เกมวัดดวง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เกมวัดดวง

ภาพตราสัญลักษณ์เกมวัดดวง
ออกอากาศ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2545
- 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ภาคปกติ)
สถานีโทรทัศน์ ช่อง 5
ผู้ดำเนินรายการ สมพล ปิยะพงศ์สิริ
(06/05/2545-27/12/2551))

อัครพล ธนะวิทวิลาศ
(06/05/2545-05/04/2549)
เกตุเสพสวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
(06/05/2545-25/12/2553)
พิยดา อัครเศรณี (03/01/2552-02/01/2553)

ผลิตโดย บริษัท จีเอ็มเอ็ม ทีวี จำกัด
ระดับ รายการทั่วไปเหมาะสำหรับผู้ชมทุกเพศทุกวัย

เกมวัดดวง เป็นรายการเกมโชว์ที่ผลิตโดย บริษัท จีเอ็มเอ็ม ทีวี จำกัด(เครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่) โดยมีเนื้อหาคือ เป็นเกมการแข่งขันที่นำเอาโชคชะตาของผู้เข้าแข่งขันมาทำเป็นเกม ซึ่งทางรายการจะหาผู้ที่ดวงดีที่สุด จากผู้เข้าแข่งทั้งหมดในสัปดาห์นั้น ลักษณะเกมนั้นจะเป็นการทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์ ในแต่ละรอบ ทางรายการจะกำหนดกติกาเอาไว้ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่กำหนดว่าผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนจะ เข้ารอบ หรือ ตกรอบ โดยกติกาเหล่านี้จะไม่ตัดสินผู้เข้าแข่งขันด้วยความสามารถส่วนตัวใดๆ เลย จะขึ้นอยู่กับ ดวง เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และจะใช้หลักความน่าจะเป็น โดยมีคำขวัญว่า "คุณไม่ต้องพกอะไรนอกจากดวงเพียงอย่างเดียว"

เกมวัดดวง ในระยะแรกออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา 23.05 - 23.55 น. ต่อมาย้ายวันและเวลาออกอากาศเป็น วันเสาร์ เวลา 12.55 - 13.50 น. ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ออกอากาศครั้งแรกในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 ดำเนินรายการโดย ดีเจไก่ สมพล ปิยะพงศ์สิริ, ดีเจโจ้ อัครพล ธนะวิทวิลาศ และในปีพ.ศ. 2552 ได้เพิ่ม อ้อม พิยดา อัครเศรณีเข้ามาเป็นพิธีกร แต่ในปัจจุบัน ดำเนินรายการโดย น้าเน็ค เกตุเสพสวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา เพียงผู้เดียว

สืบเนื่องจากการปรับผังรายการของสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ประจำปีพ.ศ. 2554[1] ทำให้รายการ เกมวัดดวง ต้องยุติการออกอากาศลง หลังจากออกอากาศมายาวนานกว่า 8 ปี โดยเทปสุดท้ายของรายการ ออกอากาศในวันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

แต่อย่างไรก็ตาม รายการ เกมวัดดวง ได้เพิ่มเวลาออกอากาศจากทางสถานีเดียวกันในวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยใช้ชื่อรายการว่า "เกมวัดดวง ฮอลิเดย์"

เนื้อหา

ลักษณะรายการ[แก้]

เวทีรายการเกมวัดดวง

เกมวัดดวง แต่ละตอนจะค้นหาผู้เข้าแข่งขันที่ดวงดีที่สุดในเกม โดยคัดผู้เข้าแข่งขันที่ดวงไม่ดีให้ตกรอบไปทีละคน นั่นคือ จะแข่งขันกันด้วย ดวง เพียงอย่างเดียว โดยที่ผู้เข้าแข่งขันที่เข้ามาเล่นนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถใดๆ เลยในการเล่นเกมนี้ และเป็นเกมแนวตลกขบขัน สถานที่และกติกาในการแข่งขันเกมวัดดวงจะเปลี่ยนไปทุกสัปดาห์

ในแต่ละตอน ผู้เข้าแข่งขันประมาณ 40 ถึง 50 คน จะมาทำกิจกรรมและเล่นเกมโดยมีกติกากำหนดไว้ ผู้เข้าแข่งขันอาจจะรู้กติกาเหล่านี้ล่วงหน้าหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับกติกาในแต่ละรอบ ผู้เข้าแข่งขันจะถูกตัดสินให้ เข้ารอบ หรือ ตกรอบ ด้วยกติกาเหล่านี้ นอกจากนี้ ในระหว่างการเล่นเกมหรือก่อนเล่นเกม อาจมี กติกาทีเผลอ ซ่อนเอาไว้อีกด้วย

การออกอากาศ[แก้]

น้าเน็คสัมพากษณ์ผู้เข้าแข่งขันก่อนเล่นเกมวัดดวง

ผู้ชมทางบ้านจะได้รับชมภาพการแข่งขันพร้อมกับเสียงบรรยายของน้าเน็ค ในแต่ละรอบ ผู้เข้าแข่งขันจะตกรอบไปเรื่อย ๆ หลังจบเกมรอบสุดท้าย จะเหลือผู้เข้าแข่งขันที่ดวงดีที่สุดเพียงหนึ่งคนหรือหนึ่งทีม เพื่อเข้าไปเล่นในรอบแจ็กพอต หลังจบเกมในแต่ละรอบ จะมีการสัมภาษณ์ผู้เข้าแข่งขันที่ตกรอบ ขณะถูกปั๊มตรา ตกรอบ ที่หน้าผาก และมีการสัมภาษณ์ผู้เข้ารอบแจ๊กพอตในรอบสุดท้าย

ที่มาและการทำงาน[แก้]

น้าเน็คได้กล่าวไว้ว่า ชื่อรายการเกมวัดดวงนั้น มีที่มาจากการดำเนินชีวิตทั่วไปของมนุษย์ แต่ละคนจะพบเรื่องที่ดีหรือไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับดวงของแต่ละคน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังผูกพันกับความเชื่อเรื่องดวงอย่างมาก ตั้งแต่การนำนักโหราศาสตร์มาทำนายดวงประเทศ จนถึงการทำนายดวงส่วนบุคคล จนกระทั่งทีมงานคนหนึ่งไปพบแม่ค้าขายสลากกินแบ่งคนหนึ่ง กำลังเรียกลูกค้าด้วยประโยคที่ว่า "เอาวัดดวงไหมคะหนู" ทีมงานและน้าเน็คจึงได้นำความเชื่อเรื่องดวงดังกล่าวมาทำเป็นเกมโชว์ ใน Outro ของแต่ละช่วงของรายการและกราฟิกเริ่มเบรกของรายการจะสังเกตได้ว่า พฤติกรรมต่างๆ ล้วนมาจากดวงดี หรือไม่ดี เช่น ดวง...จะถึงฆาต หมายถึง ดวงที่ไม่ดีของคนที่มีชีวิต ก็จะถูกพิฆาตจากสิ่งที่ไม่ดี หรืออาจจะถึงขั้นฆ่าตัวตายเลยก็ได้/ดวง...ได้รับใช้ชาติ หมายถึง ดวงของทหารที่ดี ก็จะได้เป็นทหารรับใช้ชาติอีกด้วย/ดวงตก...ตกงาน หมายถึง คนที่ดวงไม่ดี ย่อมอาจเสี่ยงต่อการตกงานจนต้องลาออกจากการทำงาน โดยคำดังกล่าวพบได้ในกราฟิกเริ่มเบรกของรายการและก่อนเข้าสู่โฆษณาด้วย แต่ยกเลิกในปี 2550

