ฮอนด้า แอคคอร์ด
|
|
|
| ฮอนด้า แอคคอร์ด | |
|---|---|
| ผู้ผลิต: | ฮอนด้า |
| ปี: | พ.ศ. 2519 - ปัจจุบัน |
| ขนาด: | รถยนต์นั่งขนาดเล็ก (รุ่นที่ 1 - 4) รถยนต์นั่งขนาดกลาง (รุ่นที่ 5 - ปัจจุบัน) รถยนต์นั่งขนาดใหญ่ (รุ่นที่ 8 - ปัจจุบัน) |
| ลักษณะ: | 2 ประตู รถคูเป้, รถซีดาน 4 ประตู, 5 ประตู วาก้อน |
| รุ่นก่อนหน้า: | ฮอนด้า 1300 |
| รุ่นต่อ: | ไม่มี |
| เครื่องยนต์: | เครื่อง 4 สูบ เครื่องฮอนด้าK เครื่อง 6 สูบ เครื่องฮอนด้าJ |
| ใช้ชิ้นส่วนเดียวกับ: | แอคิวรา TSX แอคิวรา TL |
| รุ่นที่ใกล้เคียง: | โตโยต้า คัมรี่/โคโรน่า นิสสัน เซฟิโร่/เทียน่า มิตซูบิชิ กาแลนต์ มาสด้า 6 ฮุนได โซนาต้า โฟล์กสวาเกน พาสสาต ซูบารุ เลกาซี ฟอร์ด ทอรัส คาดิแลค ซีทีเอส เมอร์คิวรี มิลาน |
ฮอนด้า แอคคอร์ด เป็นรถซีดานขนาดกลางที่ผลิตและพัฒนาโดยบริษัทฮอนด้าโดยเริ่มต้นสายการผลิตในปี พ.ศ. 2519 ในประเทศญี่ปุ่น โดยเครื่องที่ออกมาตัวแรกคือเครื่อง 1600 ซีซี ซึ่งนับเป็นรถขนาดกลาง โดยรูปทรงที่ออกมามีลักษณะใกล้เคียงกับ ฮอนด้า ซีวิคในรุ่นเดียวกัน ในช่วงที่แอคคอร์ดถูกออกแบบมาใหม่ๆ แอคคอร์ดถูกกำหนดให้ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบโดยเฉพาะ ซึ่งกำหนดให้สภาพเครื่องยนต์แตกต่างจากซีวิค แต่เนื่องจากเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ และภาวะน้ำมันแพงในระยะต่อมา ทางฮอนด้าได้มีการปรับเปลี่ยนระบบต่างๆ รวมทั้งเครื่องยนต์ โดยได้ปรับปรุงและพัฒนาออกมาเป็นเป็น 2 รุ่นหลักอย่างที่เห็นในปัจจุบัน คือ รุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ และรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ
แอคคอร์ดจะแบ่งรุ่นตามขนาดและอุปกรณ์เสริมภายในรถ ได้แก่รุ่น DX, LX, EX โดยจะเรียงจากอุปกรณ์เสริมน้อยและขนาดเล็ก ถึงอุปกรณ์เสริมมากและขนาดใหญ่ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น
- รุ่นปี 2005 แอคคอร์ด LX ไม่มีมูนรูฟ ขณะที่ EX มีมูนรูฟ
- รุ่นปี 2005 แอคคอร์ด DX มาพร้อมกับ ลำโพง 2 ตัว ขณะที่ LX และ EX มาพร้อมกับลำโพง 6 ตัว
นอกจากแบ่งตามขนาดแล้ว ยังแบ่งตามลักษณะของเกียร์เหมือนรถยนต์ทั่วๆ ไป คือ เกียร์กระปุก และเกียร์ออโต้
ฮอนด้า แอคคอร์ด โฉมที่ 1-4 จัดอยู่ในประเภทรถยนต์ขนาดเล็ก , โฉมที่ 5-9 จัดอยู่ในประเภทรถยนต์ขนาดกลาง (ยกเว้นโฉมที่ 8 เฉพาะตัวถังแบบ Sedan ที่มีมูนรูฟ จัดอยู่ในประเภทรถยนต์ขนาดใหญ่)
