลขที่เป็นจุดทศนิยมตำแหน่งท้ายสุด ถ้าฝั่งใดเลขทศนิยมน้อยกว่า ตกรอบ เกมนี้ จะเล่นกันทีละสองฝ่าย ด้วยการสุ่มเลือกสิ่งของที่คิดว่าจะได้เลขทศนิยมมากว่าฝ่ายตรงข้าม แล้วลุ้นผล เลขทศนิยมท้ายสุด มีค่ามากกว่าฝ่ายตรงข้าม เลขทศนิยมท้ายสุด มีค่าน้อยกว่าฝ่ายตรงข้าม
"เลือกหยุดท่าเต้น 2 ท่า ใครต่างจากเพื่อน เข้ารอบ (ถ้าเหมือนกันหมด ตกรอบ)" เกมนี้เล่นกันทีละ 3 คน และให้ออกมาเต้นตามจังหวะที่ทีมงานเปิด เมื่อเพลงหยุด ต้องเลือกท่าจบตามท่าที่กำหนดไว้ ถ้าหยุดในท่าที่ต่างจาก 2 คน เข้ารอบ แต่ท่าหยุดท่าเต้นเหมือนกันหมด ตกรอบ ออกมาเล่นทีละ 3 คน และเต้นตามจังหวะ เมื่อเพลงหยุด จะต้องจบท่าตามที่กำหนดทันทีและค้างท่านั่นจนกว่าจะได้รับการตัดสิน เลือกหยุดท่าเต้นแตกต่างจากผู้อื่น เลือกหยุดท่าเต้นเหมือนกับคนอื่น (เหมือนกัน 2 คน หรือเหมือนกันทั้งหมดก็ได้)
"ปลาทองจ้องตา ปลาหันหน้ามาที่ใคร คนนั้นตกรอบ" ให้ผู้เข้าแข่งขันจ้องตู้ปลาทองที่ปิดไว้ ซึ่งจะมี 4 ด้าน ให้ผู้เข้าแข่งขันเลือก ถ้าเปิดออกมา ปลาทองหันหน้ามาทางด้านที่เลือกไว้ (หันหน้ามาสบตาผู้เข้าแข่งขัน) ตกรอบ เกมนี้เล่นทีละ 4 คน เพราะตู้ปลาทองมี 4 ด้าน เมื่อผู้เข้าแข่งขันเลือกด้านเสร็จเรียบร้อย ทีมงานจะเปิดตู้ออกมาเพื่อให้เห็นว่า ปลาจ้องหน้ามาหาใคร ปลาทองไม่หันหน้ามาทางด้านที่เลือกไว้ (ซึ่งผู้เข้าแข่งขันจะเห็นลำตัวหรือหางของปลาทอง) ปลาทองหันหน้ามาทางด้านที่เลือกไว้ (ซึ่งสบตากับผู้เข้าแข่งขันตรง ๆ)
"ใครไม่มีสิ่งที่กำหนด...ตกรอบ" เกมนี้จะสำรวจสิ่งของที่ผู้เข้าแข่งขันมีกัน โดยจะมีกติกาย่อยออกไป หากไม่มีสิ่งที่ทางทีมงานกำหนด ตกรอบ (น้าเน็คมักเกริ่นอยู่เสมอว่า การมีสิ่งที่กำหนดจะเป็นสิ่งนำโชคให้เข้ารอบต่อ ๆ ไปได้) วัดดวงกันเป็นกลุ่ม โดยจะมีกติกาย่อยกำหนดออกไป ซึ่งลักษณะสิ่งที่กำหนดมักจะเป็นของที่เรียกเสียงหัวเราะจากผู้เข้าแข่งขันและผู้ชมทางบ้านได้ เช่น ขนรักแร้, คนฟันผุ, สลากกินแบ่ง, เหรียญสลึง ฯลฯ ผู้เข้าแข่งขันมีสิ่งของที่กำหนดไว้ ผู้เข้าแข่งขันไม่มีสิ่งของที่กำหนดไว้ (โดยที่ทั้งกลุ่มไม่มีใครมีสิ่งที่กำหนดไว้เลย)