ในการทำงานของเกมวัดดวงนั้น ทีมงานจะกำกับผู้เข้าแข่งขันให้ทำกิจกรรมต่างๆ ตามเกม โดยให้ผู้เข้าแข่งขันมุ่งไปที่เกมโดยตรง แต่จุดมุ่งหมายของเกมคือการทำให้เกิดเสียงหัวเราะมากที่สุด น้าเน็คกล่าวว่า ต้องการให้เกมนี้เป็นเกมที่ กวนประสาท มากที่สุด และเป็นงานพิธีกรที่สนุกที่สุดอีกด้วย[2]

ระยะเวลาในการออกอากาศ[แก้]

สถานีโทรทัศน์ที่ออกอากาศ วัน เวลา ปีที่ออกอากาศ
สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 จันทร์ 23.05 น. - 24.00 น. 2545 - 2546
อังคาร 22.05 น. - 23.00 น. 2546 - 2548
อาทิตย์ 13.00 น. - 13.55 น. 2548 - 2549
เสาร์ 12.50 น. - 13.50 น. 2549 - 2553

ประวัติการทำรายการ[แก้]

  • พ.ศ. 2545
    • ออกอากาศครั้งแรกในวันจันทร์ เวลา 23 นาฬิกาโดยประมาณ โดยมีพิธีกรห้องส่ง 2 คนคือ ดีเจไก่ และ ดีเจโจ้ ส่วนน้าเน็คเป็นพิธีกรภาคสนาม
    • เนื่องจากการเล่นเกมที่ผ่านมาอาจมีความตึงเครียดให้กับผู้เข้าแข่งขัน (ที่ตกรอบบางคน) จึงทำให้เกมวัดดวงมีกติกาที่มีลักษณะกวน ๆ และเรียกเสียงหัวเราะได้มากทีเดียว
    • รอบแจ็กพอตแรก เป็นการเปิดป้ายหาเลข 1 โดยลุ้นให้ไปอยู่หลักแสน ซึ่งเป็นเงินรางวัลสูงสุด 100,000 บาท
  • พ.ศ. 2546
    • ย้ายเวลาออกอากาศมาเป็น วันอังคาร เวลา 22 นาฬิกาโดยประมาณ
    • เริ่มมีกติกาทีเผลอซุกซ่อนเอาไว้ มีทั้งกำหนดให้ตกรอบและเข้ารอบ
  • พ.ศ. 2547
    • เปลี่ยนรอบแจ็กพอตเป็นหมุนวงล้อแบบสลากออกรางวัล (มีเฉพาะเลข 1 ถึง 3) ถ้าเลขตรงกับผู้เข้าแข่งขันทายจะได้รับเงินรางวัลไป และรางวัลสูงสุดเปลี่ยนเป็น 1,000,000 บาท
  • พ.ศ. 2548
    • ย้ายเวลามาเป็นตอนกลางวัน ในเวลา 13 นาฬิกาของวันอาทิตย์
    • ช่วงต้นปี ได้เปลี่ยนรอบแจ็กพอตเป็นเสี่ยงเซียมซีหาเงินรางวัล
    • ในช่วงปลายปีมีการเปลี่ยนรอบแจ็คพอตเป็นเป่ายิ้งฉุบจนถึงปี พ.ศ 2549
    • ทางรายการได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมของอีซุซุ ซึ่งใช้ชื่องานว่า อีซูซุดีแม็คซ์ ซูเปอร์คอมมอนเรลโชว์ วัดดวงทั่วไทย ซึ่งเป็นการค้นหาคนดวงดีประจำจังหวัดทั่วประเทศมาแข่งขันกัน ใครที่เป็นดวงดีที่สุดของประเทศจะได้รับรถอีซุซุ ดีแมกซ์ รุ่นใหม่เป็นรางวัล
  • พ.ศ. 2549
    • ย้ายเวลาออกอากาศมาเป็น วันเสาร์ เวลา 12 นาฬิกา 50 นาที
    • วันที่ 5 เมษายน ดีเจโจ้ อัครพล ธนะวิทวิลาศเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ ทำให้น้าเน็คมาเป็นพิธีกรห้องส่งแทน และยังคงเป็นพิธีกรภาคสนามด้วย
    • ได้มีการจัดงาน เกมวัดดวงขึ้นปีที่ 5 ซึ่งเป็นปีดังกล่าว เพระเกมวัดดวงได้ดำเนินรายการมาครบรอบ 4 ปีแล้ว
    • ปลายปีได้มีกิจกรรม อีซูซุดีแม็คซ์ ซูเปอร์คอมมอนเรลโชว์ วัดดวงทั่วไทย ภาค 2 จัดขึ้นอีกครั้ง โดยตัวแทนคนดวงดีมิสิทธิ์รับเงินรางวัลสูงสุดถึง 50,000 บาทในงานอีกด้วย
ป้ายเข้ารอบและตกรอบ (ในกลางปี 2550)
  • พ.ศ. 2550
    • เปลี่ยนการรับสมัครแบบเป็นทีม ทีมละ 25 คน แล้วนำ 2 ทีมมาวัดดวงหาผู้ชนะเพียง 1 คนเช่นเดิม และทางทีมงานได้จัดทำป้ายตกรอบ และเข้ารอบใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นดังภาพ(เริ่มใช้เมื่อกลางปี 2550)
    • เปลี่ยนรอบแจ๊กพอตเป็นเปิดป้ายของรางวัล ซึ่งเปิดได้ 2 ถึง 6 ป้าย จากทั้งหมด 12 ป้าย
    • มีส่วนร่วมกับกิจกรรม เกมวัดดวงร้านแตกแจกล้าน กับคอมพิวเตอร์เอสวีโอเอ สำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์เอสวีโอเอ โดยค้นหาคนดวงดีแบบประจำภาค ซึ่งจัดกัน 2 ครั้งในปีเดียวกัน
  • พ.ศ. 2551
    • ระบบการรับสมัครเป็นทีม ลดเหลือทีมละ 15 คน โดยมี ดารารับเชิญเข้ามาร่วมสนุกกับทางรายการ
    • รูปแบบการเล่นในปีนี้ ผู้ที่ดวงดีที่สุด จะเป็นแชมป์ประจำรายการ เพื่อจะมาแข่งกับผู้ท้าชิงในสัปดาห์ถัดไป เพื่อสะสมเงินรางวัลและทองคำ
    • เปลี่ยนรอบแจ๊กพอตเป็นเปิดป้ายลุ้นให้วัวกระทิงแดงเข้ามาชนกัน
    • มีส่วนร่วมกับกิจกรรม เกมวัดดวงร้านแตกแจกล้าน กับคอมพิวเตอร์เอสวีโอเอ ครั้งที่ 3
    • มีส่วนร่วมกับกิจกรรม ซุเปอร์กาแฟ เกมวัดดวงออนทัวร์
    • ดีเจไก่ลาออกจากการเป็นพิธีการรายการในช่วงก่อนสิ้นปี 2551
  • พ.ศ. 2552
    • อ้อม พิยดา เข้ามาเป็นพิธีกรใหม่ในปีนี้ (ตลอดปี 2552)
    • รูปแบบการเล่นจะเป็นแบบแรลลี่ มีผู้เข้าแข่งขัน 2 ทีม ทีมละ 4 คน แต่หาผู้ที่ดวงดีที่สุดเพียง 1 คน โดยมีหัวหน้าทีมเป็นเหล่า ศิลปิน ดารา รับเชิญมาร่วมสนุกกับรายการเช่นเดียวกันกับปีที่แล้ว แต่ยกเลิกในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน
    • เปลี่ยนรอบแจ๊กพอตโดยให้ผู้ชมทางบ้านร่วมส่งรูปถ่ายมาร่วมสนุกกับทางรายการ
  • พ.ศ. 2553
    • เปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันใหม่ชื่อว่า "วัดดวง วัดโดน" โดยที่น้าเน็คจะนำดาราทั้ง 3 คนมาวัดดวงวัดโดน โดยผู้ที่โดน(ดวงไม่ดี)ในแต่ละเกมจะถูกทำโทษในวิธีต่างๆ และเพิ่มช่วงใหม่ 3 ช่วงคือ
      • เช็คดวงก่อนโดน
      • กินตามดวง
      • พลิกดวง

