อำเภอบ้านค่าย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อำเภอบ้านค่าย
แผนที่จังหวัดระยอง เน้นอำเภอบ้านค่าย
หลวงปู่ทิมคุ้มลูกหลาน แหล่งโรงงาน
มีมากมาย แม่หลักเมืองป้องเรื่องร้าย
คือบ้านค่ายเจ้าตากสิน
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทย อำเภอบ้านค่าย
อักษรโรมัน Amphoe Ban Khai
จังหวัด ระยอง
รหัสทางภูมิศาสตร์ 2105
รหัสไปรษณีย์ 21120
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 489.6 ตร.กม.
ประชากร 63,915 คน (พ.ศ. 2556)
ความหนาแน่น 130.54 คน/ตร.กม.
ที่ว่าการอำเภอ
ที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอบ้านค่าย เลขที่ 1 ถนนอาทิตย์ประดิษฐาน ตำบลบ้านค่าย อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง 21120
พิกัด 12°47′0″N 101°17′48″E / 12.78333°N 101.29667°E / 12.78333; 101.29667
หมายเลขโทรศัพท์ 0 3864 1406, 0 3864 1409
หมายเลขโทรสาร 0 3864 1409

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

อำเภอบ้านค่าย เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดระยอง

ประวัติอำเภอบ้านค่าย ฉบับ ดร.แขก เลือดบ้านค่าย[แก้]

Copyright-problem.svg

สวัสดี จากการแก้ไขของคุณใน [[:{{{1}}}]] นั้น โปรดทราบว่าวิกิพีเดียไม่สามารถรับข้อความและภาพที่มีลิขสิทธิ์จากเว็บหรือสื่อตีพิมพ์อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ กรณีแบบนี้อาจถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเข้าข่ายที่เราจะต้องดำเนินการลบอย่างรวดเร็ว เมื่อคุณได้รับข้อความนี้ การแก้ไขของคุณอาจถูกย้อนกลับไปแล้ว หรือบทความของคุณอาจถูกลบไปแล้ว

ในกรณีที่คุณได้รับข้อความ

  • หากคุณได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือแหล่งที่มาของข้อมูลอนุญาตให้เผยแพร่อย่างเสรี โปรดส่งข้อความชี้แจงไปยังหน้าพูดคุยของบทความดังกล่าว พร้อมกับหลักฐานที่สามารถแสดงได้
  • คุณอาจแก้ไขได้โดยเรียบเรียงข้อความขึ้นใหม่ด้วยภาษาของตนเอง ขอแนะนำให้ศึกษาวิธีเขียนงานไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์ และแนวทางการเขียนให้ดียิ่งขึ้น

ทางเราถือว่าปัญหาลิขสิทธิ์มีความสำคัญยิ่ง หากพบว่าผู้ใดเพิ่มเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง เราอาจพิจารณาบล็อกไม่ให้ผู้นั้นแก้ไขชั่วคราว ขอบคุณ


คำว่า"บ้านค่าย" หรือ "ระยอง" เพราะตัวเมืองดั้งเดิมของระยองจะอยู่ในเขตอำเภอบ้านค่าย บริเวณระหว่างวัดบ้านเก่ากับวัดตาขัน และวัดน้ำคอกเก่า เขตตำบลเชิงเนิน อ.เมือง ระยอง ปรากฏนามเป็นครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมไตรโลกนาถ พ.ศ. 1991-2031(กษัตริย์ลำดับที่ 8 ราชวงค์สุพรรณภูมิ) ในฐานะหัวเมืองจัตวาโดยสันนิษฐานว่า เมืองระยองหรือบ้านค่ายถูกขอมโบราณสร้างขึ้นเมื่อประมาณ1,600ปีที่แล้วคู่กับจังหวัดจันทบุรี(ขอมโบราณตั้งชื่อว่า'เจือนตาโบน' แปลว่าเมืองทางตอนใต้ของกัมพูชา) ขณะที่คำว่า"ระยอง"เป็นภาษาชอง ชนพื้นเมืองดั้งเดิมแปลว่า เขตแดนหรือดินแดนที่เต็มไปด้วยต้นประดู่

