ฮิจิกะตะ โทะชิโซ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ฮิจิคะทะ โทะชิโซ)
ฮิจิกะตะ โทะชิโซ

ฮิจิกะตะ โทะชิโซ (ญี่ปุ่น: 土方 歳三 Hijikata Toshizō ? 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1835 - 20 มิถุนายน ค.ศ. 1869) เป็นอดีตรองหัวหน้ากลุ่มตำรวจพิเศษ "ชินเซ็งงุมิ" ของรัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะ ผู้มีสมญานามว่า "รองหัวหน้าปิศาจ" (ญี่ปุ่น: 鬼の副長 oni no fukuchō โอะนิ โนะ ฟุคุโจ ?) ซึ่งหลังจากรัฐบาลโชกุนโทกุงะวะล่มสลาย เขาได้เข้าร่วมกับกองทัพของสาธารณรัฐเอะโสะในการต่อต้านการฟื้นฟูสมัยเมจิจนกระทั่งเสียชีวิตในการรบ ในแวดวงนักดาบญี่ปุ่นนับถือกันว่าฮิจิกะตะเป็นนักดาบผู้มีพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่คนหนึ่ง

ภูมิหลัง[แก้]

ฮิจิกะตะ โทะชิโซ มีชื่อจริง (อิมินะ) ว่า "โยะชิโทะโยะ" เกิดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1835 ที่หมู่บ้านอิชิดะ ตำบลทะมะ แคว้นมุซะชิ (พื้นที่เมืองฮิโนะ จังหวัดโตเกียวในปัจจุบัน) มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 6 คน โดยเขาเป็นคนสุดท้อง พ่อของเขาเป็นชาวนาผู้ขยันขันแข็ง ซึ่งเสียชีวิตหลังจากฮิจิกะตะเกิดได้เพียง 3 เดือน ต่อมาเมื่ออายุได้ 6 ปี แม่ของเขาเสียชีวิตลงอีกคนหนึ่ง ซ้ำร้ายพี่ชายคนโตก็เกิดตาบอด ฮิจิกะตะจึงต้องไปอยู่ในความอุปการะของพี่ชายคนรองและพี่สะใภ้

ในวัยเด็กนั้นฮิจิกะตะมีนิสัยไม่ดีนัก และถูกกล่าวขวัญว่าเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับทุกอย่างยกเว้นกับเพื่อนและครอบครัวของตัวเอง นิสัยดังกล่าวของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปเมื่อนักดาบอายุ 21 ปีคนหนึ่งจากแคว้นไอสึ ผู้เป็นที่รู้จักจากการต่อต้านกลุ่มนักปฏิรูป ได้ถูกบังคับให้ฆ่าตัวตายโดยการเซ็ปปุกุ (คว้านท้องตัวเอง) เมื่อฮิจิคะตะได้เข้าร่วมงานศพของชายผู้นั้น ปรากฏว่าเขาได้ร้องไห้ให้แก่ผู้ตายต่อหน้าคนอื่นด้วย

ฮิจิกะตะใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ในร้านขายยาของครอบครัว ขณะเดียวกันก็ใช้เวลาว่างฝึกหัดเพลงดาบด้วยตัวเอง ต่อมาฮิจิกะตะได้พบกับคนโด อิซะมิ ผู้สืบทอดเพลงดาบเท็นเน็นริชินรีวรุ่นที่ 4 แห่งโรงฝึกชิเอคัง โดยรู้จักผ่านทางซะโท ฮิโคะโงะโร พี่เขยของเขาซึ่งเป็นผู้จัดการโรงฝึกแห่งนี้ และได้เข้าเป็นศิษย์ในสำนักดาบชิเอคังเต็มตัวในปี ค.ศ. 1859 ถึงแม้ว่าฮิจิกะตะจะมิได้สำเร็จวิชาดาบเท็นเน็นริชินรีวอย่างสมบูรณ์ แต่กล่าวกันว่าวิชาดาบของที่นี่เป็นพื้นฐานหลักที่ฮิจิกะตะใช้พัฒนาวิชาดาบ "ชินเซ็งงุมิเค็นจุทสึ" ในเวลาต่อมา

ก่อตั้งชินเซ็งงุมิ[แก้]

อนุสาวรีย์ของฮิจิกะตะ โทะชิโซ ที่ทะคะฮะทะ ฟุโดะ (Takahata Fudo), ฮิโนะ, โตเกียว

ในปี ค.ศ. 1863 ฮิจิกะตะและคนโด อิซะมิ ได้ร่วมกันตั้งกลุ่มชินเซ็งงุมิขึ้น โดยคนโดเป็นผู้นำกลุ่มร่วมกับ เซะริซะวะ คะโมะ และ นิอิมิ นิชิกิ ส่วนฮิจิกะตะมีฐานะเป็นหนึ่งในรองหัวหน้ากลุ่ม กลุ่มชินเซ็งงุมิทำงานรับใช้รัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะในฐานะหน่วยตำรวจพิเศษในนครหลวงเกียวโต ภายใต้การสั่งการของมัตซึไดระ คะตะโมะริ ไดเมียวแห่งแคว้นไอสึ ทำหน้าที่ต่อต้านกลุ่มนักปฏิรูปต่างๆ