[แก้] สายการผลิต
โรงงานผลิตรถของ ฮอนด้า แอคคอร์ด ตั้งอยู่ทั่วโลกเพื่อรองรับปริมาณการสั่งซื้อจากทั่วโลก โดยแยกดังต่อไปนี้
- เมืองแมรีส์วิลล์ รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา (แอคคอร์ด/แอคคอร์ด V6 สำหรับทวีปอเมริกาเหนือ)
- Guadalajara, ฮาลิสโค, ประเทศเม็กซิโก (แอคคอร์ด สำหรับทวีปอเมริกาใต้)
- เมืองซายามะ, ไซตามะ, ประเทศญี่ปุ่น (อินสไปร์/แอคคอร์ด 2.4 LX สำหรับทวีปอเมริกาเหนือ)
- กว่างโจว, ประเทศจีน (แอคคอร์ด/แอคคอร์ด V6 สำหรับประเทศจีนและฮ่องกง)
- พระนครศรีอยุธยา ประเทศไทย (แอคคอร์ด/แอคคอร์ด V6 สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
รถยนต์ฮอนด้า แอคคอร์ดที่ผลิตมานั้น จนถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 9 Generation (โฉม) ได้แก่
[แก้] Generation ที่ 1 (รุ่นปี พ.ศ. 2519-2524)
โฉมแรกนี้ ทำออกมาทั้งสิ้น 6 รุ่นปี ตั้งแต่รุ่นปี พ.ศ. 2519 - พ.ศ. 2524 โดยรุ่นบุกเบิกมีเครื่องยนต์ขนาด 68 แรงม้า แต่ว่ารุ่นปี พ.ศ. 2523 นั้น ยังผลิตอยู่จนถึง พ.ศ. 2524 จึงเลิกผลิต โดยในสมัยนั้น ระบบเกียร์อัตโนมัตินั้น ยังไม่ถูกพัฒนาเท่าที่ควร ระบบอัตโนมัติได้กินพื้นที่กระปุกเกียร์ จึงไม่สามารถติดเฟืองเกียร์ได้มากเหมือนเกียร์ธรรมดา ในโฉมแรกนี้ ระบบเกียร์มี 3 ระบบ คือ เกียร์ธรรมดา 5 ระดับเกียร์เดินหน้า กับเกียร์อัตโนมัติ 2 กับ 3 ระดับเกียร์เดินหน้า ดังนั้น การมีเกียร์น้อย ทำให้มีปัญหาในด้านของการใช้น้ำมันอย่างสิ้นเปลือง จึงไม่ค่อยมีคนซื้อ แต่ก็ยังมีการผลิต แต่โฉมนี้ ก็เป็นโฉมแรกและโฉมเดียวที่มีการผลิตเกียร์อัตโนมัติ 2 กับ 3 ระดับเกียร์เดินหน้าด้วย
ด้านตัวถัง โฉมแรกนี้แอคคอร์ดมีตัวถังเพียง 2 แบบ คือ Hatchback 3 ประตู กับ Sedan 4 ประตู มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาดคือ 1.6 กับ 1.8 ลิตรสำหรับในประเทศไทย แอคคอร์ดรุ่นนี้มีการนำเข้ามาขายไม่กี่คันเท่านั้นจากการนำเข้าของ เอเชียน ฮอนด้าในสมัยนั้น
[แก้] Generation ที่ 2 (รุ่นปี พ.ศ. 2525-2528)
โฉมที่ 2 นี้ ผลิตออกมาทั้งสิ้น 4 รุ่นปี ตั้งแต่รุ่นปี พ.ศ. 2525 - พ.ศ. 2528 สมัยนี้ เกียร์อัตโนมัติถูกพัฒนาให้ประหยัดน้ำมันขึ้น ฮอนด้าจึงเลิกผลิตแอคคอร์ดเกียร์อัตโนมัติ 2 กับ 3 ระดับเกียร์เดินหน้า
ดังนั้น เกียร์อัตโนมัติในแอคคอร์ดโฉมที่ 2 จึงมีการผลิตระบบเดียว คือ 4 ระดับเกียร์เดินหน้า ส่วนเกียร์ธรรมดา ก็มี 5 ระดับเกียร์เดินหน้าดังเดิม