อีกด้านหนึ่งคือความเหมือนที่แตกต่างกันครับ คือ การใช้"ดอกประดู่"เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของทหารเรือ จากเหตุการณ์ รศ.112 (ปีพ.ศ. 2436 ใช้การนับจาก 2324-2325 =รศ.1) คือจุดเริ่มต้นครับ เมื่อเกิดเหตุการณ์ ฝรั่งเศส ชาติมหาอำนาจที่มีอิทธิพลเหนือดินแดนเวียดนาม,ลาว,เขมร ในอินโดจีนขณะนั้น ต้องการอยากจะได้ไทยเป็นเมืองข้นด้วย ได้ใช้เรือรบพร้อมอาวุธที่ทันสมัยจำนวนสองลำ มาปิดปากอ่าวไทย ทำให้ไทยต้องยอมเสียดินแดนที่เรียกว่ามณฑลบูรพาคือ ศรีโสภณ,พระตะบอง,เสียมราฐและเกาะกงหรือชื่อที่ร.4 ทรงตั้งว่า ประจันตคีรีเขตร์ (เสียมราฐ คือ อดีตเมืองหลวงแรกของประเทศเขมรนอก ส่วนประเทศเขมรใน เมืองหลวงคือกรุงพนมเปญ)ในปี พ.ศ. 2449 เพื่อแลกกับอิสรภาพและการปลดแอกของฝรั่งเศสที่มีต่อการครอบครองจันทบุรี 12 ปีระหว่างปีพ.ศ. 2436-2448 และเข้ายึดตราด โดยใช้กำลังทหารฝรั่งเศสปกครองทั้งหมด 13 ปีระหว่างปีพ.ศ. 2436-2449 จึงถอนทหารออกไปหลังไทยเสียดินแดน จะเห็นได้ว่าช่วง 12 ปีที่จันทบุรี และ 13 ปีที่ตราดถูกครอบครองโดยฝรั่งเศสนั้นทำให้เมืองระยองเป็นจังหวัดชายแดนไปแบบไม่เต็มใจนัก ตามเส้นแบ่งเขตประเทศ และค่ายทหารเรือค่ายแรก อีกทั้งเป็นหน่วยทหารหน่วยแรกที่ถูกตั้งขึ้น ก่อนที่จะมีการตั้งหน่วยงานทหารบกและทหารอากาศ ก็มาตั้งค่ายที่ ต.เพ ครับ เพื่อใช้ในการปกป้องอธิปไตย ทหารเรือจึงรับเอาดอกไม้ประจำจังหวัดของระยองคือดอกประดู่สีเหลือง ตามความหมายของคำว่าระยองที่หมายถึงดินแดนต้นประดู่ มาเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ด้วย ส่วนต้นไม้ประจำจังหวัดระยองคือต้นกระทิง ออกดอกสีขาวสวยงามเช่นกัน เป็นไม้ที่เห็นได้ทั่วไปตามชายฝั่งทะเลระยองที่มีความยาวประมาณ 100 กิโลเมตร

ส่วนคำว่า"บ้านค่าย"แต่เดิมเรียกว่าบ้านไผ่ล้อมหรือตำบลบ้านปากกอไผ่โดยมีหลักฐานยืนยันว่าในปี พ.ศ. 2310 หลังกรุงศรีอยุธยาถูกทัพพม่าโดยพระเจ้ามังระซึ่งสูญเสียพระบิดา พระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่าในการล้อมกรุงศรีอยุธยาเมื่อ8ปีก่อน โดยถูกพระแสงของพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์ลำดับที่ 32 ยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสและสิ้นพระชนม์บนหลังช้างขณะยกทัพกลับกรุงหงสาวดี โดยพระเจ้ามังระพกความแค้นมาเต็มพิกัดล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่เกือบ1ปีก่อนเผด็จศึกพระเจ้าเอกทัศน์ กษัตริย์ลำดับสุดท้ายที่ 33 ลงอย่างราบคาบ ขณะนั้นตรงกับเดือนมีนาคม ปี 2310 และในช่วงก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระยาวชิรปราการหรือพระยาตาก(สิน)ได้คุมกำลังทหารไทยและทหารจีนประมาณ 700 คน ตีฝ่าวงล้อมของทัพพม่าออกมาได้และมุ่งหน้าสู่จังหวัดชายฝั่งทะเลตะวันออกเพื่อรวบรวมไพร่พลกลับไปกู้อิสรภาพเพราะมั่นใจว่าจะต้องมีชุมชนลูกชาวจีนอยู่ตามหัวเมืองตะวันออกแน่นอน เพราะพระบิดาของพระเจ้าตากเป็นชาวจีนชื่อนายไห่ฮองโล้สำเภามาขึ้นท่าที่จันทบุรี