"จุดหม้อไฟหาผี หม้อของใครไม่มีผี ตกรอบ" ทีมงานสมมุติว่า ข้างในหม้อจะมีผี ซึ่งผีในที่นี้คือประทัดควัน โดยให้ผู้เข้าแข่งขันเลือกหม้อเพื่อจุดประทัด ถ้าหม้อที่จุดมีควันหรือประทัดระเบิดออกมา แสดงว่าหม้อนั้นมีผี เข้ารอบ ผู้เข้าแข่งขันสุ่มเลือกหม้อ แล้วนำมาจุด หม้อที่เลือกจุดแล้วมีระเบิดควันออกมา หม้อที่เลือกจุดแล้วไม่มีมีระเบิดควันออกมา
"วัดดวงกับการดึงพลุกระดาษ พลุของใครดึงไม่ดัง ตกรอบ" ให้ผู้เข้าแข่งขันเลือกสุ่มหยิบพลุกระดาษ แล้วดึงพลุ ถ้าดึงแล้วไม่เกิดระเบิด ถือว่าดึงพลุไม่ดัง ตกรอบ ให้ผู้เข้าแข่งขันเลือกสุ่มหยิบพลุกระดาษ โดยที่น้าเน็คจะให้สัญญานนับ เมื่อสั่งให้ดึง ก็ดึงพลุทันที ดึงพลุกระดาษดัง ดึงพลุกระดาษไม่ดัง
"น้ำอัดลมของกลุ่มใดซ่า เข้ารอบ" จะมีขวดน้ำอัดลมและขวดน้ำธรรมดาสลับกันไป เมื่อเลือกแล้ว จะมีการใส่ยาเม็ดที่ทำให้เกิดปฏิกิริยา ถ้าใส่ยาแล้วมีปฏิกิริยาเกิดความซ่า จะเข้ารอบทันที ผู้เข้าแข่งขันเลือกหยิบขวดที่คิดว่าเป็นขวดน้ำอัดลม ซึ่งจะทำปฏิกิริยาเกิดความซ่าออกมาให้ได้ ขวดน้ำที่เลือกแล้ว เป็นน้ำอัดลม ซึ่งใส่ยาลงไปแล้วมีปฏิกิริยาความซ่าออกมา ขวดน้ำที่เลือกแล้ว เป็นน้ำธรรมดา ซึ่งใส่ยาลงไปแล้วไม่มีปฏิกิริยาความซ่าออกมา
"เล่นทีเผลอ:ใครเข้าห้องน้ำ ตกรอบ" เป็นกติกาทีเผลอ ทีมงานจะซ่อนกติกาไว้แล้วจับตาผู้เข้าแข่งขันว่าใครจะเข้าห้องน้ำ ซึ่งทีมงานจะเลือกผู้เข้าแข่งขันคนนั้นตกรอบด้วยกติกาทีเผลอ (ไม่มีวีธีการ เนื่องจากเป็นกติกาซ่อน) (ไม่มี) เผลอเข้าห้องน้ำก่อนเป็นคนแรก
"เล่นทีเผลอ:กับข้าวของใครไม่มีไข่ดาว ตกรอบ" เป็นกติกาทีเผลอ ที่ทีมงานจะเลี้ยงกับข้าวให้ผู้เข้าแข่งขันทาน ซึ่งอาจมีกติกาทีเผลอซ่อนไว้ตามตัวอย่างนี้ นั่นคือ ถ้าข้าวกล่องของใครไม่มีไข่ดาว คนนั้นตกรอบ (ไม่มีวีธีการ เนื่องจากเป็นกติกาซ่อน) (ไม่มี) เลือกข้าวกล่องที่ไม่มีไข่ดาว


