อำเภอท่าบ่อ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อำเภอท่าบ่อ
แผนที่จังหวัดหนองคาย เน้นอำเภอท่าบ่อ
หลวงพ่อองค์ตื้อ เลื่องลือใบยา
บ่อปลากองนาง
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทย อำเภอท่าบ่อ
อักษรโรมัน Amphoe Tha Bo
จังหวัด หนองคาย
รหัสทางภูมิศาสตร์ 4302
รหัสไปรษณีย์ 43110
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 355.3 ตร.กม.
ประชากร 82,813 คน (พ.ศ. 2552)
ความหนาแน่น 233.07 คน/ตร.กม.
ที่ว่าการอำเภอ
ที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอท่าบ่อ ถนนสันติสุข ตำบลท่าบ่อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย 43110
พิกัด 17°51′0″N 102°35′6″E / 17.85000°N 102.58500°E / 17.85000; 102.58500
หมายเลขโทรศัพท์ 0 4243 1109
หมายเลขโทรสาร 0 4243 1109

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

อำเภอท่าบ่อ เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดหนองคาย

ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]

อำเภอท่าบ่อตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

ที่มาของชื่ออำเภอ[แก้]

เดิมชาวบ้านโคกคอน บ้านว่าน และบ้านนาข่าซึ่งมีอาชีพต้มเกลือสินเธาว์ได้นำเกลือมาขายบริเวณวัดท่าคกเรือ ริมฝั่งแม่น้ำโขง ต่อมาจึงเรียกบริเวณนี้ว่า "บ้านท่าบ่อเกลือ"

ประวัติ[แก้]

ในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดกบฏไท่ผิงขึ้นในประเทศจีน แต่ถูกตีแตกพ่ายและหนีลงใต้จนล่วงเข้ามาในพระราชอาณาเขต ชาวภาคเหนือและภาคอีสานเรียกชาวจีนพวกนี้ว่า "ฮ่อ" พวกฮ่อแบ่งออกเป็น 4 กองทัพ คือ ฮ่อธงแดง ฮ่อธงเหลือง ฮ่อธงดำ และฮ่อธงลาย ปล้นสะดมทุกอย่างที่ขวางหน้า ปรากฏตามนิราศหนองคายว่า

จะเริ่มเรื่องเมืองหนองคายจดหมายเหตุ ในแดนเขตเขื่อนคุ้มกรุงสยาม
บังเกิดพวกอ้ายฮ่อมาก่อความ ทำสงครามกับลาวพวกชาวเวียง

การรุกรานของพวกฮ่อทำให้พระเจ้าประเทศราชหลวงพระบาง พระเจ้าประเทศราชหนองคาย และผู้รั้งพระเจ้าประเทศราชเวียงจันทน์เหลือกำลังรับ สมุหนายกมหาดไทยส่งกำลังพลมาช่วยถึง 3 ครั้งก็เพียงแต่ยันศึกเท่านั้น ในปี พ.ศ. 2428 พระองค์จึงตัดสินพระทัยเผด็จศึกฮ่อให้เด็ดขาด โดยโปรดเกล้าฯ ให้พลตรีกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมซึ่งมีพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอในขณะนั้นเป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายใต้ ณ เมืองหนองคาย คุมทหารหัดใหม่จากยุโรป 8 กรม ตีขนาบร่วมกับกองทัพฝ่ายเหนือฯ เมืองหลวงพระบาง จนประสบชัยชนะต่อพวกฮ่อทั้งปวง และมีอนุสาวรีย์ปราบฮ่อเด่นเป็นสง่าประกาศพระบรมเดชานุภาพครั้งนี้

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2435 เริ่มมีการปรับปรุงการปกครองหัวเมือง ทรงพระกรุณาธิคุณให้เมืองหนองคายเป็นเมืองเอกใน 36 เมือง และเพื่อยืนยันพระราชสิทธิธรรมแทนที่อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์เดิม ซึ่งไปถึงเมืองพวน แขวงเชียงขวาง ติดกับเวียดนามของฝรั่งเศส จึงได้พระราชทานชื่อบริเวณนี้ว่า "มณฑลลาวพวน" โปรดเกล้าฯ ให้พลตรีกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมเป็น "ข้าหลวงใหญ่ผู้สำเร็จราชการต่างพระองค์มณฑลลาวพวน" มีศาลาว่าการมณฑล ณ เมืองหนองคาย และปรับพระปทุมเทวาภิบาลที่ 2 เจ้าประเทศราชหนองคายเป็นพระยาวุฒาธิคุณ ที่ปรึกษาข้าหลวงใหญ่ ซึ่งสำเร็จราชการทั้งการปกครอง การทหาร และการศาลทั้งปวง