รายละเอียดของการเล่นเกมวัดดวง[แก้]

ในการเล่นเกมวัดดวงนั้น ทีมงานจะให้ผู้เข้าแข่งขันทำกิจกรรมร่วมกัน ด้วยการเล่นเกมของทางทีมงานที่กำหนดให้ และมีการแสดง และการแนะนำของน้าเน็คกับทีมงานให้ผู้เข้าแข่งขันคลายเครียดก่อนเข้าสู่เกม สำหรับรายละเอียดการเล่นเกมวัดดวงในแต่ละรอบแบ่งออกป็นลำดับดังนี้

การแสดงของทีมงาน[แก้]

น้าเน็คและทีมงานจะแสดงบทบาทสมมุติในการเล่นเกมวัดดวงในแต่ระรอบ สร้างความสนุกสนานและเสียงหัวเราะให้กับผู้เข้าแข่งขั้น พร้อมทั้งผู้ชมทางบ้านจะได้ฟังเสียงบรรยายจากน้าเน็คด้วย และสิ้นสุดการแสดงก็จะเข้าสู่เกมทันที

การเล่น[แก้]

ผู้เข้าแข่งขันจะเล่นเกมด้วยการทำตามโจทย์ที่ทีมงานกำหนดไว้ ว่าจะอย่างไรถึงจะทำตามกติกา ในที่นี้ อาจทำก่อนหรือหลังเฉลยป้ายกติกาแล้วแต่กรณีของเกมในแต่ละรอบ ทั้งการเล่นและการตัดสิน จะเป็นแบบสุ่ม (ตามความน่าจะเป็น) ซึ่งเป็นรูปแบบหลักของเกมวัดดวง โดยที่ไม่มีใครทราบได้ว่า ใครจะเข้ารอบหรือตกรอบในตอนนั้น ในส่วนนี้ผู้ชมทางบ้านจะได้ทราบถึงลักษณะการเล่นและการตัดสินจากเสียงบรรยายของน้าเน็ค

การตัดสิน[แก้]

ทุก ๆ รอบของเกมวัดดวงจะมี "แผ่นป้ายกติกา" ซึ่งเป็นตัวกำหนด กติกาอย่างชัดเจน เมื่อเปิดป้ายกติกาแล้ว การตัดสินถือว่าสิ้นสุด หากใครทำตามป้ายกติกานั้นจะตัดสินได้ทันทีว่า "เข้ารอบ" หรือ "ตกรอบ" ในรอบนั้น ในการเปิดป้ายกติกานั้น ทีมงานจะเปิดก่อนเล่นหรือเปิดหลังเล่นก็ได้แล้วแต่กรณีดังนี้

  • กรณีเปิดป้ายก่อนเล่นเกม จะเป็นลักษณะที่ผู้เข้าแข่งขันทำตามแล้วมีโอกาสเข้ารอบและตกรอบอย่างแน่นอน เช่น การโยนลูกเต๋า การทายเหรียญหัว-ก้อย การไขโหลไข่ และการทายความเก่าของขนม เป็นต้น
  • กรณีเปิดป้ายหลังเล่นเกม จะเป็นลักษณะที่ทีมงานสั่งให้กระทำสิ่งต่าง ๆ เมื่อทำเสร็จแล้วเฉลยกติกาทีหลัง สำหรับกรณีนี้ ส่วนใหญ่มักจะเป็นการทำให้ผู้เข้าแข่งขันเผลอกระทำกติกาที่กำหนดว่าตกรอบ หรือใช้การหักมุมทำให้ผู้เข้าแข่งขันหลายคนถึงกับตะลึงเช่น ใครชูแก้วสูงที่สุด กับ ต่ำที่สุด ตกรอบ

กติกาทีเผลอ[แก้]

ทีเผลอ เป็นการซ่อนกติกากวน ๆ ที่ผู้เข้าแข่งขันทำโดยไม่รู้ตัวในระหว่างพักเกมหรือก่อนเริ่มเกม ส่วนใหญ่กติกาเหล่านี้จะเป็นแบบไม่ทันรู้ตัว และสร้างความสนุกสนานได้มากทีเดียว ตัวอย่างเช่น

  • "(เล่นทีเผลอ) ใครเข้าห้องน้ำ ตกรอบ" หมายความว่า ระหว่างพักเกมนั้น ทีมงานได้แอบซ่อนกติกาทีเผลอดังกล่าวไว้ ผู้เข้าแข่งขันที่เข้ารอบในระหว่างพักเกมนั้น คนไหนเผลอใช้ห้องน้ำ คนนั้นจะตกรอบแบบทีเผลอ
  • "(เล่นทีเผลอ) ใครออกจากห้องคนแรก ตกรอบ" หมายความว่า คนที่ออกจากห้องมาคนแรกจะตกรอบ
  • "(เล่นทีเผลอ) ใครทะลึ่งเล่นมุข "ปลาวาฬชุบแป้งทอด" ตกรอบทั้งกลุ่ม"หมายความว่า คนหนึ่งถามว่า ปลาอะไรใหญ่กว่าปลาวาฬ แล้วผู้เข้าขันตอบว่า ปลาวาฬชุบแป้งทอด กลุ่มที่มีผู้เข้าแข่งขันตอบคำดังกล่าวก็จะตกรอบหมดทั้งกลุ่ม

การตกรอบของผู้เข้าแข่งขัน[แก้]

ลักษณะการตกรอบของเกมวัดดวงนั้น ผู้ที่ตกรอบ จะต้องคืนป้ายชื่อและเสื้อคลุมของเกมวัดดวง และจะโดนตราปั๊มคำว่า "ตกรอบ" ที่หน้าผาก เพื่อให้ทีมงานแยกออกว่าใครเข้ารอบหรือตกรอบ เสร็จแล้วทีมงานจะนำผู้ตกรอบทั้งหมดไปถือป้ายตกรอบแล้วถ่ายรูปพร้อมกัน ก่อนปล่อยผู้เข้าแข่งขันกลับบ้าน การกระทำลักษณะนี้ น้าเน็คและทีมงานเรียกกันสั้น ๆ อย่างสนุกสนานว่า "ปั๊มตรา ถือป้าย ไล่กลับบ้าน" นั่นเอง

รูปแบบการเล่นเกมวัดดวงในแต่ละปี[แก้]

ในแต่ละปี รายการเกมวัดดวง ที่ทำการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นเกมวัดดวงให้มีความสนุกสนานและความบันเทิงต่อผู้ชมทางบ้าน รวมไปถึง การปรับปรุงรูปแบบต่าง ๆ ในการเล่น ซึ่งในแต่ละปีจะมีรูปแบบการเล่นดังนี้

รูปแบบการเล่นเกมวัดดวงในช่วงแรก(พ.ศ. 2545 - 2550)[แก้]

ในช่วงแรกเกมวัดดวงจะทำการแข่งขันให้ผู้เข้าแข่งขันไม่เกิน 50 คนมาเล่นเกมวัดดวง และคัดเข้ารอบ ตกรอบไปเรื่อย ๆ จนเหลือคนเดียว ซึ่งจะวัดดวงสัปดาห์ละ 5 รอบ ต่อมา ราว ๆ ปี พ.ศ. 2548 ถูกลดเกมลงมาเหลือ 4 รอบ และได้มีการกำหนดเทปในแต่ละสัปดาห์ว่าเป็นตอนอย่างไรบ้าง และในปี พ.ศ. 2550 ทางรายการได้รับสมัครผู้เข้าแข่งขันแบ่งเป็น 2 ทีม ทีมละ 25 คน