รอบแจ๊กพอต[แก้]

หลังจากที่เล่นเกมวัดดวงครบทุกรอบแล้ว ผู้ที่ดวงดีที่สุดผ่านเข้ารอบเพียง 1 คนจะได้เข้าไปชิงรางวัลในรอบแจ๊กพอต ในห้องส่งของทางรายการ กติการการเล่นแจ๊กพอตในแต่ละรูปแบบมีรายละเอียดดังนี้

รอบแจ๊กพอตแบบแรก[แก้]

ในเกมนี้ผู้เข้าแข่งขันที่ชนะการแข่งขันในเกมวัดดวงจะให้เลือกแผ่นป้ายทั้ง 6 แผ่นป้ายโดยป้ายเลข 0 มี 5 แผ่นป้ายส่วนป้ายเลข 1 มีอยู่ป้ายเดียวโดยให้ผู้เข้าแข่งขันเลือกแผ่นป้ายและเลือกตำแหน่ง แสน หมื่น พัน ร้อย หลัก ด้วยจากนั้นเมื่อเลือกครบแล้วพิธีกรจะบอกว่าเปลี่ยนตำแหน่งหรือไม่ทั้งนี้เมื่อเปิดเป็นเลข 1 ตามตำแหน่งจะได้เงินรางวัลไปตามป้ายอย่างเช่น เปิดเลข 1 อยู่ตำแหน่ง แสน ได้เงินรางวัล 100,000 บาท, เปิดเลข 1 อยู่ตำแหน่ง หมื่น ได้เงินรางวัล 10,000 บาท, เปิดเลข 1 อยู่ตำแหน่ง พัน ได้เงินรางวัล 1,000 บาท, เปิดเลข 1 อยู่ตำแหน่ง ร้อย ได้เงินรางวัล 100 บาท และ เปิดเลข 1 อยู่ตำแหน่ง หลัก ได้เงินรางวัล 1 บาท ทั้งนี้ เมื่อจบรอบนี้แล้วผู้เข้าแข่งขันได้รับเงินรางวัลน้อยกว่า 10,000 บาท ผู้เข้าแข่งขันสามารถนำเงินรางวัลที่เปิดได้ มาแลกเปลี่ยนเป็น 10,000 บาทได้ โดยพิธีกรจะมีของให้ 2 อย่าง ในของ 2 อย่างจะมีเงินรางวัล 10,000 หรือ 0 บาท ถ้าเลือกของถูกชิ้น จะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาทแทน

รอบแจ๊กพอตในปี พ.ศ. 2547[แก้]

รอบแจ๊กพอตในปีดังกล่าวมีรูปแบบเป็นหมุนวงล้อเลียนแบบวงล้อออกสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยที่มีวงล้อมีทั้งหมด 6 หลัก แต่ละหลักจะมี 1 - 3 ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทายว่า วงล้อในแต่ละหลักจะออกเลขอะไรบ้าง ถ้าผู้เข้าแข่งขันทายถูก ก็จะได้รับเงินรางวัลไป โดยที่ทายถูกทั้งหมด จะได้รับเงินรางวัลสูงสุด 1,000,000 บาท การทายถูกในแต่ละหลัก จะได้รับเงินรางวัลหลักละ 10,000 บาท แต่จะมีการกำหนดรางวัลพิเศษขึ้นคือ ถ้าถูก 2 ตำแหน่งสุดท้าย รับเงินรางวัล 50,000 บาท(จากเดิม 20,000) ถ้าถูก 3 ตำแหน่งสุดท้าย รับเงินรางวัล 100,000 บาท(จากเดิม 30,000)

ภายหลังได้มีการกำหนดอัตราเงินรางวัลดังนี้

  • ทายถูก 1 หลัก รับเงินไป 10,000 บาท
  • ทายถูก 2 หลัก รับเงินไป 20,000 บาท
  • ทายถูก 3 หลัก รับเงินไป 30,000 บาท
  • ทายถูก 4 หลัก รับเงินไป 50,000 บาท
  • ทายถูก 5 หลัก รับเงินไป 100,000 บาท
  • ทายถูกครบ 6 หลัก รับเงินแจ๊กพอต 1,000,000 บาท

รอบแจ๊กพอตในปี พ.ศ. 2548[แก้]

รอบแจ๊กพอตในปีดังกล่าวมีรูปแบบเป็นแบบเสี่ยงเซียมซี โดยจะมีเซียมซีทั้งหมด 7 แท่งซึ่งระบุจำนวนครั้งในการเปิดแผ่นป้าย โดยจะมีเลข 1 1 แท่ง เลข 2 2 แท่ง เลข 3 3 แท่ง และคูณ2 1 แท่ง เมื่อเสี่ยงเซียมซีได้แล้ว ผู้เข้าแข่งขันมีสิทธิ์เลือกแผ่นป้าย โดยจะมีจำนวนเงินรางวัลดังตารางต่อไปนี้

50 500 1,000 1,500 2,000
2,500 3,000 3,500 4,000 5,000
10,000 15,000 20,000 25,000 30,000
35,000 40,000 50,000 100,000 500,000

หากผู้เข้าแข่งขัน มีโอกาสเปิดแผ่นป้ายมากกว่า 1 ครั้ง ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเลือกว่า จะเอาเงินรางวัลที่เปิดได้ในใบนี้(และหยุดเกมลง) หรือเลือกเปิดใหม่ในใบถัดไป(ไม่เอาใบที่เปิดได้)