ในปี พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) อภิมหาอำนาจคู่กรณีของสยามต้องเปลี่ยนยุทธวิธีในการล่าอาณานิคมใหม่ โดยส่งกองเรือรบปิดอ่าวไทยและรุกล้ำเข้ามาถึงกรุงเทพมหานคร สยามจึงต้องยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงไป เสด็จในกรมฯ ต้องถอนกำลังทหารให้พ้น 25 กิโลเมตรจากแม่น้ำโขง ปักหลักสู้ศึกอยู่ที่บ้านเดื่อหมากแข้ง เมืองหนองคาย (แยกเป็นอำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีปัจจุบัน) ทั้งทรงมีประกาศิตให้หน่วยราชการทุกหน่วยต้องสร้างหันหน้าสู่แม่น้ำโขงหรือทิศเหนือเพื่อพร้อมที่จะยันศึกซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติตราบจนปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโทมนัสยิ่งกับการสูญเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงในครั้งนั้น ดังพระราชนิพนธ์ฉันท์บทหนึ่งว่า

กลัวเป็นทวิราช บตริป้องอยุธยา
เสียเมืองจึ่งนินทา บ่ละเว้นฤๅว่างวาย
คิดใดจะเที่ยงแท้ ก็บ่พบซึ่งเงื่อนสาย
สบหน้ามนุษย์อาย จึงจะอุดแลเลยสูญฯ

อย่างไรก็ตาม พสกนิกรที่อยู่ทางฝั่งซ้ายซึ่งยังคงจงรักภักดีใต้เบื้องพระยุคลบาทได้พร้อมใจกันอพยพเทครัวมาอยู่ฝั่งขวาเกือบทุกเมือง เช่น พระรามฤทธิ (สอน ต้นตระกูลวิวัฒปทุม) เจ้าเมืองท้าว มาอยู่เมืองเลย พระศรีอัครฮาด (ทองดี ต้นตระกูลศรีประเสริฐ) เจ้าเมืองชนะสงครามหรือสานะคา มาอยู่บ้านท่านาจันทร์และได้ยกเป็นเมืองเชียงคาน เป็นต้น ซึ่งรวมทั้งพระกุประดิษฐบดี (สาลี่หรือชาลี ต้นตระกูลกุประดิษฐ) เจ้าเมืองเวียงจันทน์ บุตรเขยของพระปทุมเทวาภิบาลเจ้าประเทศราชหนองคาย ได้ชักชวนชาวเวียงจันทน์จำนวนมากข้ามลำน้ำโขงมาตั้งมั่นอยู่ ณ บ้านท่าบ่อเกลือ ไม่ยอมเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายเด็ดขาด เหตุการณ์ครั้งนั้นประดุจดังพระโอสถทิพย์ให้ทรงดำรงพระชนมายุอยู่ได้

พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านท่าบ่อเกลือเป็น เมืองท่าบ่อ เมื่อปี พ.ศ. 2438 มีพระกุประดิษฐ์บดีเป็นเจ้าเมืองตลอดชีวิต เขตเดิมมี "นายเส้น" (เป็นตำแหน่งคล้ายกับนายอำเภอและกำนัน) รวม 6 เส้น มีบรรดาศักดิ์เป็นขุน เช่น ขุนท่าบ่อบำรุง นายเส้นท่าบ่อ และขุนวารีรักษา นายเส้นน้ำโมง เป็นต้น จนกระทั่งเจ้าเมืองท่าบ่อถึงแก่อสัญกรรม จึงยุบเมืองท่าบ่อลงเป็น อำเภอท่าบ่อ และยุบนายเส้นท่าบ่อ น้ำโมง โพนสา ลงเป็นตำบลและแยกเป็น 10 ตำบลดังปัจจุบัน ส่วนอีก 3 เส้นก็ได้รับการยกฐานะและแยกออกไป คือ เส้นพานพร้าวเป็นอำเภอศรีเชียงใหม่ เส้นแก้งไก่เป็นอำเภอสังคม เส้นบ้านผือเป็นอำเภอบ้านผือและถูกโอนไปขึ้นกับเมืองอุดรธานี และเมื่อปี พ.ศ. 2538 ก็เป็นปีที่ได้มีการจัดตั้งเมืองท่าบ่อครบ 100 ปี

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

อำเภอท่าบ่อแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 10 ตำบล 98 หมู่บ้าน ได้แก่

1. ท่าบ่อ (Tha Bo) 13 หมู่บ้าน 6. บ้านถ่อน (Ban Thon) 8 หมู่บ้าน
2. น้ำโมง (Nam Mong) 13 หมู่บ้าน 7. บ้านว่าน (Ban Wan) 8 หมู่บ้าน
3. กองนาง (Kong Nang) 13 หมู่บ้าน 8. นาข่า (Na Kha) 8 หมู่บ้าน
4. โคกคอน (Khok Khon) 7 หมู่บ้าน 9. โพนสา (Phon Sa) 10 หมู่บ้าน
5. บ้านเดื่อ (Ban Duea) 9 หมู่บ้าน 10. หนองนาง (Nong Nang) 10 หมู่บ้าน
ตำบลในอำเภอท่าบ่อ