เส้นทางเดินทัพ โดยมุ่งหน้ามาทางนครนายกผ่านปราจีนบุรีเข้าฉะเชิงเทราแล้วมุ่งตรงสู่อ.สัตหีบ เมืองบางปลาสร้อย(ชลบุรี)หลังจากนั้นมุ่งหน้าสู่ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง (พลา มาจากคำว่า'ทัพล้า') เดินเท้าเข้าตำบลทับมา(ทับมา-ทัพมา)เพราะเจ้าเมืองระยองรวมทั้งข้าราชการผู้รั้งเมืองระยองไม่ยอมเปิดประตูเมืองให้เข้าจึงต้องไปพักค้างคืนที่วัดบ้านค่ายชัยชุมพลเป็นคืนแรกและพักไพร่พลที่นี่ร่วม2เดือนเต็มโดยระยะเวลา2เดือนได้ปราบโจรในเขตเมืองระยองและยึดเมืองระยองเอาไว้ได้สำเร็จ

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2310 ได้บุกตีเมืองจันทบุรีโดยใช้เวลาเดินเท้าระยะทาง 109 กิโลเมตร 4 คืน5วัน และพักอยู่ที่จันทบุรีประมาณ2เดือนนอกจากนี้ยังต่อเรือสำเภาหลายสิบลำเป็นพาหนะในการเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยาโดยใช้เส้นทางอ่าวไทยและเข้าปากแม่น้ำบางปะกงไปขึ้นท่าที่นครนายกและกอบกู้กรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ

ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปกครองระบอบมณฑลเทศาภิบาล โดยสยามประเทศ(เปลี่ยนชื่อเป็น'ไทย'วันที่ 24 มิถุนายน 2482 ในสมัยรัชกาลที่ 8 โดยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น) ณ เวลานั้นปี พ.ศ. 2435 เมืองระยองอยู่ในเขตปกครองของมณฑลจันทบูรณ์มีเพียงแค่ 2 อำเภอเท่านั้นคือ อำเภอตะวันออกต่อมาคืออำเภอท่าประดู่และเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอเมืองในที่สุด ส่วนอีกอำเภอคืออำเภอตะวันตกซึ่งในเวลาต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอไผ่ล้อม สถานที่ตั้งตัวอำเภอในขณะนั้นเรียกว่าตำบลบ้านปากกอไผ่ ซึ่งการเรียกชื่อดังกล่าวมีบันทึกด้วยลายมือของหลวงพ่อวงษ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านค่ายที่บันทึกไว้เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2479

ต่อมาในปี พ.ศ. 2450 ได้ยุบเมืองแกลงมาขึ้นกับเมืองระยองทำให้มี3 อำเภอ คือ อำเภอเมืองหรือท่าประดู่ อำเภอไผ่ล้อม และอำเภอแกลง หลังจากนั้นได้มีการชำระประวัติศาสตร์ในสมัยรัชกาลที่ 6 ปี พ.ศ. 2459-2460 เปลี่ยนชื่ออำเภอท่าประดูเป็นอำเภอเมืองและเปลี่ยนชื่ออำเภอไผ่ล้อมเป็นอำเภอบ้านค่ายโดยมีหลวงพ่อวงษ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านค่ายเป็นเจ้าคณะแขวงบ้านค่ายคนแรกโดยรับการแต่งตั้งในปี พ.ศ2446 ซึ่งอำเภอบ้านค่ายมีวัดในเขตปกครองทั้งสิ้น 16 วัด ดังมีรายชื่อต่อไปนี้

1. วัดไชยชุมพล ตำบลบ้านค่าย ปัจจุบันคือวัดบ้านค่าย 2. วัดสุกรวารี ตำบลบ้านหนองเข้าหมู ปัจจุบันคือวัดหนองคอกหมู 3. วัดไชยพฤกธาราม ตำบลหวายกรอง ปัจจุบันคือวัดหวายกรอง 4. วัดสังฆาราม ตำบลบ้านละหาร ปัจจุบันคือวัดละหารใหญ่ 5. วัดวารีสังฆาราม ตำบลบ้านละหาร ปัจจุบันคือวัดละหารไร่ 6. วัดหนองกรับ ตำบลหนองกรับ ปัจจุบันคือวัดหนองกรับ 7. วัดสิลาล้อม ตำบลบ้านห้วงหิน ปัจจุบันคือวัดห้วงหิน 8. วัดไผ่ล้อม ตำบลบ้านปากกอไผ่ ปัจจุบันคือวัดไผ่ล้อม 9. วัดไชยพฤกภุมรา ตำบลบ้านปากน้ำลึก ปัจจุบันคือวัดกะบกขึ้นผึ้ง 10. วัดราชธาราม ตำบลบ้านหนองละลอก ปัจจุบันคือวัดหนองกะบอก 11. วัดอารัญญิกกาวาศ ตำบลบ้านเกาะ ปัจจุบันคือวัดเกาะ 12. วัดมรรคาวารินธาราม ตำบลบ้านหนองสะพาน ปัจจุบันคือวัดหนองสะพาน 13. วัดทองธาราม ตำบลบ้านเก่า ปัจจุบันคือวัดบ้านเก่า 14. วัดตรีชล ตำบลบ้านตาขัน ปัจจุบันคือวัดตาขัน 15. วัดปากแขก ตำบลบ้านปากแขก ปัจจุบันคือวัดปากป่า 16. วัดมาบข่า ตำบลบ้านมาบข่า ปัจจุบันคือวัดมาบข่า ปัจจุบันอำเภอบ้านค่ายมีทั้งสิ้น 38 วัด

