อาโวกาโด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อาโวกาโด
กลุ่มใบและผลขอลอาโวกาโด
Avocado fruit and foliage, Huntington Library, California
ผลสุกของอาโวกาโด
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Plantae
ไฟลัม: Angiosperms
อันดับ: Laurales
วงศ์: Lauraceae
สกุล: Persea
สปีชีส์: P. americana
ชื่อทวินาม
Persea americana
Mill
ชื่อพ้อง

Persea gratissima

อาโวกาโด (อังกฤษ: avocado) หรือลูกเนย เป็นผลไม้ที่มีเนื้อมันเป็นเนย เป็นต้นไม้พื้นเมืองของรัฐปวยบลาในประเทศเม็กซิโก[1] จัดเป็นพืชดอกในวงศ์ Lauraceae ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกับ อบเชย, กระวาน และ เบย์ลอเรล (bay laurel) ผลของ อาโวกาโด หรือ alligator pear (สาลี่จระเข้) มีรูปทรงคล้ายสาลี่ รูปไข่ หรือรูปกลม มิชชันนารีชาวสหรัฐนำมาปลูกในประเทศไทยครั้งแรกที่ จังหวัดน่าน [2] ต่อจากนั้น จึงมีหน่วยงานต่างๆนำอะโวคาโดมาปลูกมากขึ้น

อะโวคาโดเป็นไม้ยืนต้น ต้นโตเต็มที่สูงถึง 18 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อน ผิวขรุขระ ใบสีเขียวสด ดอกขนาดเล็ก สีเขียวอมเหลือง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งผลกลมรีหรือทรงลูกแพร์ มีทั้งพันธุ์เปลือกหนาและเปลือกบาง เนื้อมีตั้งแต่เหลืองอ่อนจนถึงเหลืองเข้ม รสมัน เนื้อละเอียด ไม่มีกลิ่น มีเมล็ดเดียว มีรกหุ้มเมล็ด อะโวคาโดแบ่งเป็น 3 เผ่าคือ[2]

  • เผ่ากัวเตมาลา ผลสีเขียว ขั้วผลขรุขระ เมล็ดเรียบเล็กค่อนข้างกลม เนื้อหนา ไขมันสูง ชอบอากาศหนาวเย็นปานกลาง
  • เผ่าเวสต์อินเดียน ผิวผลเรียบเป็นมัน สีเขียวอมเหลือง เปลือกหนา เมล็ดอยู่ในโพรงเมล็ดอย่างหลวมๆ รสหวานอ่อน ไขมันน้อย ชอบอากาศร้อน
  • เผ่าเม็กซิโก ผลเล็กเรียบ เมื่อแก่สีม่วง เปลือกบางกว่าอีก 2 เผ่า เปลือกหุ้มเมล็ดบาง เมล็ดใหญ่อยู่ในโพรงเมล็ดอย่างหลวมๆ มีไขมันมากที่สุด ทนอากาศเย็นได้ดีที่สุด

อาโวกาโดเป็นผลไม้ที่มีการค้าขายและเพาะปลูกในภูมิอากาศเขตร้อนทั่วโลก (และบางส่วนในเขตอบอุ่น เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย) มีผลสีเขียวทางลูกสาลี่ที่จะสุกหลังการเก็บเกี่ยว ต้นไม้สามารถถ่ายเรณูในต้นเดียวกันได้และบางครั้งการขยายพันธุ์จะใช้การติดตาตอนกิ่งเพื่อที่จะสามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณของผลได้

การใช้ประโยชน์[แก้]

นมปั่นกับอะโวกาโดแบบอินโดนีเซีย ใส่ช็อกโกแลต
อาโวกาโด (ดิบ)
คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม (3.5 ออนซ์)
พลังงาน 670 kJ (160 kcal)
8.53 g
น้ำตาล 0.66 g
ใยอาหาร 6.7 g
14.66 g
อิ่มตัว 2.13 g
ไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 9.80 g
ไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 1.82 g
2 g
วิตามิน
ไทอามีน (บี1)
(6%)
0.067 mg
ไรโบเฟลวิน (บี2)
(11%)
0.130 mg
ไนอาซิน (บี3)
(12%)
1.738 mg
(28%)
1.389 mg
วิตามินบี6
(20%)
0.257 mg
โฟเลต (บี9)
(20%)
81 μg
วิตามินซี
(12%)
10 mg
วิตามินอี
(14%)
2.07 mg
วิตามินเค
(20%)
21 μg
ธาตุโลหะ
แคลเซียม
(1%)
12 mg
เหล็ก
(4%)
0.55 mg
แมกนีเซียม
(8%)
29 mg
ฟอสฟอรัส
(7%)
52 mg
โพแทสเซียม
(10%)
485 mg
สังกะสี
(7%)
0.64 mg
ธาตุประกอบอื่นๆ
น้ำ 73.23 g