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

ท้องที่อำเภอท่าบ่อประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 12 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลเมืองท่าบ่อ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลท่าบ่อและบางส่วนของตำบลน้ำโมง
  • เทศบาลตำบลโพนสา ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลโพนสา
  • เทศบาลตำบลบ้านถ่อน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านถ่อนทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลกองนาง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลกองนางทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลท่าบ่อ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่าบ่อ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลเมืองท่าบ่อ)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำโมง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลน้ำโมง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลเมืองท่าบ่อ)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลโคกคอน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโคกคอนทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเดื่อ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านเดื่อทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านว่าน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านว่านทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลนาข่า ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาข่าทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลโพนสา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโพนสา (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลโพนสา)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองนาง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองนางทั้งตำบล

ทรัพยากรธรรมชาติ[แก้]

แหล่งน้ำที่สำคัญได้แก่ แม่น้ำโขง ห้วยโมง ห้วยลาน อ่างเก็บน้ำบังพวน[1] ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ยาสูบ และอ้อย

การศึกษา[แก้]

อำเภอท่าบ่อมีโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาอยู่ 6 แห่ง ได้แก่

  1. โรงเรียนท่าบ่อ
  2. โรงเรียนท่าบ่อพิทยาคม
  3. โรงเรียนถ่อนวิทยา
  4. โรงเรียนเดื่อวิทยาคาร
  5. โรงเรียนหนองนางพิทยาคม
  6. โรงเรียนโคกคอนวิทยาคม

อำเภอท่าบ่อมีโรงเรียนระดับอาชีวศึกษาอยู่ 1 แห่ง ได้แก่

  1. วิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารธุรกิจรักไทย ท่าบ่อ

เศรษฐกิจ[แก้]

อำเภอท่าบ่อ มีธนาคารทั้งหมดมี 7 แห่ง ได้แก่

  • ธนาคารออมสิน โทร. 0 4243 1025
  • ธนาคารกสิกรไทย โทร. 0 4243 1330-2
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โทร. 0 4243 1039
  • ธนาคารกรุงไทย โทร. 0 4243 1793-5
  • ธนาคารไทยพาณิชย์
  • ธนาคารกรุงไทย สาขาย่อยห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัสท่าบ่อ
  • ธนาคารกรุงเทพ สาขาย่อยห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัสท่าบ่อ

สถานธนานุบาล จำนวน 1 แห่ง ได้แก่

  • สถานธนานุบาลเทศบาลเมืองท่าบ่อ

ห้างสรรพสินค้า 1 แห่ง ได้แก่

การคมนาคม[แก้]

อำเภอท่าบ่อมีถนนสายสำคัญคือ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 211 [สายแยกทางหลวงหมายเลข 2 (หนองสองห้อง)-เชียงคาน] การเดินทางมาอำเภอท่าบ่อ ได้แก่

  • ทางรถยนต์ การเดินทางจากกรุงเทพมหานคร สามารถมาได้ทางถนนพหลโยธินถึงจังหวัดสระบุรี แยกเข้าสู่ถนนมิตรภาพไปยังจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี จากจังหวัดอุดรธานีประมาณ 40 กิโลเมตรที่บ้านหนองสองห้อง จะมีทางแยกเข้าถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 211 ขับรถต่อไปอีก 30 กิโลเมตรจะถึงอำเภอท่าบ่อ รวมระยะทางประมาณ 634 กิโลเมตร
  • ทางรถโดยสารประจำทาง[2]
    • รถโดยสารปรับอากาศสาย 933 (กรุงเทพมหานคร-อุดรธานี-ศรีเชียงใหม่)
    • รถโดยสารปรับอากาศสาย 210 , 211 , 262 (นครราชสีมา-อุดรธานี-ศรีเชียงใหม่)
    • รถโดยสารไม่ปรับอากาศสาย 223 (อุดรธานี-ศรีเชียงใหม่)
    • รถโดยสารไม่ปรับอากาศสาย 507 (หนองคาย-เลย)
    • รถโดยสารไม่ปรับอากาศสาย 4326 (หนองคาย-ท่าบ่อ)
    • รถสองแถวขนาดใหญ่สาย 507 (สังคม-ท่าบ่อ)
    • รถสองแถวขนาดใหญ่สาย 1382 (หนองคาย-ศรีเชียงใหม่)
    • รถสองแถวขนาดใหญ่สาย 4651 (ท่าบ่อ-โพธิ์ตาก)
    • รถสองแถวขนาดเล็กสาย 294 (หนองบัวลำภู-บ้านนาคำไฮ-หนองคาย) [ผ่านทางอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี]