โฉมนี้ มีตัวถังรวม 2 แบบ คือ hatchback 3 ประตู กับ sedan 4 ประตู และขนาดลูกสูบก็มี 1.6 กับ 1.8 ลิตร เหมือนโฉมที่ 1 สำหรับในประเทศไทย เป็นโฉมแรกที่มีการนำมาทำตลาดในประเทศไทย โดยเริ่มทำตลาดเมื่อปี พ.ศ. 2527 จนถึง พ.ศ. 2529
[แก้] Generation ที่ 3 (รุ่นปี พ.ศ. 2529-2532)
โฉมที่ 3 นี้ ผลิตมาทั้งสิ้น 4 รุ่นปี ตั้งแต่รุ่นปี พ.ศ. 2529 - พ.ศ. 2532 สมัยนี้ เกียร์อัตโนมัติถูกพัฒนาขึ้นอีกขั้น ครั้งนี้ ได้เพิ่มการผลิตแอคคอร์ดเกียร์อัตโนมัติ 5 ระดับเกียร์เดินหน้าขึ้น แต่เกียร์อัตโนมัติ 4 ระดับเกียร์เดินหน้า กับ เกียร์ธรรมดา 5 ระดับเกียร์เดินหน้าก็ยังมีการผลิตอยู่ แต่โฉมนี้ เครื่องยนต์มีเพียงขนาดเดียว คือลูกสูบ 2.0 ลิตร และยังเป็นแอคคอร์ดรุ่นแรกและรุ่นเดียวที่ใช้ไฟหน้าแบบ POP-UP ตั้งแต่ที่เคยมีมา
ด้านตัวถัง ได้เพิ่มความหลากหลายขึ้นโดยการเพิ่มการผลิตรูปตัวถัง coupe 2 ประตู กับ station wagon 3 ประตูเข้าไป แต่ hatchback 3 ประตู กับ sedan 4 ประตู ก็ยังผลิตอยู่ตามปกติ เหล่าพ่อค้าเต๊นท์รถในปัจจุบัน นิยมเรียกว่า "โฉมท้าย 2 ชั้น" ในเมืองไทยเปิดตัวในปี 2529 และขายอยู่จนถึงปี 2534 รวมเป็นเวลา 5 ปี
[แก้] Generation ที่ 4 (รุ่นปี พ.ศ. 2533-2536)
โฉมนี้ ผลิตมาทั้งสิ้น 4 รุ่นปี ตั้งแต่รุ่นปี พ.ศ. 2533 - พ.ศ. 2536
โฉมนี้ มีระบบเกียร์ 2 ระบบ คือ อัตโนมัติ 4 สปีด และธรรมดา 5 สปีด ความจุถังน้ำมัน 64.4 ลิตร ขนาดลูกสูบมีเพียงขนาดเดียว คือ 2.0 ลิตร
ด้านตัวถัง โฉมนี้มีตัวถัง 3 แบบ คือ coupe 2 ประตู , sedan 4 ประตู และ station wagon 5 ประตู
โฉมนี้ เหล่าพ่อค้ารถ เรียกว่า "โฉมตาเพชร" โดยเรียกจากลักษณะไฟหน้าที่แวววาวดูคล้ายเพชร
โฉมนี้ จัดเป็นโฉมสุดท้ายที่จัดเป็นรถขนาดเล็ก(Compact Car)
ในเมืองไทยเปิดตัวในปี 2534 ก่อนที่จะเลิกผลิตในปี 2537 โฉมนี้ยังสามารถพบเห็นได้ตามท้องถนนเช่นกัน
[แก้] Generation ที่ 5 (รุ่นปี พ.ศ. 2536-2540)
โฉมนี้ ผลิตออกมาทั้งสิ้น 4 รุ่นปี ตั้งแต่รุ่นปี พ.ศ. 2536 - พ.ศ. 2540 โดยขนาดลูกสูบมี 2.2 กับ 2.7 ลิตร ส่วนรูปแบบตัวถัง และระบบเกียร์ ไม่มีอะไรต่างไปจากโฉมตาเพชรทั้งสิ้น
โฉมนี้ 2 รุ่นปีแรก สัญลักษณ์ตรา H ของฮอนด้า จะไม่อยู่ที่เหล็กช่องลมเข้าเครื่องยนต์ดังในรูป แต่จะเลื่อนขึ้นไปอยู่ในส่วนของเหล็กสเกิร์ตหน้า (กระโปรงหน้า) พ่อค้ารถเรียกว่า "โฉมไฟท้ายก้อนเดียว" เพราะมีไฟท้ายลักษณะปูดออกมาคล้ายก้อนกล้ามเนื้อ และมีอยู่ 2 บริเวณ คือข้างๆกระโปรงหลังด้านล่างของรถ (ไม่ได้อยู่บนกระโปรงหลัง อยู่ข้างๆ) ข้างละก้อน จึงเรียกไฟท้ายก้อนเดียว