รูปแบบการเล่นเกมวัดดวงในปี พ.ศ. 2551[แก้]

รูปแบบการเล่นเกมวัดดวงในปี 2551 นั้นมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงไปมากจากปีก่อน ๆ คือ ระบบการรับสมัครเป็นทีมจะเหลือ 15 คน มีดารารับเชิญมาร่วมสนุกโดยการเป็นหัวหน้าทีม หลังจากนั้น เมื่อแข่งขันจนได้ผู้ชนะมาแล้ว จะได้เป็นแชมป์ประจำสัปดาห์ เพื่อรอผู้ท้าชิงกับอีกคนในสัปดาห์ถัดไป ในรอบชิงแชมป์นั้น จะมีการเล่นเกมวัดดวง 1 เกม สำหรับผู้ที่เป็นแชมป์และผู้ท้าชิง ผู้ที่ชนะจะได้เป็นแชมป์ และเข้าสู่รอบแจ๊กพอตต่อไป โดยผู้ที่เป็นแชมป์จะสะสมรางวัลจากรอบแจ๊กพอตอย่างต่อเนื่อง ถ้าแชมป์ดวงดี สามารถป้องกันได้ถึง 10 สมัย จะได้รับทองคำหนักมูลค่า 10 บาท

รูปแบบการเล่นเกมวัดดวงในปี พ.ศ. 2552[แก้]

รูปแบบการเล่นเกมวัดดวงในปี 2552 จะเป็นแบบแรลลี่ โดยมีผู้เข้าแข่งขัน 2 ทีม ทีมละ 4 คนมีดารารับเชิญมาร่วมสนุกโดยการเป็นหัวหน้าทีม ลักษณะการเล่นคือ ในแต่ละรอบจะต้องวัดดวงกันให้ชนะทีมฝ่ายตรงข้ามด้วยการวัดดวง ทีมที่ชนะ จะได้รับลูกบอลเก็บคะแนน 2 ลูก ในขณะที่ทีมที่แพ้ได้รับลูกบอลเก็บคะแนน 1 ลูก ในระหว่างเกมจะมีภารกิจให้ทำ โดยการมุ่งหน้าไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อให้ภารกิจสำเร็จก่อน ทีมใดที่ทำภารกิจแพ้จะโดนทำโทษต่าง ๆ เช่น หัก 2 คะแนน, ยึดลูกบอลคะแนน เป็นต้น

หลังจากที่วัดดวงกันมาถึงรอบที่ 3 จะมีการสรุปคะแนนจากลูกบอลคะแนน โดยข้างในลูกบอลคะแนนแต่ละลูกจะมีเลข 0 ถึง 9 อยู่ในลูกบอลซึ่งเป็นคะแนนของทีมที่ได้ ทีมใดได้คะแนนมากกว่าจะเป็นทีมที่ชนะและเข้ารอบสุดท้าย และรอบสุดท้ายจะคัดเข้ารอบเพียง 1 คนเท่านั้น และชิงแชมป์กับแชมป์ประจำสัปดาห์ เหมือนรูปแบบในปี 2551

แต่ต่อมา รูปแบบการเล่นนี้ ทำให้เสียเวลา และเกิดความลำบากในการเล่น อีกทั้งยังมีผู้เข้าแข่งขันน้อย (8 คน) จึงทำให้ยกเลิกการเล่นรูปแบบนี้ และเปลี่ยนกลับมาเล่นในรูปแบบเดิมคือ เล่น 30-50 คน และคัดเข้ารอบ-ตกรอบเหมือนเดิม(เหมือนกับรูปแบบการเล่นในปีพ.ศ. 2545ถึงปีพ.ศ. 2549) [3] [4]

รูปแบบการเล่นเกมวัดดวงในปี พ.ศ. 2553 (วัดดวง วัดโดน)[แก้]

ดารารับเชิญทั้ง 3 คนจะมาวัดดวงกันตามสถานที่ต่างๆ โดยก่อนเริ่มเกม น้าเน็คจะทำการเชิญหมอดูออกมา(ช่วงเช็คดวงก่อนโดน) เพื่อทำนายทายทักในเรื่องต่างๆ พร้อมทั้งบอกว่าใครน่าจะเป็นคนที่ดวงตกที่สุด(ทั้งนี้ อาจจะมีช่วงกติกาเล่นทีเผลอซ่อนอยู่ โดนคนที่เผลอทำจะโดนทันที) หลังจากนั้นน้าเน็คจะพาดารารับเชิญไปเล่นเกมเพื่อหาคนที่ดวงดี,ดวงปกติและดวงอ่อน คนที่ดวงอ่อนจะโดนไปในแต่ละเกม เมื่อเล่นครบ 3 เกมจะทำการสรุป โดยผู้ที่ดวงดีที่สุดจะได้รับรางวัล 30,000 บาท ส่วนผู้ที่ดวงอ่อนที่สุดจะถูกทำโทษโดยการเพนท์(เฮนน่า)อัปยศคำว่า "คนดวงตก" อีกด้วย

ในระหว่างรายการ น้าเน็คและดารารับเชิญจะพักรับประทานอาหารในช่วงกินตามดวง โดยน้าเน็คและดารารับเชิญจะไปรับประทานอาหารกับร้านอาหารในละแวกนั้น และร่วมวัดดวงกับทางร้านโดยมีกติกาคือ ทางรายการจะมีไม้จิ้มฟันอยู่ 8 ก้านอยู่ในเครื่องกดไม้จิ้มฟัน หนึ่งในนั้นจะมีปลายสีแดง ถ้าหากทางร้านหยิบได้ไม้แดง น้าเน็คและดารารับเชิญจะได้รับประทานอาหารในมื้อนั้นฟรี แต่ถ้าน้าเน็คและดารารับเชิญหยิบได้ไม้แดง ทางรายการจะต้องจ่ายค่าอาหารทั้งหมดเอง

เมื่อแข่งขันครบ 3 เกมแล้ว จะทำการเล่นช่วงพลิกดวง ซึ่งจะมีตุ๊กตาน้าเน็คอยู่ 5 ตัว หนึ่งในนั้นจะมีเครื่องหมายของรายการอยู่ ผู้ที่เลือกเจอเครื่องหมายของรายการ จะได้รับเงินโบนัส 10,000 บาท โดยลำดับในการเล่นจะเรียงจากผู้ที่ดวงดี,ดวงปกติ และดวงอ่อนตามลำดับ และถ้าหากคนดวงอ่อนเลือกได้เครื่องหมายของรายการ นอกจากจะได้รับเงินโบนัส 10,000บาท แล้ว จะได้รับยกเว้นในการถูกเฮนน่าอีกด้วย (ภายหลังได้เปลี่ยนเป็นการเลือกคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก SVOA แทนตุ๊กตาน้าเน็ค และถ้าคนดวงอ่อนได้รับโบนัส คนดวงปกติจะถูกเฮนน่าแทน)

อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมา ทางได้การได้ยกเลิกช่วงกินตามดวง และช่วงพลิกดวงออกไป และได้ให้ผู้ชมทางบ้านได้ร่วมสนุกเล่นเกมวัดดวง ในเกมที่ 3 โดยมีกฎคือ เมื่อเกมจบ ทีมที่ตกรอบ หัวหน้าทีมจะต้องโดนทำโทษ โดยผู้ชมทางบ้านที่ดวงดีที่สุด จะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท

รูปแบบการเล่นเกมวัดดวง ฮอลิเดย์[แก้]