สถานที่ที่น่าสนใจ[แก้]

หมู่บ้านประมงน้ำจืด[แก้]

อยู่ที่ตำบลกองนาง ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 211 ตอนท่าบ่อ-ศรีเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านที่ชาวบ้านมีอาชีพทำการประมงน้ำจืดและเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดชนิดต่าง ๆ เช่น ปลาตะเพียน ปลาไน ปลานวลจันทร์ ปลายี่สกเทศ ปลาเกล็ดเงิน ปลาหัวโต และปลาดุกเทศ โดยจัดส่งไปจำหน่ายยังกรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตชาวบ้านที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง

หมู่บ้านทำยาสูบ[แก้]

อยู่บริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 211 ตอนสี่แยกหนองคาย-ท่าบ่อ มีชาวบ้านทำไร่ยาสูบตามแนวเลียบริมฝั่งโขง มีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม เป็นวิถีชีวิตชาวบ้านที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง

หมู่บ้านทำแผ่นกระยอ[แก้]

หมู่บ้านทำแผ่นกระยอ

อยู่บริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 211 ตอนแยกทางหลวงหมายเลข 2 (หนองสองห้อง)-ท่าบ่อ เป็นหมู่บ้านทำแผ่นกระยอ เป็นแผ่นแป้งสำหรับใช้ทำเปาะเปี๊ยะ มีการส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนและวิถีชีวิตที่น่าสนใจ

แหล่งโบราณคดีบ้านโคกคอน[แก้]

อยู่ที่บ้านโคกคอน ตำบลโคกคอน เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องมาถึงสมัยทวารวดี ได้มีการขุดพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณและเครื่องใช้ต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก โบราณวัตถุที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องมือหินขัด กำไลหิน หัวลูกศรหิน กระพรวนสำริด แท่งดินเผา มลายภาชนะดินเผาแบบเนื้อดิน บางชิ้นมีลายเขียนสีแดงแบบกลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียง เสมาหินสมัยทวารวดี และครกหินใหญ่ที่สันนิษฐานว่าเป็นเบ้าหลอมโลหะ นอกจากนี้ยังได้พบเหรียญฟูนันสมัยทวารวดี

หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ[แก้]

หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ

ประดิษฐานอยู่ ณ วิหารวัดศรีชมภูองค์ตื้อ บ้านน้ำโมง ตำบลน้ำโมง หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อสร้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เมื่อปี พ.ศ. 2105 โดยใช้ทองเหลืองและทองแดงหนัก 1 ตื้อ (ประมาณ 12,000 กิโลกรัม) แล้วหล่อเป็นส่วน ๆ โดยหล่อพระเกศเป็นลำดับสุดท้าย เมื่อหล่อเสร็จประกอบเป็นองค์พระแล้วได้นำมาประดิษฐาน ณ วัดโกสีย์ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดศรีชมภูองค์ตื้อ เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงทราบและได้เสด็จมาทอดพระเนตรแล้วเกิดศรัทธา จึงได้ทรงสร้างพระวิหารเพื่อให้เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าองค์ตื้อ และปันเขตแดนให้เป็นเขตของพระเจ้าองค์ตื้อพร้อมทั้งมีบริวาร 13 หมู่บ้าน

พระเจ้าองค์ตื้อเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสำริดขนาดใหญ่ และถือว่าใหญ่ที่สุดของจังหวัดหนองคาย มีพุทธลักษณะงดงามมาก หน้าตักกว้าง 3.30 เมตร สูง 4 เมตร ชาวหนองคายและประชาชนทั่วไปทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงนับถือหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาได้กำหนดเป็นพระราชพิธีที่กษัตริย์เวียงจันทน์ต้องเสด็จมานมัสการทุก 4 เดือน โดยแต่งขบวนช้าง ม้า และราบ มาสักการะจากวัดท่าคกเรือจนถึงวัดพระเจ้าองค์ตื้อเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร ถนนนี้จึงได้ชื่อว่า "จรดลสวรรค์" มาจนถึงทุกวันนี้

ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 มีการเวียนเทียนรอบพระวิหารพระเจ้าองค์ตื้อ และตอนเช้าวันแรม 1 ค่ำ มีการจุดบั้งไฟบูชาพระเจ้าองค์ตื้อ และเป็นวันสิ้นสุดงานสมโภชพระเจ้าองค์ตื้อ ซึ่งมีเป็นประจำทุกปีตั้งแต่วันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4 ไปจนถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 4

อ้างอิง[แก้]