ต่อมา ได้เปลี่ยนกติกาเล็กน้อย โดยมีกล่องเสี่ยงเซียมซีเลือกแผ่นป้ายทั้งหมด 12 แผ่นป้าย ในแต่ละแผ่นป้ายจะมีจำนวนเงินแตกต่างกัน โดยมีเงินรางวัลสูงสุดถึง 500,000 บาท และจะมีป้ายพิเศษที่ทวีคูณเงินเป็นสองเท่า ผู้เข้าแข่งขันจะได้เสี่ยงเซียมซี 2 ครั้ง ซึ่งต้องเสี่ยงดวงด้วยการเสี่ยงเซียมซี ถ้าไม้เสี่ยงทายออกหมายเลขใด ก็จะได้รับเงินรางวัลไปตามนั้น การทำแจ็กพอตแตกคือ การเสี่ยงได้ป้าย 500,000 บาท และ ทวีคูณสองเท่า

รอบแจ๊กพอตในปี พ.ศ. 2549[แก้]

ผู้เข้าแข่งขันจะเลือกป้ายเป่ายิ้งฉุบ 7 แผ่นป้าย หากชนะป้ายที่ผ่านมา จะได้เงินรางวัล 10,000 บาท การเปิดป้ายเป่ายิ้งฉุบนั้น ในแต่ละป้าย จะเป็นดังนี้

  • ป้ายที่ 1 รับไปก่อน 10,000 บาท
  • ป้ายที่ 2 ชนะ ป้ายที่ 1 (ชนะ 1 ครั้ง) เปลี่ยนเป็น 20,000 บาท
  • ป้ายที่ 3 ชนะ ป้ายที่ 2 (ชนะ 2 ครั้ง) เปลี่ยนเป็น 30,000 บาท
  • ป้ายที่ 4 ชนะ ป้ายที่ 3 (ชนะ 3 ครั้ง) เปลี่ยนเป็น 40,000 บาท
  • ป้ายที่ 5 ชนะ ป้ายที่ 4 (ชนะ 4 ครั้ง) เปลี่ยนเป็น 50,000 บาท
  • ป้ายที่ 6 ชนะ ป้ายที่ 5 (ชนะ 5 ครั้ง) เปลี่ยนเป็น 100,000 บาท
  • ป้ายที่ 7 ชนะ ป้ายที่ 6 (ชนะทั้งหมด) จะได้รับเงินรางวัลแจ๊กพอต1,000,000 บาท

ในขณะที่เล่นนั้นสามารถหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ที่อยากจะหยุด และได้รับเงินรางวัลนั้นไป ในกรณีที่เสมอ เงินรางวัลยังคงที่และเล่นต่อ ถ้าแพ้ จะเปลี่ยนเป็น 0 บาท แต่ทีมงานจะมีเงินรางวัลปลอบใจเป็นค่ายานพาหนะกลับบ้าน 5,000 บาท

รอบแจ๊กพอตในปี พ.ศ. 2550[แก้]

รอบแจ๊กพอตในปี 2550 เป็นการเปิดป้ายหาของรางวัลรวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท เริ่มแรก ผู้เข้ารอบแจ็กพอต จะได้หมุนคันโยก เพื่อให้ได้เลขจำนวนการเปิดป้าย 2 ถึง 6 ป้าย เมื่อได้จำนวนป้ายที่เปิดแล้ว จึงจะมาเปิดป้ายของรางวัลจาก 12 แผ่นป้าย เมื่อเปิดเจอป้ายอะไร จะได้รับของรางวัลดังกล่าว ถ้าเปิดเจอสัญลักษณ์รูปวัวกระทิงแดง 2 ข้างชนกัน (ซึ่งจะมี 2 ป้าย) จะได้รับของรางวัลทั้งหมดในรอบ แจ๊กพอต

รอบแจ๊กพอตในปี พ.ศ. 2551[แก้]