ในเกมวัดดวง ฮอลิเดย์นั้น ทางรายการได้เปลี่ยนกลับมาเล่นเกมในรูปแบบ คัดคนเข้ารอบ-ตกรอบ เหมือนเดิม โดยในแต่ละครั้ง ผู้แข่งขันที่เป็นสุดยอดคนดวงดี (ผู้ชนะในแต่ละครั้ง) จะได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท และมีสิทธิ์เล่นเกมเพื่อชิงรางวัลแจ๊คพ็อต แพ็คเก็จทัวร์ประเทศเกาหลีใต้ อีกด้วย (หรือในบางครั้ง สุดยอดคนดวงดีจะได้รับรางวัลแจ๊คพ็อต โดยไม่ต้องเล่นเกมรอบแจ๊คพ็อต)

ตัวอย่างการเล่นเกมวัดดวง[แก้]

น้าเน็คสัมพากษณ์ผู้เข้าแข่งขันขณะเล่นเกมวัดดวง

ในส่วนนี้เป็นตัวอย่างของการเล่นเกมวัดดวงซึ่งมีลักษณะและวิธีการเล่นต่าง ๆ ที่ง่าย และสามารถตัดสินได้ทันที ซึ่งบางเกมก็ใช้อุปกรณ์การเล่นไม่มาก และสามารถเอามาเล่นส่วนตัวกันได้ กติกาการเล่นเกมวัดดวงที่ออกอากาศจะไม่ซ้ำกันและเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในส่วนนี้จะยกส่วนหนึ่งเป็นตัวอย่างในการเล่นเกมวัดดวง ตามตารางด้านล่างนี้


ชื่อป้ายกติกา ความหมาย วิธีเล่น การตัดสิน
เข้ารอบ ตกรอบ
"วัดดวงในการโยนลูกเต๋า ทายว่าเป็นคู่หรือคี่ ทายถูก เข้ารอบ, ทายผิด ตกรอบ" ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทายว่า ลูกเต๋านี้จะออกเลขคู่หรือคี่ เมื่อทายแล้วจะมีการโยนลูกเต๋า ถ้าทายถูก เข้ารอบ แต่ถ้าทายผิด ตกรอบ ผู้เข้าแข่งขันต้องบอกว่าลูกเต๋าที่โยนจะออกเป็นเลขคู่หรือเลขคี่ จากนั้นผู้เข้าแข่งขันต้องโยนลูกเต๋าและรอลุ้นจนกว่าลูกเต๋าหยุด ถ้าทายเป็นเลขคู่แล้วเลขออก 2,4,6 ถือว่าทายถูก ถ้าทายเป็นเลขคู่แล้วเลขออก 1,3,5 ถือว่าทายผิด
"วัดดวงในการโยนเหรียญหัว - ก้อย ทายถูก เข้ารอบ, ทายผิด ตกรอบ" ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทายว่า เมื่อโยนเหรียญแล้วหน้าเหรียญจะออกเป็นหัวหรือก้อย ถ้าทายถูก เข้ารอบ แต่ถ้าทายผิด ตกรอบ ผู้เข้าแข่งขันต้องบอกว่าหน้าเหรียญที่จะออกเป็นหัวหรือก้อย จากนั้นก็จะโยนเหรียญและตัดสินตามหน้าเหรียญ หน้าเหรียญตรงกับผู้เข้าแข่งขันทาย หน้าเหรียญไม่ตรงกับผู้เข้าแข่งขันทาย
"ชิ้นส่วนของผู้แข่งขันคนไหนตรงกับที่ประกาศ ตกรอบ" วัดดวงด้วยการส่งชิ้นส่วนกล้วยแขกวัดดวง โดยการเขียนชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ แล้วหย่อนใส่กระบะจับชิ้นส่วน เมื่อผู้เข้าแข่งขันส่งชิ้นส่วนครบทุกคนแล้ว จะมีการจับชิ้นส่วนเพื่อคัดคนตกรอบออกไป ชิ้นส่วนที่ถูกจับไม่ตรงกับที่ชิ้นส่วนของผู้แข่งขันส่งไว้ ชิ้นส่วนที่ถูกจับตรงกับที่ชิ้นส่วนของผู้แข่งขันส่งไว้
"ซองกาแฟฝ่ายใดคว่ำ ตกรอบ" ภายในเกมจะมีสิ่งของให้เลือกเป็นซองกาแฟของผู้แข่งขันที่ทางทีมงานเตรียมไว้ให้แล้ว เกมนี้ จะเล่นกันทีละสองคน โดยแปะซองกาแฟทั้งสองซองให้ซองกาแฟตกพื้น ถ้าซองกาแฟของฝ่ายใดคว่ำ ตกรอบไปเลย ซองกาแฟที่ตกพื้นหงายขึ้นมา(ส่วนของฉลากกาแฟ) ซองกาแฟที่ตกพื้นคว่ำลง(เห็นเป็นข้อมูลผลิตภัณฑ์ เรียกว่า ด้านหลังซองกาแฟ)
"ผลัดกันไขโหลไข่ ทีมไหนพลาดเจอไข่จมน้ำก่อน ตกรอบ" เกมนี้เล่นกันทีละคน โดยใส่ไข่ 1 ลูกที่จมน้ำปนกับไข่ลูกอื่นๆ ที่ลอยน้ำลงในโหล เสร็จแล้วเป่ายิ้งฉุบ ใครชนะจะมีสิทธิ์เลือกว่าเล่นเอง หรือ โยนให้อีกฝ่ายเล่นก่อน ไขโหลไข่ไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ให้เจอไข่จมน้ำ ไขโหลไข่แล้วได้ไข่ที่ลอยน้ำ ไขโหลไข่แล้วได้ไข่ที่จมน้ำ ถือว่าเกมจบ
"ปลาทองจ้องตา ปลาหันหน้ามาที่ใคร คนนั้นตกรอบ" ให้ผู้เข้าแข่งขันจ้องตู้ปลาทองที่ปิดไว้ ซึ่งจะมี 4 ด้าน ให้ผู้เข้าแข่งขันเลือก ถ้าเปิดออกมา ปลาทองหันหน้ามาทางด้านที่เลือกไว้ (หันหน้ามาสบตาผู้เข้าแข่งขัน) ตกรอบ เกมนี้เล่นทีละ 4 คน เพราะตู้ปลาทองมี 4 ด้าน เมื่อผู้เข้าแข่งขันเลือกด้านเสร็จเรียบร้อย ทีมงานจะเปิดตู้ออกมาเพื่อให้เห็นว่า ปลาจ้องหน้ามาหาใคร ปลาทองไม่หันหน้ามาทางด้านที่เลือกไว้ (ซึ่งผู้เข้าแข่งขันจะเห็นลำตัวหรือหางของปลาทอง) ปลาทองหันหน้ามาทางด้านที่เลือกไว้ (ซึ่งสบตากับผู้เข้าแข่งขันตรง ๆ)
"ดื่มโค้กวัดดวง รอบละ 3 คน ปริมาณน้ำอัดลมของใครเหลือเป็นอันดับ 2 เข้ารอบ" เกมนี้น้าเน็คจะจับสลากหาผู้แข่งขันรอบละ 3 คนพร้อมกับหยิบน้ำอัดลมมาคนละ 1 ขวด และถามถึงด้านดีๆ ของแต่ละคน เมื่อให้สัญญาณผู้เล่นต้องดื่มโค้กแล้วเทใส่แก้ว วัดดวงกันเป็นรอบ(รอบละ 3 คน) เมื่อได้สัญญาณ "เริ่ม" จะต้องดื่มน้ำอัดลม(ดื่มเท่าไหร่ก็ได้ที่ต้องการ) จากนั้นเทใส่แก้วพร้อมกัน ปริมาณน้ำของผู้เข้าแข่งขันเหลือเป็นอันดับ 2 ถือว่าเข้ารอบ ปริมาณน้ำของผู้เข้าแข่งขันเหลือเป็นอันดับ 1 หรือ อันดับ 3 ถือว่าตกรอบ
"ผลัดกันลุ้นตุ๊กตาไขลาน ทีมไหนพลาดตกช่องมรณะ(เครื่องหมาย ผิด)ก่อน 2 ครั้ง ตกรอบ" ให้ทั้ง 2 ทีมไปซื้อตุ๊กตาไขลานมา 1 ตัว(ตัวใดก็ได้)มาลงเล่น แล้วเป่ายิ้งฉุบตัดสินว่าทีมไหนจะได้เปิดเกมก่อน ผู้เข้าแข่งขันปล่อยตุ๊กตาไขลานที่จุดเริ่มต้น ตุ๊กตาไขลานวิ่งไปตกช่องที่ไม่มีเครื่องหมาย ผิด หรือทีมใดทีมหนึ่งตกช่องเครื่องหมาย ผิด 1 ครั้งแล้วครั้งต่อไปตุ๊กตาไขลานตกช่องที่ไม่มีเครื่องหมาย ผิด ตุ๊กตาไขลานวิ่งไปตกช่องเครื่องหมาย ผิด ครบ 2 ครั้ง ก่อน
"ใครเตะลูกฟุตบอลได้ระยะสูงที่สุด กับ ต่ำที่สุด ตกรอบ" ให้ผู้เข้าแข่งขันเตะลูกฟุตบอลรอบละ 4 คน ให้ผู้เข้าแข่งขันเตะลูกฟุตบอล โดยที่น้าเน็คจะให้สัญญานนับ เมื่อสั่งให้เริ่ม ก็เตะลูกฟุตบอลทันที เตะลูกฟุตบอลแล้วได้ระยะอันดับ 2 และ 3 เตะลูกฟุตบอลแล้วได้ระยะอันดับ 1 และ 4
"น้ำอัดลมของกลุ่มใดซ่า เข้ารอบ" จะมีขวดน้ำอัดลมและขวดน้ำธรรมดาสลับกันไป เมื่อเลือกแล้ว จะมีการใส่ยาเม็ดที่ทำให้เกิดปฏิกิริยา ถ้าใส่ยาแล้วมีปฏิกิริยาเกิดความซ่า จะเข้ารอบทันที ผู้เข้าแข่งขันเลือกหยิบขวดที่คิดว่าเป็นขวดน้ำอัดลม ซึ่งจะทำปฏิกิริยาเกิดความซ่าออกมาให้ได้ ขวดน้ำที่เลือกแล้ว เป็นน้ำอัดลม ซึ่งใส่ยาลงไปแล้วมีปฏิกิริยาความซ่าออกมา ขวดน้ำที่เลือกแล้ว เป็นน้ำธรรมดา ซึ่งใส่ยาลงไปแล้วไม่มีปฏิกิริยาความซ่าออกมา
"เล่นทีเผลอ:ใครเล่นมุขปลาวาฬชุบแป้งทอด ตกรอบทั้งกลุ่ม" เป็นกติกาทีเผลอ ทีมงานจะซ่อนกติกาไว้แล้วจับตาผู้เข้าแข่งขันว่าใครตอบว่า "ปลาวาฬชุบแป้งทอด" กลุ่มที่ตอบก็จะตกรอบหมดทั้งกลุ่ม (ไม่มีวีธีการ เนื่องจากเป็นกติกาซ่อน) (ไม่มี) เผลอตอบว่า "ปลาวาฬชุบแป้งทอด" ไม่ว่าจะเป็นคำถามใดๆ ที่คำตอบที่ถูกต้องคือปลาวาฬชุบแป้งทอด
"เล่นทีเผลอ:ใครจะลงโฆษณากับเกมวัดดวง เข้ารอบ" เป็นกติกาทีเผลอ ที่ทีมงานจะซ่อนไว้ แล้วจับตาดูว่า ใครจะกล้าเข้ามาลงโฆษณากับเรา (ไม่มีวีธีการ เนื่องจากเป็นกติกาซ่อน) ผู้แข่งขันตัดสินใจลงโฆษณา (ไม่มี)

