อุทยานแห่งชาติกรันปาราดีโซ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Parco nazionale Gran Paradiso
Map showing the location of Parco nazionale Gran Paradiso
Location of park
ที่ตั้ง แคว้นปกครองตนเองวัลเลดาออสตา, แคว้นปีเอมอนเต
เมืองใกล้สุด Aosta
พิกัด 45°30′10″N 7°18′36″E / 45.50278°N 7.31000°E / 45.50278; 7.31000พิกัดภูมิศาสตร์: 45°30′10″N 7°18′36″E / 45.50278°N 7.31000°E / 45.50278; 7.31000
พื้นที่ 703 กม² (271 ไมล์²) [1]
จัดตั้ง 1922
หน่วยราชการ Ministero dell'Ambiente
http://www.pngp.it
เทือกเขากรันปาราดีโซ

อุทยานแห่งชาติกรันปาราดีโซ (อิตาลี: Parco nazionale del Gran Paradiso) ตั้งอยู่ในแคว้นปีเอมอนเต ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี บริเวณเทือกเขาแอลป์ใกล้กับอุทยานแห่งชาติวานวซของฝรั่งเศส ในอุทยานแห่งชาติกรันปาราดีโซ มีเทือกเขาสูงหลายยอด รวมทั้งยอดเขากรันปาราดีโซ มีธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ อีกทั้งป่าที่มีต้นเฟอร์ ต้นสน มีทุ่งหญ้าแบบแอลไพน์ ซึ่งทุ่งหญ้าเหล่านี้จะมีสีสันสวยงามในเดือนมิถุนายน นอกจากนี้ยังมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกหลายชนิดเช่น กระต่ายป่า สุนัขจิ้งจอก นาก และมีนกอีกหลายชนิดอาทิเช่น นกอินทรีสีทอง นกหัวขวาน เป็นต้น

ประวัติ[แก้]

เนื่องจากการไล่ล่าในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ทำให้แพะภูเขาในเทือกเขาแอลป์เหลือจำนวนอยู่เพียงประมาณ 60 ตัวที่รอดอยู่ในอาณาเขตของกรันปาราดีโซเท่านั้น[2] แพะภูเขานั้นถูกล่าคุกคามอย่างหนัก บ้างก็ล่าเพื่อการกีฬา นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่าส่วนต่างๆของร่างกายของมันยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคได้:[3] เครื่องรางที่ประดิษฐ์ขึ้นจากกระดูกรูปกากบาท (รูปไม้กางเขน) ที่อยู่ใกล้กับหัวใจของแพะภูเขานั้นก็ยังมีความเชื่อว่าสามารถช่วยปกป้องชีวิตจากความตายได้[4] จากการลดจำนวนลงอย่างน่าตกใจของประชากรแพะภูเขา ทำให้วิกเตอร์ เอมมานูเอล ผู้ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งอิตาลี ได้ประกาศให้ กรันปาราดีโซ เป็นเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าในปี ค.ศ. 1856 ผู้คุ้มครองแพะภูเขาคนแรกจึงได้เกิดขึ้น เส้นทางที่ได้วางไว้สำหรับแพะภูเขายังคงใช้มาจนถึงทุกวันนี้โดยเป็นส่วนหนึ่งของระยะทาง 724 กิโลเมตร (450 ไมล์)อันเป็นเส้นทางเดินเท้าของสัตว์[3] ในปีค.ศ. 1920 กษัตริย์วิกเตอร์ เอมมานูเอล ที่สาม พระราชนัดดาในกษัตริย์วิกเตอร์ เอมมานูเอลที่สอง ได้ทรงบริจาคพื้นที่อุทยานจำนวน 21 ตารางกิโลเมตร (5,189 เอเคอร์)[3] และได้มีการจัดตั้งเป็นอุทยานขึ้นปี ค.ศ. 1922[5] ซึ่งนับเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศอิตาลี[6] โดยในขณะนั้นมีแพะภูเขาอยู่ประมาณ 4,000 ตัวที่ได้รับการคุ้มครองอยู่ในอุทยาน ถึงแม้ว่าจะมีการประกาศเป็นอุทยานแล้ว ก็ยังมีการลุกล้ำลอบล่าแพะภูเขาอย่างผิดกฎหมายมาจนถึงปีค.ศ. 1945 จนทำให้จำนวนแพะภูเขาลดลงเหลือเพียง 419 ตัวเท่านั้น จากนั้นมาได้มีมาตรการปกป้องคุ้มครองประชากรแพะภูเขาเพิ่มมากขึ้น และในขณะนี้มีจำนวนแพะภูเขาอยู่เกือบ 4,000 ตัวในอุทยาน[3]

ภูมิศาสตร์[แก้]

Gran Paradiso mountain.
Plateau de Nivolet.