รอบแจ๊กพอตในปี 2551 จะเป็นการเลื่อนคันโยกให้วัวกระทิงแดงเคลื่อนที่หันหน้ามาชนกัน โดยผู้เข้าแข่งขันที่ชนะ จะเลือกคันโยก 6 คันโยก จาก 12 คันโยก ให้วัวกระทิงแดงหันหน้าชนกัน โดยมีป้ายเฉลยเป็นตัวยืนยัน เมื่อดึงถูกรูปวัวกระทิงแดงจะเลื่อนขึ้นมา และป้ายเฉลยจะเป็นรูปตราสัญลักษณ์กระทิงแดง และได้รับเงินรางวัลสะสมป้ายละ 10,000 บาท ถ้าเลื่อนผิด รูปวัวจะไม่เคลื่อน ในป้ายเฉลยจะเป็นรูปพิธีกรดีเจไก่หรือน้าเน็ค ซึ่งตราสัญลักษณ์และรูปพิธีกรจะมีอย่างละ 6 แผ่นป้าย ถ้าเลื่อนคันโยกถูกติดต่อกันถึง 6 คันโยก จะได้รับรถยนต์ ซึ่งเป็นรางวัลแจ๊กพอตในปีนี้ ในกรณีที่เจอรูปพิธีกรตั้งแต่ป้ายแรก(วัวไม่เคลื่อน) จะมีโอกาสเปิดให้เป็นรูปพิธีกรให้ครบ 6 แผ่นป้ายได้ จะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท

รอบแจ๊กพอตในปี พ.ศ. 2552[แก้]

ในรอบแจ๊กพอตของเกมวัดดวงจะมีกติกามีอยู่ว่าจะมี 12 กล่องซึ่งจะมีสร้อยคอทองคำ 1 บาทมีอยู่ 6 กล่องส่วนอีก 6 กล่องเป็นรูปภาพซึ่งรูปภาพในแต่ละกล่องเป็นรูปภาพของผู้ชมทางบ้านโดยกติกามีอยู่ว่าให้เลือกกล่องไหนถ้าเลือกเจอกล่องที่มีสร้อยทองนั้นถือว่าเล่นต่อไปแต่เปิดกล่องรูปภาพของผู้ชมทางบ้านถือว่าเกมจะหยุดลงทันทีและรวบรวมสร้อยคอทองคำที่เปิดได้อยู่ด้วยและภาพที่ถูกเปิดนั้นเจ้าของรูปก็ได้รับเงินรางวัล 2,000 บาทแต่กรณีเปิดเป็นรูปของผู้ชมทางบ้านตั้งแต่แรกจะให้เล่นต่อโดยให้หากล่องที่มีสร้อยคอทองคำโดยเปิดกล่องเป็นสร้อยคอทองคำ 1 บาทถือว่าหยุดเกมลงทันทีทั้งนี้เมื่อเปิดกล่องที่มีสร้อยคอทองคำ 1 บาทครบทั้ง 6 กล่องจะได้รับรถยนต์ซึ่งเป็นรางวัล แจ๊กพอต

กิจกรรมที่มีส่วนร่วมกับผู้สนับสนุน[แก้]

หลังจากที่เกมวัดดวงได้ออกาอาศมาอย่างต่อเนื่อง และมีผู้สนับสนุนเข้ามาให้การสนับสนุนรายการ และได้นำส่วนหนึ่งของรายการเกมวัดดวงไปจัดกับกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้

อีซูซุดีแม็คซ์ ซูเปอร์คอมมอนเรลโชว์ วัดดวงทั่วไทย[แก้]

เป็นกิจกรรมของรถอิซูซุ ที่ได้นำเอารายการมาเป็นส่วนร่วมตามชื่อดังกล่าว โดยจัดที่ศูนย์อิซูซุสาขาหนึ่งในแต่ละจังหวัด, ซึ่งมีการจัดแสดงงานหลายอย่างคือ การประกวาดร้องเพลงประกอบลีลาของเด็ก ๆ จากสถาบันต่าง ๆ, การแข่งขันทำลายสถิติการใช้งานของรถ (วัดจากตัวเลขกิโลเมตรที่ใช้งาน) พร้อมทั้งการเล่นเกมวัดดวง โดยมีน้าเน็คและพิธีกรอีกคนมาทำหน้าที่เป็นพิธีการหาคนที่ดวงดีที่สุดประจำจังหวัด และท้ายงานมีมินิคอนเสิร์ตของเหล่าศิลปินจังหวัดละ 2 คน มาร้องเพลงให้ผู้เข้างาน

หลังจากที่ได้คนดวงดีประจำจังหวัดแล้ว จะได้เล่นเกมวัดดวงที่ห้องส่ง ผู้ที่ดวงดีที่สุดของประเทศ จะได้รับรถอีซูซุดีแมกซ์รุ่นใหม่ของโลก