รอบแจ๊กพอต[แก้]

หลังจากที่เล่นเกมวัดดวงครบทุกรอบแล้ว ผู้ที่ดวงดีที่สุดผ่านเข้ารอบเพียง 1 คนจะได้เข้าไปชิงรางวัลในรอบแจ๊กพอต ในห้องส่งของทางรายการ กติการการเล่นแจ๊กพอตในแต่ละรูปแบบมีรายละเอียดดังนี้

รอบแจ๊กพอตแบบแรก (พ.ศ. 2545 - 2546)[แก้]

ในเกมนี้ผู้เข้าแข่งขันที่ชนะการแข่งขันในเกมวัดดวงจะให้เลือกแผ่นป้ายทั้ง 6 แผ่นป้ายโดยป้ายเลข 0 มี 5 แผ่นป้ายส่วนป้ายเลข 1 มีอยู่ป้ายเดียวโดยให้ผู้เข้าแข่งขันเลือกแผ่นป้ายและเลือกตำแหน่ง แสน หมื่น พัน ร้อย หลัก ด้วยจากนั้นเมื่อเลือกครบแล้วพิธีกรจะบอกว่าเปลี่ยนตำแหน่งหรือไม่ทั้งนี้เมื่อเปิดเป็นเลข 1 ตามตำแหน่งจะได้เงินรางวัลไปตามป้ายอย่างเช่น เปิดเลข 1 อยู่ตำแหน่ง แสน ได้เงินรางวัล 100,000 บาท, เปิดเลข 1 อยู่ตำแหน่ง หมื่น ได้เงินรางวัล 10,000 บาท, เปิดเลข 1 อยู่ตำแหน่ง พัน ได้เงินรางวัล 1,000 บาท, เปิดเลข 1 อยู่ตำแหน่ง ร้อย ได้เงินรางวัล 100 บาท และ เปิดเลข 1 อยู่ตำแหน่ง หลัก ได้เงินรางวัล 1 บาท ทั้งนี้ เมื่อจบรอบนี้แล้วผู้เข้าแข่งขันได้รับเงินรางวัลน้อยกว่า 10,000 บาท ผู้เข้าแข่งขันสามารถนำเงินรางวัลที่เปิดได้ มาแลกเปลี่ยนเป็น 10,000 บาทได้ โดยพิธีกรจะมีของให้ 2 อย่าง ในของ 2 อย่างจะมีเงินรางวัล 10,000 หรือ 0 บาท ถ้าเลือกของถูกชิ้น จะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาทแทน

รอบแจ๊กพอตในปี พ.ศ. 2547[แก้]

รอบแจ๊กพอตในปีดังกล่าวมีรูปแบบเป็นหมุนวงล้อเลียนแบบวงล้อออกสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยที่มีวงล้อมีทั้งหมด 6 หลัก แต่ละหลักจะมี 1 - 3 ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทายว่า วงล้อในแต่ละหลักจะออกเลขอะไรบ้าง ถ้าผู้เข้าแข่งขันทายถูก ก็จะได้รับเงินรางวัลไป โดยที่ทายถูกทั้งหมด จะได้รับเงินรางวัลสูงสุด 1,000,000 บาท การทายถูกในแต่ละหลัก จะได้รับเงินรางวัลหลักละ 10,000 บาท แต่จะมีการกำหนดรางวัลพิเศษขึ้นคือ ถ้าถูก 2 ตำแหน่งสุดท้าย รับเงินรางวัล 50,000 บาท(จากเดิม 20,000) ถ้าถูก 3 ตำแหน่งสุดท้าย รับเงินรางวัล 100,000 บาท(จากเดิม 30,000)