อย่างไรก็ตาม เซะริซะวะและนิอิมิได้เริ่มก่อเรื่องต่อสู้ เมาเหล้าอาละวาด และข่มขู่กรรโชกต่างๆ ในนครเกียวโต ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กลุ่มชินเซ็งงุมิเสื่อมเสียชื่อเสียง จนกระทั่งมีคนตั้งฉายาในทางลบให้กับกลุ่มว่า "ฝูงหมาป่าแห่งมิบุ" (ญี่ปุ่น: 壬生狼 miburō มิบุโร ?) ฮิจิกะตะพบหลักฐานการก่อเรื่องของนิอิมิมากพอและได้สั่งให้นิอิมิคว้านท้องตนเอง หลังจากนั้นไม่นานเซะริซะวะและสมาชิกที่อยู่ฝ่ายเขาได้ถูกลอบสังหาร คนโดได้ขึ้นเป็นหัวหน้ากลุ่มชินเซ็งงุมิแต่เพียงผู้เดียว โดยมีฮิจิกะตะและยะมะนะมิ เคสุเกะ เป็นรองหัวหน้ากลุ่ม

กลุ่มชินเซ็งงุมิมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 140 คน ซึ่งนอกจากจะเป็นซามูไรแล้วยังมีพ่อค้าและชาวนาจำนวนมากเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มด้วย เพราะเกรงว่าวิถีชีวิตของตนจะถูกคุกคามหากเกิดการล่มสลายของรัฐบาลโชกุนขึ้น กลุ่มชินเซ็งงุมิได้ออกกฎต่างๆ ในช่วงที่สถานการณ์ของเกียวโตอยู่ในภาวะตึงเครียด และฮิจะกะตะก็เป็นที่รู้จักจากการบังคับใช้กฎดังกล่าวอย่างเข้มงวด จนกลายเป็นที่มาแห่งสมญานาม "รองหัวหน้าปิศาจ" (ญี่ปุ่น: 鬼の副長 oni no fukuchō โอะนิ โนะ ฟุคุโจ ?) แม้ในกลุ่มชินเซ็งงุมิเองก็มีการใช้กฎควบคุมวินัยของกลุ่มอันมีชื่อว่า "เคียวคุจูฮัทโทะ" (ญี่ปุ่น: 局中法度 Kyokuchū Hatto ?) โดยมีฮิจิกะตะเป็นผู้ควบคุมอย่างเคร่งครัด คนที่ละทิ้งกลุ่มหรือหักหลังกลุ่มจะต้องรับโทษคว้านท้องตัวเองเท่านั้น กฎดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้กับยะมะนิมิ เคสุเกะ (หนึ่งในเพื่อนเก่าของฮิจิกะตะ) เพราะเขาได้พยายามออกจากกลุ่มชินเซ็งงุมิในปี ค.ศ. 1865

ดาบคู่ใจของฮิจิกะตะคือ "อิซึมิโนะคะมิ คะเนะซะดะ" (和泉守兼定) เป็นดาบที่ตีขึ้นในยุคเอะโดะโดยสุดยอดช่างตีดาบผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้น กล่าวกันว่าฮิจิกะตะยังเป็นผู้พัฒนาวิชาดาบสำหรับใช้เป็นแนวทางมาตรฐานการต่อสู้ของกลุ่มชินเซ็งงุมิอันมีชื่อว่า "ชินเซ็งงุมิเค็นจุทสึ" อีกด้วย

ฮิจิกะตะได้เลื่อนเป็นซามูไรระดับฮะตะโมะโตะในปี ค.ศ. 1867 พร้อมกันกับสมาชิกหน่วยชินเซ็งงุมิทั้งหมด[1] และได้ยศเป็นขุนนางชั้น "โยะริอะอิคะคุ" (寄合格) ในช่วงต้น ค.ศ. 1868[2]

มรณกรรม[แก้]