กิจกรรมนี้จัดขึ้นมา 2 ครั้งแล้ว โดยครั้งที่ 2 จะมีการสะสมเงินรางวัลให้กับคนดวงดีประจำจังหวัด เงินรางวัลสูงสุดถึง 50,000 บาท

เกมวัดดวง ร้านแตกแจกล้านกับคอมพิวเตอร์เอสวีโอเอ[แก้]

ในปี พ.ศ. 2550 บริษัทเอสวีโอเอประเทศไทยจำกัด(มหาชน) ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด โดยนำเอาเกมวัดดวงไปจัดงานเป็นชื่องานตามหัวข้อดังกล่าว ซึ่งเป็นงานที่จัดให้กับลูกค้าที่ใช้คอมพิวเตอร์เอสวีโอเอ ซึ่งจะค้นหาคนดวงดีประจำภาค เมื่อมาแข่งขันวัดดวงกัน ภายในงานจะมีแบ่บออกเป็นสองช่วงได้แก่ในช่วงเช้าจะมีการแข่งขันประกอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ พร้อมกับลงระบบปฏิบัติการ, ในช่วงบ่ายจะมีกิจกรรมเกมวัดดวงโดยมีน้าเน็คเข้ามาเป็นพิธีกรในงาน การค้นหาคนดวงดีประจำภาคนั้น ค้นหาสองคนประจำภาค โดยรอบสุดท้ายจะลุ้นรหัส วัดดวง ผู้ที่เป็นตัวแทนคนดวงดีประจำภาคจะได้รับคอมพิวเตอร์พกพา (หรือ Notebook),[5] หลังจากที่ได้คนดวงดีประจำภาคเรียบร้อยแล้ว จะมีการแข่งวัดดวงกันที่กรุงเทพฯ ผู้ที่ดวงดีที่สุดจะได้รับเงินรางวัล 1,000,000 บาท

ในครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง จัดในปี พ.ศ. 2550 หลังจากเสร็จสิ้นจากกิจกรรมในช่วงเย็นจะมีมินิคอนเสิร์ตของเหล่าศิลปิน 2 คน มาร้องเพลงให้ผู้เข้างาน เช่นเดียวกับงานวัดดวงทั่วไทย และครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2551 ได้นำ โก๊ะตี๋ อารามบอย กับ อ้น ศรีพรรณ มาเป็นหัวหน้าทีมในการหาตัวแทนสุดยอดคนดวงดีประจำภาคอีกด้วย

ซุเปอร์กาแฟ เกมวัดดวงออนทัวร์[แก้]

ผลิตภันท์ "ซุเปอร์กาแฟ" ได้นำเอาเกมวัดดวงมาจัดภายใต้ชื่อ ซุเปอร์กาแฟ เกมวัดดวงออนทัวร์ ในปี พ.ศ. 2551 โดยเป็นการมอบความสนุก โดยหาคนดวงดีประจำภาค โดยมีพิธีกร 2 คนไปร่วมสนุกคือ คุณท็อป พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ คุณ โอปอล์ ปาณิสรา พิมพ์ปรุ ภายในงาน จะมีการจัดเกมวัดดวง 4 ครั้ง ครั้งละ 4 รอบ โดยที่กติกาและการแต่ละรอบจะไม่เหมือนกัน ผู้ที่ดวงดีที่สุดในแต่ละครั้ง จะได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมกับผลิตภันท์ซุเปอร์กาแฟ [6] และจะมีการจัดงานลักษณะนี้ ในแต่ละจังหวัด เดือนละ 1 ครั้งอย่างต่อเนื่อง ตลอดปี พ.ศ. 2551

อ้างอิง[แก้]

  1. “เกมวัดดวง-เนื้อคู่อยากรู้ว่าใคร” หลุดผังปี 54 “ช่อง5” ยันโปร่งใสไร้รับสินบน โต้แบนเพศที่3 ออกจอ
  2. HAMBURGER, Naked 3 - น้าเน็ครายวัน ตอน เกมวัดดวง, สำนักพิมพ์ A-Book, 2546, หน้า 15
  3. เกมวัดดวง เทปวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2552 ช่วงท้ายรายการ
  4. ทีมงานเกมวัดดวง (สัมพาษณ์เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2552)
  5. เกมวัดดวงร้านแตกแจกล้านกับคอมพิวเตอร์เอสวีโอเอ
  6. ซุเปอร์กาแฟ เกมวัดดวงออนทัวร์

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]