อุทยานกรันปาราดีโซตั้งอยู่ในเทือกเขาเกรียนแอลป์ ในแคว้นปีเอมอนเต และ เขตการปกครองอาออสต้าวัลเลย์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี[5][4] ซึ่งมีครอบคลุมพื้นที่ 703 ตารางกิโลเมตร (173,715 เอเคอร์) บนแนวเทือกเขาแอลป์ โดย[3] 10% ของพื้นที่ของอุทยานนั้นเป็นเขตป่าไม้ 16.5%ใช้ประโยชน์ในการทำเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์ 24% ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะปลูก 40% เป็นพื้นที่แห้งแล้ง ทั้งนี้ 9.5% ของพื้นผิวชั้นบนของพื้นที่อุทยานนั้นถูกปกคลุมไปด้วยธารน้ำแข็ง 57 แห่ง[4] ภูเขาและหุบเขาทั้งหลายของอุทยานแห่งนี้เกิดขึ้นจากกระกระทำของธารน้ำแข็งและธารน้ำ[7] อุทยานนี้ตั้งอยู่ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 800 -4,061 เมตร (2,624-13,323 ฟีต) โดยมีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยอยู่ที่ 2,000 เมตร (6,561 ฟีต)[5] ในบริเวณพื้นที่หุบเขานั้นจะปกคลุมไปด้วยป่าไม้ ส่วนพื้นที่ในระดับความสูงขึ้นไปจะปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าแอลไพน์ และสูงขึ้นไปกว่าระดับความสูงของทุ่งหญ้าจะเป็นแนวหินและธารน้ำแข็ง กราน[7] ปาราดิโซ่นับเป็นภูเขาแห่งเดียวในพรมแดนของประเทศอิตาลีที่มีความสูงมากกว่า 4,000 เมตร (13,123 ฟีต) ทั้งนี้ เราสามารถมองเห็นยอดเขามองต์บลังก์และยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์นได้จากจุดสูงสุดของยอดเขาแห่งนี้[8] ในปีค.ศ.1860 นายจอห์น โคเวล เป็นนักปีนเขาคนแรกที่สามารถปีนขึ้นไปถึงยอดเขากรันปาราดีโซ[9] สำหรับเขตพรมแดนในทิศตะวันตกนั้น อุทยานกรันปาราดีโซมีอาณาเขตติดกับอุทยานแห่งชาติวานวซของฝรั่งเศส[5] การรวมกันของอุทยานทั้งสองแห่งนี้ทำให้เกิดเป็นเขตอนุรักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในดินแดนยุโรปตะวันตก[3] โดยได้มีความร่วมมือกันในการจัดการและดูแลประชากรของแพะภูเขาซึ่งมีการอพยพย้ายถิ่นไปมาระหว่างสองอุทยานตามฤดูกาล[10]

พรรณพืชประจำถิ่น[แก้]