ต่อมาปีพ.ศ. 2461 หลวงพ่อวงษ์ได้รับตราแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ปีพ.ศ. 2472 ได้รับพระราชทานบัตรสมณศักดิ์ เป็นพระครูวิจิตรธรรมานุวัติ เจ้าคณะแขวงจังหวัดระยอง หลวงพ่อวงษ์ได้เรียนวิชากับหลวงพ่อกง พระภิกษุลูกครึ่งเขมรผสมลาว ทั้งวิชาอาคมและแพทย์แผนโบราณ ซึ่งหลวงพ่อวงษ์ต้องเดินเท้าเข้าไปเรียนที่ป่าลึกในประเทศกัมพูชา ในเขตเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ซึ่งเคยเป็นของไทยก่อนเสียให้กับฝรั่งเศสปี 2450 หลวงพ่อวงษ์ ถือเป็นเกจิรูปแรกๆของจ.ระยองที่มีโอกาสไปร่วมในพิธีพุทธาภิเษกกับสมเด็จพระสังฆราชแพ แห่งวัดสุทัศน์ที่วัดราชบพิตรในปี พ.ศ. 2481 ซึ่งเป็นยุคสงครามอินโดจีน(พ.ศ. 2480-2484)ที่กรุงเทพมหานครในสมัยนั้นมาแล้ว รวมทั้งหลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกะบอก,หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่และหลวงพ่อชื่น วัดมาบข่า ก็เคยได้รับเชิญไปพุทธาภิเษกพิธีใหญ่ที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานด้วยเช่นกัน

ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]

อำเภอบ้านค่ายตั้งอยู่ทางตอนกลางค่อนไปทางทิศตะวันตกของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

ทั้งนี้อำเภอบ้านค่าย ยังได้ถูกแยกต.ตาสิทธิ์ กับ ต.ละหารไปเป็นกิ่งอ.ปลวกแดง ในปี2513 และยกฐานะเป็นอำเภอปี พ.ศ. 2522 นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2539 ยังได้แยก ต.มาบข่า กับต.พนานิคม ไปเป็นกิ่งอำเภอนิคมพัฒนา และยกฐานะเป็นอำเภอนิคมพัฒนาในปีพ.ศ. 2546

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

อำเภอบ้านค่ายแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 7 ตำบล 66 หมู่บ้าน ได้แก่

1. บ้านค่าย (Ban Khai) 7 หมู่บ้าน
2. หนองละลอก (Nong Lalok) 11 หมู่บ้าน
3. หนองตะพาน (Nong Taphan) 6 หมู่บ้าน
4. ตาขัน (Ta Khan) 9 หมู่บ้าน
5. บางบุตร (Bang But) 12 หมู่บ้าน
6. หนองบัว (Nong Bua) 11 หมู่บ้าน
7. ชากบก (Chak Bok) 10 หมู่บ้าน

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

ท้องที่อำเภอบ้านค่ายประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 8 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลบ้านค่าย ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบ้านค่ายและบางส่วนของตำบลหนองละลอก
  • เทศบาลตำบลชากบก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลชากบกทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลบ้านค่ายพัฒนา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านค่าย (นอกเขตเทศบาลตำบลบ้านค่าย)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองละลอก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองละลอก (นอกเขตเทศบาลตำบลบ้านค่าย)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองตะพาน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองตะพานทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลตาขัน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลตาขันทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางบุตร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางบุตรทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองบัวทั้งตำบล

สถานที่ท่องเที่ยว[แก้]

  • สวนสุภัทรา (สวนผลไม้)