ร้อยละของปริมาณที่ต้องการในแต่ละวัน

เป็นประมาณการสำหรับผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน
ที่มา: USDA Nutrient Database

อะโวกาโดกินดิบไม่ได้เพราะมีแทนนินทำให้ขม กินมากจะปวดศีรษะ[2] รับประทานได้แต่ผลสุก กินเป็นผลไม้สด หรือกินกับไอศกรีม น้ำตาล นมข้นหวาน สลัด เค้ก ชาวเม็กซิโกใช้เนื้ออะโวกาโดปรุงอาหารแทนเนย และนำมาสกัดน้ำมันทำเครื่องสำอาง

ในฟิลิปปินส์ บราซิล อินโดนีเซีย เวียดนามและอินเดียใต้ นิยมกินอะโวกาโดกับนมปั่นหรือไอศกรีม ในบราซิล เวียดนาม ฟิลิปปินส์ [3] และอินโดนีเซียจะเติมน้ำตาล นมหรือน้ำ และเนื้ออะโวกาโด บางครั้งราดด้วยช็อกโกแลต

ความเป็นพิษ[แก้]

บางคนแพ้อะโวคาโด โดยแพ้ในรูปของละอองเกสร หรือหลังจากรับประทานอะโวกาโดเข้าไปที่เรียก latex-fruit syndrome[4] เพราะเกี่ยวข้องกับการแพ้ลาเท็กซ์[5] อาการที่ปรากฏได้แก่ ลมพิษ ผื่นคัน ปวดท้อง อาเจียน หรืออาจจะเสียชีวิตได้[6]

ใบ เปลือกต้น และเปลือกชั้นเอนโดคาร์บของอะโวกาโดเป็นพิษต่อสัตว์หลายชนิดทั้งแมว หมา แพะ กระต่าย หนู นก ปลา ไก่ และม้า[7] ผลเป็นพิษกับนกบางชนิด American Society for the Prevention of Cruelty to Animals (ASPCA) ได้ประกาศว่าอะโวกาโดเป็นพิษต่อสัตว์[8] อะโวกาโดเป็นส่วนผสมในอาหารสุนัข[9] และอาหารแมว[10] ชนิด AvoDerm ซึ่ง ASPCA ปฏิเสธที่จะรับรองว่าปลอดภัยหรือไม่

อ้างอิง[แก้]

  1. Chen, H.; Morrell, P. L.; Ashworth, V. E. T. M.; De La Cruz, M.; Clegg, M. T. (2008). "Tracing the Geographic Origins of Major Avocado Cultivars". Journal of Heredity 100 (1): 56–65. doi:10.1093/jhered/esn068. PMID 18779226. 
  2. 2.0 2.1 2.2 นิดดา หงส์วิวัฒน์ และทวีทอง หงส์วิวัฒน์. อะโวคาโด ใน ผลไม้ 111 ชนิด: คุณค่าอาหารและการกิน. กทม. แสงแดด. 2550 หน้า 267 – 269
  3. Zeldes, Leah A. (2010-06-02). "Eat this! The ‘Hass’ avocado, black and green and creamy". Dining Chicago. Chicago's Restaurant & Entertainment Guide, Inc. สืบค้นเมื่อ 2010-06-20. 
  4. Brehler R, Theissen U, Mohr C, Luger T (April 1997). ""Latex-fruit syndrome": frequency of cross-reacting IgE antibodies". Allergy 52 (4): 404–10. doi:10.1111/j.1398-9995.1997.tb01019.x. PMID 9188921. 
  5. "Latex allergy". Better Health Channel. 
  6. "General Information for Avocado". InformAll Database. 
  7. "Notes on poisoning: avocado". Canadian Biodiversity Information Facility. 2006-06-30. สืบค้นเมื่อ 2007-12-29. 
  8. "Avocado". ASPCA Animal Poison Control Center. 
  9. "AvoDerm Natural Premium Dog Food". สืบค้นเมื่อ 2009-01-13. 
  10. "AvoDerm Natural Premium Cat Food". สืบค้นเมื่อ 2009-01-13. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]