ป่าไม้ในเขตอุทยานเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากป่าสามารถให้ที่อยู่อาศัยสำหรับสัตว์ต่างๆเป็นจำนวนมาก ป่าไม้ยังเป็นเกราะกำบังธรรมชาติที่สามารถรับมือกับภัยทางธรรมชาติต่างๆไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินถล่ม หิมะทลาย น้ำป่าไหลหลาก ทั้งนี้ ได้ค้นพบว่ามีป่า 2 ชนิดหลักในอุทยานแห่งนี้ ได้แก่ ป่าสนเขา และป่าผลัดใบ[11] สำหรับป่าผลัดใบบีชยุโรเปียนนั้นสามารถพบได้ทั่วไปในอุทยานที่อยู่ในแคว้นปีเอมอนเตแต่จะไม่พบในฝั่งที่อยู่ในเขตการปกครองอาออสต้าวัลเลย์ซึ่งมีความแห้งแล้งกว่า ป่าผลัดใบเหล่านี้ มีใบที่หนาและแน่นซึ่งทำให้แสงส่องลงไปยังผืนป่าด้านล่างได้น้อยมากในฤดูร้อน นอกจากนี้ใบของมันยังใช้เวลาในการย่อยสลายที่นาน ใบที่ร่วงจากต้นไปกองสะสมเป็นชั้นหนาอยู่ที่พื้นดินด้านล่างทำให้ขัดขวางการเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้อื่นๆ[11] ทั้งนี้ ในป่าชั้นทื่เป็นหุบเขาจะพบต้นสนลาร์ชขึ้นอยู่ทั่วไปโดยจะขึ้นปะปนกับสนสพรูส สนหินสวิซ และอาจจะพบสนซิลเวอร์เฟอร์บ้างแต่พบได้น้อยมาก[7] ตามร่องน้ำเซาะต่างๆจะพบป่าเมเปิลและไลม์ โดยป่าเหล่านี้จะอยู่ในบริเวณสันโดษแยกออกไปและมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ สำหรับป่าต้นโอ๊คดาวนี่นั้นจะพบได้ทั่วไปในฝั่งเขตการปกครองอาออสต้าวัลเลย์มากกว่าฝั่งแคว้นปีเอมอนเตเนื่องจากเป็นเขตที่มีอุณหภูมิสูงกว่าและมีปริมาณน้ำฝนที่ต่ำกว่า จริงๆแล้วโอ๊คไม่ใช่พันธุ์ไม้ที่มีอยู่ทั่วไปในอุทยานแห่งนี้และบ่อยครั้งที่จะพบโอ๊คขึ้นปนกับต้นสนสก็อต สำหรับป่าต้นเชสนัทของอุทยานนั้นเป็นผลผลิตที่เกิดจากการเพาะปลูกของมนุษย์เพื่อเนื้อไม้และผลของมัน เชสนัทนั้นจะเจริญเติบโตได้ยากที่ความสูงมากกว่า 1,000 เมตร (3,280 ฟีต) ป่าเชสนัทที่สำคัญที่สุดของอุทยานจะอยู่ในฝั่งแคว้นปีเอมอนเต สำหรับป่าสนโคนิเฟอร์นั้นจะรวมเอาสนจำพวกสนสก็อต สนสพรูสซึ่งจะเป็นสนสพรูสนอร์เวย์ผสมกับสนลาร์ชเป็นส่วนใหญ่ ป่าสนลาร์ชและป่าสนหินสวิสนั้นสามารถพบได้ที่ระดับชั้นแอลไพน์ย่อยที่สูงสุด (2,200 – 2,300 เมตร (7,217 – 7,546 ฟีต))[11] ในระดับความสูงที่มากขึ้นนั้นพบว่าจำนวนต้นไม้ก็จะบางตาลงเรื่อยๆและจะพบทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ปรากฏอยู่ ทุ่งหญ้าเหล่านี้จะผลิดอกบานสะพรั่งในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ[7] ดอกไม้ป่าในทุ่งหญ้าสูงของอุทยานที่พบ ได้แก่ ดอกแพนซีป่า ดอกเจนเชียน ดอกมาร์ทากอนลิลี และดอกอัลเพนโรส อุทยานแห่งนี้มีสภาพแวดล้อมแหล่งที่อยู่อาศัยที่มีลักษณะเป็นหินอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณที่ไม่มีป่าไม้และทุ่งหญ้าแอลไพน์ขึ้นอยู่ พื้นที่เหล่านี้จะมีหินและเศษซากอินทรีย์บนผิวหน้าของพื้นที่ พรรณพืชแอลไพน์นั้นได้ใช้วิธีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและแหล่งที่อยู่อาศัยแบบนี้โดยรับเอาคุณลักษณะต่างๆ เช่น การเตี้ยแคระ การมีขนดก การมีสีจัดจ้านของดอก และการพัฒนาอย่างสูงของราก[12] ทั้งนี้มีพรรณพืชประมาณ 1,500 กว่าชนิดที่เราสามารถชมได้ที่สวนพฤกษศาตร์ปาราดิเซียใกล้กับเมืองโคญจน์ซึ่งอยู่ภายในเขตอุทยาน[3]

สัตว์ประจำถิ่น[แก้]

Alpine ibex.