แต่ 2 รุ่นปีให้หลัง สัญลักษณ์ H เลื่อนลงมาจากกระโปรงหน้า และมีการเพิ่ม "ก้อน" ไฟท้ายขึ้นที่บริเวณกระโปรงหลังด้านล่าง (ก้อนที่เพิ่มมาอยู่บนกระโปรงหลังเลย) ทำให้แต่ละข้างมีไฟท้าย 2 ก้อน พ่อค้ารถจึงนิยมเรียกรถ 2 รุ่นท้ายนี้ว่า "โฉมไฟท้าย 2 ก้อน"
และที่สำคัญคือ โฉมนี้เป็นโฉมแรกที่จัดเป็นรถขนาดกลาง(Mid-size Car)ด้วย
ในเมืองไทยได้เปิดตัวในปี 2537 ปรับโฉมในปี 2539 จนถึงปี พ.ศ. 2541 จึงเลิกผลิต เป็นรุ่นที่ 4 ของตลาดประเทศไทยโฉมนี้ในญี่ปุ่นยังใช้โฉมเดียวกับตลาดโลกอยู่แต่ในโฉมต่อไปจะแยกตัวถังแล้วและโฉมนี้ยังมีโฉมยุโรปอีกด้วย
[แก้] Generation ที่ 6 (รุ่นปี พ.ศ. 2541-2545)
โฉมนี้ ผลิตออกมาทั้งสิ้น 5 รุ่นปี ตั้งแต่รุ่นปี พ.ศ. 2541 - พ.ศ. 2545 โดยมี 2 ขนาดลูกสูบ คือ 2.3 กับ 3.0 ลิตร ระบบเกียร์ อัตโนมัติ 4 สปีด กับธรรมดา 5 สปีด ให้เลือกเหมือนเดิม
รุ่นนี้ มีตัวถัง 4 แบบ คือ sedan 4 ประตู , coupe 2 ประตู , hatchback 5 ประตู และ wagon 5 ประตู และมีการเพิ่มความจุถังน้ำมันขึ้น จาก 64.4 เป็น 64.7 ลิตร
โฉมนี้ พ่อค้ารถไทยมักชอบเรียก "โฉมงูเห่า" ในเมืองไทยเปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541 จนเลิกผลิตในปี พ.ศ. 2546และยังมีโฉมแยกของญี่ปุ่นและยุโรป ในเจเนอเรชั่นต่อไปแอคคอร์ดโฉมญี่ปุ่นและยุโรปจะควบเป็นโฉมเดียวกัน
[แก้] Generation ที่ 7 (รุ่นปี พ.ศ. 2546-2550)
โฉมนี้ ผลิตออกมาทั้งสิ้น 5 รุ่นปี ตั้งแต่รุ่นปี พ.ศ. 2546 - พ.ศ. 2550 โดยมี 2 ขนาดลูกสูบ คือ 2.4 กับ 3.0 ลิตร
โฉมนี้ มี 3 ระบบเกียร์ คือ ธรรมดา 5 , 6 สปีด และอัตโนมัติ 5 สปีด
เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง เป็นโฉมที่เกียร์อัตโนมัติ สามารถประหยัดเชื้อเพลิงได้ใกล้เคียงระบบเกียร์ธรรมดา ทำให้รถแอคคอร์ดรุ่นเกียร์อัตโนมัติขายได้ดีกว่ารุ่นเกียร์ธรรมดา
โฉมนี้ ยกเลิกการผลิตตัวถัง hatchback 5 ประตู และ wagon 5 ประตู ตัวถังแบบอื่นมีเหมือนโฉมที่ 6
โฉมนี้ พ่อค้ารถไทยมักชอบเรียก "โฉมปลาวาฬ" เนื่องจากไฟท้ายรุ่นแรกที่ออกมามีขนาดกว้างใหญ่คล้ายปลาวาฬนั่นเอง ในเมืองไทยเปิดตัวเมื่อปี พ.ศ. 2546-2551 โดยทำการ Minorchange เมื่อปี พ.ศ. 2548 ซึ่งยังพอพบเห็นได้บ้างตามท้องถนน และยังมี Honda Accord Euro ซึ่งทำตลาดในญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลีย อเมริกา(ใช้ชื่อ Acura TSX)ซึ่งจะเป็นตัวถังอีกแบบ