ภายหลังได้มีการกำหนดอัตราเงินรางวัลดังนี้

  • ทายถูก 1 หลัก รับเงินไป 10,000 บาท
  • ทายถูก 2 หลัก รับเงินไป 20,000 บาท
  • ทายถูก 3 หลัก รับเงินไป 30,000 บาท
  • ทายถูก 4 หลัก รับเงินไป 50,000 บาท
  • ทายถูก 5 หลัก รับเงินไป 100,000 บาท
  • ทายถูกครบ 6 หลัก รับเงินแจ๊กพอต 1,000,000 บาท

รอบแจ๊กพอตในปี พ.ศ. 2548[แก้]

รอบแจ๊กพอตในปีดังกล่าวมีรูปแบบเป็นแบบเสี่ยงเซียมซี โดยจะมีเซียมซีทั้งหมด 7 แท่งซึ่งระบุจำนวนครั้งในการเปิดแผ่นป้าย โดยจะมีเลข 1 1 แท่ง เลข 2 2 แท่ง เลข 3 3 แท่ง และคูณ2 1 แท่ง เมื่อเสี่ยงเซียมซีได้แล้ว ผู้เข้าแข่งขันมีสิทธิ์เลือกแผ่นป้าย โดยจะมีจำนวนเงินรางวัลดังตารางต่อไปนี้

50 500 1,000 1,500 2,000
2,500 3,000 3,500 4,000 5,000
10,000 15,000 20,000 25,000 30,000
35,000 40,000 50,000 100,000 500,000

หากผู้เข้าแข่งขัน มีโอกาสเปิดแผ่นป้ายมากกว่า 1 ครั้ง ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเลือกว่า จะเอาเงินรางวัลที่เปิดได้ในใบนี้(และหยุดเกมลง) หรือเลือกเปิดใหม่ในใบถัดไป(ไม่เอาใบที่เปิดได้)

ต่อมา ได้เปลี่ยนกติกาเล็กน้อย โดยมีกล่องเสี่ยงเซียมซีเลือกแผ่นป้ายทั้งหมด 12 แผ่นป้าย ในแต่ละแผ่นป้ายจะมีจำนวนเงินแตกต่างกัน โดยมีเงินรางวัลสูงสุดถึง 500,000 บาท และจะมีป้ายพิเศษที่ทวีคูณเงินเป็นสองเท่า ผู้เข้าแข่งขันจะได้เสี่ยงเซียมซี 2 ครั้ง ซึ่งต้องเสี่ยงดวงด้วยการเสี่ยงเซียมซี ถ้าไม้เสี่ยงทายออกหมายเลขใด ก็จะได้รับเงินรางวัลไปตามนั้น การทำแจ็กพอตแตกคือ การเสี่ยงได้ป้าย 500,000 บาท และ ทวีคูณสองเท่า

รอบแจ๊กพอตในปี พ.ศ. 2549[แก้]

ผู้เข้าแข่งขันจะเลือกป้ายเป่ายิ้งฉุบ 7 แผ่นป้าย หากชนะป้ายที่ผ่านมา จะได้เงินรางวัล 10,000 บาท การเปิดป้ายเป่ายิ้งฉุบนั้น ในแต่ละป้าย จะเป็นดังนี้(ในป้ายที่ 6 ถ้าชนะป้ายที่ 5 ได้ เงินรางวัลจะบวกอีก 50,000 บาท ป้ายสุดท้าย ถ้าชนะป้ายที่ 6 ได้ เงินรางวัลจะบวกอีก 900,000 บาท รวมเป็น 1,000,000 บาท)

  • ป้ายที่ 1 รับไปก่อน 10,000 บาท ไม่ว่าจะเป็นอาวุธใดๆ ก็ตามเช่น กระดาษ กรรไกร หรือค้อน
  • ป้ายที่ 2 ชนะ ป้ายที่ 1 (ชนะ 1 ครั้ง) เปลี่ยนเป็น 20,000 บาท
  • ป้ายที่ 3 ชนะ ป้ายที่ 2 (ชนะ 2 ครั้ง) เปลี่ยนเป็น 30,000 บาท
  • ป้ายที่ 4 ชนะ ป้ายที่ 3 (ชนะ 3 ครั้ง) เปลี่ยนเป็น 40,000 บาท
  • ป้ายที่ 5 ชนะ ป้ายที่ 4 (ชนะ 4 ครั้ง) เปลี่ยนเป็น 50,000 บาท
  • ป้ายที่ 6 ชนะ ป้ายที่ 5 (ชนะ 5 ครั้ง) เปลี่ยนเป็น 100,000 บาท
  • ป้ายที่ 7 ชนะ ป้ายที่ 6 (ชนะทั้งหมด) จะได้รับเงินรางวัลแจ๊กพอต1,000,000 บาท

ในขณะที่เล่นนั้นสามารถหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ที่อยากจะหยุด และได้รับเงินรางวัลนั้นไป ในกรณีที่เล่นต่อแล้วเสมอ เงินรางวัลยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงและเล่นต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเล่นต่อแล้วแพ้ จะเปลี่ยนเป็น 0 บาททันที แต่ทีมงานจะมีเงินรางวัลปลอบใจเป็นค่ายานพาหนะกลับบ้าน 5,000 บาท

รอบแจ๊กพอตในปี พ.ศ. 2550[แก้]

รอบแจ๊กพอตในปี 2550 เป็นการเปิดป้ายหาของรางวัลรวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท เริ่มแรก ผู้เข้ารอบแจ็กพอต จะได้หมุนคันโยก เพื่อให้ได้เลขจำนวนการเปิดป้าย 2 ถึง 6 ป้าย เมื่อได้จำนวนป้ายที่เปิดแล้ว จึงจะมาเปิดป้ายของรางวัลจาก 12 แผ่นป้าย เมื่อเปิดเจอป้ายอะไร จะได้รับของรางวัลดังกล่าว ถ้าดวงดี แจ๊กพอตแตกเปิดเจอโลโก้กระทิงแดงหันหน้าชนกัน (ซึ่งจะมี 2 ป้ายคือ โลโก้ส่วนซ้าย กับโลโก้ส่วนขวา) จะได้รับของรางวัลทั้งหมดในรอบแจ๊กพอตกลับบ้านไปเลย

รอบแจ๊กพอตในปี พ.ศ. 2551[แก้]

รอบแจ๊กพอตในปี 2551 จะเป็นการเลื่อนคันโยกให้วัวกระทิงแดงเคลื่อนที่หันหน้ามาชนกัน โดยผู้เข้าแข่งขันที่ชนะ จะเลือกคันโยก 6 คันโยก จาก 12 คันโยก ให้วัวกระทิงแดงหันหน้าชนกัน โดยมีป้ายเฉลยเป็นตัวยืนยัน เมื่อดึงถูกรูปวัวกระทิงแดงจะเลื่อนขึ้นมา และป้ายเฉลยจะเป็นรูปตราสัญลักษณ์กระทิงแดง และได้รับเงินรางวัลสะสมป้ายละ 10,000 บาท ถ้าเลื่อนผิด รูปวัวจะไม่เคลื่อน ในป้ายเฉลยจะเป็นรูปพิธีกรดีเจไก่หรือน้าเน็ค ซึ่งตราสัญลักษณ์และรูปพิธีกรจะมีอย่างละ 6 แผ่นป้าย ถ้าเลื่อนคันโยกถูกติดต่อกันถึง 6 คันโยก จะได้รับรถยนต์ ซึ่งเป็นรางวัลแจ๊กพอตในปีนี้ ในกรณีที่เจอรูปพิธีกรตั้งแต่ป้ายแรก(วัวไม่เคลื่อน) จะมีโอกาสเปิดให้เป็นรูปพิธีกรให้ครบ 6 แผ่นป้ายได้ จะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท

รอบแจ๊กพอตในปี พ.ศ. 2552[แก้]

ในรอบแจ๊กพอตของเกมวัดดวงจะมีกติกามีอยู่ว่าจะมี 12 กล่องซึ่งจะมีสร้อยคอทองคำ 1 บาทมีอยู่ 6 กล่องส่วนอีก 6 กล่องเป็นรูปภาพซึ่งรูปภาพในแต่ละกล่องเป็นรูปภาพของผู้ชมทางบ้านโดยกติกามีอยู่ว่าให้เลือกกล่องไหนถ้าเลือกเจอกล่องที่มีสร้อยทองนั้นถือว่าเล่นต่อไปแต่เปิดกล่องรูปภาพของผู้ชมทางบ้านถือว่าเกมจะหยุดลงทันทีและรวบรวมสร้อยคอทองคำที่เปิดได้อยู่ด้วยและภาพที่ถูกเปิดนั้นเจ้าของรูปก็ได้รับเงินรางวัล 2,000 บาทแต่กรณีเปิดเป็นรูปของผู้ชมทางบ้านตั้งแต่แรกจะให้เล่นต่อโดยให้หากล่องที่มีสร้อยคอทองคำโดยเปิดกล่องเป็นสร้อยคอทองคำ 1 บาทถือว่าหยุดเกมลงทันทีทั้งนี้เมื่อเปิดกล่องที่มีสร้อยคอทองคำ 1 บาทครบทั้ง 6 กล่องจะได้รับรถยนต์ซึ่งเป็นรางวัล แจ๊กพอต

กิจกรรมที่มีส่วนร่วมกับผู้สนับสนุน[แก้]

หลังจากที่เกมวัดดวงได้ออกาอาศมาอย่างต่อเนื่อง และมีผู้สนับสนุนเข้ามาให้การสนับสนุนรายการ และได้นำส่วนหนึ่งของรายการเกมวัดดวงไปจัดกับกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้

อีซูซุดีแม็คซ์ ซูเปอร์คอมมอนเรลโชว์ วัดดวงทั่วไทย[แก้]

เป็นกิจกรรมของรถอิซูซุ ที่ได้นำเอารายการมาเป็นส่วนร่วมตามชื่อดังกล่าว โดยจัดที่ศูนย์อิซูซุสาขาหนึ่งในแต่ละจังหวัด, ซึ่งมีการจัดแสดงงานหลายอย่างคือ การประกวาดร้องเพลงประกอบลีลาของเด็ก ๆ จากสถาบันต่าง ๆ, การแข่งขันทำลายสถิติการใช้งานของรถ (วัดจากตัวเลขกิโลเมตรที่ใช้งาน) พร้อมทั้งการเล่นเกมวัดดวง โดยมีน้าเน็คและพิธีกรอีกคนมาทำหน้าที่เป็นพิธีการหาคนที่ดวงดีที่สุดประจำจังหวัด และท้ายงานมีมินิคอนเสิร์ตของเหล่าศิลปินจังหวัดละ 2 คน มาร้องเพลงให้ผู้เข้างาน

หลังจากที่ได้คนดวงดีประจำจังหวัดแล้ว จะได้เล่นเกมวัดดวงที่ห้องส่ง ผู้ที่ดวงดีที่สุดของประเทศ จะได้รับรถอีซูซุดีแมกซ์รุ่นใหม่ของโลก

กิจกรรมนี้จัดขึ้นมา 2 ครั้งแล้ว โดยครั้งที่ 2 จะมีการสะสมเงินรางวัลให้กับคนดวงดีประจำจังหวัด เงินรางวัลสูงสุดถึง 50,000 บาท

เกมวัดดวง ร้านแตกแจกล้านกับคอมพิวเตอร์เอสวีโอเอ[แก้]

ในปี พ.ศ. 2550 บริษัท เอสวีโอเอ (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด โดยนำเอาเกมวัดดวงไปจัดงานเป็นชื่องานตามหัวข้อดังกล่าว ซึ่งเป็นงานที่จัดให้กับลูกค้าที่ใช้คอมพิวเตอร์เอสวีโอเอ ซึ่งจะค้นหาคนดวงดีประจำภาค เมื่อมาแข่งขันวัดดวงกัน ภายในงานจะมีแบ่บออกเป็นสองช่วงได้แก่ในช่วงเช้าจะมีการแข่งขันประกอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ พร้อมกับลงระบบปฏิบัติการ, ในช่วงบ่ายจะมีกิจกรรมเกมวัดดวงโดยมีน้าเน็คเข้ามาเป็นพิธีกรในงาน การค้นหาคนดวงดีประจำภาคนั้น ค้นหาสองคนประจำภาค โดยรอบสุดท้ายจะลุ้นรหัส วัดดวง ผู้ที่เป็นตัวแทนคนดวงดีประจำภาคจะได้รับคอมพิวเตอร์พกพา (หรือ Notebook),[5] หลังจากที่ได้คนดวงดีประจำภาคเรียบร้อยแล้ว จะมีการแข่งวัดดวงกันที่กรุงเทพฯ ผู้ที่ดวงดีที่สุดจะได้รับเงินรางวัล 1,000,000 บาท

ในครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง จัดในปี พ.ศ. 2550 หลังจากเสร็จสิ้นจากกิจกรรมในช่วงเย็นจะมีมินิคอนเสิร์ตของเหล่าศิลปิน 2 คน มาร้องเพลงให้ผู้เข้างาน เช่นเดียวกับงานวัดดวงทั่วไทย และครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2551 ได้นำ โก๊ะตี๋ อารามบอย กับ อ้น ศรีพรรณ มาเป็นหัวหน้าทีมในการหาตัวแทนสุดยอดคนดวงดีประจำภาคอีกด้วย

ซุเปอร์กาแฟ เกมวัดดวงออนทัวร์[แก้]

ผลิตภันท์ "ซุเปอร์กาแฟ" ได้นำเอาเกมวัดดวงมาจัดภายใต้ชื่อ ซุเปอร์กาแฟ เกมวัดดวงออนทัวร์ ในปี พ.ศ. 2551 โดยเป็นการมอบความสนุก โดยหาคนดวงดีประจำภาค โดยมีพิธีกร 2 คนไปร่วมสนุกคือ คุณท็อป พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ คุณ โอปอล์ ปาณิสรา พิมพ์ปรุ ภายในงาน จะมีการจัดเกมวัดดวง 4 ครั้ง ครั้งละ 4 รอบ โดยที่กติกาและการแต่ละรอบจะไม่เหมือนกัน ผู้ที่ดวงดีที่สุดในแต่ละครั้ง จะได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมกับผลิตภันท์ซุเปอร์กาแฟ [6] และจะมีการจัดงานลักษณะนี้ ในแต่ละจังหวัด เดือนละ 1 ครั้งอย่างต่อเนื่อง ตลอดปี พ.ศ. 2551

อ้างอิง[แก้]

  1. “เกมวัดดวง-เนื้อคู่อยากรู้ว่าใคร” หลุดผังปี 54 “ช่อง5” ยันโปร่งใสไร้รับสินบน โต้แบนเพศที่3 ออกจอ
  2. HAMBURGER, Naked 3 - น้าเน็ครายวัน ตอน เกมวัดดวง, สำนักพิมพ์ A-Book, 2546, หน้า 15
  3. เกมวัดดวง เทปวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2552 ช่วงท้ายรายการ
  4. ทีมงานเกมวัดดวง (สัมพาษณ์เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2552)
  5. เกมวัดดวงร้านแตกแจกล้านกับคอมพิวเตอร์เอสวีโอเอ
  6. ซุเปอร์กาแฟ เกมวัดดวงออนทัวร์

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]