แพะภูเขาแอลไพน์จะพากันมาแทะเล็มหญ้ายังทุ่งหญ้าบนภูเขาอันอุดมสมบูรณ์ในช่วงฤดูร้อนและจะพากันอพยพลงไปด้านล่างของภูเขาเมื่อฤดูหนาวมาเยือน[3] การร่วมมือกันของอุทยานแห่งชาติกรันปาราดีโซ และอุทยานแห่งชาติวานวซนั้นได้ช่วยปกป้องอนุรักษ์แพะภูเขาตลอดทั้งปี[13] นอกจากแพะภูเขาแล้ว ยังสามารถพบสัตว์ชนิดอื่นๆได้ในอุทยานแห่งนี้ เช่น เออร์ไมน์ วีเซิล กระต่ายป่าแฮร์[9] แบดเจอร์ยูเรเชีย เลียงผาแอลไพน์ สุนัขจิ้งจอก ซึ่งอพยพมาจากอีตาลีตอนกลางเมื่อไม่นานมานี้ หรือแม้กระทั่งแมวป่าลิงซ์ก็อาจพบได้[3] ทั้งแพะภูเขาและเลียงผาจะใช้เวลาส่วนใหญ่เกือบทั้งปีอยู่ในบริเวณเหนือแนวป่าขึ้นไป และจะอพยพลงมาด้านล่างสู่หุบเขาในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ แต่สำหรับตัวมาเมิตนั้นจะออกหากินพืชตามแนวหิมะ [3] นอกจากนี้ ยังมีนกชนิดต่างๆอีกกว่า 100 ชนิดในอุทยาน ไม่ว่าจะเป็นนกเค้าใหญ่พันธุ์ยูเรเชีย ไก่ป่าหิมะหิน นกแอลไพน์แอคเซนเทอร์ นกกาภูเขา และยังมีนกอินทรีย์สีทองที่ชอบทำรังอยู่บนหน้าผาหินหรือบางครั้งก็บนต้นไม้ ส่วนนกไต่ผานั้นจะอาศัยอยู่บริเวณหน้าผาที่สูงชัน นอกจากนี้ยังพบนกหัวขวานสีดำ และนกนัทแครกเกอร์[3] ตามแนวป่าไม้ของอุทยานอีกด้วย อุทยานแห่งนี้เป็นที่อยู่ของเหล่าผีเสื้อหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ผีเสื้ออะพอลโล ผีเสื้อพีคไวท์ และผีเสื้อไวท์แอดไมรัลจากทางตอนใต้ เป็นต้น[3]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Gran Paradiso National Park". World Database on Protected Areas. สืบค้นเมื่อ 2008-03-12. [ลิงก์เสีย]
  2. Nowak, Ronald M. (1999). Walker's Mammals of the World. JHU Press. p. 1224. ISBN 0-8018-5789-9. 
  3. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Riley
  4. 4.0 4.1 4.2 Price, Gillian (1997). Walking in Italy's Gran Paradiso. Cicerone Press Limited. pp. 13–16. ISBN 1-85284-231-8. 
  5. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ sea
  6. Mose, Ingo (2007). Protected Areas and Regional Development in Europe. p. 132. ISBN 0-7546-4801-X. 
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 "The Parc environments". Parco Nazionale Gran Paradiso. สืบค้นเมื่อ 2008-03-12. 
  8. Beaumont, Peter (2005-01-30). "Have skis, will travel". The Observer. สืบค้นเมื่อ 2008-03-12. 
  9. 9.0 9.1 Gilpin, Alan (2000). Dictionary of Environmental Law. Edward Elgar Publishing. p. 208. ISBN 1-84064-188-6. 
  10. Sandwith, Trevor (2001). Transboundary Protected Areas for Peace and Co-operation. The World Conservation Union. p. 66. ISBN 2-8317-0612-2. 
  11. 11.0 11.1 11.2 "The woods". Parco Nazionale Gran Paradiso. สืบค้นเมื่อ 2008-03-12. 
  12. "The rocky environments". Parco Nazionale Gran Paradiso. สืบค้นเมื่อ 2008-03-12. 
  13. Kiss, Alexandre Charles; Dinah Shelton (1997). Manual of European Environmental Law. Cambridge University Press. p. 198. ISBN 0-521-59122-8. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]


แม่แบบ:National parks of Italy แม่แบบ:Landmarks of Piedmont and Valle d'Aosta