[แก้] Generation ที่ 8 (รุ่นปี พ.ศ. 2551-2555)
โฉมนี้มี 3 รูปแบบตัวถัง คือ Coupe 2 ประตู Sedan 4 ประตู และ Hatchback 5 ประตู และมีระบบเกียร์ 3 ระบบ เหมือนโฉมที่ 7 (เกียร์ธรรมดา 5 สปีด, เกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด) แต่ในประเทศไทยไม่มีการจำหน่ายรุ่นเกียร์ธรรมดาแล้ว และมี 3 ขนาดลูกสูบคือ 2.0 , 2.4 , 3.5 ลิตร
โฉมนี้ ถ้าเป็นตัวถังแบบ sedan (4 ประตู) จะจัดเป็นรถขนาดใหญ่ (Full-size car) แต่ถ้าเป็นตัวถังแบบ coupe (2 ประตู) จะจัดเป็นรถขนาดกลาง (Mid-size car) แต่ในประเทศไทย แอคคอร์ดถูกจัดเป็นรถยนต์นั่งขนาดกลาง โดยในประเทศไทยทางฮอนด้าจะจำหน่ายเฉพาะตัวถังแบบ 4 ประตูเท่านั้น
และโฉมที่ 8 นี้ สามารถรองรับน้ำมันพลังงานทดแทนพิเศษ แก๊สโซฮอล์ E20 ได้ ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนใหม่ของประเทศไทยที่สามารถช่วยลดมลพิษได้
ฮอนด้า แอคคอร์ด โฉมที่ 8 นี้ ได้รับรางวัล รถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี (Thailand Car of the Year 2009) ในประเภทรถยนต์ขนาดกลาง ในรุ่นไม่เกิน 2,500 ซีซี (Best Mid-size Sedan under 2,500 cc.)
ในประเทศไทย ฮอนด้าได้นำมาเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2551 และในปี พ.ศ. 2553 ได้มีการปรับโฉม Minorchange เล็กน้อย ในญี่ปุ่นและยุโรปจะเป็นตัวถังอีกแบบ ในอเมริกาใช้ชื่อ Acura TSX ส่วนออสเตเรียจะมีให้เลือกทั้ง2 ตัวถัง
[แก้] Generation ที่ 9 (รุ่นปี พ.ศ. 2556-ปัจจุบัน)
โฉมนี้มี2 ตัวถังคือ คูเป้ 2 ประตู และ ซีดาน4 ประตู ระบบเกียร์มี 4 ระบบ คือ 6 สปีด ธรรมดา,ออโต้,CVTและ 5 สปีด โดยต่อไปนี้ แอคคอร์ดจะใช้โฉมเดัยวกันท้งโลก มีรุ่น plug in hybrid ซึ่งใช้ระบบไฮบริดโดยการชาร์จไฟฟ้าอีกด้วย โฉมนี้เตรียมเปิดตัวในประเทศไทยในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2556 และในโฆษณายังใช้เพลง All my desire และ เสน่ห์หาอีกด้วย
[แก้] ดูเพิ่ม
- ข้อมูลของแอคคอร์ด โฉมที่ 8 โดย บริษัท ฮอนด้าประเทศไทย จำกัด
- รายการรถที่ได้รับรางวัล Thailand Car of the Year 2009
- Honda Accord แค็ตตาล็อก
- Honda Accord แคตตาล็อก
- ข้อมูลของแอคคอร์ดโฉมที่ 9
|
||||||||||||||||||||||