ป้อมโงะเรียวคะคุ สมรภูมิแห่งสุดท้ายในชีวิตของฮิจิกะตะ โทะชิโซ

หลังจากคนโด อิซะมิ หัวหน้ากลุ่มชินเซ็งงุมิยอมจำนนต่อกองทัพในนามของพระจักรพรรดิและถูกประหารชีวิตในวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1868 (นับตามปฏิทินจันทรคติของญี่ปุ่นคือวันที่ 25 เดือน 4) ฮิจิกะตะจึงกลายเป็นผู้นำกลุ่มชินเซ็งงุมิในการต่อต้านรัฐบาลใหม่ครั้งสุดท้าย หลังจากพักอยู่ที่แคว้นไอสึได้ระยะหนึ่ง เขาจึงนำหน่วยชินเซ็งงุมิไปยังเซ็นได เพื่อสมทบกับกองเรือของเอะโนะโมะโตะ ทะเคะอะคิ[3] ฮิจิกะตะตระหนักดีว่าสงครามที่เขาเข้าร่วมด้วยนั้นเป็นสงครามที่ไม่มีวันชนะ ครั้งหนึ่งเขาได้กล่าวกับมัทสึโมะโทะ เรียวจุน นายแพทย์ในกองทัพนั้นว่า "ข้าไม่ได้เข้าสนามรบเพื่อจะได้ชัยชนะ แต่เพราะหากถึงคราวที่รัฐบาลโทะกุงะวะต้องอับปางลง ย่อมเป็นเรื่องน่าละอายหากไม่มีใครสักคนยอมล่มจมไปพร้อมกับรัฐบาลนั้นด้วย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมข้าต้องไป ข้าจะสู้ในการศึกที่เยี่ยมยอดที่สุดในชีวิตของข้า เพื่อพลีชีพให้แก่ประเทศนี้"

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1868 ฮิจิกะตะและโอโทริ เคสุเกะ นำกองทัพฝ่ายโทะกุงะวะยึดครองป้อมโงะเรียวคะคุในการรบที่ฮะโกะดะเตะ และดำเนินการกวาดล้างผู้ต่อต้านในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เมื่อมีการประกาศตั้งสาธารณรัฐเอะโสะในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ฮิจิกะตะก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองรัฐมนตรีกระทรวงทหารบก[4] กองทัพในนามพระจักรพรรดิดำเนินการโจมตีเอะโสะต่อเนื่องทั้งทางบกและทางทะเล จนกระทั่งเมื่อมาถึงจุดสุดท้ายแห่งความขัดแย้งของการปฏิวัติ ในวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1869 (นับตามปฏิทินจันทรคติของญี่ปุ่นคือวันที่ 11 เดือน 5) ฮิจิกะตะได้เสียชีวิตระหว่างการรบบนหลังม้าจากการถูกกระสุนปืนเข้าที่สำคัญบริเวณด้านหลังส่วนล่างของเขา หลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์ ป้อมโงะเรียวคะคุก็ตกเป็นของกองทัพในนามพระจักรพรรดิ กองทัพทั้งหมดของสาธารณรัฐเอะโสะได้ยอมจำนนต่อรัฐบาลเมจิในที่สุด

ร่างของฮิจิกะตะถูกฝังที่ใดนั้นไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่ได้มีการตั้งป้ายหลุมศพของเขาไว้ในบริเวณใกล้เคียงกับสถานีรถไฟฟ้าอิทะบะชิในกรุงโตเกียว โดยอยู่ถัดจากป้ายหลุมศพของคนโด อิซะมิ ที่ป้ายจารึกบทกวีลาตายของฮิจิกะตะ ซึ่งเขาได้มอบให้อิชิมุระ เท็ตสึโนะสุเกะ ก่อนที่ตนจะเสียชีวิตไม่นาน ใจความว่า

"แม้ร่างข้าอาจทับถมลงบนเกาะเอะโสะ แต่ดวงจิตข้าจะปกป้องนายเหนือหัวของข้า ณ บูรพาทิศ"

หมายเหตุ[แก้]

หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]

  • Hijikata Toshizō and Okita Sōji. Hijikata Toshizō, Okita Sōji zenshokanshū edited by Kikuchi Akira. Tōkyō : Shin Jinbutsu Ōraisha, 1995. ISBN 4404023065.
  • Itō Seirō. Hijikata Toshizō no nikki. Tokyo: Shin Jinbutsu Ōraisha, 2000. ISBN 440402861X
  • Kikuchi Akira, et al. Shashinshū Hijikata Toshizō no shōgai. Tōkyō : Shin Jinbutsu Ōraisha, 2001. ISBN 4404029306
  • Miyoshi Tōru. Senshi no fu: Hijikata Toshizō no sei to shi. Tōkyō: Shueisha, 1993. ISBN 4087480011 ISBN 408748002X.
  • Tanaka Mariko and Matsumoto Naoko. Hijikata Toshizō Boshin senki. Tōkyō : Shin Jinbutsu Ōraisha, 1976.
  • "Moe Yo Ken" ('Burn, My Sword') by Shiba Ryoutarou (http://moeyoken.blogspot.com/2009/01/1.html) Entire fictional biography of Toshizo (link no longer active)
  • Hillsborough, Romulus. Shinsengumi: The Shōgun's Last Samurai Corps. North Clarendon, Vermont: Tuttle Publishing, 2005. ISBN 0804836272.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]